xs
xsm
sm
md
lg

กรมสุขภาพจิตแจง 3 อาการจิตเภท - ยันไม่เข้าข้าง"จิตรลดา"

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

“น.พ.ทวีสิน วิษณุโยธิน” โฆษกกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์กับสภาท่าพระอาทิตย์ (13 ก.ย.48) เผยสังคมยังไม่ค่อยเข้าใจว่าคำว่า “จิตเภท” ซึ่งจะมีอาการบ่งบอก 3 อย่าง คือ 1. มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป 2. อาการการรับรู้ผิดไป และ 3. ไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย แต่อย่างไรก็ดีมีสิทธิรักษาให้หายขาดได้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการเริ่มแสดงอาการ ส่วนกรณี “จิตรลดา” นั้นคงต้องมีการตรวจสอบไม่ต่ำว่า 3 อาทิตย์ ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนของการพิสูจน์อาการ แต่ยืนยันทำตามหน้าที่แพทย์ไม่ได้มีเจตนาเข้าข้างผู้ต้องหาแต่อย่างใด

คลิกที่ไอคอน Multimedia ด้านบนเพื่อฟังเสียงการสัมภาษณ์
  

รายการสภาท่าพระอาทิตย์ ประจำวันที่ 13 กันยายน 2548 ดำเนินรายการโดยสำราญ รอดเพชร คำนูณ สิทธิสมาน และปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

คำนูณ – เอาล่ะครับ คุยกับโฆษกกรมสุขภาพจิตครับ นพ.ทวีสิน วิษณุโยธิน สวัสดีครับ คุณหมอครับ

สำราญ – สวัสดีครับ

นพ.ทวีสิน – สวัสดีครับ คุณคำนูณ คุณสำราญ คุณปานเทพครับ

ปานเทพ – ในเช้าวันนี้เห็นมีข่าวว่า เมืองไทยมีคนเป็นโรคจิตนี่กว่า 6 แสนราย เห็นบอกว่าเป็นการประเมินจากกรมสุขภาพจิต คิดจากอัตราของประชากรแสนคนใช่ไหมครับ เราถือว่ามีมากหรือน้อยครับเทียบกับสากล

นพ.ทวีสิน – คือตัวเลข 1% นี่เรารับรู้กันมานานแล้วนะครับ ของตัวเลขของผู้ป่วยทางจิต โดยเฉพาะตัวเลขของผู้ป่วยทางจิต โดยเฉพาะโรคจิตเภทนี่นะครับ ก็เป็นอย่างนี้กันมาซักระยะนึงแล้วครับ หมายถึงว่ารู้กันมานานซักพอสมควรแล้ว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตัวเลขก็อยู่ใกล้ๆเคียงกันกับที่ 1% โดยเฉพาะตัวโรคจิตเภทโรคนี้น่ะครับ คือเรียนนะครับว่าจิตแพทย์รู้เรื่องนี้ มีการศึกษาเรื่องนี้กันมาอย่างดี เป็นระบบแล้วรู้กันมาตั้งหลาย 10 ปี จนกระทั่งมีการพัฒนายาขึ้นมา 50-60 ปีนี้ ก็เรียกว่าไปไกลมากทีเดียว แต่ว่าสังคมหรือว่าคนไข้ หรือผู้ป่วยนี่ยังไม่ค่อยเข้าใจในโรคนี้เท่าไหร่นักนะครับ

ปานเทพ – แล้วการดูแลผู้ป่วยอย่างนี้ กรณีของ น.ส.จิตรลดานี่นะครับ ถ้ามีคนแบบนี้เยอะๆในสังคม แล้วเราไม่สามารถจะรู้ว่าใครเป็นจิตเภทหรือไม่นี่ ในขั้นตอนของกรมสุขภาพจิตนี่ เราจะมีโอกาสที่จะสร้างระบบ หรือว่าสร้างภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงหาทางป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายทำนองนี้ได้หรือเปล่าครับ

นพ.ทวีสิน – ครับ เราก็ตระหนักถึงปัญหานี้นะครับ เรารู้ว่าตัวเลข 1% ถ้าพูดถึงประเทศไทยเรา 60 ล้านคนก็ต้องมี 6 แสนคน เรารู้เรื่องนี้มานานแล้ว บอกกับสังคมมาตลอดแล้วนะครับ ให้ระวังให้สังเกตให้ดีนะครับ ก่อนที่จะเป็นข่าวนี่นะครับ ก็คือให้ความสำคัญระดับหนึ่ง แล้วชาวบ้านเองก็ให้ความสำคัญในระดับนึง ก็เฉยๆกันไปนะครับ แต่ว่าตอนนี้ก็เป็นวิกฤติอันนึงซึ่งเกิดขึ้น ก็ถือว่าเป็นโอกาสด้วยเหมือนกันครับ ที่เราจะประชาสัมพันธ์ให้รู้จักโรคนี้กันมากขึ้นครับ เพราะว่าจริงๆในความน่ากลัวหรืออันตรายของโรคนี้มีไหม ถามว่ามีไหมนะครับ จริงๆแล้วมันก็มีอยู่ในระดับหนึ่ง
แต่เรียนนะครับว่าชีวิตของจิตแพทย์ หรือว่าพยาบาลจิตเวช หรือนักสังคม หรือนักจิตวิทยาที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล หรือสถาบันทางด้านจิตเวชทั้งหลายนี่ คลุกคลีอยู่กับผู้ป่วยพวกนี้เป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้ดูว่าเขาจะน่ากลัวขนาดนี้นะครับ เพราะว่าจะมีอยู่น้อยๆมากๆเลย ใน 6 แสนนี่นะครับจะมีซักหลักร้อยหลักพันเท่านั้น ที่จะเป็นข่าวขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์อย่างนี้ นี่ผมก็นั่งๆคุยๆกับทางจิตแพทย์อาวุโสทั้งหลายนี่ เขาบอกว่าในรอบ 10 ปี 20 ปีจะมีซักคนนึง แต่ว่า 1 คนนี่กลบข่าวของคนดีๆทั้งหมดแล้ว จริงๆแล้วก่อนหน้านี้เราก็พยายามที่จะนำเสนอภาพของคนไข้โรคจิตเภทที่หาย แล้วก็ทำงานได้ดีๆนี่ให้สังคมได้รับรู้เยอะแยะผ่านสื่อ แต่ว่าก็ไม่ได้เป็นข่าวนะครับ แต่ว่ามาเป็นอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีครับ เพราะว่าจะได้นำเสนอกรณีอย่างนี้ให้ประชาชนได้รับทราบกันว่า เรื่องนี้มีทั้งแง่ลบและแง่บวกนะครับ

คำนูณ – อาการทั่วๆไปจะเป็นยังไงครับ

นพ.ทวีสิน – ผมให้สังเกตง่ายๆ 3 ข้อนะครับ ข้อแรกก็คือเรื่องของพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป คำว่าเปลี่ยนแปลงไปคือ จากคนเดิมแต่งเนื้อแต่งตัวสะอาดสะอ้าน กลายเป็นไม่ค่อยดูแลตัวเองนะครับ เก็บเนื้อเก็บตัว 3 วันอาบน้ำที 7 วันอาบที กลิ่นหึ่งแล้วเขายังบอกว่าไม่เป็นไรหรอก ไม่มีอะไร ข้าวปลาอาหารก็เรียกว่ากินแล้วก็หมกๆๆเอาไว้ เสื้อผ้าก็หมกๆๆเอาไว้อย่างนี้นะครับ ไม่ดูแล ไม่อะไรเลยนะครับ ที่เราจะเห็นภาพจนชินตา จนกระทั่งแย่มากๆตรงที่เราเห็นอยู่ตามริมท้องถนนทั้งหลายนี่นะครับ ที่สกปรกเหลือเกิน
อันที่ 2 ก็คือเรื่องของการรับรู้ที่ผิดปกติไป คือพวกนี้จะมีหูแว่ว ประสาทหลอนร่วมด้วย เราเห็นได้ค่อนข้างบ่อย ภาพที่จะเห็นคือเขาพึมพำๆคือพูดบ่นคนเดียว เหมือนกับมีใครมาคุยด้วยนะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อเรื่องของการรับรู้ที่ผิดปกติของเขา อันที่ 3 ก็คือเรื่องของการไม่รับรู้ว่าตัวเองเจ็บป่วย คือถ้ามี 2 ข้อแรกแล้วรับรู้ว่าตัวเองเจ็บป่วยก็ไม่ถือว่าเป็นโรคจิตเภท โรคจิตเภทก็ใช้กับคนที่บอกไม่เป็น ฉันไม่ได้บ้า ฉันไม่ได้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ปฏิเสธการเจ็บป่วย

สำราญ – การรักษาเยียวยานี่ใช้เวลานานไหมครับ คุณหมอทวีสิน

นพ.ทวีสิน – ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการเป็นมาก่อนที่จะพบแพทย์นะครับ คือถ้าเป็นระยะเวลาน้อยกว่า 6 เดือนนี่ โอกาสที่จะรักษาและก็หายขาดนี่มีสูง รักษาก็คือใช้ยานะครับ รับประทานหรือยาฉีดก็ได้ ที่ออกฤทธิ์ระยะยาว ประมาณซัก 1-2 ปีนะครับ เหมือนกับโรคลมชักนะครับ ผมยกตัวอย่างนี่ก็คล้ายๆกัน โรคลมชักนี่ก็เป็นโรคที่เกิดขึ้นทางสมองใช่ไหมครับ แล้วก็มีกระแสไฟฟ้าผิดปกติ แล้วก็ลมชักตึงเกร็งไปหมดทั้งตัว แต่โรคจิตเภทนี่ไม่ได้เป็นลักษณะของการออกมาควบคุมในเรื่องของกล้ามเนื้อ ทำให้เกร็งกระตุก แต่ว่ากลายเป็นเรื่องของพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งก็เป็นอีกภาพหนึ่ง พอขาดยาก็มีอาการ อย่างโรคลมชักนี่ขาดยาก็จะมีอาการเกร็งกระตุก คนไข้โรคจิตถ้าขาดยาเขาไม่ได้เกร็งกระตุกหรอกครับ แต่ว่าจะกลายเป็นอาการทางจิตมีขึ้นมา แล้วก็เวลารักษาอาการของโรคลมชักก็ต้องกินยารักษายาว อันนี้ก็เหมือนกันครับ อันนี้ก็ต้องกินยาเหมือนกัน รักษายาวไป 1-2 ปี ถ้าแน่ใจแล้วไม่มีอาการไปซ้ำถึงค่อยหยุดยานั่นแหละครับ

สำราญ – อย่างกรณีของคุณจิตรลดานี่ พอเขาเป็นโรคจิตปั๊บนี่ เป็นประเภทนี้เลย จิตเภทนี้เลยหรือครับ พอเขาป่วยปั๊บนี่

นพ.ทวีสิน – ก็คือมันจะเป็นลักษณะเฉพาะอย่างนี้แหละครับ ในช่วงแรกนี่หมอก็ยังไม่ เพราะประวัติยังมาไม่ถึง 6 เดือน เราจะไม่วินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท ต้องดูอาการกันไปซักระยะนึง เพราะว่าโรคจิตนี่มีหลายชนิดครับ มีทั้งโรคจิตที่เป็นจากยาบ้าที่เราเคยได้ยินกันบ่อย เป็นทั้งโรคจิตที่เป็นจากภาวะทางสมองบางอย่างก็ได้ เช่น เป็นโรคลมชักบ่อยๆ แล้วก็กลายเป็นโรคจิตก็ได้นะครับ หรือจะเป็นโรคจิตจากสมองเสื่อม ที่เราเคยเห็นคนหลงไปโน่นมานี่ แล้วก็พูดโน่นพูดนี่ไปเรื่อยๆนะครับก็มี หรือเป็นโรคจิตจากสุราก็ได้นะครับ มีโรคจิตหลายชนิด แต่ว่าโรคจิตเภทเป็นโรคจิตชนิดนึงที่เกิดขึ้นมา โดยที่ยังหาสาเหตุจากทางด้านร่างกายและสารเสพย์ติดอะไรไม่เจอ มันเป็นการผิดปกติของสารเคมีในสองของเขาน่ะครับ

คำนูณ – อันนี้ว่ากันด้วยเรื่องปฏิกิริยาทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ แล้วสาเหตุที่มาจากสภาพสังคมมันจะมีส่วนซักแค่ไหน ยังไงครับ

นพ.ทวีสิน – คืออย่างนี้ครับ เราก็หากันใหญ่เลยว่ามันคืออะไรที่ผิดปกติ อันนี้คือเป็นผู้ร้ายจับต้องได้ คือตัวสารเคมีในสมอง แต่ก็ยังจับไม่มั่นคั้นไม่ตายนะครับว่ามันมีสารเคมีเยอะแยะเป็นพันเป็นหมื่นชนิดอยู่ในสมอง แต่มีตัวหนึ่งโดปามีนที่ผมว่า ก็กลายมาเป็นยาที่จะรักษาเขานี่นะครับ แต่อันที่ 2 ก็คือบางคนนี่ให้ยาวแล้วก็ไม่ได้ดีขึ้น อาจจะเกี่ยวข้องของเขาเองก็ได้ เขาระแวงไปเองก็ได้ บางคนอาจจะอยู่ในครอบครัวที่เลี้ยงดูมาไม่ดี ให้คิดว่าอย่าไปไว้ใจคนโน้นคนนี้อะไรนะก็เป็นไปได้ อันนี้คือสาเหตุอันที่ 2 คือด้านจิตใจ แล้วสาเหตุอันที่ 3 ก็คือสาเหตุทางด้านสังคม คือเขาก็สงสัยว่าทำไมเมืองใหญ่ นิวยอร์ก ชิคาโก กรุงเทพฯ ขอนแก่น โคราชก็จะเห็นพวกนี้นะครับเดินกันเป็นแถว แต่ทำไมในชนบทไม่ค่อยมี เขาก็สงสัยว่าสังคมเมือง หรือการที่อยู่ในที่แออัดของคนที่เป็นเหตุด้วยหรือไม่ จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่มีคำตอบ เพียงแต่ว่ารู้เลยว่ามันอาจจะเป็นสาเหตุนะเท่านั้นเองครับ

ปานเทพ – คุณหมอครับ ผมมีตัวเลขของกรมสุขภาพจิต และก็เห็นอยู่ในรายงานของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์นี่เขาบอกว่าอย่างนี้ครับ ที่บอกว่าโรคจิตนี่มีประมาณ 6 แสนกว่าคนนี่ ก็เทียบกับประชากร 1 แสนคนมีประมาณซัก 900 คน 1000 คนโดยประมาณนะครับ ทีนี้ผมสังเกตเรื่องของอัตราร้อยละที่เพิ่มขึ้นในช่วงปี 2544-2546 นี่ มีตัวเลขที่น่าสนใจก็คือว่า ทั้งประเทศนี่นะครับมีผู้ป่วยสุขภาพจิต ซึ่งรวมทั้งโรคจิตวิตกกังวล ติดสารเสพย์ติด ซึมเศร้า รวมทั้งหมดแล้วทั้งประเทศเพิ่มขึ้นในระยะ 2 ปีตั้งแต่ปี 2544-2546 นี่ประมาณ 54% แต่ใน กทม.นี่กลับพบว่าช่วงระยะเวลา 2 ปีนี่นะครับเพิ่มขึ้นเป็น 834% ซึ่งต่างกันมากเลยนะครับ

นพ.ทวีสิน – มีคำตอบครับ ก็ตอนที่ทางสภาพัฒน์ออกมา เราก็วิ่งหาตัวเลขกันใหญ่เลยนะครับว่ามันมาจากไหน จริงๆแล้วก็มาจากกรมเรานี่แหละ แล้วเราก็ลงลึกลงไปว่ามาจากไหนอีก ก็คือย่อยรายละเอียดลงไปนะครับ เป็นระบบรายงานครับ ระบบรายงานจากเดิมก่อนหน้าปี 2546 นี่นะครับ ก็ทางกรมสุขภาพจิตเราแยกการรายงาน ก็คือเอาเฉพาะของศูนย์บริการพิเศษขึ้นในกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น ทีนี้พอปี 2546 ไปแล้วเรามีตัวเลขของการบริการนี่เกิดขึ้นจากทาง กทม. ซึ่งเป็นอีกส่วนราชการนึงนะครับ ใส่เข้ามาอยู่ระบบรายงานด้วย มันก็เลยดูเพิ่มขึ้นไปทวีคูณครับ เอาเฉพาะแค่โรคจิตในปีนั้นจำนวนรายที่มานี่ ก็หมื่นกว่ารายมันก็เลยเพิ่มขึ้นมหาศาล ทั้งๆที่คือจริงๆแล้ว กทม.เขาก็ทำงานอย่างนี้มาตลอดอยู่แล้วนะครับ และก็มีระบบรายงานของเขาอีกระบบนึง แต่ว่าเรายังไม่ได้เชื่อมต่อกัน พอปี 2546 เรามาเชื่อมต่อกัน มันก็เลยเพิ่มพรวดทันทีจาก 0 เป็น 7-8 หมื่น ก็ขึ้นไปหลายเปอร์เซ็นต์นะครับ ก็อย่างที่ว่า แต่ถามว่ามันเพิ่มอะไรเป็นผิดปกติไหม ก็ผิดปกติเพราะว่าเราไม่ได้เชื่อมต่อตัวเลขเท่านั้นเอง ตรงนี้คงไม่ได้มีอะไรหรอกครับ

คำนูณ – หมายถึงตัวเลขก่อนหน้านี้ไม่ได้รวมตัวนี้ไว้ด้วย

นพ.ทวีสิน – ใช่ครับ เพราะว่าระบบของการรายงานระบบรายงานเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรไปกว่านั้น

ปานเทพ – ก็แสดงว่าถ้าเราจะนับว่าเพิ่มเป็นนัยสำคัญหรือไม่ ให้นับตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นไป

นพ.ทวีสิน – ครับ ก็ค่อยดูตัวเลขในนี้ ติดตามกันอีกรอบนึงแล้วกันนะครับ เพราะว่าเมืองไทยเรายังมีระบบข้อมูลหลายฐานข้อมูลเหลือเกิน ก็เป็นอีกความสามารถนึง อีกขีดความพยายามนึงที่เราจะต้องให้เห็นภาพวิ่งขึ้นนะครับ

ปานเทพ – แต่เขาบอกว่าทำไมตัวเลขอย่างทางสังคม อย่างกรมสุขภาพจิตนี่ ทำไมตัวเลขออกมาช้ากว่าอย่างอื่น ทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวเลขจีดีพี หรือว่าตัวเลขการส่งออก ทำไมด้านสุขภาพจิตนี่นะครับเราถึงออกมาช้า นี่ล่าสุดเพิ่งได้ถึงปี 2546 เองครับ

นพ.ทวีสิน – ครับ ก็จริงๆแล้วก็มีนะครับ เพียงแต่ว่าการแพร่หลาย หรือว่าการเข้าถึงข้อมูลนี่ก็ไม่ง่ายนักนะครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องของทั้งความลับของผู้ป่วย เป็นเรื่องของการที่จะต้องละเอียดอ่อนในเชิงของการวินิจฉัยอะไรทั้งหลายนะครับ และก็ตัวเลขต่างๆเหล่านี้เป็นความยุ่งยากในเชิงของการไปเก็บข้อมูลมานะครับ เรื่องต่างๆเหล่านี้ การที่ใครจะบอกว่าตัวเองเจ็บป่วยอะไรทั้งหลายนี่มันก็ไม่ง่ายเหมือนกัน เอาเป็นว่าถ้าสมมุติว่าเราเดินลงไปในชุมชนและก็สำรวจตรงนี้ ไม่ง่ายครับที่เขาจะบอกเราได้ตรง เพราะฉะนั้นเรียนเลยครับว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่เราพยายามอยู่ ไม่ใช่ว่าเราไม่เห็นความสำคัญนะครับ แต่เราพยายามแต่ว่าก็ออกมา และก็ที่จะมาวิเคราะห์นี่ก็ต้องใช้นักวิชาการระดับสูง ทางด้านเรื่องของจิตแพทย์ จิตเวช จริงๆแล้วประเทศไทยเรามีจิตแพทย์อยู่ประมาณ 300-400 คน แค่นั่งตรวจคนไข้ 6 แสนคนก็หงายหลังตึงแล้วล่ะครับ ต้องมานั่งทำตัวเลขพวกนี้ด้วยก็เป็นเรื่องที่เราพยายามอยู่ครับ

ปานเทพ – เขาบอกว่าที่ภาคใต้ตอนนี้นะครับ มีจิตแพทย์แค่คนเดียวเองนะครับ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นพ.ทวีสิน – ใช่ครับ ต้องขอเลยนะครับ ถ้าเห็นความสำคัญของเรื่องด้านนี้ ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลกำลังจะพยายามบูม เรื่องการทางด้านการส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตที่ท่านนายกฯได้พูดมา การจัดตั้งสถาบันขึ้นมาช่วงนึงนะครับ อันนี้ต้องดูกันทั้งระบบเลยจริงๆครับ ถึงจะช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ได้ อย่างสหรัฐอเมริกานี่จิตแพทย์ 3-4 หมื่นคนนะครับ เรียกว่าเยอะมากๆ ของเรานี่จำนวนหลักร้อยเท่านั้นเอง ก็เอาเป็นว่าเราพยายามอยู่นะครับ

สำราญ – ท่านผู้ชมถามมานิดนึงว่า โรคประสาทกับจิตเภทนี่มันต่างกันยังไงครับ

นพ.ทวีสิน – คำว่าโรคประสาทนี่ มาจากคำเก่าแล้วนะครับ เลิกใช้มานานหลาย 10 ปีแล้ว แต่ว่ายังติดปากคนอยู่ คือมีการใช้กันก็คือเขาจะพูดถึงโรคประสาท วิตกกังวล โรคประสาทซึมเศร้าสมัยก่อนนะครับ ก็คือเป็นกลุ่มของคนที่ไม่ได้บ้าพูดง่ายๆ แต่โรคจิตก็คือคนกลุ่มที่เป็นบ้านี่แหละครับ แต่ว่าใช้คำเป็นคำรวมๆเป็นโรคจิต สมัยแต่ก่อนมีความรู้แค่นั้นก็จะแยกโรคจิต โรคประสาท ทีนี้พอหลังๆมาใช้มั่วครับ ทั้งคนไทย ทั้งฝรั่งเองก็ใช้มั่ว โรคประสาทบางคนบอกดูคนนั้นสิประสาทไหม เห็นแปลกๆก็เป็นประสาท

คำนูณ – อย่างนี้คำเป็นทางการนี่ใช้กี่ประเภทครับ

นพ.ทวีสิน – ตอนนี้ก็คือมีใช้เรียกเป็นโรคเลยครับ โรคจิตก็โรคจิต โรคประสาทเลิกใช้ไปเลยครับเพราะว่ามันกำกวม ก็ใช้เป็นโรคกังวล โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคย้ำคิดย้ำทำ ตัดคำว่าประสาทออกทั้งหมดเลยครับ ไม่อย่างนั้นมันจะสับสน แล้วมันก็จะไปสับสนกับโรคทางระบบประสาทด้วย ใช่ไหมครับ คนที่เป็นโรคทางสมอง อัมพฤกษ์อัมพาตก็โรคทางประสาทเหมือนกัน อันนี้เขาก็เลยตัดความสับสนไม่ให้เรียกแล้วโรคอย่างนี้ เรียกตรงๆไปเลยอย่างนั้นแหละครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เรียนชี้แจงให้เข้าใจ

คำนูณ – อันนั้นก็คือเป็นอาการของที่เมื่อก่อนเขาเรียกรวมๆว่าโรคประสาท

นพ.ทวีสิน – ครับ เรียกรวมๆอย่างนั้น ยิ่งเรียกรวมๆยิ่งงงครับ ก็ตัดไปเลยไม่ต้องใช้เสียเลยดีกว่า

คำนูณ – ส่วนโรคจิตเภทนี่ก็คือแยกออกมาชัดเจนเลย

นพ.ทวีสิน – ใช่ครับ

คำนูณ – จิตเภทก็มีหลายระดับ

นพ.ทวีสิน – ครับ จิตเภทก็จะแยกย่อยออกมาอีก เป็นเรื่องของหวาดระแวง เป็นเรื่องของพฤติกรรม เป็นเรื่องของความคิดอะไรอย่างนี้ครับ มีอีกหลายอย่าง

คำนูณ – แล้ววิกลจริตล่ะครับ

นพ.ทวีสิน – คำว่าวิกลจริตเป็นลักษณะของภาษาทางกฎหมายนะครับ วิกลจริตจิตฟั่นเฟือน อันนี้เป็นอีกเรื่องนึงเลยนะครับ

คำนูณ – ไม่ได้อยู่ในภาษาทางการแพทย์ ภาษาทางการแพทย์นี่รวมอยู่ในโรคจิตเภทหมด ส่วนวิกลจริตนี่เป็นภาษาทางกฎหมาย

นพ.ทวีสิน - ใช่ครับ

สำราญ – สุดท้ายครับ คิดว่าคุณจิตรลดานี่ เราจะไปดูอาการซักกี่สัปดาห์ครับ

นพ.ทวีสิน – ครับ เมื่อวานท่านอธิบดีกรมสุขภาพจิตนะครับ อาจารย์ นพ.มล.สมชาย จักรพันธ์บอกแล้วนะครับว่า จะขอใช้เวลาโดยปกติซักเดือนนึงน่ะครับ ถึงจะให้มั่นใจ แต่ท่านบอกท่านเห็นสื่อมวลชนให้ความสนใจ ประชาชนกังวลใจ ท่านก็จะเร่งให้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ เราก็จะพยายามทำงานกันนะครับ แต่โดยเรียนสื่อมวลชนนะครับว่า อย่าเพิ่งเร่งเลย เพราะว่าจริงๆแล้วการตรวจทางด้านจิตใจนี่ไม่ง่ายนะครับ เขาอาจจะโกหกเราก็ได้ เขาอาจจะปิดบังอะไรบางอย่างอยู่ก็ได้ ซึ่งกระบวนการของเวลานี่จะช่วยให้ภาพมันชัดขึ้น

คำนูณ – คุณหมอครับ ผมเห็นคำให้สัมภาษณ์ของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่บางท่านนี่นะครับ เขาให้สัมภาษณ์ออกมานี่ ดูเหมือนว่าเขาจะขาดความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับโรคจิตเภทนั้น

นพ.ทวีสิน – มากเลยครับ

คำนูณ – เขาบอกว่าคุณจิตรลดานี่มีสติสัมปชัญญะ รับรู้ วางแผนเป็น ไม่ได้บ้า ซึ่งผมฟังแล้วผมคิดว่านายตำรวจท่านนี้คงไม่เข้าใจว่าคำว่าจิตเภทนะ

นพ.ทวีสิน – ก็เรียนว่าเราพยายามอยู่นะครับ ก็ทำงานเชื่อมประสานกัน จริงๆนะครับ ผมเองผมเป็นแพทย์ ผมก็ไม่ได้เข้าใจในระบบสืบสวนสอบสวนเท่าไหร่นัก ผมก็คิดว่าความเฉพาะทางของแต่ละคนนี่คงจะต้องเคารพซึ่งกันและกัน แล้วเราถึงจะทำงานร่วมกันได้ ตรงนี้ก็ขอขอบคุณนะครับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ให้พวกเราได้เข้าไปทำงานร่วมด้วยกันนะครับ ซึ่งแต่ละคนก็เก่งในวิชาชีพของแต่ละอย่าง เรามาแลกเปลี่ยนความรู้กัน ก็จะทำให้สังคมได้สิ่งที่ดีที่สุดไปนะครับ
คืออย่างนี้ครับ เรื่องอย่างนี้เป็นความละเอียดอ่อนเท่านั้นเอง ถามว่าโรคจิตนี่รับผิดชอบชั่วดีได้ไหม เขาเรียกว่ารู้รับผิดชอบได้ไหม รู้ได้ในบางช่วง แต่ว่ามีบางช่วงเหมือนกันไม่รู้ หน้าที่ของจิตแพทย์จะไปให้คำตอบในเชิงของนักวิชาการแก่พนักงานสอบสวน และก็แก่ศาล ก็คือตรงนี้แหละครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราพิสูจน์ได้ตรงนี้ ก็จะเป็นประโยชน์แก่เจ้าพนักงานสอบสวนและศาลครับ ก็เรียนว่าเราก็ไม่ได้ต้องการที่จะไปเข้าข้างคนไข้หรือว่าคนโรคจิตอันนี้ เพื่อให้เขาออกมาทำอะไรในสังคมนะครับ ตำรวจเองก็ต้องเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นะครับ ก็ทุกคนก็อยากทำหน้าที่ให้ดีที่สุดนะครับ

สำราญ – ครับ ขอบคุณมากครับ คุณหมอทวีสินครับ

คำนูณ – ขอบคุณมากครับ

ปานเทพ – ขอบคุณครับ

นพ.ทวีสิน – ครับ ขอบคุณครับ