เพียงนัดแรกที่ศาลปกครองสูงสุด เปิดพิจารณาการอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองเชียงใหม่ของกรมการปกครองกรณีการถอนสัญชาติของชาวแม่อาย ก็ทำเอาชาวแม่อายผู้เสียหายโดยตรงเกิดอาการช็อกไปตามกัน เพราะตุลาการผู้แถลงคดี แสดงความเห็นโดยสรุปว่าการประกาศเพิกถอนรายชื่อชาวแม่อายทั้ง 1,243 คน เป็นการดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายการทะเบียนราษฎร ไม่เข้าข้อบัญญัติมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่ต้องให้ชาวบ้านผู้เสียสิทธิแสดงหลักฐาน พยานโต้แย้ง
และการที่ผู้ถูกฟ้องคือกรมการปกครอง นายอำเภอ ให้ชาวบ้านที่ถูกถอนรายชื่อออกให้นำเอกสารตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ ไม่ถือว่าเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ถูกถอนรายชื่อ เพราะเป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่ต้องแสวงหาความจริง
การประกาศของอำเภอแม่อายที่ถอนสัญชาติชาวแม่อายนั้นถือเป็นการดำเนินการตามระเบียบของสำนักทะเบียนกลางกรมการปกครอง ขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งเดิมไม่มีหลักฐานว่าชาวบ้านมีสัญชาติไทยหรือไม่
ผลกระทบถึงคนไร้รัฐ ไม่มีสัญชาติ
แม้ว่าตุลาการเจ้าของสำนวนคดีจะกล่าวว่า ความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีไม่มีผลผูกพันต่อองค์คณะตุลาการผู้พิพากษาคดีนี้ แต่เป็นที่น่าหวั่นใจอย่างยิ่งว่าหากผลการพิจารณาเป็นไปตามความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีแล้ว คดีนี้จะส่งผลถึงคนไทยไร้รัฐจำนวนมากที่ยื่นคำร้องขอพิสูจน์ความเป็นสัญชาติไทย
เพราะพลันที่พ้นจากห้องพิจารณาคดี นายกฤษฎา บุญราช ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง อดีตนายอำเภอแม่อาย ผู้พิจารณาให้เพิ่มรายชื่อชาวแม่อายที่ตกหล่นทั้ง 1,243 คนเข้าสู่ทะเบียนราษฎร์ ก่อนที่ถูกประกาศเพิกถอนในเวลาต่อมาถึงกับกล่าวว่า “อย่างนี้ต่อไปจะหานายอำเภอที่ไหนกล้าเซ็นต์รับรองให้ชาวบ้าน”
คำกล่าวนี้เกี่ยวพันไปถึงปัญหาคนไทยไร้รัฐ หมายถึงคนที่เกิดในราชอาณาจักรไทย หรือเป็นบุตรของคนที่เกิดในราชอาณาจักรไทย ควรได้รับสัญชาติไทย แต่รัฐไทยไม่ยอมนับเป็นคนไทย จนกว่าจะได้ผ่านกระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคล
ส่วนใหญ่ของคนไทยไร้รัฐ ไม่ได้รับสัญชาติ คือคนที่อาศัยตามตะเข็บชายแดน ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีเชื้อชาติ และวัฒนธรรมแตกต่างไปจากคนไทยทั่วไป ดังเช่น ชาวเขาเผ่าต่างๆ
ปัจจุบันการดำเนินการคืนสัญชาติแก่คนไทยไร้รัฐมี 2 ลักษณะคือ การลงรายการสถานะบุคคลเป็นสัญชาติไทยในแบบทะเบียนบ้าน(ทร.13) ทั้งนี้ทร.13 เป็นทะเบียนบ้านชั่วคราวสำหรับบุคคลที่มีสถานะเป็นคนเข้าเมืองทั้งถูกและไม่ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง อีกทั้งทร.13เป็นฐานข้อมูลทางทะเบียนของกรมการปกครอง และเป็นพื้นฐานแห่งสิทธิในการขอสัญชาติไทย หรือบุคคลต่างด้าวตามกฎหมายต่อไป กลุ่มนี้ส่วนใหญ่คือ ชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
อีกลักษณะหนึ่งคือ การเพิ่มชื่อกลับเข้าสู่ทะเบียนบ้าน(ทร.14) โดยมากเป็นการเพิ่มชื่อบุตรของบิดาหรือมารดาที่ได้รับการลงรายการสัญชาติไทยและมีชื่ออยู่ใน ทร.14 แล้ว โดยบุตรเป็นคนไทย มีสัญชาติไทยตามบิดาหรือมารดา โดยไม่ต้องรอการลงรายการสถานะบุคคล
การดำเนินการในสองลักษณะดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอประจำท้องที่ ในการสอบประวัติ หลักฐาน เอกสารราชการ และพยานชุมชนต่างๆ ร่วมกับดุลยพินิจของนายอำเภอเพื่อพิสูจน์ว่าบุคคลนั้นควรได้รับการลงรายการสถานะเป็นสัญชาติไทย หรือเพิ่มชื่อกลับเข้าสู่ทะเบียนบ้าน(ทร.14)
ระเบิดเวลา
คำกล่าวของนายกฤษฎา บุญราช ปรากฎผลในทางปฏิบัติแล้ว คือนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ประกาศถอนรายชื่อชาวบ้านแม่อายทั้ง 1,243 คน นายอำเภอแต่ละแห่งต่างระงับการพิจารณาคำร้องของประชาชนในการขอเพิ่มรายชื่อกลับเข้าสู่ทะเบียนราษฎร์ หรือลงรายการสถานะบุคคลว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทย เว้นแต่เป็นกรณีที่สื่อมวลชนให้ความสนใจ
เหตุที่กลไกด้านการพิสูจน์ลงรายการสถานะสัญชาติหยุดการทำงานคือนายอำเภอเกรงการถูกร้องเรียนเหมือนกรณีอ.แม่อาย ซึ่งมีผลต่อการเติบโตทางหน้าที่การงานเหมือนที่อดีตนายอำเภอแม่อาย ต้องเป็นผู้ตรวจราชการแทนที่ควรจะได้เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด
สถานการณ์นี้ผู้ที่รับเคราะห์คือ คนไทยไร้รัฐที่ร้องขอคืนสัญชาติไทยจากรัฐ
ข้อที่น่ากังวลอีกเรื่องคือ การประกาศเพิกถอนรายชื่อออกจากทะเบียนบ้านถือเป็นการประกาศโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการให้นำหลักฐานการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอมาแสดง ไม่ถือว่าเป็นการสร้างภาระให้แก่ราษฎร แต่เป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่จะต้องแสวงหาความจริง
ขณะที่ในทางปฏิบัติผู้ที่จะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน(ทร.14)จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย การถูกถอนรายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน(ทร.14)จึงมีผลให้สัญชาติไทยถูกถอนออกไปด้วย ดังที่ชาวแม่อายที่ถูกถอนสัญชาติต่างก็ถูกกระทำเยี่ยงคนไร้สัญชาติ เช่นการถูกให้ออกจากราชการ การถูกเรียกเก็บเงินกู้คืนจาก ธกส. การถูกจำกัดการเดินทาง การสูญเสียสัญชาติจึงเท่ากับการสูญเสียสิทธิต่างที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
หากศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคดีของชาวบ้านแม่อายให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมส่งผลกระเทือนต่อระบบการดำเนินการพิสูจน์สถานะบุคคล อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องด้วยคำตัดสินของศาลถือเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการต่อไป
การร้องเรียนแบบเดียวกับกรณีอ.แม่อาย ย่อมจะขยายผลไปสู่อำเภออื่นๆ เพราะทุกพื้นที่ล้วนมีข้อครหาเรื่องทุจริตการขอลงรายการสัญชาติไทย หรือเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ทร.14) การทำบัตรประชาชน และสามารถการประกาศเพิกถอนสัญชาติไทยแบบเหมารวมทุกคน โดยไม่ต้องเปิดโอกาสให้มีการแสดงพยาน หลักฐานโต้แย้ง
คนไทยไร้รัฐที่มีฐานะยากจน อยู่ในถิ่นทุรกันดารเป็นทุนเดิม ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นในการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ สำหรับบางรายที่ไม่มีพ่อ แม่ หรือบรรพบุรุษ เป็นบุคคลอ้างอิงเพื่อตรวจดีเอ็นเอ ย่อมเข้าไม่ถึงกระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคล
ส่วนนายอำเภอก็จะไม่ยอมพิจารณาคำร้องขอสัญชาติไทย ผลักดันให้เข้าสู่ช่องทาง 7 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2535 คือให้มีสถานะเป็นบุคคลต่างด้าว แล้วไปยื่นคำร้องขอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้สัญชาติไทย
นั่นคือ ด้านหนึ่งนายอำเภอที่มีอำนาจหน้าที่ก็ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายต่อคนไทยตกหล่นการสำรวจ ขณะที่อีกด้านหนึ่งชาวบ้านก็ต้องอยู่อย่างหวาดหวั่นว่าจะถูกถอนสัญชาติไทยโดยไม่รู้ตัวเมื่อไหร่ก็ได้ และเข้าถึงกระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคลยากลำบากมากยิ่งขึ้น
ผลพวงที่ตามมาคือ การเร่งให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่รัฐตั้งมั่นอยู่บนนโนบายความมั่นคงของชาติเพื่อความปลอดภัยของตนเอง อย่างไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน วัฒนธรรมอันหลากหลายของชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่ในประเทศไทย สร้างความเหยียดหยามในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ดังที่ขณะนี้ คนไทยไร้รัฐตกอยู่ในสภาพ อยู่ในป่าก็อยู่ไม่ได้แม้จะเพาะปลูกเพื่อยังชีพ ถือว่าผิดกฎหมายป่าไม้ ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ขับไล่ออกจากพื้นที่ ไปทำงานหาเงินในเมืองก็ไม่ได้เพราะไม่มีสัญชาติ เจ็บป่วยก็ไม่มีหลักประกันการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ
คนไทยไร้รัฐจำนวนไม่น้อยเป็นเหยื่อของการถูกฆ่าตัดตอนในช่วงนโยบายทำสงครามกับยาเสพติดโดยไม่มีการสอบสวน ถูกผลักดันให้เป็นแรงงานต่างด้าวราคาถูก หรือถ้าอยากได้สัญชาติต้องจ่ายในราคาสูง เป็นแรงผลักดันให้ต้องเข้าสู่ธุรกิจผิดกฎหมาย
สภาพดังกล่าวเป็นเป็นแรงกดดันต่อคนไทยไร้รัฐที่รอวันระเบิด และเมื่อระเบิดก็เป็นไปได้ที่จะมีสภาพไม่ต่างกับปัญหาไฟใต้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาในคดีแม่อาย เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกฝ่ายจะหามาตรการพิสูจน์สถานะบุคคลที่เป็นคุณต่อนายอำเภอและผู้ยื่นคำร้อง และสร้างหลักประกันที่จะไม่ถูกถอนสัญชาติแบบที่เกิดขึ้นกับชาวแม่อาย 1,243 คน
ที่สำคัญต้องร่วมกันภาวนาให้ องค์คณะตุลาการผู้พิจารณาคดี ตัดสินยืนตามศาลปกครองชั้นต้น.
และการที่ผู้ถูกฟ้องคือกรมการปกครอง นายอำเภอ ให้ชาวบ้านที่ถูกถอนรายชื่อออกให้นำเอกสารตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ ไม่ถือว่าเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ถูกถอนรายชื่อ เพราะเป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่ต้องแสวงหาความจริง
การประกาศของอำเภอแม่อายที่ถอนสัญชาติชาวแม่อายนั้นถือเป็นการดำเนินการตามระเบียบของสำนักทะเบียนกลางกรมการปกครอง ขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งเดิมไม่มีหลักฐานว่าชาวบ้านมีสัญชาติไทยหรือไม่
ผลกระทบถึงคนไร้รัฐ ไม่มีสัญชาติ
แม้ว่าตุลาการเจ้าของสำนวนคดีจะกล่าวว่า ความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีไม่มีผลผูกพันต่อองค์คณะตุลาการผู้พิพากษาคดีนี้ แต่เป็นที่น่าหวั่นใจอย่างยิ่งว่าหากผลการพิจารณาเป็นไปตามความเห็นของตุลาการผู้แถลงคดีแล้ว คดีนี้จะส่งผลถึงคนไทยไร้รัฐจำนวนมากที่ยื่นคำร้องขอพิสูจน์ความเป็นสัญชาติไทย
เพราะพลันที่พ้นจากห้องพิจารณาคดี นายกฤษฎา บุญราช ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง อดีตนายอำเภอแม่อาย ผู้พิจารณาให้เพิ่มรายชื่อชาวแม่อายที่ตกหล่นทั้ง 1,243 คนเข้าสู่ทะเบียนราษฎร์ ก่อนที่ถูกประกาศเพิกถอนในเวลาต่อมาถึงกับกล่าวว่า “อย่างนี้ต่อไปจะหานายอำเภอที่ไหนกล้าเซ็นต์รับรองให้ชาวบ้าน”
คำกล่าวนี้เกี่ยวพันไปถึงปัญหาคนไทยไร้รัฐ หมายถึงคนที่เกิดในราชอาณาจักรไทย หรือเป็นบุตรของคนที่เกิดในราชอาณาจักรไทย ควรได้รับสัญชาติไทย แต่รัฐไทยไม่ยอมนับเป็นคนไทย จนกว่าจะได้ผ่านกระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคล
ส่วนใหญ่ของคนไทยไร้รัฐ ไม่ได้รับสัญชาติ คือคนที่อาศัยตามตะเข็บชายแดน ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีเชื้อชาติ และวัฒนธรรมแตกต่างไปจากคนไทยทั่วไป ดังเช่น ชาวเขาเผ่าต่างๆ
ปัจจุบันการดำเนินการคืนสัญชาติแก่คนไทยไร้รัฐมี 2 ลักษณะคือ การลงรายการสถานะบุคคลเป็นสัญชาติไทยในแบบทะเบียนบ้าน(ทร.13) ทั้งนี้ทร.13 เป็นทะเบียนบ้านชั่วคราวสำหรับบุคคลที่มีสถานะเป็นคนเข้าเมืองทั้งถูกและไม่ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง อีกทั้งทร.13เป็นฐานข้อมูลทางทะเบียนของกรมการปกครอง และเป็นพื้นฐานแห่งสิทธิในการขอสัญชาติไทย หรือบุคคลต่างด้าวตามกฎหมายต่อไป กลุ่มนี้ส่วนใหญ่คือ ชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
อีกลักษณะหนึ่งคือ การเพิ่มชื่อกลับเข้าสู่ทะเบียนบ้าน(ทร.14) โดยมากเป็นการเพิ่มชื่อบุตรของบิดาหรือมารดาที่ได้รับการลงรายการสัญชาติไทยและมีชื่ออยู่ใน ทร.14 แล้ว โดยบุตรเป็นคนไทย มีสัญชาติไทยตามบิดาหรือมารดา โดยไม่ต้องรอการลงรายการสถานะบุคคล
การดำเนินการในสองลักษณะดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอประจำท้องที่ ในการสอบประวัติ หลักฐาน เอกสารราชการ และพยานชุมชนต่างๆ ร่วมกับดุลยพินิจของนายอำเภอเพื่อพิสูจน์ว่าบุคคลนั้นควรได้รับการลงรายการสถานะเป็นสัญชาติไทย หรือเพิ่มชื่อกลับเข้าสู่ทะเบียนบ้าน(ทร.14)
ระเบิดเวลา
คำกล่าวของนายกฤษฎา บุญราช ปรากฎผลในทางปฏิบัติแล้ว คือนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ประกาศถอนรายชื่อชาวบ้านแม่อายทั้ง 1,243 คน นายอำเภอแต่ละแห่งต่างระงับการพิจารณาคำร้องของประชาชนในการขอเพิ่มรายชื่อกลับเข้าสู่ทะเบียนราษฎร์ หรือลงรายการสถานะบุคคลว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทย เว้นแต่เป็นกรณีที่สื่อมวลชนให้ความสนใจ
เหตุที่กลไกด้านการพิสูจน์ลงรายการสถานะสัญชาติหยุดการทำงานคือนายอำเภอเกรงการถูกร้องเรียนเหมือนกรณีอ.แม่อาย ซึ่งมีผลต่อการเติบโตทางหน้าที่การงานเหมือนที่อดีตนายอำเภอแม่อาย ต้องเป็นผู้ตรวจราชการแทนที่ควรจะได้เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัด
สถานการณ์นี้ผู้ที่รับเคราะห์คือ คนไทยไร้รัฐที่ร้องขอคืนสัญชาติไทยจากรัฐ
ข้อที่น่ากังวลอีกเรื่องคือ การประกาศเพิกถอนรายชื่อออกจากทะเบียนบ้านถือเป็นการประกาศโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งการให้นำหลักฐานการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอมาแสดง ไม่ถือว่าเป็นการสร้างภาระให้แก่ราษฎร แต่เป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่จะต้องแสวงหาความจริง
ขณะที่ในทางปฏิบัติผู้ที่จะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน(ทร.14)จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย การถูกถอนรายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน(ทร.14)จึงมีผลให้สัญชาติไทยถูกถอนออกไปด้วย ดังที่ชาวแม่อายที่ถูกถอนสัญชาติต่างก็ถูกกระทำเยี่ยงคนไร้สัญชาติ เช่นการถูกให้ออกจากราชการ การถูกเรียกเก็บเงินกู้คืนจาก ธกส. การถูกจำกัดการเดินทาง การสูญเสียสัญชาติจึงเท่ากับการสูญเสียสิทธิต่างที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
หากศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคดีของชาวบ้านแม่อายให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นย่อมส่งผลกระเทือนต่อระบบการดำเนินการพิสูจน์สถานะบุคคล อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องด้วยคำตัดสินของศาลถือเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการต่อไป
การร้องเรียนแบบเดียวกับกรณีอ.แม่อาย ย่อมจะขยายผลไปสู่อำเภออื่นๆ เพราะทุกพื้นที่ล้วนมีข้อครหาเรื่องทุจริตการขอลงรายการสัญชาติไทย หรือเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ทร.14) การทำบัตรประชาชน และสามารถการประกาศเพิกถอนสัญชาติไทยแบบเหมารวมทุกคน โดยไม่ต้องเปิดโอกาสให้มีการแสดงพยาน หลักฐานโต้แย้ง
คนไทยไร้รัฐที่มีฐานะยากจน อยู่ในถิ่นทุรกันดารเป็นทุนเดิม ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นในการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ สำหรับบางรายที่ไม่มีพ่อ แม่ หรือบรรพบุรุษ เป็นบุคคลอ้างอิงเพื่อตรวจดีเอ็นเอ ย่อมเข้าไม่ถึงกระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคล
ส่วนนายอำเภอก็จะไม่ยอมพิจารณาคำร้องขอสัญชาติไทย ผลักดันให้เข้าสู่ช่องทาง 7 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2535 คือให้มีสถานะเป็นบุคคลต่างด้าว แล้วไปยื่นคำร้องขอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้สัญชาติไทย
นั่นคือ ด้านหนึ่งนายอำเภอที่มีอำนาจหน้าที่ก็ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายต่อคนไทยตกหล่นการสำรวจ ขณะที่อีกด้านหนึ่งชาวบ้านก็ต้องอยู่อย่างหวาดหวั่นว่าจะถูกถอนสัญชาติไทยโดยไม่รู้ตัวเมื่อไหร่ก็ได้ และเข้าถึงกระบวนการพิสูจน์สถานะบุคคลยากลำบากมากยิ่งขึ้น
ผลพวงที่ตามมาคือ การเร่งให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่รัฐตั้งมั่นอยู่บนนโนบายความมั่นคงของชาติเพื่อความปลอดภัยของตนเอง อย่างไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน วัฒนธรรมอันหลากหลายของชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่ในประเทศไทย สร้างความเหยียดหยามในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ดังที่ขณะนี้ คนไทยไร้รัฐตกอยู่ในสภาพ อยู่ในป่าก็อยู่ไม่ได้แม้จะเพาะปลูกเพื่อยังชีพ ถือว่าผิดกฎหมายป่าไม้ ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ขับไล่ออกจากพื้นที่ ไปทำงานหาเงินในเมืองก็ไม่ได้เพราะไม่มีสัญชาติ เจ็บป่วยก็ไม่มีหลักประกันการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ
คนไทยไร้รัฐจำนวนไม่น้อยเป็นเหยื่อของการถูกฆ่าตัดตอนในช่วงนโยบายทำสงครามกับยาเสพติดโดยไม่มีการสอบสวน ถูกผลักดันให้เป็นแรงงานต่างด้าวราคาถูก หรือถ้าอยากได้สัญชาติต้องจ่ายในราคาสูง เป็นแรงผลักดันให้ต้องเข้าสู่ธุรกิจผิดกฎหมาย
สภาพดังกล่าวเป็นเป็นแรงกดดันต่อคนไทยไร้รัฐที่รอวันระเบิด และเมื่อระเบิดก็เป็นไปได้ที่จะมีสภาพไม่ต่างกับปัญหาไฟใต้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาในคดีแม่อาย เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกฝ่ายจะหามาตรการพิสูจน์สถานะบุคคลที่เป็นคุณต่อนายอำเภอและผู้ยื่นคำร้อง และสร้างหลักประกันที่จะไม่ถูกถอนสัญชาติแบบที่เกิดขึ้นกับชาวแม่อาย 1,243 คน
ที่สำคัญต้องร่วมกันภาวนาให้ องค์คณะตุลาการผู้พิจารณาคดี ตัดสินยืนตามศาลปกครองชั้นต้น.


