xs
xsm
sm
md
lg

สู้หัวชนฝา! “รัตนา สัจจเทพ”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

รายการคนในข่าว (26 ส.ค.48) ไปดูชีวิตต้องสู้เพื่อความยุติธรรมของ “รัตนา สัจจเทพ” หลัง กทม.ประกาศผลสอบ 4 ข้าราชการไม่มีมูลความผิด ทำให้เธอต้องหอบลูกมานอนหน้าลานคนเมือง พร้อมประกาศหากความยุติธรรมไม่มีจะขอตายอยู่ที่นี่ พร้อมวอนขอให้นายกฯลงไปช่วยฟังปัญหา เพราะคิดว่าเป็นผู้เดียวช่วยเหลือและจัดการกับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นได้อีกแล้ว ยันอยากให้เป็นคดีตัวอย่าง และสังคมจะต้องมีบรรทัดฐานในการลงโทษการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ในเรื่องนี้

รายการคนในข่าว ออกอากาศทาง News 1 เวลา 21.05-22.00 น. ดำเนินรายการโดยจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ

จินดารัตน์ – ตอนนี้นะคะ เวลา 18.20 น.แล้วค่ะ ชีวิตปกติของผู้คน กทม.เขาก็จะมาเต้นแอโรบิกกัน แต่ในขณะเดียวกันที่ลานคนเมือง ที่เป็นเต็นท์สีขาว นั่นก็คือ 5-6 ชีวิตที่นอนอยู่ในเต็นท์นั้น ครอบครัวสัจจเทพ เรายังคงเกาะติดชีวิตของครอบครัวนี้อยู่หลังจากที่เขาตัดสินใจมานอนอยู่ที่ลานคนเมืองแห่งนี้นะคะ ข้างนอกภายนอกเต็นท์นั้น ความรู้สึกผู้คนอาจจะอีกแบบนึง แต่สำหรับคนในภายในเต็นท์นั้น ก็ความรู้สึกก็จะอีกแบบนึง คุณผู้ชมคงจะเห็นแล้วนะคะ ว่าความแตกต่างของความรู้สึกคนยกลุ่มใหญ่เหล่านี้ กับ 5 ชีวิตที่อยู่ในเต็นท์นั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง และตอนนี้พลบค่ำแล้วค่ะ เราก็จะไปดูกันนะคะ เขาอยู่กันแบบไหนอย่างไร จากวันที่เคยมีบ้านอยู่ วันนี้ต้องมานอนข้างถนน ไปดูกันค่ะ

และนี่ก็คือบริเวณด้านหน้าเต็นท์นะคะ ที่ครอบครัวสัจจเทพใช้อาศัยนอนกันเมื่อคืนนี้นะคะ ก็จะมีป้ายผ้าที่เขียนประณามบรรดาข้าราชการที่ติดเอาไว้มากมายทีเดียว เราเข้าไปดูข้างในกัน ด้านนี้ก็จะเป็นมุมอาหารการกินที่บรรดาผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายที่ได้ข่าวคราวของพี่รัตนา ก็เอาของกินมาให้ เอาน้ำดื่มมาให้ เอามุ้งหมอนที่นอนเสื่อมาให้นี่นะคะ ก็จะมีเครื่องดื่ม และก็มีอาหารแห้ง อาหารสด และก็มีผลไม้อย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ อันนี้พี่รัตนาบอกว่าไม่ได้ซื้อหาเองนะคะ มีคนนำมาบริจาคให้ ส่วนที่เหลือนี่พี่รัตนาบอกว่าก็คงกินไม่หมด ก็เอาไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนี้บ้างนะคะ สำหรับคนจรหมอนหมิ่นที่ไม่มีที่หลับที่นอนเหมือนกัน

ตรงนี้ก็เป็นพื้นที่ที่ใช้นอนกันทั้งหมด ปูเสื่อ หลานสาวตัวเล็กๆนั้นก็มีมุ้งครอบนะคะ อย่างที่ได้ชมภาพข่าวกันไปแล้วบ้าง และนี่ก็จะมีทาง กทม.เองก็เห็นใจนะคะ ก็เอาเสาไฟมาต่อให้ แล้วก็มีพัดลม คือพัดลมนี่ก็คงจะเป็นของส่วนตัว แต่อย่างไรก็ตามพี่รัตนาบอกว่าไม่ได้คาดหวังว่า จะต้องมีเต็นท์มานอน จะต้องมีหมอนมีมุ้งมานอน แต่เนื่องจากว่าท่านผู้ว่าเองก็ขอร้องว่าให้รับเอาไว้ เพราะสงสารเด็กๆ สงสารตัวเล็กๆนี่นะคะตากแดดตัวไหม้เกรียมทีเดียวค่ะ

แล้วที่โต๊ะนี้ก็มีสมุดเซ็นเยี่ยมนะคะ มีผู้คนมาให้กำลังใจกัน เราจะดูนะคะมีคนมาเซ็นเยี่ยมไว้เยอะทีเดียวค่ะ เพื่อเป็นกำลังใจให้พี่รัตนา สัจจเทพนะคะ และนี่ก็เช่นเดียวค่ะ จริงๆแล้วมีเยอะกว่านี้ แต่ว่าเพิ่งเริ่มทำ และก็มีโลงศพที่เพิ่งตั้งเอาไว้ อุทิศส่วนกุศลให้กับบรรดาข้าราชการทุจริต โลงนี้มีคนบริจาคมาให้ด้วย พี่รัตนาบอกว่าอยากได้โลงซักโลงนึงเอามาตั้งไว้ และตอนนี้ก็มาพูดคุยกันนะคะ ครอบครัวของคุณรัตนา สัจจเทพและลูกๆนั้นมานอนอยู่ที่นี่ ด้วยเหตุผลที่ผู้ว่า กทม.นั้นได้แถลงผลการสอบข้าราชการ 4 คน ปรากฏว่าผลสอบที่ออกมานั้น ข้าราชการทั้ง 4 คนไม่มีความผิดค่ะ

คุณรัตนาเลยตัดสินใจว่า หนทางต่อสู้อีกหนทางหนึ่งคือ จะต้องพาลูกและหลานมานอนประท้วงอยู่ที่ศาลาว่ากลาง กทม. เพราะคุณรัตนาเชื่อว่า ความผิดของข้าราชการ 4 คนนั้นชัดเจนมาก วันนี้เราจะมาคุยกันนะคะว่า 3-4 คืนที่ผ่านมา ชีวิตของครอบครัวนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง และแนวทางในการต่อสู้ต่อไป ความหวังที่จะมีชัยชนะ หรือความหวังที่จะได้เห็นว่าทาง กทม.นั้นเอาผิดกับข้าราชการทั้ง 4 คนได้หรือไม่นั้นมีหวังแค่ไหนนะคะ สวัสดีค่ะ คุณรัตนานะคะ แล้วก็น้องตองอู น้องแอม ลูกชายและลูกสาวนะคะ นั่งคุยกับเราด้วย พี่รัตนาตัดสินใจมานอนที่นี่ คิดว่านี่เป็นหนทางสุดท้ายแล้วหรือยังคะ ในการต่อสู้

รัตนา – ค่ะ ก็ผู้ว่าแถลงว่าไม่มีมูล แล้วโฉนดเราก็ยังปรากฏอยู่ แล้วก็ยังเป็นความผิดอยู่ 4 เดือนที่ผ่านมามีความพยายามบิดเบือนทั้งหมด แล้วก็พยายามบอกประชาชน บอกสื่อว่าให้ 5 ล้านไม่เอา จะเอา 10 ล้าน ซึ่งในกรณีต่างๆนี้ ก็คือเคยเตือนมาหลายครั้งแล้วว่าอย่าทำ เพราะว่ามีการพยายามพาให้เรานี่ไปดูบ้าน ผลักดันให้ไปดูบ้าน ซึ่งเราก็ไปดู แต่ว่าในกรณีนี้ก็คือต้องเพิกถอนโฉนดเสียก่อน ก็คือต้องรับผิดเสียก่อน เพราะมิฉะนั้นเราก็ยังเป็นผู้ก่อสร้างอาคารนี้อยู่ แล้วก็การปลอมแปลงโฉนดนี้ ยังไม่ได้สืบสวนว่าใครเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าไม่ผิดก็คงไม่มีงบประมาณที่ไหนมาใช้ได้ คือเจ้าหน้าที่ต้องยอมรับผิดเสียก่อน

จินดารัตน์ – ยังเชื่อมั่นว่าผลสอบของ กทม.นั้นไม่ใช่เรื่องจริง

รัตนา – คือ 4 คนนี่ก็คือบิดเบือนอีกแล้ว คือท่านผู้ว่านี่ตั้งกรรมการขึ้นมา คือในการสอบสวนข้อเท็จจริง คือคุณปรีด์ บูรณศิริค่ะ เมื่อท่านเชิญเข้าไปให้ถ้อยคำในเบื้องต้นนี่ก็คือบอกว่า สัญญาไว้ว่าท่านผู้ว่าจะนั่งด้วย มีกรรมการสิทธิด้วย และก็มีดิฉันนั่งด้วย แล้วก็มีกองกฎหมายของที่อื่นซึ่งไม่ใช่ของ กทม. แล้วก็จะมีคนนอกเข้ามาเป็นประธาน ที่สำคัญต้องมีผู้สื่อข่าวเข้ามาด้วย เพราะเรื่องนี้จริงๆต้องโปร่งใสไม่จำเป็นต้องปิดบัง แต่พอไปจริงๆแล้วก็คือ กองกฎหมายก็คือของ กทม. ซึ่งสอบมา 11 ปีก็คือไม่มีมูล ที่สำคัญก็คือสอบยังไม่เสร็จ ก็คือให้เราไปให้ถ้อยคำและก็บันทึกเทป แล้วถอดเทปให้เรานี่รับรองสำเนา เพื่อที่จะให้ฝ่ายโน้นมาจับเราว่าหมิ่นประมาท และส่งมาในนามสำนักปลัด กทม.

คือถามว่ากรณีนี้การสอบสวนยังไม่สิ้นสุด แต่กลับปล่อยให้ความลับรั่วไหลนี่ ไม่ต้องมาแถลงแล้ว มันโมฆียะแล้ว มันผิด ที่สำคัญก็คือเราให้คุณปรีด์ ให้ถ้อยคำไปว่า ปปม.นี่ทำเรื่องหายทั้งหมดตั้งแต่ปี 2541 แล้ว ท่านก็แจ้งว่าหายขอเอกสาร 1 ชุด ความผิดนี่สำเร็จแล้วทางวินัย ต้องสอบทันที มีมูลในเบื้องต้นแล้วว่าเอกสารหายก็ไม่สอบ แล้วก็ถามอีกว่าเหตุเกิดจากอะไร เหตุเกิดก็คือคุณสมภพ ระงับทุกข์ในสมัยนั้น ขณะนั้นมีหัวหน้าโยธาคือคุณพิชัย พิชญเดชะ และก็เตลิดมาถึงคุณสุรศักดิ์ สอนเครือ คนปัจจุบัน ซึ่งกรณีนี้เป็นกรณีที่ต้องขอเลขบ้าน แล้วก็เตลิดมาถึงเมื่อมีมติ ครม. คุณหญิงณฐนนท ทวีสินไม่ต้องกรรมการสอบสวน ในกรณีเจ้าหน้าที่ประพฤติมิชอบ

แต่ไม่ได้หมายความว่าให้สอบ 4 คน หรือมีผู้ผิด 4 คนนะคะ กรณีนี้มีที่ดินเข้ามาเกี่ยวข้อง มีโยธา มีสรรพากร มีตำรวจ มีอัยการเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะกรณีนี้ยืดเยื้อมา 11 ปี และเราเป็นผู้ถูกกระทำ มีการแจ้งความเท็จจับว่าเราเป็นผู้ก่อสร้างอาคารนะคะ แต่ไม่มีการสอบเอาผิดเจ้าหน้าที่เลย ในกรณีที่ผ่านมานี่มีการจับชาวบ้าน 200 หลังคาเรือน เมื่อเราไปร้อง ป.ป.ช. ชี้มูลโดย ป.ป.ช.ในเบื้องต้น 7 รายในทางวินัย แต่เมื่อผลสรุปออกมา ที่ผู้ว่าตอบมาก็คือโดยคุณสุกิจ เลขาผู้ว่านี่ เป็นการคัดลอกเอาคำชี้มูลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. 7 ราย โดยไม่ได้ฟังในกรณีที่ ป.ป.ช.มีมติรับทบทวนในคดีอาญา ในกรณีที่กล่าวหาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

จินดารัตน์ – เอาล่ะ ก็คืออันนั้นเป็นเรื่องของการดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงของ กทม. แต่ผลออกมาแบบนี้แล้ว วันนี้ตัดสินใจพาลูกกับหลานมานอนประท้วงกันอยู่ตรงนี้ ถามความรู้สึกลูกก่อนไหมคะ ถามสมาชิกในบ้านก่อนไหม ว่าเอาล่ะ แม่จะตัดสินใจแบบนี้แล้ว ลูกๆว่ายังไง

รัตนา – คือวันที่ผลออกมานี่ มาคนเดียว แล้วมีความรู้สึกว่าคงพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็รอลูกกลับบ้าน แล้วก็ถามเขาทุกคน แล้วก็ไม่เคยบอกผู้สื่อข่าวอีกเลย เหนื่อยแล้ว เพราะว่ามันพูดมาก แล้วผลมันออกมาอย่างนี้ ก็มีความรู้สึกว่าแม่จะไปตายที่ กทม.แล้วนะ ทุกคนก็อาบน้ำแต่งตัวแล้วมาเลย

จินดารัตน์ – ไม่ต้องพูดอะไรกันมากกว่านี้ ใช่ไหมคะ ก็คือทุกคนแต่งตัวพร้อมใจกันที่จะมากับแม่

รัตนา – ใช่ค่ะ

จินดารัตน์ – น้องแอม วันนั้นคุณแม่ อาการของคุณแม่นี่เรามองตากัน เราก็รู้แล้วใช่ไหม คนในบ้านนี่

พัจนภา – ใช่ค่ะ

จินดารัตน์ – รู้สึกยังไงวันที่เห็นแม่กลับบ้าน

พัจนภา – ก็คุณแม่ค่อนข้างตั้งความหวังไว้บ้างพอสมควรค่ะ แต่ว่าไม่ใช่เหลือแค่ศูนย์ค่ะ มันติดลบไปเลยวันนั้น ก็เลยพอแม่บอกว่าแม่จะไป กทม.นะ ไปนอน ก็แบบอาบน้ำแต่งตัวขึ้นรถเลย

จินดารัตน์ – แม่ไม่ได้ชวน แม่ไม่ได้เอ่ยปากชวน

พัจนภา – แม่บอกว่าให้อยู่บ้าน พรุ่งนี้ต้องไปทำงาน ตองอูให้อ่านหนังสืออยู่บ้าน พรุ่งนี้ต้องไปเรียน เดี๋ยวแม่ไปเอง ไปคนเดียว ถ้ามาก็มาด้วยกันอยู่แล้ว เป็นแม่ลูกกัน มีกันอยู่แค่นี้ค่ะ

จินดารัตน์ – ก็ไม่ต้องพูดอะไรมากเลย อาบน้ำแต่งตัว เก็บข้าวเก็บของ ตองอูล่ะคะ เรายังต้องเรียนหนังสืออยู่ ถูกไหมคะ ตองอูก็ลุกขึ้นอาบน้ำเหมือนกัน

ปณตพงษ์ – ครับ กลับบ้านมา เรียนพิเศษเสร็จก็เปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำออกมาครับ ตามแม่มานอนที่นี่ครับ

จินดารัตน์ – กลัวไหมคะ กับการที่จะต้องมานอนหน้าศาลาว่าการ

ปณตพงษ์ – ก่อนจะมาก็กลัวครับ แต่คิดไปคิดมาอีกที มันไม่มีอะไรจะเสียแล้วครับ

จินดารัตน์ – กลัวอะไรคะ น้องตองอู

ปณตพงษ์ – กลัว เพราะว่าผมเป็นคนค่อนข้างขี้อาย แล้วแบบมาแล้วได้อะไร บอกแม่อย่างนี้ว่าได้อะไร แต่พอคิดไปคิดมา มันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เราทำดีกว่าไม่ทำครับ

จินดารัตน์ – ค่ะ ก็คือมา หอบหิ้วกันมา แล้วพูดกับแม่ว่ายังไงบ้างคะ

ปณตพงษ์ – ก็อยู่ด้วย

จินดารัตน์ – ให้กำลังใจคุณแม่

รัตนา – จริงๆแล้วมีความเห็นกันหมดว่า เขาจะเอนทรานซ์ปีนี้ ให้เขาอยู่บ้าน

จินดารัตน์ – ให้อยู่บ้านอ่านหนังสือไป

รัตนา – ค่ะ เขาก็ค่อนข้างเครียด เพราะว่าเขานี่เป็นคนที่ Sensitive ไปทุกเรื่อง แล้วก็เขาต้องดูหนังสือเพื่อเอนทรานซ์ ก็ตกลงกันว่าเดี๋ยวตองอูอาบน้ำอะไรเสร็จนี่ แม่หาข้าวไว้ให้พรุ่งนี้ แล้วตองอูเอาสตางค์ไว้ กลับกลายเป็นว่าตองอูเก็บเสื้อผ้าเอง แล้วก็ลงมาเลย แล้วก็แบกหนังสือมาดูที่นี่

จินดารัตน์ – เห็นบอกมาถึงนี่ตอนตี 1 ใช่ไหมคะ

รัตนา – 5 ทุ่มค่ะ

จินดารัตน์ – มากางมุ้งกันเลย

รัตนา – ไม่มีมุ้งค่ะ

จินดารัตน์ – มานอนกัน ปูเสื่อนอนอย่างนี้หรือคะ

รัตนา – ค่ะ แต่ว่ามุ้งที่ได้นี่ของทีวีบูรพาเขาให้มา พี่เช็ค นักข่าวของคนค้นคนให้มา

จินดารัตน์ – แล้ววันที่มาก็ยังไม่มีเต็นท์แบบนี้

รัตนา – ไม่มีค่ะ

จินดารัตน์ – เต็นท์นี้ท่านผู้ว่าให้มาถูกไหมคะ

รัตนา – ก็คือไม่ได้คิดจะอยู่ คือแบกชีวิตมาตากแดดตาย ถ้าวันนี้ไม่ตายพรุ่งนี้ต้องตาย พรุ่งนี้ไม่ตายมะรืนนี้ต้องตาย เพราะเราก็คิดว่าท่านก็ไม่แคร์เราอยู่แล้วที่ทำแบบนี้

จินดารัตน์ – พี่รัตนาไม่ห่วงลูกหรือคะ

รัตนา – ก็ห่วงแต่ว่า ถ้าถามว่าแล้วอยู่กันแบบนี้ ตายไปด้วยกันดีกว่า เพราะลูกเราเรียนดี ถ้าปล่อยให้ลูกเราอยู่อย่างนี้ แล้วไม่มีการสอบสวนทุจริตที่เกิดขึ้น วันนึงลูกเราจะเลวได้กว่าคนพวกนี้ ได้มากกว่า เพราะลูกเราเรียนดี มีหัวคิดดีกว่า เขาจะพัฒนาความเลวได้มากกว่านี้ เพราะเขาทำดีแล้วไม่ได้ดี เพราะฉะนั้นเราจะเช็ดเลือดเราทุกหยดไปด้วยกัน

จินดารัตน์ – แล้วหลานตัวเล็กๆล่ะคะ

รัตนา – ก็ตัวเล็กยิ่งบอกเลยว่าจะไปนอน กทม. จะไปตายกับแม่ที่ กทม. ตัวเล็กนี่หน่วยกล้าตาย แล้วเขาก็นอนตากแดดตรงนั้น ตากแดดไม่หนีจนเขาไหม้ไปทั้งหมดเลย

จินดารัตน์ – จนรุ่งเช้ามาก็มีคนเอาเต็นท์มากางให้ถูกไหมคะ

รัตนา – ไม่มี ก็ประมาณเกือบ 10 โมงเราก็นอนเล่นกันอยู่ตรงนั้น แล้วก็ไม่ได้ทุกข์ด้วย เราก็นอนเล่นกัน กางร่มกัน

จินดารัตน์ – ลูกๆล่ะคะ

รัตนา – ก็เล่นกัน นอนเล่นกันอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครโทษใครว่า ร้อนมากนะ หรือหงุดหงิด หรืออะไรเล่นกัน ตองอูก็บอกแม่เหมือนเมืองนอกเลยนะ อาบแดดกัน แต่จริงๆในหัวใจเรานี่มันอาบเลือด อาบน้ำตาอยู่ แต่ทุกคนก็คือเอาใจมากองหมดแล้ว แล้วตัวเล็กก็ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว แต่มีความรู้สึกว่าแม่คันนะ ทำไมคันล่ะ แดดมันร้อน แล้วเขาก็วิ่งเล่นกันอยู่ตรงนั้น แต่เราไม่ได้เรียกร้องไม่ได้อะไร คนผ่านไปผ่านมาบางทีก็สังเวช บางคนก็เดินเลยผ่านไปไม่คิดว่าเป็นเรา

จนกระทั่งประมาณซัก 10 โมง ก็เห็นผู้ว่าวิ่งมากับคณะ แล้วก็ให้เทศกิจเอาเต็นท์นี้มาครอบ ก็เลยบอกท่านว่า เราไม่ได้มาประท้วงเพราะว่ามันสิ้นสุดแล้วนี่ นี่คือสุดขอบฟ้าแล้ว ถ้าตรงนี้ยุติธรรมไม่มีจะมาตาย ถ้าผู้ว่าครอบตรงนี้ พี่จะเถิบออกจากเต็นท์ไปตายข้างหน้า ผู้ว่าก็เลยขอร้องตรงนี้ว่า พี่ ผมมีมนุษยธรรมนะ เราถามว่าแล้วที่ผ่านมาทำไมผู้ว่าทำอย่างนี้ คือท่านก็นิ่งค่ะ แล้วท่านก็ขอร้องว่า ถ้าจะแก้ไข ท่านจะดำเนินการ จะให้ท่านทำอะไร แล้วท่านก็ขอให้นั่งอยู่ในเต็นท์นี้ก่อน

จินดารัตน์ – แล้วหลังจากนั้นก็มีคนเอามุ้งเอาอะไร มีคนเอาของมาให้ อาหารการกินทำยังไงคะ ซื้อกันเองหรือยังไงคะ

รัตนา – ไม่เคยซื้อค่ะ ก็พอข่าวออกก็จะเครือข่ายผู้เสียหายด้านสุขภาพ ด้านบ้าน แล้วก็หลายๆคน แล้วก็คนในรอบๆ กทม.นี่ ซื้อข้าวซื้อน้ำมาให้ เพราะจำเราได้ก็ซื้อข้างซื้อน้ำมาให้

จินดารัตน์ – น้องแอมไม่ต้องไปทำงานหรือคะ

พัจนภา – ก็มีเมื่อวานนี้ไปเคลียร์งานครึ่งวันค่ะ แต่นอกนั้นก็คือบอกหัวหน้าว่าขอลา แต่ก็อาจจะมีผลกระทบต่อการทำงานค่อนข้างมาก เพราะว่าเพิ่งเริ่มงานด้วยค่ะ ยังไม่พ้นโปร ก็ยังไม่ทราบว่าทางบริษัทจะว่าอย่างไรบ้าง

จินดารัตน์ – ลามากี่วันแล้วคะ

พัจนภา – วันนี้วันที่ 3 แล้วค่ะ

จินดารัตน์ – มีปัญหาแน่ๆกับที่ทำงาน ถูกไหมคะ

พัจนภา – ใช่ค่ะ

จินดารัตน์ – แล้วตองอูไปโรงเรียนหรือเปล่าคะ

ปณตพงษ์ – ไม่ได้ไป 3 วันครับ

จินดารัตน์ – เห็นบอกอาจารย์มาตามเลยหรือคะ แล้วบอกอาจารย์ว่ายังไงคะ

ปณตพงษ์ – อาจารย์ก็เป็นห่วงครับ ผมก็เลยบอกว่าอยู่ก่อน เพราะว่าแม่อยู่ อยู่เป็นเพื่อนดีกว่า

จินดารัตน์ – ตองอูคิดจะไปโรงเรียนเมื่อไหร่ หรือว่าหยุดไปเรื่อยๆอย่างนี้

ปณตพงษ์ – ก็ตอนนี้เพื่อนๆก็ตามงานให้บ้างอะไรอย่างนี้ ถ้าวันไหนจำเป็นจริงๆจะไปครับ เช่น สอบอะไรอย่างนี้ครับก็จะไป แล้วก็จะกลับมา

จินดารัตน์ – ตองอูอายเพื่อนไหม อายคนเดินผ่านไปผ่านมาไหมคะ

ปณตพงษ์ – ไม่อายครับ

จินดารัตน์ – ตองอูคิดว่าเรื่องนี้มันจะจบยังไง เราเคยคิดไหม เราเคยถามแม่ไหมว่าจะสู้อีกนานแค่ไหน

ปณตพงษ์ – จนกว่าจะตายมั้งครับ

จินดารัตน์ – แล้วแอมล่ะคะ

พัจนภา – เหมือนกันค่ะ

จินดารัตน์ – ถามแม่อย่างนี้หรือ

พัจนภา – ไม่ถามหรอกค่ะ แต่เรารู้กันค่ะ ว่าถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ต้องสู้ต่อไป

จินดารัตน์ – แล้วเคยตำหนิแม่ไหมว่า ทำไมถึงทำกับลูกๆแบบนี้ เคยคิดซักเสี้ยวความคิดนึงไหมว่า ทำไมแม่ไม่สู้คนเดียว ขอลูกๆทำงาน ขอลูกๆเรียนหนังสือ

พัจนภา – ไม่เคยคิดเลยค่ะ เพราะตอนเด็กๆแม่ไป แม่ไม่เคยชวนว่าให้ไปเป็นเพื่อนแม่หน่อยไม่เคย มีแต่เราหยุดเรียนเพื่อไปเป็นเพื่อนแม่เอง มันรู้สึกได้เองว่าเราต้องไปด้วยกันค่ะ

จินดารัตน์ – แอมมีความหวังบ้างไหม วันนี้ต้องมานอนหน้าศาลากลางแบบนี้

พัจนภา – ไม่มีเลย

จินดารัตน์ –ไม่มีเลยว่าเราจะเป็นฝ่ายชนะ

พัจนภา – ใช่ค่ะ เคยหวัง หวังมากแล้วค่อยๆน้อยลงมา จนครั้งสุดท้ายที่ท่านผู้ว่าไปที่บ้าน ก็เหมือนมาจุดให้เรานิดนึง แต่เราก็เผื่อใจไว้แล้วส่วนนึงนะคะ แต่ถึง ณ เวลานี้คือไม่หวังแล้ว เพียงแต่ว่าเราต้องเหมือนที่แม่บอกตลอดก็คือ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องสู้จนเต็มกำลังค่ะ

จินดารัตน์ – ตองอูล่ะคะ ตองอูจะเอนทรานซ์แล้วอยากเรียนอะไร

ปณตพงษ์ – อยากเข้าแพทย์ครับ

จินดารัตน์ – อยากเรียนแพทย์ ผลการเรียนดีด้วยใช่ไหมคะ

ปณตพงษ์ – ก็ใช้ได้ครับ

จินดารัตน์ – แล้วไม่คิดหรือคะว่า เรายังมีอนาคต เรายังมีความหวัง เคยบอกแม่ไหมว่าพอเถอะ หยุดกลับบ้าน เคยบอกไหมคะ

ปณตพงษ์ – ไม่เคยบอก เพราะว่านี่ก็เป็นชีวิตของผมเหมือนกัน ครอบครัวก็เป็นชีวิต

จินดารัตน์ – ถ้าวันนี้ตองอูต้องนอนอยู่อย่างนี้ต่อไป โดยที่ไม่รู้ว่าจะกลับบ้านได้เมื่อไหร่ จะได้กลับไปเรียนหนังสือได้เมื่อไหร่ ตองอูพร้อมที่ทำอย่างนั้นหรือคะ

ปณตพงษ์ – ทำได้ครับ เพราะเช้ามาก็ไปเรียน พอสายก็มาอยู่ตรงนี้ มาเป็นเพื่อนแม่

จินดารัตน์ – แอมเขาบอกว่าเขาไม่มีความหวังเหลืออยู่เลย แล้วตองอูล่ะ

ปณตพงษ์ – ผมก็ไม่หวังหรอกครับ เคยหวังมากและก็ผิดหวัง ก็เลยไม่หวังอีกแล้วครับ

จินดารัตน์ – พี่รัตนาล่ะคะ ยังพอมีความหวังไหมคะ

รัตนา – ก็ไม่มีใครมีความหวังที่บ้าน แต่ว่าจะไปให้สุดขอบฟ้า สู้ให้สุดกำลังว่าวันนี้ เกิดมาชาตินึงเราได้สู้กันสุดกำลังแล้ว ว่าถึงจะพาลูกมาที่นี่ ตรงนี้มีวัด มีเทวสถาน มีศาลาว่าการ กทม. หรือสิ่งที่เกิดขึ้นและได้ทำกับเรา มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ตรงนี้ มันเหมือนวันนี้เรามาบอกฟ้าดิน มาสั่งฟ้า

จินดารัตน์ – มีคนเขาคิดอย่างนี้นะ พี่รัตนา ว่าทำไมพี่รัตนาไม่ปล่อยให้ลูกๆไปมีวิถีชีวิต อยากสู้ก็สู้คนเดียว ทำไมจะต้องเอาเด็กๆมาลำบาก เอาเด็กๆมานอน

รัตนา – จริงๆไม่เคยพาเขามานะ พอพี่สตาร์ทรถนี่ ต่อให้เขาหลับยังไงเขาก็ขึ้นรถไปด้วย พวกนี้จะขี้เกียจยังไงก็ช่างแต่หูดี พอสตาร์ทรถคือทุกคนจะกลัวแม่ออกไปตาย ทุกคนจะกลัวอย่างนี้หมด เพราะว่าการรบตรงนี้ คือวันนี้พี่มีศัตรูคือราชการทั้งระบบ แล้วยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่าง วันนี้ทุกคนไม่ทิ้งกัน แล้ววันนี้แม่คนเดียวที่เป็นคนพายเรือ เพราะฉะนั้นวันนี้ทุกคนไม่ว่าเขาจะเหนื่อยแค่ไหน หรืออะไรก็คือไม่เคยชวนลูกออกจากบ้าน เพราะไปไหนถึงจะไปด้วยกันตลอด เคยไม่สบายเตียงเดียว เตียงคนไข้เตียงเดียวซึ่งเล็กมากน่ะ ไปนอนกอดกันได้ 3 คน

จินดารัตน์ – พี่รัตนาคิดว่าเด็กๆเหล่านี้ ที่เต็มใจอยู่กับแม่แบบนี้แล้ว ต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกันทั้งหมด

รัตนา – คือมันเป็นความโชคร้ายที่เกิดขึ้นน่ะ เราทำผ้าขาวสองผืน แล้วถ้าวันนี้มันซักไม่ออก ต้องไปด้วยกัน จะเก็บเลือดทุกหยด จะเช็ดให้หมด

จินดารัตน์ – คนที่เดินผ่านไปผ่านมา เขาเดินเข้ามาถาม มาบอกมาให้กำลังใจบ้างคะ

รัตนา – มีแต่มาให้กำลังใจ เอาของมาให้กิน บางคนเอาตังค์มาให้ แต่ก็คือตังค์ไม่เอา ของกินของใช้เอา แต่ก็เวลาเหลือก็ใส่บาตรบ้าง แบ่งปันบ้างเมื่อมีคนเดินมาขอ เราก็คงกินไม่เยอะ

จินดารัตน์ – พี่รัตนา คือก็มีคนคิดอย่างนี้นะคะว่า สู้จนขนาดนี้แล้ว คิดว่าสู้ไปแล้วไม่มีความหวังจะสู้เพื่ออะไร คุ้มไหมกับการเอาชีวิตทั้งหมดในครอบครัวแม้แต่ชีวิตพี่เอง ต้องมาทำแบบนี้ค่ะ

รัตนา – คือวันนี้เรามีกฎหมาย เราเป็นคนเรียนภาษาไทยรู้เรื่อง ถึงจะเรียน ม.ศ.2 ก็ช่าง แต่เราอ่านภาษาไทยรู้เรื่อง เราสวดมนต์เราแปลรู้เรื่อง เพราะฉะนั้นวันนี้ข้าราชการต้องมีศีลธรรม และในสิ่งที่เขาทำมันผิดกฎหมาย และทุกคนนายกฯก็พูดอยู่ไม่ว่าสมัยไหน ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน แล้ว ณ วันนี้เราถูกกระทำน่ะ เราไม่ได้ทำความผิด เราถูกจับ ทุกคดีสั่งฟ้องเราหมด และวันนี้มันพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่กระทำความผิด ทำไมไม่ดำเนินการ ทำไมปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำร้ายราษฎร เราถึงถามว่าวันนี้เราเจ็บมากเกินไปหรือเปล่า

เขียนไว้ที่หน่วยงานว่าถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมให้ไปหน่วยนี้ๆ เราเดินไปจนหมดแล้ววันนี้ทุกกระทรวง ทบวง กรม สุดขอบฟ้าแล้ววันนี้ยุติธรรมไม่มีจริงๆเลยหรือ ปี 2540 รัฐธรรมนูญออกมานี่ วันนี้ทุกคนอยากได้รัฐธรรมนูญมาทำอะไร เอามาอ่านใช่ไหม แล้ววันนี้เรารู้ทันเจ้าหน้าที่ นายกฯบอกว่าให้เราอ่านมากๆเราจะได้รู้ทัน เราจะได้ไม่ถูกเขาหลอก จะได้ไม่ถูกเขาข่มเหง วันนี้ก็ต้องบอกนายกฯว่าวันนี้เรารู้มากเกินไปแล้วเขาโกรธเรานี่ เราผิดมากไหม วันนี้ตกลงเราจะทำให้ประเทศเราพัฒนาลง คือเจ้าหน้าที่นี่ทำความผิดแล้วก็แจ้งความจับเรา แล้วก็ให้เขาข่มเหงเราอยู่อย่างนี้ โดยที่เราตอบโต้เขาเป็นเรื่องผิดปกติหรือ

จินดารัตน์ – อย่างลูกๆอย่างกรณีที่ กทม.เขาบอกว่า เขาจะหาบ้านให้ใหม่ ให้เงินชดเชย น้องแอมรู้สึกไหมว่าแค่นี้พอแล้ว คือบอกแม่หยุดเถอะ แค่นี้พอแล้ว

พัชนภา – ถามว่าวันนี้ระหว่างหาบ้านให้ใหม่ ให้เงินชดเชย ถ้าต้องเลือกระหว่างได้ 2 สิ่งนี้มา กับแลกเรื่องทุจริต แอมเลือกเรื่องทุจริตดีกว่า เพราะอย่างน้อยมันก็ได้เป็นบรรทัดฐานกับสังคมต่อไป แอมได้บ้านมา ได้เงินมาอย่างนี้ วันนึงก็ต้องเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ อาจจะกลับมาวนอยู่ที่ตัวเรา หรือเกิดกับคนอื่นอีกก็ได้ แต่ถ้าเรื่องทุจริตถูกเปิดโปงขึ้นมา ถูกสอบสวนขึ้นมา อย่างน้อยมันอาจจะน้อยลงได้บ้าง ชีวิตภายภาคหน้าของเราที่เราจะอยู่ต่อไปมันน่าจะดีขึ้น มากกว่าที่เราจะได้บ้านหรือได้อะไรมา

จินดารัตน์ – ตองอูล่ะคะ ตองอูคิดยังไง

ปณตพงษ์ – ก็เขาจะเอาตังค์มาใช้ในขณะที่บอกว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีความผิด แล้วเขาจะใช้ในข้อหาอะไร ใช้ด้วยความเสน่หาหรืออะไร เขาก็คงทำไม่ได้ถ้าเขาไม่ได้เอาความผิดของเจ้าหน้าที่มาก่อน

จินดารัตน์ – กลางคืนที่นอนกันอยู่ 3-4 คืนนี่นะคะ คุยอะไรกันบ้างไหม แล้วสภาพความเป็นอยู่เป็นยังไงในช่วงกลางคืน

พัจนภา – แอมกับแม่ยังไม่ได้นอนเลยค่ะ ก็นอนกันไม่หลับ ก็คุยกันบอกว่า ไม่น่าเชื่อเลยนะ เรามีบ้านอยู่ดีๆต้องมานอนข้างถนนอย่างนี้

จินดารัตน์ – แอมไม่เคยคิดมาก่อนเลยใช่ไหมว่า วันนึงเราจะต้องมานอนแบบนี้

พัจนภา – ค่ะ

จินดารัตน์ – พี่รัตนาล่ะคะ พี่รัตนาก็ยังไม่ได้นอนเลยใช่ไหมคะ ตองอูล่ะคะ กลางคืนนอนนี่คิดอะไร

ปณตพงษ์ – บ้านใหญ่ขึ้น

จินดารัตน์ – บ้านใหญ่ขึ้นแถมได้นอนอาบแดดด้วย เหมือนเมืองนอกเลยใช่ไหม แล้วน้องตัวเล็กๆ คุยกับเขาบ้างไหมคะ

ปณตพงษ์ – ก็คุยครับ ก็จะถามเขาว่าจะกลับไหม บอกไม่กลับ อยู่กับแม่อย่างนี้

จินดารัตน์ – คือตอนนี้ความรู้สึกของครอบครัวสัจจเทพทุกคนเหมือนเป็นหนึ่งเดียวถูกไหมคะ พี่รัตนา

รัตนา – มันเป็นอย่างนี้มานานแล้วค่ะ มันไปไหนมันก็ไปด้วยกันอย่างนี้มานานแล้ว คือเราเป็นคนที่เลี้ยงลูกตามๆ ด้วยความยากลำบาก ไม่มีจะกินก็คืออาศัยวัด เราก็เลี้ยงด้วยน้ำข้าวเพราะไม่มีนม มันก็เหมือนกอดกันมาตั้งแต่เล็กๆอยู่แล้ว แล้วมันลำบากมาด้วยกัน มันเป็นความรู้สึกที่มันจากกันไม่ได้เลยแม้แต่นาทีเดียว ไปเรียนบางทีไปส่งเสร็จนี่ ครูก็ยังเบื่อเลยขับรถกลับมารับลูกมาหาลูกอีกแล้ว ครูเขาเบื่อทั้งโรงเรียน แต่เบื่อในลักษณะที่แบบเขาพูดเล่นน่ะค่ะ เขาก็ถามว่าวันๆไม่คิดไปไหนเลยหรือ ก็บอกคิดถึงลูกอย่างเดียว มันไม่รู้จะไปไหนเพราะว่าเวลาถ้ามันทุกข์มากๆ บางทีมันเครียดมากๆนี่ เรากลัวใจตัวเราเองว่าเราจะทำตัวเอง ก็คือเรามีลูกเป็นตัวตั้งเราก็ขับรถไปหาลูก บางทีเขาก็ตกใจแม่มีอะไรหรือเปล่า เขาก็จะรู้แล้วว่าเราเครียด

จินดารัตน์ – พี่รัตนาสู้มาเป็น 10 ปีแบบนี้ จะว่าไปแล้วชีวิตก็เหมือนจมอยู่ในความทุกข์ ดิฉันพูดถูกไหมคะ

รัตนา – แต่วันนี้มันเป็นความทุกข์ที่ไม่ทุกข์ มันเหมือนไม้ขีดน่ะ จุดไปลองวางดูมันไม่มีวันสุดก้าน มันต้องเหลือ ไม่มีความทุกข์อะไรที่อยู่กับเราตลอดไป แล้วก็ไม่มีความสุขอะไรที่อยู่กับเราตลอดกาล ถามว่าวันนี้สุขไหมก็ไม่สุขแต่ก็ไม่ทุกข์ เราไม่ได้ร้องเรียนในกรณีนี้ด้วยความอาฆาตแล้ว เพียงแต่เราถามว่าวันนี้เราเห็นผู้เสียหายที่เข้ามาหาเรานี่ มาหาเราที่บ้านนะนับหมื่นราย บางคนได้รับความเสียหายมากมายกว่าเรา จนเรามีความรู้สึกว่าเราทำน้อยกว่าเขา ทีแรกเรามีความทุกข์แล้วเราไม่ออกมาเผชิญปัญหานี่ เรามีความรู้สึกทุกข์เรานี่ใหญ่มากเลย เท่าภูเขาแบกไม่ไหว แต่พอถึงวันนี้เราไปเจอบางราย อย่างมานั่งที่นี่ คนแก่ที่มาจากสัมพันธวงศ์อายุ 72 แกเพียรตามไปหาที่บ้าน แกไม่มีอะไรก็แบกไม้ตียุงมาให้ อยากได้อะไรบอกนะ เดี๋ยวไปหามาให้ ทั้งๆที่แกก็ไม่มีสตางค์ แต่แกก็ถูกกระทำตรงนี้ มันเหมือนตรงนี้มันวิ่งเลยทุกข์ไปทุกอย่างแล้ว

จินดารัตน์ – ไม่มีความอาฆาต

รัตนา – ไม่มี แต่อยากเห็นวันนี้ว่า บ้านเมืองต้องดีขึ้น เรามีกฎหมาย ตอนนี้ประเทศไทยเรากำลังขับเคลื่อน แล้วนายกฯบอกว่านี่ ทุจริตคอร์รัปชั่นนี่มันต้องได้รับการแก้ไข ใครทุจริตนี่เอากระดาษมาใส่มือท่าน แต่วันนี้เราวาสนาน้อยที่เราใส่มือท่านไม่ได้ แล้วเราพยายามคิดหามาตลอด

จินดารัตน์ – น้องแอมรู้สึกเหมือนคุณแม่ไหม ถามจริงๆว่ามีความทุกข์ไหมวันนี้

พัจนภา – มันเลยแล้วค่ะ มันเคยพุ่งถึงขีดสุดตอนที่ถูกจับกับน้อง จับไปขัง พอเลยจุดนั้นมาทุกอย่างมันกลายเป็นเส้นตรงไปแล้วค่ะ ไม่มีอะไรที่แบบ ไม่มีความรู้สึกใช่

จินดารัตน์ – เคยมีวันไหนที่เรารู้สึกว่ามีความสุขมากไหม ในครอบครัว

พัจนภา – เราสุขกันอยู่ทุกวันอยู่แล้ว สุขที่ได้อยู่ด้วยกันอยู่แล้วค่ะ แค่นี้ก็พอ

จินดารัตน์ – แอมต้องพูดให้กำลังใจแม่อยู่ตลอดเวลาหรือเปล่าคะ

พัจนภา – ส่วนใหญ่จะเป็นน้องชายที่เป็นคนให้กำลังแม่ แอมจะเป็นคนที่นั่งอยู่ข้างๆเฉยๆค่ะ น้องชายจะแบบพูดเก่งกว่า

จินดารัตน์ – ตองอูพูดอะไรกับแม่บ้างคะ เวลาให้กำลังใจแม่

ปณตพงษ์ – เวลานี้หรือครับ

จินดารัตน์ – ไม่ว่าจะเวลาไหนที่แม่มีความทุกข์

ปณตพงษ์ – ก็สู้ไป ไม่เป็นไร อยู่ด้วยกัน พูดก็คงไม่รู้สึกหรอกครับ แต่เราอยู่ด้วยกันมาตลอด ไม่เคยทิ้งกัน ไม่ต้องพูดก็รู้สึกได้

จินดารัตน์ – วันนี้ตองอูคาดหวังอะไรกับอนาคตตัวเองไหมคะ

ปณตพงษ์ – คาดหวัง ก็หวังจะมีอนาคตที่ดี อยากจะเลี้ยงดูครอบครัวต่อไปได้

จินดารัตน์ – แล้วถ้ายังเป็นแบบนี้ ตองอูคิดว่าจะทำอย่างที่หวังไว้ได้ไหม ถ้าชีวิตยังจะต้องมานอนแบบนี้

ปณตพงษ์ – ชีวิตที่จะต้องอยู่อาศัยก็อยู่ไป แต่ชีวิตที่จะต้องเรียนหนังสือก็ต้องแบ่งส่วนหนึ่ง

จินดารัตน์ – ตกลงสามารถทำได้ ควบคู่กันไปได้

ปณตพงษ์ – ต้องทำครับ

จินดารัตน์ – ไม่ได้กระทบอะไรกับสุขภาพจิตเรา ไม่ได้กระทบกับความรู้สึก

ปณตพงษ์ – มันกระทบอยู่แล้วครับ แต่มันเป็นความจำเป็นที่มันเลือกไม่ได้ครับ ว่าจะต้องมาเป็นอย่างนี้ ใครจะอยากเป็น ใครจะอยากมานอนแบบนี้

จินดารัตน์ – พี่รัตนาวันนี้ถ้าถามจริงๆ พี่รัตนายังพอมีหวังบ้างไหมคะวันนี้ เพราะว่าผลสอบก็ออกมาแบบนี้แล้ว ความหวังสุดท้ายของพี่รัตนาจริงๆ ว่าวันนี้ฉันมานอนตรงนี้ เอาชีวิตมาเป็นเดิมพันทั้งตัวเองและลูก คิดว่าใครที่จะเป็นคนตัดสินและช่วยเหลือเราได้

รัตนา – นาทีนี้ก็คือไม่เชื่อใครอีกแล้ว แล้วก็รอนายกฯทักษิณ ถ้าท่านเห็นว่าเราเป็นประชาชนที่ท่านจะต้องดูแล แล้วจะต้องเยียวยา แล้วเหตุที่เกิดนี้เป็นทุจริตคอร์รัปชั่นที่เป็นนโยบาย ขอให้ท่านลงมารับทราบปัญหาด้วยตัวเอง จะรอนายกฯ

จินดารัตน์ – พี่รัตนาคิดว่าท่านนายกฯจะช่วยคลี่คลายปัญหาได้ยังไง

รัตนา – วันนี้ท่านต้องช่วยประเทศไทย เพราะท่านเป็นนายกฯ ท่านต้องช่วยเรา

จินดารัตน์ – ทำให้เป็นกรณีศึกษาถูกไหมคะ

รัตนา – คือวันนี้มันมีกฎหมาย ท่านต้องทำกฎหมาย ท่านต้องบังคับใช้กฎหมาย ไม่อย่างนั้นทุกคนไม่เคารพกฎหมายจะทำยังไง เราไม่ได้ให้ท่านทำในสิ่งที่ท่านทำไม่ได้

จินดารัตน์ – พี่รัตนาเชื่อมั่นว่าท่านนายกฯสั่งการได้

รัตนา – นายกฯเป็นตำรวจ นี่เป็นข้อกฎหมายทั้งหมด แต่นายกฯไม่รู้ข้อเท็จจริง จนนาทีนี้นายกฯก็ไม่รู้ข้อเท็จจริง ว่าวันนี้เกิดจากอะไร และพัวพันกับอะไร และทั้งระบบนี่เราแตะไม่ได้เลย เราแตะไปไม่มีผล เพราะฉะนั้นกรณีนี้มันไม่มีใครเป็นคนทำใช่ไหมคะ ครม.มีมติแล้วนี่ ยังไม่ใครมาทำอันนี้ ในกรณีนี้นายกฯต้องมาฟังเอง เพราะว่าไม่มีใครรายงานไปให้ท่านทราบ เพราะเขาผิดกันหมด แต่ ณ วันนี้เราไม่มีโอกาสที่จะก้าวเข้าไปแตะท่านได้เลย

จินดารัตน์ – เอาล่ะค่ะ จะขออนุญาตคุณผู้ชมพักกันก่อนช่วงนี้นะคะ ช่วงหน้ากลับมาดูว่า และพี่รัตนาคิดว่าแนวทางที่ท่านนายกฯจะทำได้เวลานี้ ทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ปัญหานี้คลี่คลาย และเพื่อให้ชีวิตทั้ง 5 ชีวิตที่ต้องมานอนอยู่ที่ลานคนเมืองแห่งนี้ ได้มีความหวังขึ้นมาบ้างนะคะ พักกันซักครู่ก่อนค่ะ

**************************************************************

จินดารัตน์ – กลับมาคุยกันต่อนะคะ กลับครอบครัวสัจจเทพวันนี้ สู้จนถึงเขาเรียกกันว่าขีดสุดท้ายจริงๆนะคะของชีวิต พี่รัตนาช่วยแรกก็บอกแล้วว่า วันนี้ตัดสินใจมานอนอยู่ที่นี่นี่หมายถึงว่าไม่เหลืออะไรแล้ว แต่วันนี้นะคะเท่าที่ทราบมาก็คือ เรื่องของผู้ว่าอภิรักษ์ จะตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาใหม่ 1 ชุด เพื่อที่จะกลับไปดูผลสอบกันอีกครั้งนึง พอไหมคะแค่นี้

รัตนา – อันนี้เป็นกรณีที่เราแนะนำท่านให้ท่านทบทวน แล้วท่านจะทำหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ท่าน

จินดารัตน์ – ถ้าทำนี่พอใจไหมคะ พี่รัตนา

รัตนา – คือมันไม่เกี่ยวกับเราพอใจ คือมันเป็นอำนาจของท่านที่ต้องทำ แล้วท่านก็ทำ ท่านไม่ทำท่านก็ละเว้น เพราะกรณีนี้มันไปสู่ ป.ป.ช.แล้ว พอ ป.ป.ช.สรรหาเสร็จผู้ว่าก็ต้องตอบตรงนี้กับ ป.ป.ช. มันไม่เกี่ยวกับว่าเราพอใจหรือไม่ เพราะว่าในขณะนี้เมื่อผลออกมาเราขอให้ท่านทบทวน ถ้าท่านทบทวนก็จะดีกับท่านเอง เพราะว่าวันนี้เราวิ่งเลยแล้ว เราจะรอนายกฯ

จินดารัตน์ – ถ้าผู้ว่าบอกว่าเอาล่ะ เดี๋ยวตั้งกรรมการจริงๆ พี่รัตนากลับบ้านไหมคะ

รัตนา – คงไม่กลับหรอกค่ะ

จินดารัตน์ – ถ้าเขาสอบกันนานล่ะคะ จะยังอยู่อย่างนี้หรือคะ

รัตนา – คือมันเลยไปแล้วไงคะ วันนี้มันเลยไปแล้ว วันนี้ไม่ว่าท่านจะสอบใหม่ หรือไม่สอบ หรือไม่ทบทวน ก็สุดแล้วแต่ท่าน แต่นี่ก็คือกรณีที่ได้อธิบายให้ท่านแล้วว่ามันจะมีผลอย่างไร แล้วในขณะนี้ศาลปกครองในเบื้องต้นนี่ เขาบอกว่าไม่ผิดอยู่แล้วในกรณีย้ายลูกบ้าน ในกรณีของคณะกรรมการสิทธิก็ถูกละเมิดร้ายแรงโดยพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ทุจริต ในผู้ตรวจการแผ่นดินแม้จะลอกของกรรมการสิทธิมาก่อน ก็ชี้ไปในทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าทางผู้ว่าบอกว่าไม่มีมูล โฉนดใบนี้ยังไม่ได้เพิกถอน ท่านก็ต้องตอบ ป.ป.ช.เอง ทีนี้กรณีนี้ถ้าท่านไม่ทบทวนก็คือสิทธิของท่าน ไม่เกี่ยวกับเรา

จินดารัตน์ – พี่รัตนารู้สึกอย่างไร ว่าท่านผู้ว่าผู้นี้มีความจริงใจจะแก้ปัญหาให้ไหม หรือว่ายังไงคะ

รัตนา – จริงๆแล้วผู้ว่านี่ พี่สัมผัสดู 3-4 เดือนนะ ท่านก็เป็นคนดีนะคะ เพียงแต่ว่าท่านยังใหม่อยู่ แล้วก็ในระบบนี้ ในกลไกนี้ใหญ่มาก คือท่านไปแตะอะไรนี่มันก็กระเทือนหมด เราเข้าใจ แต่ว่าท่านอาสาเข้ามาแล้ว ท่านก็ต้องทำตามกติกาถูกไหมคะ ว่าวันนี้มันมีความไม่ชอบมาพากลอย่างไร ท่านต้องกล้าตัดสินใจ เพราะท่านเหมือนพ่อเมืองวันนี้ เหมือนพ่อเมืองคน กทม.ที่หวังท่านเป็นที่พึ่ง แล้วก็หวังว่าวันนี้จะแก้ปัญหาในกรณีทุจริต ไม่ใช่เฉพาะในรายพี่เท่านั้น แต่ 10% ของ กทม. ประชากรมีปัญหาหมด เพราะฉะนั้นถ้าท่านแตะในระบบนี้ได้ ท่านจะแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้ ปัญหากรณีร้องเรียน หรือการอยู่อย่างไม่ถูกต้อง จะถูกแก้ไขได้ ไม่ได้หมายความว่าท่านเป็นคนไม่ดีในกรณีนี้ แต่ท่านยังใหม่อยู่

จินดารัตน์ – แล้วท่านผู้ว่าพูดอะไรกับพี่รัตนาเป็นการส่วนตัวไหมคะ

รัตนา – ท่านก็บอกว่าท่านเข้าใจและท่านก็เห็นใจ ท่านก็พยายามแก้ไข แต่ทีนี้ในกรณีต่างๆนี่ท่านก็ไม่เคยคิดว่า เรื่องมันจะเยอะขนาดนี้และมันซับซ้อน ซึ่งตรงนี่ก็อาจจะเป็นความผิดพลาดของท่านบ้าง ซึ่งท่านก็เป็นสุภาพบุรุษนะคะ ก็เลยเรียนท่านตรงนี้ว่า ขอให้ท่านทบทวน เพื่อ ป.ป.ช.สรรหาเสร็จตรงนี้ท่านจะได้ชี้แจงได้ ก็สุดแล้วแต่ท่านว่าท่านจะดำเนินการหรือไม่ แต่ในกรณีของพี่นี่ ณ วันนี้พี่ขออนุญาตขอลานเมืองนี้เป็นที่พัก จนกว่าพี่จะได้รับความเป็นธรรม และของให้ลานเมืองนี้ได้เป็นที่ต้อนรับนายกฯ ที่จะมาดำเนินการแก้ไขในปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น

จินดารัตน์ – อะไรที่พี่เรียกว่า ความยุติธรรมที่พี่อยากเห็น แล้วจะทำให้พี่หอบลูกเต้ากลับบ้านได้

รัตนา – การรับผิดของเจ้าหน้าที่ พอรับผิดก็มีมติชดใช้ได้ ขณะนี้มันไม่มีใครรับผิดจะเอางบประมาณมาจากที่ไหน คือการที่จะไปเรี่ยไรเงินคนแล้วเอามาให้เรา แล้วปล่อยเจ้าหน้าที่ทุจริตลอยนวลนี่ 11 ปีที่เราเฝ้าเพียรพยายามมา มันไม่ใช่ความหวังตรงนั้น จุดมุ่งหมายมันไม่ใช่ ถามว่าสังคมผิดอะไรที่จะต้องมาชดใช้เงินจำนวนนี้แทนเจ้าหน้าที่ แล้วในกรณีที่เกิดขึ้นมันเป็นความเสียหายที่ชดใช้ไม่ได้ แต่ต้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นใน 11 ปี ที่เยียวยาลูกเราไม่มีความสุขเลย สภาพจิตใจมันล้มเหลว

จินดารัตน์ – พี่รัตนา ถ้าท่านนายกฯขอร้องให้กลับบ้านก่อนล่ะคะ จะกลับไหมคะ

รัตนา – คืออย่าใช้คำว่าขอร้องเลย คืออยากให้นายกฯลงมารับฟังปัญหาก่อน คือพี่คงไม่คาดหวังว่านายกฯมาแล้วจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ คงไม่คาดหวัง เพราะไม่เคยมีความหวัง คืออยากให้ท่านลงมาฟังปัญหาว่าเกิดจากอะไร แล้วติดอะไร แล้วใครทำอะไร ทำไมทำไม่ได้ สั่งแล้วทำไมไม่ทำ ตรงนั้นมากกว่า แล้วถ้าท่านรับผิดตรงนี้ ว่าเจ้าหน้าที่ผิดแล้วมีการสั่งสอบสวน และเพิกถอนโฉนดฉบับนี้เสีย แล้วความชดใช้นี่มันจะเกิดขึ้น เพราะวันนี้ความชดใช้ที่เกิดขึ้นมันเป็นตัวเงินไม่ได้ คือท่านจะต้องนำพาให้เรานี่ไปมีความสุข ในสิ่งที่เราได้ผจญทุกข์มาตลอดเวลา แล้วในบ้านที่เราจะต้องไปอยู่ จะต้องอยู่ในระบบความปลอดภัย อย่าลืมว่าเรามีเรื่องกับเจ้าหน้าที่เกือบทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่เรามีอันตราย ทำยังไงที่จะให้เราอยู่อย่างปลอดภัย เพราะวันนี้ที่พี่มานอนที่นี่ มันเหมือนธงชาติผืนใหญ่ห่อตัวเราไว้ วันนี้ยังเป็นข่าวเลยค่ะ วันนี้ผู้สื่อข่าวยังทำข่าวอยู่ ไม่มีใครทำอะไร แต่ถ้าหลังจากนั้นไปแล้วนี่พี่จะทำยังไง ลูกๆจะทำยังไง

จินดารัตน์ – ตอนนี้พี่รัตนากับลูกๆมานอนที่นี่ 3-4 คืนแล้ว ตรงนี้ได้ประสบการณ์ชีวิต หรือว่ามันสอนอะไรเราบ้างไหม คือมันบอกอะไรกับเขาได้บ้าง

รัตนา – บอกอะไรก็คง มันก็เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อว่า เราเป็นผู้หญิงที่เหมือนไร้ค่านี่ ไม่มีความรู้นี่ แต่ต้องมาเดินเรียนกฎหมายด้วยวิธีธรรมชาติ ด้วยการเอาชีวิตมาเดินเรียนกฎหมาย เอาลูกๆเอาเลือดทุกหยดมาเรียนกฎหมายกันด้วยความขมขื่นทรมาน บางทีมันไม่มีใครคิดหรอกว่าอะไรมันจะเกิดขึ้นกับเรา จากเรื่องนิดเดียวนี่ มันไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้ยอมนะ ไม่ได้หมายความว่าเราดันทุรังนะ แต่วันนี้มันไม่มีใครแก้ไข มันไม่มีใครดำเนินการ มันจึงเป็นที่มาของเรื่องนิดเดียวนี่ มันกลายเป็นเรื่องระดับชาติไปเลยวันนี้ ณ วันนี้นอนไม่ได้ก็คือยังตกใจอยู่ พอจะหลับตาลง เหมือนพอคนไปหมดพี่นั่งเหม่อก็คือว่า ตัวเราหรือเปล่า ว่านี้เรื่องเราหรือ นี่เรามานอนข้างถนนหรือ นี่คนรู้จักเราหมดเลยหรือ มันเป็นประสบการณ์ที่ซื้อหาไม่ได้ แต่ถามว่าเราอยากได้ประสบการณ์อย่างนี้ไหม เราไม่อยากได้ เพราะมันแลกมาด้วยเลือดของลูกเราทั้ง 2 คน

จินดารัตน์ –พี่รัตนาเคยคิดไหมคะว่า ถ้าเรื่องมันจบอย่างที่เราตั้งความหวังเอาไว้ ข้าราชการที่ทำผิดถูกดำเนินคดี ถูกลงโทษ แล้วชีวิตหลังจากวันนี้จะเป็นยังไง

รัตนา – คือถ้ามีการรับผิดแล้ว เจ้าหน้าที่ถูกลงโทษ มีการยึดทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบเอามาคืนให้เรา พี่ว่าวันนี้เราก็คงเหมือนมีความสุข เหมือนพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เรื่องนายอินทร์ปิดทองหลังพระ มันก็คงทำให้เห็นเรายืนอยู่หลังพระ ว่าพระองค์นี้เราก็มีส่วนได้ไปร่วมปิดทองด้วยนะ

จินดารัตน์ – น้องแอมถ้าเรื่องจบอย่างที่พี่บอกคุณแม่นะคะ น้องแอมคิดว่าต่อไปชีวิตเราจะเป็นยังไง จะดีกว่าที่ผ่านมาไหม ความทุกข์ยาก ความรู้สึกที่มันยุ่งยากในชีวิตตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ที่ต่อสู้กับแม่นี่ มันจะหมดไปจากความรู้สึกเราได้หรือเปล่า

พัจนภา – ถามว่ามันหมดไหม มันคงล้างยากค่ะ แต่มันอาจจะดีขึ้นมาบ้างเท่านั้น แต่ก็คิดว่าคงดีกว่าตอนที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่มันล้างได้หรือเปล่านี่ มันไม่ได้แน่นอนค่ะ

จินดารัตน์ – มีคนเคยอยากถามเด็กๆนะคะว่า นอนๆอยู่รู้สึกผวาไหม ว่าทำไมเราจะต้องมาเจอเรื่องร้ายๆอย่างนี้กับแม่ ตลอดชีวิตที่โตมา แทบจะไม่เคยแม่ คือมีความสุขกับผู้คนในสังคมนะคะ พูดกันง่ายๆว่าทำไมเราไม่มีชีวิตปกติสุขเหมือนคนอื่นเขา

พัจนภา – คิดค่ะ อย่างแอมอย่างนี้ ครึ่งนึงเลยนะคะที่เจอมา เกิดมาครึ่งนึงของชีวิตเลย ที่ต้องเจออย่างนี้ เห็นเพื่อนๆเขามีความสุขในวัยต่างๆ แล้วเราต้องมีคดี เราต้องไปขึ้นศาล เราต้องอะไรอย่างนี้ ก็เคยคิดค่ะว่า ทำไมจะต้องโดนขนาดนี้ด้วย แต่ในเมื่อเราเลือกไม่ได้ เราก็ต้องดำเนินมันต่อไป ก็พยายามทำทุกอย่างให้มันดูปกติที่สุดค่ะ

จินดารัตน์ – แล้วในใจเราจริงๆปกติไหมคะ

พัจนภา – ไม่ค่อยค่ะ เราก็เครียดค่ะ เรียนไปก็เอาแล้ว เดี๋ยวต้องไปขึ้นศาลแล้ว จะสอบอยู่ต้องช่วงบ่าย ขอเลื่อนศาลตอนเช้าก็เลื่อนไม่ได้ใช่ไหมคะ ก็ต้องอ่านหนังสือ ที่อ่านมาก็ไม่มีสมาธิ พอขึ้นศาลเสร็จไปตอนบ่ายก็สอบไม่รู้เรื่อง

จินดารัตน์ – เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดถูกไหมคะ

พัจนภา – ใช่ค่ะ

จินดารัตน์ – ตองอูล่ะคะ ตองอูรู้สึกเหมือนพี่สาวไหม

ปณตพงษ์ – ก็คงคล้ายๆกัน แต่ผมยังเด็กกว่า ยังไม่เท่าพี่แอม

จินดารัตน์ - แล้วคิดว่าถ้าหลังจากนี้ ถ้าทุกอย่างยุติ แม่ที่ต่อสู้มา แม่ได้สิ่งที่อยากจะเห็น ได้เห็นกันจริงๆ เราได้มีบ้านใหม่อยู่ มีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนคนอื่นเขา ตองอูคิดว่าเราจะอยู่อย่างมีความสุขได้ กลับไปใช้ชีวิตมีความสุขได้เหมือนตอนเด็กๆที่เราเคยมีความจำตอนนั้นได้ไหม

ปณตพงษ์ – มันเป็นไปไม่ได้ครับ

จินดารัตน์ – ทำไมล่ะคะ

ปณตพงษ์ – มันเป็นภาพที่ติดกับเราตลอดไป ตลอดชีวิต แทนที่เราจะได้มีชีวิตเหมือนเด็กทั่วๆไป มีความสุขกับอดีตเหมือนคนอื่นๆเขา มันก็คงลืมไม่ได้ แต่ว่าคงจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้

จินดารัตน์ – ตองอูภูมิใจในตัวแม่ไหมคะ

ปณตพงษ์ – ภูมิใจมาก

จินดารัตน์ – อยากบอกอะไรคนทางบ้านไหมคะ ว่าทำไมตองอูถึงคิดว่า ตองอูจะต้องอยู่เคียงข้างแม่ตลอด ถึงแม้ว่าแม่จะทำอะไรก็ตาม

ปณตพงษ์ – ก็ลูกทุกคนก็คิดจะคิดเหมือนผม ไม่มีใครจะทิ้งครอบครัว และก็ทิ้งชีวิตของตัวเอง ไม่มีใครจะแตกต่างไปจากเรา ถ้าต้องเผชิญกับเรื่องราวอย่างนี้

จินดารัตน์ – น้องแอมล่ะคะ ภูมิใจในตัวแม่ไหม

พัจนภา – ภูมิใจค่ะ ถ้าวันนี้แอมไม่ได้มีแม่เป็นแม่ แอมอาจจะกลายเป็นเด็กที่โอนเอนตามระบบของสังคมไปแล้วก็ได้

จินดารัตน์ – ไม่เข้มแข็งเหมือนทุกวันนี้

พัจนภา – ใช่ค่ะ

จินดารัตน์ – ดิฉันเชื่อว่านะคะ อย่างน้อยที่สุดประชาชนที่ดูติดตามข่าวคราวของครอบครัวสัจจเทพมาตลอด ก็คงจะคิดคล้ายๆกัน ก็คงจะให้กำลังใจ เพราะว่าผู้หญิงคนนี้ต่อสู้ในวิถีทางที่คนปกติทั่วไปหลายคนพูดอย่างนี้นะคะว่า ถ้าเป็นตัวเขาเองเขาคงจะถอดใจไปนานแล้ว แต่วันนี้อย่างที่ผู้หญิงคนนี้บอกว่า อย่างน้อยที่สุดถ้าวันนึงชัยชนะมาถึงครอบครัวนี้ เขาก็มีความภูมิใจว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่ได้ปิดทองหลังพระ ได้ทำให้เกิดบรรทัดฐานในการปราบทุจริตคอร์รัปชั่นในระบบข้าราชการได้สำเร็จอีก 1 กรณีนะคะ เราก็ขอเอาใจช่วยพี่รัตนานะคะ และขอเอาใจช่วยเด็กๆด้วย ขอให้ความฝันนั้นเป็นจริงทุกอย่าง ขอบคุณค่ะ

คุณผู้ชมคะ เรามาเฝ้าดูการใช้ชีวิตอยู่ที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการ กทม.ของครอบครัวสัจจเทพตั้งแต่ช่วงสาย ตอนนี้ก็ดึกพอสมควรแล้วนะคะ พี่รัตนาหลังจากที่ไม่ได้นอนมาหลายคืน ตอนนี้เธอก็งีบหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า และไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม วันนี้เธอก็ยังยืนยันว่าเธอจะยังคงยืนอยู่ที่นี่ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ลืมตาขึ้นมาแล้วจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แน่นอนที่สุดค่ะ ผู้คนก็ยังทยอยมาให้กำลังใจ เอาอาหารเครื่องดื่มมาให้กับครอบครัวนี้อย่างไม่ขาดสาย เราจะรอดูกันต่อนะคะว่า เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ครอบครัวสัจจเทพนั้นจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่ หรือว่าจะต้องนอนที่นี่ตลอดไป วันนี้หมดเวลาแล้วค่ะสำหรับรายการคนในข่าว ลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ

***********************************************************