อมรรัตน์ ล้อถิรธร...รายงาน
การยอมถอนฟ้องต่อกันทั้งคดีแพ่ง และอาญา จากกรณี “สินบนคาร์ปาร์ก” สุวรรณภูมิ ระหว่างน้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ “เยาวเรศ ชินวัตร” กับมือเปิดโปงทุจริตของ ปชป. “อลงกรณ์ พลบุตร” สร้างความผิดหวังแก่สังคมเป็นอันมากยิ่ง ถ้าใครเคยฝากความหวังไว้มากว่างานนี้จะเอาผิดคนทุจริตเรียกรับสินบนได้ ความรู้สึกหมดศรัทธาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นทวีคูณ ก่อนจะถึงวันนี้ที่คดีพลิกผัน เราไปย้อนรอย “สินบนคาร์ปาร์ก” กันอีกครั้ง เพื่อดูท่วงท่าของผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนว่าวันนั้นเป็นอย่างไร? และวันนี้เป็นอย่างไร?
คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายงานพิเศษ
คดีเรียกรับสินบนโครงการก่อสร้างอาคารจอดรถในสนามบินสุวรรณภูมิ (คาร์ปาร์ก) ถูกเปิดโปงโดยนายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 12 ก.ค.2548 โดยนายอลงกรณ์ ระบุว่า มีญาตินายกฯ และบุคคลในรัฐบาล เรียกรับเงินจากบริษัท ลัทธ์เฟอร์ไทย จำนวน 300 ล้าน เพื่อเป็นค่าวิ่งเต้นให้ได้งานก่อสร้างอาคารจอดรถในสนามบินสุวรรณภูมิ แต่สุดท้ายนอกจากจะไม่ได้งานแล้ว ยังไม่ได้เงินที่บริษัทฯ ได้จ่ายไปแล้ว 25 ล้านคืนด้วย พอบริษัทดังกล่าวพยายามทวงเงินคืน ทุกคนที่เกี่ยวข้องก็หลบหน้ากันหมด ทางบริษัทฯ จึงได้ร้องเรียนเรื่องนี้ผ่านตู้รับเรื่องร้องทุกข์ของนายกฯ ทักษิณ โดยนายอลงกรณ์คุยว่าตนมีสำเนาเอกสารต่างๆ ในเรื่องนี้พร้อม โดยได้จากข้าราชการในทำเนียบรัฐบาลคนหนึ่ง ซึ่งหลังจากพิจารณาแล้วเชื่อได้ว่าน่าจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง
ในตอนนั้น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีคมนาคม ยังออกมาท้าว่า ถ้าฝ่ายค้านมีหลักฐานจริงก็ควรเผยตัวผู้เสียหาย แล้วแจ้งความ อย่าเอาแต่พูดผ่านสื่อ
4 วันต่อมา (16 ก.ค.48) นายอลงกรณ์ได้นำวีซีดีบันทึกคำให้การของนายลัทธพล หรือนิธินันท์ เกษโกทิน เจ้าของบริษัท ลัทธ์เฟอร์ไทย ออกมาเปิดยืนยันผ่านสื่อมวลชน โดยในวีซีดีนั้นนายลัทธพลได้พูดถึงขั้นตอนการเรียกรับเงินของญาตินายกฯ และผู้เกี่ยวข้องอย่างละเอียด วีซีดีความยาวกว่าครึ่งชั่วโมง
หลังจากนั้นไม่เท่าไหร่ก็ได้เกิดเหตุการณ์พลิกผัน เมื่อนายลัทธพลได้จัดทำวีซีดีชุด 2 ออกมาให้สื่อเผยแพร่ ความยาวเพียง 4 นาที โดยยืนยันว่าไม่เคยจ่ายสินบนให้ญาตินายกฯ ตามที่นายอลงกรณ์อ้างแต่อย่างใด ทั้งยังบอกว่าการพูดในวีซีดีชุดแรกของตนที่นายอลงกรณ์นำไปเปิดเผยนั้น เกิดขึ้นเมื่อเดือน ม.ค.2548 ช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไป โดยขณะที่ตนรับประทานอาหารอยู่ ได้มีกลุ่มบุคคลเชิญตนขึ้นรถ แล้วให้ไปอัดวีซีดีดังกล่าว!?!
ทั้งนี้ การออกมากลับลำของนายลัทธพลทำให้กระแสเริ่มสับสน ขณะที่ น.ต.ศิธา ทิวารี โฆษกพรรคไทยรักไทย ออกมาขู่นายอลงกรณ์ว่าสร้างหลักฐานเท็จ ระวังจะถูกดำเนินคดี ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้นายลัทธพลออกมาเผยตัวเพื่อชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ น.ต.ศิธา ยังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดนายอลงกรณ์จึงไม่แจ้งความดำเนินคดีหากเชื่อว่าสินบนดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ไม่เท่านั้น น.ต.ศิธา ยังพยายามจับผิดนายอลงกรณ์ด้วยว่า เป็นคนเขียนบทให้นายลัทธพลพูดในวีซีดีชุดแรกหรือไม่ เพราะพูดคล่องยิ่งกว่านายลัทธพลเสียอีก
“เราจะเห็นได้จากในวีซีดีชุดที่ 1 ที่คุณอลงกรณ์นำมา แล้วคุณอลงกรณ์ก็ให้สัมภาษณ์ว่า เชื่อว่าไม่มีใครจะจำบทพูดได้ละเอียดลออชนิดดาราตุ๊กตาทองยังอาย ขอบอกนะว่าเวลาดูในวีซีดีเนี่ย ขอให้ดูให้ดีนะ คุณลัทธพลไม่ได้พูดปากเปล่านะ มีการแอบดูสคริปต์ที่เขียนให้ดูด้านล่าง เมื่อถึงข้อมูลที่สำคัญ ถึงชื่อตัวบุคคล ซึ่งถ้าเกิดมีการเรียกร้องรับผลประโยชน์และไปเจอกันหลายครั้ง มีการต่อรองกันหลายครั้ง น่าที่จะจำชื่อได้ ซึ่งคุณลัทธพลไม่สามารถที่จะจำข้อมูลได้ทั้งหมด ต้องอ่านอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณอลงกรณ์พูดหรอก บอกว่า จำบทพูดได้ละเอียดลออชนิดดาราตุ๊กตาทองยังอาย ไม่ใช่ คนที่จำบทพูดได้อย่างละเอียดลออชนิดที่ราคาตุ๊กตาทองยังอาย ซึ่งผมจะบอกว่า จำได้เหมือนเป็นคนเขียนบทเลยด้วยซ้ำหรือไม่เนี่ย ก็คือตัวคุณอลงกรณ์เอง เพราะคุณอลงกรณ์พูดคล่องกว่าที่นายลัทธพลพูด”
ด้านนายอลงกรณ์ ยังยืนยันว่า มั่นใจว่าหลักฐานเอกสารต่างๆ ที่มีอยู่จะสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงในศาลได้ จากนั้นนายอลงกรณ์ได้หอบหลักฐานเป็นสำเนาเอกสาร 19 รายการ และวีซีดีบันทึกภาพและเสียงนายลัทธพล เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2548 ว่า นางเยาวเรศ ชินวัตร (ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ) กับพวก ประกอบด้วย นางณัฐชา นัยชล, นายปัญญา พลายเวช, นายชยันต์ สมนิยาม, นางเรณู ศรีเกษม และ น.ส.กิตติมา หรือจิตติมา บุนนาค กระทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 143 (ภายหลังนายอลงกรณ์ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษผู้เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 2 คน คือ นายพูลสวัสดิ์ มูลศาสตร์สาทร อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย และนายบุรินทร์ เกิดโภชา เลขานุการนายพูนสวัสดิ์ โดยนายอลงกรณ์ ชี้ว่า การกระทำผิดในโครงการนี้มีด้วยกัน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นนักการเมือง กลุ่มที่ 2 เป็นเครือญาตินายกฯ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน โดยกลุ่มแรกเรียกรับสินบน 25 ล้านบาท มีนายชยันต์ สมนิยาม เป็นคนพานายลัทธพล เข้าพบเครือญาตินายกฯ
นายอลงกรณ์ยังแสดงความไม่แปลกใจที่นายลัทธพลออกมากลับลำในวีซีดีชุด 2 โดยบอกว่า เพราะนายลัทธพลมีทางเลือกแค่ 2 ทาง คือ ถ้าไม่ตายก็ต้องกลับคำให้การ พร้อมยืนยันว่าตนไม่ได้บอกบทให้นายลัทธพลพูดตามที่ น.ต.ศิธา กล่าวหา และว่าที่ผ่านมาตนเคยโทรศัพท์หานายลัทธพลแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าไม่เชื่อก็ตรวจสอบได้
“ผมเรียนว่า ผมเคยโทรศัพท์ไปถึงนายลัทธพลครั้งเดียว และไม่เคยพบคนนี้อีกเลย เพราะผมได้เจาะลึกสืบลับเข้าไปถึงพยาน และผมรู้เลยว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนใหญ่คนโต มีอิทธิพลคับบ้านคับเมือง ดังนั้นจึงต้องหาพยานบุคคลที่รู้เห็นรับรู้เรื่องเหล่านี้เป็นหลักสำคัญ และนายลัทธพลทำผิดกฎหมายด้วย ผมไม่สุงสิงด้วยหรอก ผมกล้าพิสูจน์ขณะนี้ เพราะฉะนั้นให้รัฐบาล ซึ่งผมว่าหลายหน่วยงานกำลังร้องเรียนว่า มีการดักฟังโทรศัพท์อะไรเนี่ย เขาต้องรู้สิ ไปบอกคุณศิธาหน่อย บอก ส.ส.ไทยรักไทยหน่อย”
นายอลงกรณ์ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากการจ่ายสินบนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริง เหตุใดนายลัทธพลจึงต้องไปร้องเรียนเรื่องนี้ที่หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เมื่อเดือน ม.ค.2548 กระทั่งคอลัมนิสต์ชื่อ “ต้อย ต้นโพธิ์” ได้เขียนลงเอ็กไซต์ไทยโพสต์ถึง 3 วันด้วยกัน (11-13 ม.ค.2548)
ด้าน “ต้อย ต้นโพธิ์” คอลัมนิสต์เอ็กไซต์ไทยโพสต์ ยืนยันว่า เรื่องที่นายอลงกรณ์นำมาเปิดเผยเป็นเรื่องเดียวกับที่ตนได้รับการร้องเรียนจากนายลัทธพล โดยนายลัทธพลมาร้องเรียนด้วยตัวเองเมื่อเดือน ม.ค.48 อย่างไรก็ตาม ต้อย ต้นโพธิ์ ไม่ขอออกความเห็นเกี่ยวกับการออกวีซีดีของนายลัทธพล โดยบอกเพียงว่าเห็นใจนายลัทธพล เพราะบางทีก็ต้องเอาตัวรอด
ขณะที่ นายต่อตระกูล ยมนาค นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ชี้ว่า การเรียกเงินค่าวิ่งเต้นคาร์ปาร์ก 300 ล้าน เกิดขึ้นจริง และมีการจ่ายจริง แต่นายลัทธพลคงจะไม่กล้าแล้ว เพราะมีขบวนการข่มขู่ลูกเมีย และมีหน่วยที่ทำให้ตายเหมือนอุบัติเหตุได้ ไม่ใช้วิธีอุ้มดังที่เคยเกิดกับนายสมชาย นีละไพจิตร แล้ว
ส่วนทางด้าน นางเยาวเรศ ชินวัตร ปฏิเสธไม่ขอพูดถึงสินบนคาร์ปาร์กที่นายอลงกรณ์ออกมากล่าวหา โดยออกตัวว่าตนไม่ใช่นักการเมือง พูดไม่เป็น ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
ทั้งนี้ หลังจากนายอลงกรณ์เข้าแจ้งความต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินคดีต่อนางเยาวเรศ กับพวกรวม 6 คน ฐานเรียกรับสินบนคาร์ปาร์กจากนายลัทธพลเมื่อวันที่ 25 ก.ค. แล้ว ให้หลังเพียง 1 วัน นางเยาวเรศก็ได้ส่งทนายไปฟ้องกลับนายอลงกรณ์ต่อศาลอาญาฐานหมิ่นประมาท โดยฟ้องหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ด้วย นอกจากนี้ยังฟ้องนายอลงกรณ์ ฐานใช้เอกสารปลอมแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน รวมทั้งฟ้องแพ่งนายอลงกรณ์ ฐานละเมิดหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยเรียกค่าเสียหายจากอลงกรณ์ 500 ล้าน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
ซึ่งต่อมานายอลงกรณ์ได้ไปฟ้องกลับนางเยาวเรศทุกคดีเช่นกัน โดยนอกจากฟ้องศาลอาญาแล้ว ยังฟ้องแพ่ง เรียกค่าเสียหายจากนางเยาวเรศรวม 10 ล้าน (2 สำนวน)
นอกจากทั้งสองฝ่ายจะฟ้องกันไปมาแล้ว นายอลงกรณ์ยังได้นำหลักฐานโดยเฉพาะวีซีดีคำให้การของนายลัทธพลทั้ง 2 ชุด รวมทั้งเทปลับการทวงเงินของนายลัทธพล ไปมอบให้ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 ก.ค. เพื่อตรวจพิสูจน์ว่าเป็นเสียงคนคนเดียวกันหรือไม่ และมีการตัดต่อหรือไม่ ซึ่ง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ได้จัดส่งไปตรวจพิสูจน์ที่ต่างประเทศ โดยไม่เปิดเผยว่าประเทศใด เพื่อป้องกันการล็อบบี้ (ล่าสุด พญ.คุณหญิงพรทิพย์ เผยเมื่อวันที่ 18 ต.ค.49 ว่า ได้ส่งวีซีดีดังกล่าวให้ ผอ.เอฟบีไอ หรือสำนักงานสอบสวนกลางแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ตรวจสอบ โดยเมื่อ 2 เดือนที่แล้วก็ได้ทวงถามไปแต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า)
ไม่เพียงนางเยาวเรศจะฟ้องนายอลงกรณ์ และ นสพ.ไทยโพสต์ แต่ยังฟ้องนายลัทธพล เกษโกทิน เจ้าของบริษัท ลัทธ์เฟอร์ไทย ด้วย ฐานหมิ่นประมาทด้วยการออกวีซีดีชุดแรกกล่าวหาว่านางเยาวเรศเรียกรับสินบนคาร์ปาร์ก ขณะที่นายลัทธพลก็ให้ทนาย (สุกิจ พูนศรีเกษม) ฟ้องกลับนางเยาวเรศเช่นกัน (21 พ.ย.48) โดยเรียกค่าเสียหาย 100 ล้าน ทั้งนี้ นายสุกิจชี้ว่า นางเยาวเรศก็รู้ดีอยู่แล้วว่านายลัทธพลไม่ได้เป็นผู้จัดทำวีซีดี แต่ยังมาฟ้องดำเนินคดีนายลัทธพลอีก ทำให้นายลัทธพลได้รับความเสียหาย
อย่างไรก็ตาม คำพูดของนายสุกิจเมื่อวันที่ 21 พ.ย.48( มีปรากฏบนเว็บไซต์สำนักงานกฎหมายของนายสุกิจ www.sukit-lawyer.com) สะท้อนชัดเจนว่า นายลัทธพลได้มีการจ่ายเงินจริง และได้คืนแล้วบางส่วนแต่ยังไม่ครบ โดยนายสุกิจ กล่าวว่า “คดีนี้เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร” และว่า “นายลัทธพลเองก็ยอมรับว่าได้คืนมาบางส่วนแล้ว ส่วนที่เหลือก็น่าจะคืนเสียให้หมด ขณะนี้นายลัทธพลเองก็ต่อสู้โดยลำพัง ธนาคารก็ระงับวงเงินไม่ยอมให้ใช้เงิน ทำให้กิจการค้าต่างๆ ที่นายลัทธพลมีอยู่ต้องหยุดชะงัก และมีเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารเพื่อชำระค่าสินค้าให้นายลัทธพล ธนาคารก็นำไปหักหนี้เบิกเกินบัญชี เช็คที่นายลัทธพลสั่งจ่ายก็มีปัญหา เพราะธนาคารเองเห็นว่านายลัทธพลไปมีเรื่องกับผู้มีอำนาจ ทั้งที่นายลัทธพลมีพยานหลักฐานมั่นคงว่าถูกกระทำให้ได้รับความเสียหาย ก็อยากจะวิงวอนท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายที่ทำงานให้คุณลัทธพลแล้วไม่บรรลุผล ก็ให้รีบคืนเสียโดยเร็ว ส่วนนายธนา เบญจาธิกุล ทนายความของคุณเยาวเรศ คุณลัทธพลก็บ่นน้อยใจว่า ให้ความหวังมาโดยตลอด ถ้าหากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับญาติพี่น้องคุณธนาบ้างในลักษณะอย่างนี้ คุณธนาจะมีความรู้สึกอย่างไร คุณลัทธพลขอความเห็นใจด้วยครับ อย่ารังแกกันให้มากกว่านี้เลย”
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องคดีที่นางเยาวเรศฟ้องนายลัทธพลเมื่อวันที่ 17 ต.ค.48 ซึ่งนางเยาวเรศได้ตอบการซักค้านของทนายสุกิจ โดยมีความเชื่อมโยงระหว่างนางเยาวเรศกับบุคคลหลายๆ คนที่ถูกนายอลงกรณ์ฟ้องพร้อมกับนางเยาวเรศ เช่น นางเยาวเรศยอมรับว่า รู้จักกับนางณัฐชา นัยชล เพราะเคยเป็นผู้จัดการบริษัทธุรกิจด้านอาหารเสริมของตน พร้อมยอมรับว่า เคยมอบให้นางณัฐชาไปติดต่อธุรกิจแทน แต่อ้างว่า ไม่ใช่ทุกเรื่อง และเมื่อทนายสุกิจ นำเอกสารที่ลงนามรับรองโดยนางณัฐชาที่ระบุว่า นายลัทธพลโอนเงินเข้าบัญชีให้ 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 1 ส.ค.46 จำนวน 5 ล้าน และครั้งที่ 2 วันที่ 5 ก.ย.46 จำนวน 20 ล้าน ให้นางเยาวเรศดูว่า ใช่ลายเซ็นของนางณัฐชาจริงหรือไม่? นางเยาวเรศ ก็ยอมรับว่า “ใช่” แต่อ้างว่า ไม่ทราบว่าเอกสารดังกล่าวปลอมหรือไม่?
เมื่อทนายสุกิจ ถามนางเยาวเรศว่า รู้จักนายปัญญา พลายเวช, นายชยันต์ สมนิยาม, นางเรณู ศรีเกษม, น.ส.กิตติมา หรือจิตติมา บุนนาค, นายพิศาล มูลศาสตร์สาทร, นายพูนสวัสดิ์ มูลศาสตร์สาทร และนายบุรินทร์ เกิดโภชา (ซึ่งถูกนายอลงกรณ์ฟ้องฐานร่วมกับนางเยาวเรศเรียกรับเงินโครงการคาร์ปาร์ก) รวมทั้งเคยไปพบบุคคลดังกล่าวและนายลัทธพลที่โรงแรมรีเจนท์ โฟร์ซีซั่นส์, โรงแรมอโนมา ประตูน้ำ และโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เซ็นทรัลลาดพร้าว หรือไม่? นางเยาวเรศ ตอบว่า รู้เพียงว่านายพิศาลเคยเป็นนักการเมืองและอดีตรัฐมนตรี ส่วนคนอื่นไม่รู้จัก แต่ยอมรับว่าตนเคยไปที่โรงแรมดังกล่าวจริง แต่ไปในงานของสภาสตรีฯ และงานการกุศลต่างๆ
ทนายสุกิจ ถามนางเยาวเรศต่ออีกว่า หลังจากมีข่าวว่านายลัทธพลยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ) แล้ว นายกฯ เคยสอบถามรายละเอียดจากนางเยาวเรศหรือไม่? นางเยาวเรศ ตอบว่า ไม่เคย แต่เมื่อทนายสุกิจ ถามว่า นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้ติดตามนายกฯ เคยโทรศัพท์สอบถามนางเยาวเรศเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ นางเยาวเรศ กลับตอบว่า “เคย” และเมื่อทนายสุกิจ ถามว่า นางเยาวเรศเคยถูกฟ้องในคดีอาญาฐานฉ้อโกงใช่หรือไม่? นางเยาวเรศ ยอมรับว่า “ใช่” โดยเคยถูกบริษัท ลา บูติก กรุ๊ป จำกัด ฟ้องร้องจริงเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน!
หลากหลายคำตอบของนางเยาวเรศ รวมทั้งการโอดครวญของนายลัทธพลผ่านทนายสุกิจ น่าจะชัดเจนระดับหนึ่งแล้วว่า คดีเรียกรับสินบนคาร์ปาร์กจริง-เท็จแค่ไหน? ซึ่งการปล่อยให้มีการพิสูจน์ทราบโดยกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาล น่าจะเป็นหนทางไขข้องใจได้ดีที่สุด หากนางเยาวเรศกับพวกรวม 8 คน กระทำผิดฐานเรียกรับสินบนคาร์ปาร์กจริง ก็ต้องรับกรรมกันไป แต่วันนี้ คดีกลับพลิกผันอีกครั้ง เมื่อนางเยาวเรศและนายอลงกรณ์ จูบปากยอมถอนฟ้องต่อกันทุกคดีทั้งในศาลแพ่งและศาลอาญา โดยอ้างว่า สถานการณ์การเมืองวันนี้เปลี่ยนไป ถึงดำเนินคดีไปก็ไม่เป็นประโยชน์!?!
นายอลงกรณ์ ยังได้ชี้แจงในวันนี้ (19 ต.ค.) ด้วยว่า การถอนฟ้องต่อกันดังกล่าว ไม่ได้เป็นการยอมความจูบปาก หรือเกี้ยเซี๊ยะต่อกัน แต่เป็นการให้ความร่วมมือต่อศาลที่มีนโยบายไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พร้อมยืนยันด้วยว่าการถอนฟ้องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับคดีที่ตนเคยร้องทุกข์กล่าวโทษนางเยาวเรศกับพวกต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ขณะนี้อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน?
หากเป็นอย่างที่คุณอลงกรณ์พูดจริงว่า คดีนั้นยังอยู่ คุณอลงกรณ์คงต้องทำอะไรให้สังคมมั่นใจมากกว่าการพูดปากเปล่า เพราะอย่าลืมว่าในอดีตคำพูดของคุณอาจจะดูน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะออกมาเปิดโปงทุจริตของรัฐบาลทักษิณเรื่องใด สังคมจะขานรับ-จับตา และคอยลุ้นว่าผู้ที่ถูกคุณกล่าวหาจะได้รับผลกรรมอย่างไร ขนาดคดีสินบนคาร์ปาร์ก ยังเคยมีชาวบ้านจาก จ.เพชรบุรีกว่า 100 คน นำดอกไม้และ”ดาบปราบโกง”มามอบให้คุณอลงกรณ์เพื่อเป็นกำลังใจในการตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป
...แต่วันนี้ คุณได้ทำลายความหวังของชาวบ้านและผู้คนในสังคมที่รอลุ้นผลเรื่องนี้ในศาลไปแล้ว คุณยังมาพูดได้อย่างไรว่า ยังมีคดีนี้อยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอีก 1 คดี ในเมื่อคุณอลงกรณ์ก็รู้อยู่ว่า การฟ้องต่อศาลโดยตรง คดีจะดำเนินไปด้วยความรวดเร็วมากกว่าการแจ้งความผ่านตำรวจยุคทักษิณ และที่สำคัญ เมื่อคุณอลงกรณ์ยอมถอนฟ้องคุณเยาวเรศในศาลได้ แล้วยังจะมีอะไรมาการันตีได้อีกว่า คุณจะไม่ถอนฟ้องคดีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ?


