“วาสนา” เปิดใจยอมรับเบื่อเต็มแก่ แต่ห่วงจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น ช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. ยัน กกต.ที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ได้ตาม ม.141 ไล่ไปอ่านคำวินิจฉัยศาล รธน.เลือกตั้ง 2 เม.ย.ไม่มีคำไหนบอกว่า กกต.ผิด ยังปากดีเหมือนเดิม ท้าฟ้องศาล-ถอดถอน มั่นใจไม่ผิด แต่พร้อมออกตลอดเวลาไม่อยู่ตายคาเก้าอี้ ขณะนี้กำลังเร่งรัดงานให้เสร็จแล้วจะตัดสินใจ ระบุเคยถูกครหาว่าเป็นคนของ ปชป. พร้อมมอบเพลงโลกนี้คือละครให้ตัวเอง เตรียมออกหนังสือแจงจันทร์นี้
เมื่อคืนที่ผ่านมา (3 มิ.ย.) ที่พญากัมพุช รีสอร์ท จ.จันทบุรี พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดใจต่อสื่อมวลชนในหลายเรื่อง โดยช่วงแรกของการสนทนา พล.ต.อ.วาสนา เล่าถึงประวัติการทำงานว่าปัจจุบันตนอายุ 65 ปี และตลอดระยะเวลารับราชการไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ทำงานเพื่อแผ่นดินด้วยใจบริสุทธิ์ ตั้งแต่เป็น ร.ต.ต.ก็ไปประจำอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารไม่เคยบ่น จนกระทั่งมาเป็นมาเป็นเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เคยยึดทรัพย์มาเป็นจำนานมาก ทั้ง 50-100 ล้านบาท แต่ไม่เคยคิดที่จะเอาสักสลึงเดียว
หลังจากนั้นก็มีเพื่อนฝูงมาชักชวนให้ไปสัมมนาเตรียมตัวก่อนวัยสูงอายุ แต่ตนก็ไม่ได้ไป เพราะคิดว่าชีวิตนี้ไม่มีเหงา เพราะหลังจากเกษียณไปตนก็มีสวนไร่นา มีเพื่อนฝูงที่สนิททั้งต่างจังหวัด และกทม. แต่เมื่อตนคิดว่ายังพอมีแรงก็จึงตัดสินใจมาสมัครเป็นคณะกรรมการการเลือดตั้ง (กกต.) ในวันสุดท้าย ซึ่งตนก็ได้การสรรหาด้วย 9 จาก 12 เสียง มาเป็นคนแรก และเมื่อเข้าสู่กระบวนการคัดสรรจากวุฒิสภา ก็ได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่งด้วยคะแนนสูงถึง 133 เสียง
พล.ต.อ.วาสนา กล่าวว่า ขณะที่มีการสรรหาก็มีเสียงครหาว่าตนเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล และตนผ่านการเป็นเลขาฯ ปปง.ในสมัยนั้น แต่เมื่อผ่านการสรรหาจาก ส.ว.ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนของพรรคไทยรักไทย แต่ตนก็เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้เข้ามาเป็น กกต. และตั้งใจว่าจะเข้ามาจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม และเที่ยงธรรม ทำให้การเลือกตั้งสะอาดที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่เมื่อเข้ามาปฏิบัติจริงๆ ตนยอมรับว่าทำไม่ได้
เนื่องจาก กกต.มีเจ้าหน้าที่และบุคลากรจำนวนน้อย ไม่มีแขนขาที่พร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น การที่จะรวบรวมหาพยานและหลักฐานที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง จึงไม่สามารถทำได้ ทำให้ไม่สามารถเอาผิดกับผู้สมัคร ส.ส.ได้ เพราะทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องต่างนำพยานมายันกันในคำร้อง กกต. จึงไม่สามารถที่จะลงมติได้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนก็ไม่เคยแสวงหาคนกลางมาเป็นพยาน ขนาดกฎหมายที่ระบุให้ กกต.พิจารณาลงมติเพียงแค่ “เชื่อได้ว่า” ก็ยังไม่ค่อยจะหาหลักฐานมาได้
“ผมว่าคดีเลือกตั้งยากกว่าคดีอาญา เพราะของ กกต.ไม่มีอำนาจบังคับให้มาได้ ถ้าเป็นตำรวจสามารถออกครั้งแรกออกหมายเรียก ถ้าไม่มาก็ออกหมายจับได้ เมื่อมาแล้วถ้าไม่พูด ขอโทษนะ ใช้หัวแม่เท้าขยี้เดี๋ยวก็พูด หรือไม่พูดดึกๆ ตี 2-3 จิ้มไปก็พูด นักการเมืองอาจจะกลัว กกต.ชุดแรก แต่ปัจจุบันรัฐธรรมนูญใช้มา 9 ปี ก็รู้ทางหนีทีไล่กัน เหมือนคนร้ายที่รู้ว่าจะลักทรัพย์พื้นที่ไหนถึงจะปลอดภัย” พล.ต.อ.วาสนา กล่าว
ประธาน กกต.ยอมรับว่า หลังจากที่ออกจาก ปปง. ตอนแรกก็คิดว่าอยากจะเล่นการเมือง มีคนมาทาบทามเมื่อช่วงเลือกตั้งเมื่อ 6 ม.ค.2544 จากพรรคใหญ่ทั้ง 2 พรรค ซึ่งที่ผ่านมาตนเคยทำหน้าที่อยู่ในสภา เคยรู้จัก ส.ส.และนักการเมืองระดับแกนนำเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นนายตำรวจที่ต้องประสานการตอบกระทู้ การร่างกฎหมายของกรมตำรวจ และสมัยก่อนต้องมาชี้แจงในการประชุม ก.ตร. ตั้งแต่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรี ไล่มาก็มีโอกาสสัมผัสนายกรัฐมนตรีแทบทุกคน แต่เป็นการรู้จักในหน้าที่การทำงาน ไม่ใช่เป็นการรู้จักส่วนตัว
นอกจากนี้ หากตนลง ส.ส.หรือ ส.ว.ที่ จ.จันทบุรี ก็คงไม่ได้ เพราะไม่ได้สัมผัสประชาชนอย่างแท้จริง และไม่เคยให้อะไรเขา ถ้าจะเป็น ส.ส.หรือ ส.ว.ด้วยการแจกคงไม่เป็น และถ้าไม่แจกลงสมัครไปก็คงแพ้ เรื่องนี้คนที่สมัคร ส.ส.และ ส.ว.คงรู้ดี ทั้งนี้ คนต่างจังหวัดคิดว่าคนดีคือคนที่เข้าถึงประชาชน ต้องไปงานศพ งานบวช แม้แต่ไปช่วยประกัน ตี 2-3 ก็ต้องไป แต่มีสักกี่คนที่เข้ามาเป็นจะรู้ว่าต้องทำหน้าที่อะไร คนในพื้นที่ที่เป็นข้าราชการระดับสูง ทั้งนายพล ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่ได้
พล.ต.อ.วาสนา ยังกล่าวถึงกรณีที่เคยระบุบ่อยๆ ว่าเบื่อและอยากจะลาออกว่า วันนี้ก็เบื่อเต็มแก่ แต่ที่อยู่เพราะถ้า กกต.ออกวันนี้การเลือกตั้งท้องถิ่นกว่า 300 แห่งช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. ใครจะมาทำ สั่งเลื่อนออกไปก็ไม่ได้ ส่วนกรณีที่ศาลบอกว่าหากลาออกทั้งหมดแล้วสามารถสรรหา กกต.ได้รวดเร็วนั้น เรื่องนี้ขออนุญาตไม่พูดถึงศาล ไม่ขอไปยุ่ง การสรรหา กกต.นั้นใช้เวลา 6 เดือน จากนั้นส่งไปให้วุฒิสภาตรวจสอบประวัติ ซึ่งกว่าจะเสร็จต้องใช้เวลา 6 เดือน ลองไปดูกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 141 ให้ดี ที่ระบุว่า กกต.จะพ้นจากตำแหน่งเพราะอะไรบ้าง ในวรรค 2 ก็บอกว่าให้ กกต.เท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ได้ พ.ร.บ.กกต.ก็เขียนถึงองค์ประชุม 4 ใน 5 คือเป็นสัดส่วน แล้ววันนี้มาพูดอะไรกันอยู่ไม่เข้าใจ
เมื่อถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย.49 ไม่ชอบธรรม พล.ต.อ.วาสนา กล่าวว่า คำว่าไม่ชอบธรรมเป็นคำที่พูดง่ายมาก ลองไปอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้ละเอียด มีตรงไหนที่บอกว่า กกต.ผิด มีคะแนนโนโหวตมาก แล้ว กกต.ผิดหรือ แล้วคนที่ไปประชาสัมพันธ์ไม่ให้ลงคะแนนให้ใครไม่ผิดหรือ ทำไมไม่คิดบ้าง บอกการจัดคูหาแบบหันหน้าหันหลังแล้วผิด ต่างประเทศก็จัดคูหาแบบนี้ ทำไมไม่ผิดกฎบัตรสหประชาชาติ อย่าลืมคูหากว้างแค่ 50 ซม. ยืนก็บังมิดแล้ว แต่ตนพูดไปก็โกรธอีก ถามว่าปกติเห็นหรือไม่ ขอโทษไปเสือกทำไม ถ้าไม่สอดก็ไม่เห็น ถ้าจะเอาจริงๆ ทั้งหันหลังหันหน้าก็ไม่ลับ แต่เชื่อตนไม่เห็นหรอกถ้าไม่ส่องเข้าไปก็ไม่เห็น นอกจากนี้ ที่บอกว่าตนช่วยพรรคโน้นพรรคนี้ให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น ก็ตนมีเวลา 30 วัน กฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น ตนมีเวลามากกว่านี้ที่ไหน
เมื่อถามว่า ไม่เคยเห็น กกต.ชุดไหน มีความเสี่ยงต่ออำนาจตุลาการเท่า กกต.ชุดนี้ ทั้งกรณีที่ศาลออกมาเตือนหลายครั้ง พล.ต.อ.วาสนา ย้ำว่า อย่าลืมว่าตนอายุ 65 ปี ก็ตระหนักในความรับผิดชอบและหน้าที่ ตนผ่านการสรรหามีที่ไปที่มา ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องก็ยื่นถอดถอนตามกระบวนการ หรือถ้าปัจจุบันเห็นว่าผิดก็ไปฟ้อง ซึ่งการถูกฟ้องก็เสี่ยงทั้งนั้น แต่มั่นใจว่าตนไม่ผิด
“ผมได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ผมมีหน้าที่ ถ้าผมออกก็เชื่อว่าอีก 2 คน ก็จะออก แต่ยังต้องจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น 300 แห่ง หากจัดไม่ได้ภาพรวมของประเทศต้องเสีย” ประธาน กกต. กล่าว
เมื่อถามว่า หากมีการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไปในวันที่ 15 ต.ค.นี้อาจมีปัญหา เนื่องจากศาลระบุว่ามี กกต.แค่ 3 คน จัดการเลือกตั้งไม่ได้ พล.ต.อ.วาสนา กล่าวว่า ใครมีอำนาจก็วินิจฉัยมา กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 141 ก็บอกไปแล้ว กฎหมายเลือกตั้งมาตรา 8 ก็ระบุไว้ ถ้ายังบอกว่าตนผิดก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว
เมื่อถามต่อว่า กกต.ยังอยู่เพื่อรอพิสูจน์ตัวเองหรือไม่ ประธาน กกต.กล่าวว่า อยู่หรือไม่อยู่ก็ต้องพิสูจน์ แต่ที่อยู่ก็เพราะห่วงมีเรื่องค้าง เช่น การประกาศรับรอง ส.ว.ที่เหลือ 91 คน ซึ่งหากมีการเลือกตั้ง ส.ว.ใหม่ ต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือน บอกไปแล้วว่าตอนสรรหาตนเป็น กกต.ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน แต่กรณีนี้เป็นเหตุการณ์พิเศษ ก็ยังเชื่อว่าต้องใช้เวลา 1 เดือนขึ้นไป แต่ก็มีปัญหาว่า ส.ว.จะเปิดสภาเพื่อสรรหา กกต.ได้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งนั้น
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ถ้ามี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งแล้ว กกต.จะลาออกได้หรือไม่ พล.ต.อ.วาสนา ครุ่นคิดพักหนึ่งก่อนกล่าวว่า ออกได้ตลอด มันห้ามไม่ได้ คนจะตายจะลาออก จะห้ามได้หรือ แต่ถ้าออกหมดก็จะยุ่ง ในส่วนของตนกำลังเร่งรัดงานที่ตนรับผิดชอบให้เสร็จโดยเร็ว แล้วจะตัดสินใจ ไม่ได้คิดถึงเหตุการณ์ข้างหน้า แต่ห่วงเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นจะทำอย่างไร เมื่อถามว่า ทำไม่ไม่เดินไปหาศาล เพื่อขอคำปรึกษาเรื่องนี้ ประธาน กกต.กล่าวว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่กว่าตน ไม่เคยเรียกหาแล้วตนจะไปได้อย่างไร หากไปขอเข้าพบแล้วไม่ให้พบจะทำอย่างไร ขอให้รอดูวันจันทร์-วันอังคารนี้แล้วกัน กลับไปตนจะไปพิมพ์หนังสือ เมื่อถามว่าพิมพ์หนังสืออะไร พล.ต.อ.วาสนา กล่าวทันทีว่าคอยดูวันจันทร์ หรือวันอังคารเป็นอย่างช้า
เมื่อถามต่อว่า เคยคิดในแง่การเสียสละด้วยการลาออกหรือไม่ พล.ต.อ.วาสนา กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องเสียสละ ตนไม่อยู่จนตายคาเก้าอี้ กกต. อยู่มา 7 ปีเงินเดือนไม่ได้เลื่อนเลยสักขั้น เหนื่อยแทบตาย ตนได้รับการโปรดเกล้าฯ ก็สำนึกในหน้าที่ ต้องแก้ไขงานก่อนจึงจะอำลา ทั้งนี้ สมมติว่าตอนนี้จะออกจริงๆ เพื่อนตนได้ชวนไปทำงานด้วย ให้เงินเดือนมากกว่าที่นี่ 2 เท่า มีรถพร้อมคนขับ ไม่สบายกว่าหรือ
“งานที่ค้างคุณก็ทราบ มีทั้งงานบริหารและงานสืบสวน ตอนนี้งานสืบสวนกลายเป็นเรื่องใหญ่ ชุดเก่าทิ้งค้างไว้ 500 สำนวน ผมไม่ใช่ ค.ควาย รู้ว่าจะไปวันไหน แต่หากให้ตัดตอนก็ต้องไม่เสียหายและกระทบต่อประเทศ ผมรู้ว่าทุกคนอยากให้ผมออก ผมก็ลูกมีพ่อมีแม่ ผมเป็นตำรวจตอนอายุ 27 ปี ทั้งที่คนอื่นเป็นตอนอายุ 22 ปี ที่ขึ้นมาขนาดนี้ ถามว่าผมเคยหาอะไรให้นายหรือไม่ ตนเงินเดือนขึ้น 2 ขั้น 14-15 ครั้ง ทำงานดีมาตลอด ได้ใบศิษย์เก่าดีเด่นหลายใบ แต่มาย่อยยับที่ กกต. คิดดูด่าผมหน้าด้าน หน้าหนา ผมว่าคนอื่นด้านกว่าผมอีก” พล.ต.อ.วาสนา กล่าว
พล.ต.อ.วาสนา ยังกล่าวถึงช่วงที่เดินทางไปประเทศออสเตรเลีย เพื่อไปเยี่ยมลูกชายว่า ตนเดินทางไปต่างประเทศ ไปเยี่ยมลูกก็กล่าวหาว่าตนไปรับเงินใคร ตนผ่านมาขนาดนี้จะไปรับเงินใครในต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลีย ซึ่งมีกฎหมายห้ามบุคคลขนเงินเข้าประเทศเขาเกิน 1 หมื่นเหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็ไม่เกิน 1 แสนบาท ต้องไปดีแคลร์ (แจงการนำเงินสดเข้าประเทศ) ก่อน และจะให้ไปรับเงินเป็นล้านๆ เป็นไปได้อย่างไร หากจะตรวจสอบจริงๆ ก็ให้ ปปง.ไปตรวจสอบได้ทั้งในและนอกประเทศ ไปดูบัญชีธนาคารว่ามีอยู่ที่ออสเตรเลียหรือไม่ หรือจะตรวจสอบบัญชีในประเทศไทยที่มีอยู่ก็ได้ แต่ก็มีการเต้าข่าวกัน หาว่าตนไปรับเงิน นอกจากนี้ยังมีกรณีที่หาว่าตนรวยกว่านซื้อที่ จ.จันทบุรี ที่จริงแล้วตนพาเพื่อนมาซื้อที่ที่เมืองจันทบุรี คนที่พูด พูดโง่ๆ และหากจะตรวจสอบจริงๆ เพียงแค่ให้กรมที่ดินตรวจสอบข้อมูลก็จะทราบว่าตนถือครองที่ดินในจันทบุรีกี่แปลง
พล.ต.อ.วาสนา กล่าวอีกว่า การเมืองปัจจุบันมี 2 อย่าง คือ แย่งชิงอำนาจ และผลประโยชน์ ตอนนี้ทุกด้านกดดันตนให้ลาออก แต่ตนยังกินได้นอนหลับ เพราะในใจไม่เคยโกรธ ตนรู้สึกเฉยๆ แต่ก็คิดบ้าง รู้สึกสงสารลูกเมีย ครอบครัวของตนมากกว่า เพราะไม่รู้เรื่องอะไร ทุกคนก็มีสังคม ครอบครัวทั้งนั้น ลองคิดดูเจอแบบนี้จะเป็นอย่างไร แต่ตนต้องทำอะไรให้เรียบร้อยก่อน
พล.ต.อ.วาสนา ยังกล่าวถึงการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงผลสรุปอนุกรรมการฯ ที่มีนายนาม ยิ้มแย้ม เป็นประธานสอบสวนกรณีพรรคการเมืองขนาดใหญ่จ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง รั่วไหลต่อสื่อมวลชน ที่จะครบกำหนดในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ว่า “เรื่องนี้ผมทราบ แต่อย่าให้พูดเลยว่าเป็นใคร มาอย่างไร ในฐานะที่เคยเป็นพนักงานสอบมาก่อนรู้ว่ามาอย่างไร ผลสอบชุดนี้มีประมาณ 5 ชุด ถ่ายมาพร้อมสำเนา อย่าลืมว่าตราที่ประทับลับนั้น ประทับด้วยมือ ดูได้ มาเปรียบเทียบได้ถึงที่มา แต่ขอไม่พูด เอาเป็นว่าผมรู้ก็แล้วกันว่าหลุดมาจากไหน”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดใจต่อสื่อมวลชนครั้งนี้ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยการเดินทางมาครั้งนี้ พล.ต.อ.วาสนา แต่งกายด้วยชุดลำลองสวมเสื้อสีเหลือง ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สวมกางเกงขาสั้นสีขาวยี่ห้อแกรนด์สปอร์ต สวมสร้อยพระเลี่ยมทอง ซึ่งในระหว่างที่เปิดใจต่อสื่อมวลชนบนโต๊ะอาหาร มีหน้าตายิ้มแย้ม เป็นกันเอง เล่าเรื่องตลกเป็นระยะๆ เพื่อสร้างบรรยากาศให้คึกครื้น รวมทั้งยังพูดถึงความภูมิใจที่เกิดเป็นคนจันทบุรี และได้แต่งกลอนว่า “ผมภูมิใจในชะตาที่มาเกิด ถือกำเนิดเป็นชาวจันทน์อันลือศรี แม้ครบกำหนดหมดชีวี เกิดอีกทีขอเกิดเป็นชาวจันทน์เอย”
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการสนทนา เมื่อถูกถามถึงประเด็นการเมือง พล.ต.อ.วาสนา กลับพูดเสียงดังและเน้นย้ำตลอดว่าไม่ได้มีอารมณ์ แต่ตนเป็นคนพูดชัดถ้อยชัดคำ ทั้งนี้ ก่อนที่ พล.ต.อ.วาสนา จะขอตัวกลับ ได้ร้องเพลงส่งท้าย 1 เพลง ชื่อเพลง รักเอย ของสุนทราภรณ์ และได้พูดว่าที่จริงเมื่อจับไมค์แล้วไม่อยากลง และได้ขอร้องเพลงที่ตนเองชอบอีกหนึ่งเพลง “ค่าน้ำนม” พร้อมระบุว่าเมื่อมาเมืองจันทบุรีทีไรต้องร้องเพลงนี้ทุกที และเมื่อร้องเพลงจบ พล.ต.อ.วาสนาได้รับการขอร้องจากผู้สื่อข่าวให้ร้องเพลงอีกเพลง พล.ต.อ.วาสนา จึงกล่าวว่า ชอบเพลง “โชคมนุษย์” แต่ร้องไม่ได้ ให้ไปฟังและดูความหมายเอาเอง อย่างไรก็ดี เขาได้เลือกบทเพลงที่มีความหมายใกล้เคียงกันแทนคือเพลง “โลกนี้คือละคร”


