xs
xsm
sm
md
lg

“ธรรมรักษ์” ยันยังไม่ซื้อซู-30 อ้างกลยุทธ์รัสเซียตีข่าวผูกมัดไทย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ธรรมรักษ์” ยันยังไม่มีการพิจารณาจัดซื้อ ซู-30 จากรัสเซีย อ้างเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการค้าต้องการผูกมัดให้ซื้อสินค้า ขณะที่ ผบ.ทอ.ย้ำการซื้อเครื่องบินใหม่ต้องยึดภารกิจเป็นหลัก

วันนี้ (22 ธ.ค.) พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งเครื่องบินรบ SU-30 จากรัสเซีย ตามที่มีข่าวที่ผ่านมา มีเพียงการชี้แจงต่อเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ เท่านั้น โดยให้เหล่าทัพเสนอความต้องการอาวุธเป็นแพกเกจ และจะใช้วิธีการซื้อแบบ Barter Trade ข่าวที่ออกมาโดยสำนักข่าวของรัสเซีย เป็นเรื่องของคนที่ต้องการขายสินค้า

พล.อ.ธรรมรักษ์ กล่าวว่า เวลานี้งบฯกองทัพยังไม่มี จึงให้ทำเป็นแพกเกจเพื่อพัฒนากองทัพในระยะยาวเสนอรัฐบาลเพื่อจัดงบประมาณ รวมทั้งงบประมาณปี 2550 และงบเร่งด่วน ซึ่งอาจจะของบกลางบางส่วน เพราะกองทัพไม่ได้รับการสนับสนุนมาหลายปี ถ้ามีปัญหาอะไรกองทัพก็จะเป็นง่อยหมดเพราะยุทโธปกรณ์ไม่พร้อม

“เวลานี้ให้กองทัพเสนอความต้องการมา โดยจัดลำดับตามความจำเป็นเร่งด่วนว่าควรได้อะไรก่อน-หลัง และในประเภทเดียวกันอาจจะมีหลายบริษัท และปัญหาคือ ทุกประเทศต้องการขายให้เราหมด ก็มีการสร้างปัญหาให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณีของ SU-30 มีปัญหาเรื่องตัวแทนแย่งกันก็เลยเกิดเรื่อง” พล.อ.ธรรมรักษ์ กล่าว

ส่วนมีการหารือเรื่องนี้กันจริงระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศหรือไม่นั้น พล.อ.ธรรมรักษ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่นายกรัฐมนตรีให้แต่ละประเทศที่ต้องการขายเสนอผ่านมาทางเหล่าทัพ ซึ่งกระทรวงกลาโหมก็ต้องทำตามหลักเกณฑ์ คือให้คณะกรรมการของเหล่าทัพพิจารณาก่อนเสนอขึ้นมา ส่วนความต้องการเบื้องต้นของกองทัพอากาศนั้น ทราบว่ากำลังจะปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ เอฟ-5 จึงต้องซื้อใหม่เพื่อทดแทน แต่ก็ยังไม่ทราบว่าต้องการเครื่องบินประเภทใด

สำหรับที่พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า รัฐบาลงุบงิบจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ คนในประเทศต้องมารู้ข่าวจากสื่อมวลชนต่างชาตินั้น พล.อ.ธรรมรักษ์ กล่าวว่า กองทัพไม่มีเงินแล้วจะว่างุบงิบได้อย่างไร และจนถึงขณะนี้เหล่าทัพก็ยังไม่ได้เสนอมาว่าต้องการอะไรบ้าง ซึ่งเมื่อเสนอมาแล้วอาจจะไม่ใช่เครื่องบิน SU-30 ของรัสเซียก็ได้ เรื่องนี้มีการชี้แจงหลายครั้งแล้ว พูด 100 ครั้ง ก็เหมือนกัน 100 ครั้งว่ายังไม่มีอะไร

“ผมไม่เกรงหรอกว่าฝ่ายค้านจะนำไปโจมตีรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ถ้าฝ่ายค้านเขาไม่หาอะไรมาเล่นก็ไม่รู้จะเล่นอะไร เรื่องธรรมดา ถ้าเขาเป็นรัฐบาล เขาก็ไม่พูด แล้วยังไม่ได้ซื้อจะบอกได้อย่างไรว่าโปร่งใส โปร่งมัวอะไร” พล.อ.ธรรมรักษ์ กล่าว

ด้าน พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวว่า กองทัพอากาศมีแผนการจะอัปเกรดเครื่องบินขับไล่ เอฟ-16 ทั้ง 2 ฝูง ที่ประจำการอยู่ในขณะนี้ แต่คงต้องรองบประมาณก่อน คาดว่าจะต้องใช้ประมาณ 8,000 ล้านบาท ใช้เวลาประมาณ 2 ปี ซึ่งการอัปเกรดสามารถทำได้ในประเทศไทย และจะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับกองทัพด้วย โดยอาจจะเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทในประเทศไทย กับบริษัทผู้ผลิต ซึ่งขณะนี้มีหลายบริษัทที่สามารถทำได้

“ส่วนประสิทธิภาพในการใช้งานหลังอัปเกรดแล้ว จะเหมือนเครื่องเอฟ-16 บล็อก 50/52 คือ เครื่องเอฟ-16 C,D ประเด็นสำคัญคือต้องมีอาวุธ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าประเทศผู้ผลิตจะอนุญาตให้ขายได้แค่ไหน” พล.อ.อ.ชลิต กล่าว

ส่วนกรณีเครื่องบินขับไล่ SU-30 ของรัสเซียนั้น พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า กำลังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จะต้องหาข้อมูลว่าสอดคล้องกับภารกิจ และความต้องการของกองทัพแค่ไหน คณะกรรมการพิจารณาเรื่องการจัดซื้อที่ตั้งขึ้นมาจะพิจารณาเรื่องการจัดซื้อเครื่องบินทดแทน ซึ่งถ้าจะทดแทนแล้วจะใช้เครื่องบิน 3 แบบ ความจริงมีอีกหลายแบบ อย่างไรก็ตาม ข้อดีของเครื่องบินขับไล่ SU-30 คือ สามารถบรรทุกอาวุธขนาดใหญ่ได้

“เครื่องบินทุกประเภทต่างมีข้อดี และข้อเสีย บางเรื่องพูดได้ แต่บางเรื่องพูดไม่ได้ เพราะจะกระทบความสัมพันธ์ และอื่นๆ อีก และว่าเครื่องบินมีหลายภารกิจ หลายขนาด ตัวใหญ่ๆ อย่าง SU-30 จะเอาไปเปรียบเทียบกับตัวเล็กไม่ได้ ต้องเปรียบกับเอฟ-18 มิกซ์-29 เอฟ-15 และใช้ในภารกิจหนักๆ บินได้ยาวๆ ตัวมันใหญ่ มันก็จะกินน้ำมัน” พล.อ.อ.ชลิต กล่าว

สำหรับกรณีที่มีข่าวว่า เครื่องยนต์ของเครื่องบินชนิดนี้ล้าสมัยถึง 4 ปี พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า เท่าที่ทราบไม่เป็นความจริง เพราะมีการประลองยุทธ์กันระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ ต่อสู้กัน 12 เที่ยว เครื่องอเมริกันถูกยิงตกหมด สู้กันไม่ได้ ขณะนี้จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่ากองทัพอากาศจะตกลงใจจัดซื้อเครื่องบิน SU-30 ของรัสเซีย หรือไม่ เพราะต้องมองภารกิจของกองทัพที่จัดตั้งฝูงบินว่าต้องการวางเครื่องประเภทใด

“ที่กองทัพอากาศมองมานานแล้วคือ เมื่อเรามีฐานทัพที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้วเราจะทำอะไร เราต้องมองเรื่องการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเล ซึ่งเดิมเราจะเอาเอฟ-16 ไปประจำการ แต่เมื่อเราไม่มี เราก็ต้องเอาไปรวมกลุ่มกันเพื่อการซ่อมบำรุงได้ง่ายที่โคราช จึงเอาเครื่องเอฟ-5 ไปวางก่อน” พล.อ.อ.ชลิต กล่าว

ต่อข้อถามว่า ประเทศอินโดนีเซีย จัดซื้อเครื่องบิน SU ไว้เหมือนกัน จะเป็นเงื่อนไขให้กองทัพอากาศต้องซื้อเครื่องบินดังกล่าวหรือไม่นั้น พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่โดยทั่วไป ถ้าพิจารณานักมวยต่อยกันต้องต่อยในรุ่นเดียวกัน ซึ่งก็เป็นประเด็นที่จะต้องนำมาพิจารณา อย่างไรก็ตาม เห็นว่ากระแสข่าวที่ว่านายกรัฐมนตรีลงนามในบันทึกความตกลง MOU กับรัสเซีย เพื่อซื้อ SU-30 แล้ว เป็นกลยุทธ์ของบริษัทของแต่ละประเทศที่พยายามทำให้คนเข้าใจว่ามีการตกลงผูกมัดกันแล้ว เป็นกลยุทธ์ทางการค้าอย่างหนึ่ง