xs
xsm
sm
md
lg

“แม้ว” เหวอ! แม่ทัพภาค 4 ประกาศกฎอัยการศึกเพิ่ม

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


กองทัพภาคที่ 4 ประกาศใช้กฎอัยการศึกเพิ่มอีก 2 อำเภอใน จ.สงขลา ยกเหตุ อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ครอบคลุมไม่ทั่วถึง ขณะที่นายกฯ ยอมรับไม่รู้เรื่อง ระบุเป็นอำนาจของกองทัพภาคที่ 4 และ ผบ.ทบ. ด้านกองบัญชาการทหารสูงสุดเร่งทำความเข้าใจประชาชน


พ.อ.อัคร พิทยะโรจน์ โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จากค่ายสิรินธร จังหวัดปัตตานีว่า พล.ท.ขวัญชาติ กล้าหาญ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ลงนามในประกาศกองทัพภาคที่ 4 เรื่องการใช้กฎอัยการศึกเพิ่มเติมในเขตอำเภอจะนะ และอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 10.00 น.วันที่ 3 พ.ย.2548 เป็นต้นไป

ประกาศกองทัพภาคที่ 4 มีใจความว่า “ตามที่ปรากฏการก่อความไม่สงบในเขตพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาสนั้น ขณะนี้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้อาศัยพื้นที่ซ่อนเก็บรักษาอาวุธและสิ่งซึ่งใช้เป็นประโยชน์ในการก่อเหตุความไม่สงบ กับทั้งได้ขยายการก่อเหตุความรุนแรงเข้ามาในเขตพื้นที่อำเภอจะนะและอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา

เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้รักษาความสงบเรียบร้อยปราศจากภัยร้ายและและเพื่อเป็นการระงับปราบปรามกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบกลุ่มดังกล่าวมิให้ก่อความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกเพิ่มเติมจากที่ได้ประกาศไว้แล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2547 แม่ทัพภาคที่ 4 จึงประกาศใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่อำเภอจะนะและอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2548 เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป”

โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องประกาศใช้กฎอัยการศึก เนื่องจากการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินครอบคลุมเพียง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จังหวัดยะลา นราธิวาส และปัตตานีเท่านั้น แต่ไม่ได้ครอบคลุมในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งกฎอัยการศึกจะเข้มงวดและให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่มากกว่าพระราชกำหนด และหลังการประกาศใช้แล้วจะประเมินสถานการณ์ตามลำดับ ขณะเดียวกันก็จะใช้ช่องทางต่างๆ ในการประชาสัมพันธ์เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนถึงความจำเป็นในเรื่องดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ การประกาศใช้กฏอัยการศึกดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์ลุกลามบานปลายออกไป แต่เพื่อเป็นการสกัดกั้นการปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

ด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ “นายกฯ ทักษิณ พบสื่อมวลชน” เมื่อช่วงบ่าย วันนี้ (3 พ.ย.) ถึงสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีการประกาศใช้กฎอัยการศึกเพิ่มเติมในพื้นที่อำเภอจะนะ และอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ว่ายังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เพราะการประกาศกฎอัยการศึกสามารถทำได้ ตั้งแต่ผู้บังคับกองพันเป็นต้นไป ในพื้นที่ที่มีเหตุการณ์จำเป็น และ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกที่เป็นผู้ดูแลการแก้ปัญหาในพื้นที่จะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด

“ผมยังไม่ทราบ เพราะเป็นอำนาจของกองทัพภาคที่ 4 ที่จะพิจารณาได้ เพราะประกาศภาวะฉุกเฉินควบคุมเพียง 3 จังหวัด คือ ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ถ้าวิ่งเข้าวิ่งออก ข้ามไปในเขตพื้นที่ปกครองอื่นที่ไม่ได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน แล้วเห็นว่าควรใช้กฎอัยการศึกเพื่อปิดพื้นที่เพื่อแก้ปัญหา ก็เป็นอำนาจที่ทำได้ โดยไม่เกี่ยวกับรัฐบาล” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าปัญหามักจะเกิดจากคำพูดของนายกรัฐมนตรีนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แล้วแต่จะแสดงความเห็น ไม่มีปัญหา เป็นเรื่องธรรมดา เพราะนี่คือประชาธิปไตยที่มีความหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ และความชอบ ถ้าเห็นพ้องกันหมดก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย และว่าเป็นเรื่องธรรมดาผู้นำก็ย่อมมีคนไม่ชอบ แต่ต้องมีคนชอบเป็นส่วนใหญ่ไม่เช่นนั้นยืนอยู่ไม่ได้

“ถ้าคำพูดผมนำมาซึ่งปัญหา ผมก็ต้องแก้ปัญหา ผมเรียนผูกแล้วก็ต้องเรียนแก้ ถ้าเรียนผูก แล้วไม่เรียนแก้ คงไม่ใช่ ถ้าอย่างนั้นผมก็เป็นผู้นำไม่ได้ และครั้งหน้าก็ไม่ได้รับเลือกเข้ามาอีก” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่ามีการตั้งข้อสังเกตหรือไม่ว่าเหตุร้ายมักจะเกิดขึ้นในวันพุธ นายกรัฐมนตรี ย้อนว่าคงเพื่อให้นักข่าวที่กรุงเทพฯ ถามคำถาม และย้ำว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ขอเวลาจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน เวลานี้อยู่ระหว่างการปรับการทำงาน หลังจากที่ปรับยุทธศาสตร์การทำงาน

“ถ้าทำงานติดต่อกันเป็นปีก็คงไม่มีปัญหา แต่บังเอิญว่าทำกันเป็นช่วงๆ พอไม่ทำก็เกิดปัญหาที่ต้องมาทำกันใหม่มากพอสมควร บางครั้งสั่งไปก็ไม่ค่อยทำ แต่วันนี้ทำกันเต็มที่ จึงต้องปรับขบวนกันบ้าง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

สำหรับการปรับเปลี่ยนนโยบายในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะให้เวลาเจ้าหน้าที่อีก 2 สัปดาห์ ในการดำเนินการ เพราะที่ผ่านมาขาดการทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องปรับการทำงานใหม่ เน้นระบบการเคลื่อนที่เร็วเป็นหลัก รวมทั้งการข่าว ซึ่งคงไม่สามารถให้เจ้าหน้าที่กระจายเต็มที่พื้นที่ได้

ด้าน พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่แม่ทัพภาคที่ 4 ประกาศใช้กฎอัยการศึกเพิ่มเติมในพื้นที่ อ.จะนะ และ อ.เทพา จ.สงขลา ว่า เป็นอำนาจของแม่ทัพที่จะดำเนินการ หากเห็นว่าเป็นการดี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น ขณะเดียวกันจะต้องประชาสัมพันธ์ เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน ป้องกันการถูกนำไปขยายผลให้เกิดการเข้าใจผิด

“ผมยังไม่รู้ว่าในอนาคต จะมีการปรับเปลี่ยนมาใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือไม่ คงต้องดูกันต่อไป” พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าว และว่าในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปทอดกฐินที่ จ.นราธิวาส ถือเป็นเรื่องปกติที่จะดูแลรักษาความปลอดภัย

สำหรับการทำงานในการแก้ปัญหาในภาคใต้นั้น พล.อ.เรืองโรจน์ กล่าวว่า กองบัญชาการทหารสูงสุดร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกองทัพบกอยู่แล้ว โดยได้ส่งยุทโธปกรณ์ เครื่องมือติดต่อสื่อสารลงไปมากพอ และส่งไปช่วยเสริมการทำงาน ส่วนชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านของกระทรวงมหาดไทย จะต้องให้ทหารไปฝึกให้เข้มแข็ง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้