รายการคนในข่าว (23 ส.ค.48) ร่วมถกประเด็นร้อน “ปิดถนนให้เด็กซิ่งรถแข่ง” ซึ่งเรื่องนี้มาจากแนวความคิดของ รมว.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ “วัฒนา เมืองสุข” ที่ออกไอเดียเก๋จะปิดถนนพระราม 5 เป็นระยะ 1 กม.ทุกวันศุกร์ 22.00-01.00 น. เพื่อให้เด็กที่ชอบซิ่งรถบนถนนหลวง มารวมตัวกันที่นี่อย่างไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งวันนี้แขกรับเชิญที่มาร่วมถกปัญหามีทั้งตำรวจจราจร และภาคประชาสังคมที่มีความเห็นว่านี่ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ทางที่ดีควรแก้ที่ความเอาใจใส่จากครอบครัวมากกว่าการส่งเสริมในทางที่ผิด ส่วนเด็กแข่งรถเผยการแอบแข่งได้ความท้าทายมากกว่าการเปิดให้แข่งเสรี เชื่อถ้ามีก็ไม่สามารถลดการแข่งบนถนนหลวงสายอื่นๆได้ ขณะที่ปลัดกระทรวงย้ำขอทำโพลสำรวจความเห็นก่อนจะลงมือทำจริง
รายการคนในข่าว ออกอากาศทาง News 1 เวลา 21.05-22.00 น. ดำเนินการโดยจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ
จินดารัตน์ – สวัสดีค่ะ คุณผู้ชมคะ ขอต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่รายการคนในข่าวค่ะ ค่ำคืนวันนี้เราจะคุยกันถึงประเด็นร้อนที่สังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู พูดกันง่ายๆว่าคนไม่เห็นด้วยก็ดาหน้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทีเดียวค่ะ เรื่องแนวคิดที่จะอนุญาตให้เด็กๆวัยรุ่นที่ชอบแข่งซิ่งมอเตอร์ไซด์ทั้งหลาย ยกถนนให้เส้นนึงเลย 1 กิโลเมตร ก็คือแถวๆพระราม 5 ทุกคืนวันศุกร์เวลาประมาณ 4 ทุ่มถึงตี 1
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คุณวัฒนา เมืองสุขคงได้ฟังเสียงกันไปแล้วนะคะพูดถึงเรื่องนี้ สืบเนื่องมาจากเด็กๆ 10 คนเป็นตัวแทนแก๊งค์ซิ่งเข้าไปพบกับท่านนายกฯคุยกันนะคะ สุดท้ายเด็กๆนั้นมีข้อเสนอบอกว่า เอาล่ะ ขออาทิตย์ละ 1 วันก็แล้วกัน ขอซิ่งแบบนี้แหละ แบบที่ตำรวจไม่จับ และก็มีหน่วยพยาบาลเตรียมดูแลให้อีกด้วย ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้บอกนะคะว่าจะทำทันที แต่บอกว่าขอดูก่อนว่าสังคมยอมรับแนวคิดนี้ได้หรือไม่
แต่เราคงจะได้เห็นแล้วนะคะว่าวันนี้อย่างที่ดิฉันเรียนคุณผู้ชมไปว่า คนที่ไม่เห็นด้วยนั้นหนักแน่นเสียงดังทีเดียวค่ะ บอกว่ายังไงก็ทำไม่ได้ เพราะอะไร เหตุผลกลใด และเด็กๆเขาคิดกันอย่างไรกับการซิ่งมอเตอร์ไซด์ทั้งหลาย ท่านรัฐมนตรียังบอกด้วยนะคะว่า ถ้าจะปล่อยให้เด็กๆซิ่งกันแบบนี้นี่ จะช่วยลดปัญหาอุบัติเหตุในการที่ตำรวจเข้าไปจับกุม ลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บได้แน่นอน และที่สำคัญคือลดปัญหาการมั่ว Sex จริงหรือเปล่า แนวคิดของท่านที่ท่านคิดแบบนี้
เราจะมาคุยกับแขกรับเชิญของเราจากหลายหน่วยงาน หลายภาคส่วนด้วยกันนะคะ รวมไปถึงเด็กๆที่เคยเป็นแก๊งค์ซิ่ง และตอนนี้ไม่รู้ว่าเขายังชอบอยู่หรือเปล่า เดี๋ยวเราจะมาถามเขากันนะคะ วันนี้ค่ะท่านแรกค่ะ ตำรวจบางคนบอกว่าทำงานคงจะลำบาก ถ้าอนุญาตให้ทำอย่างนั้นจริงๆ วันนี้มาถามกันตรงๆเลยกับท่าน พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล ผู้บังคับการตำรวจจราจรค่ะ ท่านต่อมานะคะ คุณทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นสถานพินิจอยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมค่ะ
และท่านต่อมานะคะเป็นเสียงของตัวแทนคุณพ่อคุณแม่ค่ะ คุณกนิษฐา จันทรงาม เครือข่ายพ่อแม่และเยาวชนเพื่อปฏิรูปการศึกษา ส่วนน้องอีก 2 คนที่เป็นตัวแทนเด็กๆแก๊งค์ซิ่งทั้งหลายที่เคยซิ่ง โดนคดีมาหลายครั้งนะคะ และตอนนี้อยู่ในระหว่างการควบคุมความประพฤติ อายุเรียกได้ว่าเป็นเยาวชน แต่ว่าวันนี้น้องๆเขาบอกว่า เขาไม่ได้ทำอะไรผิด วันนี้จึงเปิดเผยโฉมหน้าได้ เขาบอกว่ายินดีจะให้เห็นหน้ากันเลย แล้วจะได้รู้ว่าเด็กๆเหล่านี้คิดอะไรกันนะคะ
สองคนที่เป็นตัวแทนมาคุยกันในโต๊ะวันนี้ น้องเต้อายุ 17 ปีค่ะ และน้องแมนอายุ 18 ปีค่ะ และด้านหลังอีก 6 คนก็เช่นเดียวกัน อาจจะมีแก๊งค์เดียวกันหรือต่างแก๊งค์นะคะ เดี๋ยววันนี้ได้คุยกัน สวัสดีทุกคนนะคะ คงจะต้องถามเรื่องความรู้สึกก่อน เอาความรู้สึกส่วนตัวก่อนนะคะ ดิฉันขอถามท่านผู้การทีหลังดีกว่า ถามเด็กๆก่อนแล้วกัน น้องเต้ น้องแมน ฟังแนวคิดของท่านรัฐมนตรีที่วันนี้ออกมา บอกว่ามีตัวแทนออกไปเสนอแบบนี้ ถ้าในความรู้สึกของเรา เราอยากได้แบบนี้จริงหรือเปล่า
เต้ – ก็คือถ้ามีถนนให้เล่นซักวันนึงเลย พวกวัยรุ่นหลายๆคนก็คงอยากได้ครับ แต่ผมก็มองว่าสังคมคงไม่ยอมรับแน่ ถ้าจะเปิดถนนให้แข่งกันเลย ก็คือต้องสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่อยู่ข้างถนน
จินดารัตน์ – รู้ด้วยใช่ไหมคะ ว่าเดือดร้อนแน่ๆ
เต้ – รู้ครับ แต่ก็คือเพื่อนๆไม่มีสนามให้แข่งน่ะครับ ก็เลยต้องออกมาแข่งที่ถนน
จินดารัตน์ – แต่ถ้ามีสนามซัก 1 สนาม อาจจะไม่ใช่ถนนหลวงก็ได้ใช่ไหมคะ
เต้ – ใช่ครับ
จินดารัตน์ – อย่างนี้รับได้ อย่างนี้ยินดีด้วยอยากได้แบบนั้น
เต้ – ได้ครับ เพราะเคยมีครับ สนามเคยมีที่นวนคร แต่ตอนนี้ปิดไปแล้วครับ
จินดารัตน์ – หรือคะ ทำไมถึงปิดล่ะคะ
เต้ – อันนี้ผมไม่ทราบเหมือนกัน
จินดารัตน์ – เป็นของเอกชนหรือคะ
เต้ – ก็ตอนนั้นเขาเปิดที่นวนครตรงศูนย์มิตซู แต่ผมก็ไม่ทราบว่าปิดเพราะอะไร เหตุผลอะไรครับ
จินดารัตน์ – ตอนนั้นดีไหมคะ รู้สึกไหมถ้ามีถนนเฉพาะของเราไม่ต้องไปเดือดร้อนใคร
เต้ – ก็ตัวผมก็รู้สึกดี เพื่อนๆผมหลายๆคนก็เลิกออกมาแข่งที่ถนน ก็คือทำรถไปแข่งที่สนามเลย
จินดารัตน์ – แสดงว่าน้องๆเองก็ไม่อยากออกมาวิ่งบนถนนหลวงจริงไหม
เต้ – ไม่หรอกครับ ก็เสี่ยงครับ แต่ว่าก็คือไม่มีที่จะไปแข่ง ก็เลยต้องทำ
จินดารัตน์ – น้องแมนล่ะคะ น้องแมนคิดยังไง
แมน – ก็คิดอย่างเดียวกับเต้นะครับ ว่าถ้ามีถนนให้แข่งแบบเป็นสนามนะครับ ก็จะลดอุบัติเหตุลงได้เยอะครับ เพราะว่าไม่ต้องย้อนศรกลับมา แล้วก็วนรถไปแข่ง เขาจะได้แข่งกันทางตรงไปอย่างเดียวเลยครับ
จินดารัตน์ – ถ้ามีเฉพาะให้นี่ดีเลย
แมน – ดีเลยครับ
จินดารัตน์ – คิดว่าวัยรุ่นทั่วไปจะชอบใจไหม ที่ชอบซิ่งทั้งหลายนี่
แมน – ก็มี 2 ประเด็นครับ บางคนก็ชอบครับ เพราะว่าปลอดภัยครับ แต่บางคนก็ไม่ชอบครับ เพราะว่าไม่ได้เสี่ยง
จินดารัตน์ – ไม่ได้ท้าทาย
แมน – ใช่ครับ ไม่ได้ท้าทายครับ
จินดารัตน์ – คือเสี่ยงถึงมันส์หรือ
แมน – ก็ประมาณนั้นครับ สนุกครับ
จินดารัตน์ – มันถึงจะสนุก เร้าใจ ในฐานะคุณพ่อคุณแม่ ตัวแทนคุณแม่เอง คุณกนิษฐาคิดยังไง
กนิษฐา – ก็ไม่ว่าจะมีสนามหรือไม่มีสนาม พ่อแม่คงไม่อยากให้เอาชีวิตลูกไปเสี่ยงค่ะ ไม่ว่าจะในสนามที่ไหนก็ตาม ดิฉันไม่เชื่อว่าพ่อแม่คนไหนอยากจะให้ลูกไปใช้ชีวิตเสี่ยงแบบนั้น
จินดารัตน์ – ไม่เห็นด้วย
กนิษฐา – ไม่เห็นด้วยค่ะ ไม่เห็นด้วย มันเป็นเรื่องที่มันก็พูดยาก อย่างที่บอกว่าเราน่ะไม่เห็นด้วย แต่ตัวเด็กนี่มันเป็นเรื่องที่พ่อแม่บางคนอาจจะควบคุมลูกไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัญหาในการเลี้ยงดู ในการดูแลกันและกัน เด็กอาจจะไม่เข้าใจความต้องการของพ่อแม่ พ่อแม่เองอาจจะไม่สามารถสื่อสารความรู้สึกนึกคิด คือจริงๆแล้วพ่อแม่ทุกคนรักลูกทั้งนั้น แต่บางครั้งสื่อสารไม่เป็น สัมผัสไม่เป็น แล้ววาจาที่พ่อแม่ใช้นี่มันทำให้เด็กยังตีค่าผิดไปว่าพ่อแม่ไม่รัก ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ การแสดงออกซึ่งความรักของคนแต่ละคน กับแต่ละระดับ แต่ละกลุ่มนี่มันต่างกัน
จินดารัตน์ – มองเรื่องความปลอดภัย
กนิษฐา – ยังไงดิฉันก็ไม่คิดว่าจะต้องให้ลูกๆไปเสี่ยง
จินดารัตน์ – ค่ะ คุณทิชาล่ะคะ
ทิชา – คือจริงๆแล้วนี่นะคะ ก็คือว่าการฟังเสียงเด็กต่อเรื่องนี้ก็น่าจะดีนะคะ คือแทนที่เราจะตัดสินใจอะไรของเราไปหมดเลยในนามแห่งความรักและปรารถนาดีนี่ ก็ลองฟังเสียงเขาดูนะคะ แต่ว่าการฟังเสียงของเด็กก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะให้เขาตอบคำถามอันนี้ แล้วเราก็นำคำถามนี้ไปใช้ประโยชน์ได้เลย หรือว่าไปตัดสินใจได้เลย ซึ่งมันไม่ใช่นะคะ อย่างที่ต้องพาดพิงไปถึงท่านรัฐมนตรีเลยว่า ที่ท่านไปคุยกับเด็กอยู่กลุ่มหนึ่ง แล้วก็เอาสิ่งที่เด็กพูดนั้นนี่มาอย่างรวดเร็ว แล้วก็สื่อสารกับสังคมอย่างรวดเร็วนี่ มันสร้างความตระหนกให้กับสังคมได้เหมือนกัน ในฐานะที่ท่านเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่คนเดินอยู่ตามถนนธรรมดา ทีนี้ถามว่าการฟังนี่มันดีไหม ดีอยู่แล้วนะคะ แต่ว่าคำถามที่ท่านถามไปนั้น มันถามบนมุมของเด็กเพียงมุมเดียว
จินดารัตน์ – ถามว่าเด็กๆอยากได้อะไร
ทิชา – ค่ะ ซึ่งก็ไม่ผิด ถ้าหากว่าพวกเราย้อนศรพวกเราเองกลับไป ในวันที่เราอายุเท่ากับพวกเขา แล้วมาถามคำถามแบบนี้กับเรา ดิฉันคิดว่าเราไม่มีคำตอบอื่น ก็เป็นคำตอบแบบนี้ แต่ว่าจริงๆแล้วมันน่าจะมีคำถามที่หลากหลายว่า จริงๆบนถนนนั้นการแข่งนั้นมันเกี่ยวข้องกับใครบ้าง อย่างเช่นถ้าซักวันนึงเขาได้มาเป็นพ่อแม่ เขาคิดว่าพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร กับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตเขา เขาคิดว่าคนที่อยู่บนข้างถนนนั้นจะรู้สึกอย่างไร เขาคิดว่าตำรวจจะรู้สึกอย่างไร ความหลากหลายของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเขา มันทำให้เด็กเริ่มมองเห็นว่าเรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับเขาเพียงคนเดียว ใช่ไหมคะ ซึ่งเขาก็เริ่มมองเห็นมุมมองที่คนอื่นจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แน่นอน ดิฉันคิดว่าเด็กๆจะรู้ว่าตัวเองควรจะถอยไปซักกี่ก้าว และก็ยอมให้คนอื่นเข้ามาอีกกี่ก้าวใช่ไหมคะ ซึ่งตรงนั้นต่างหากที่เราอยากเห็น
จินดารัตน์ – นั่นหมายถึงว่า ถ้าท่านรัฐมนตรีย้อนถามเด็กๆกลับไป หรือว่าบอกกับเด็กๆว่ามันจะเกิดผลกระทบอะไรกับใครบ้าง เด็กๆอาจจะไม่ได้ขอถึงขนาดนี้ ถูกไหมคะ
ทิชา – ใช่ค่ะ คือวิธีที่ท่านรัฐมนตรี หรือว่าใครก็แล้วแต่ที่จะไปคุยกับเด็กกลุ่มนี้ เพื่อให้ได้คำตอบนี่ มันไม่ใช่ในมุมที่แคบขนาดนั้น ซึ่งขนาดดิฉันรู้สึกค่ะ ว่าบทสนทนาระหว่างท่านรัฐมนตรีและเด็กมันแคบเกินไป ที่จะนำมาสู่การบริหารจัดการประเทศในมิติที่กว้างขนาดนี้ มันใช้กันไม่ได้
จินดารัตน์ – คุณพิชากำลังจะบอกไหมคะ ว่าคิดแก้ปัญหาง่ายเกินไป
ทิชา – ใช่ค่ะ
กนิษฐา – มันเร็วค่ะ มันขาดการกลั่นกรอง ขาดการวิเคราะห์ และก็ไม่มีปัญหาใดในโลกนี้ ที่แก้ปัญหาได้ด้วยวิธีการเดียว สังคมมันสลับซับซ้อน และมันมีความลึกล้ำกว่านั้นมาก กระทรวงเดียว หรือว่าคนๆเดียวไม่สารารถจะแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศได้หรอกค่ะ
ทิชา – แล้วจริงๆดิฉันไม่อยากให้เราไปโทษเด็กทั้ง 10 คนที่มาพบกับท่านรัฐมนตรีด้วยนะคะ ดิฉันคิดว่าจริงๆแล้ว ดิฉันคิดว่าถ้าเราอายุขนาดนั้น เราก็จะประมาณนั้นแหละค่ะ
จินดารัตน์ – คือถ้าเจอคำถามแบบนั้น อยากได้อะไรเราก็ตอบในสิ่งที่เราอยากได้
ทิชา – ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าสังคมจะตั้งคำถาม ต้องตั้งคำถามกับตัวรัฐมนตรีนะคะ ว่าที่คุณลือกใช้วิธีนี้ คุณได้กลั่นกรองและทบทวนแล้วหรือยัง ใช่ไหมคะ แต่อย่าไปตั้งคำถามกับเด็กๆนะคะ ดิฉันรู้สึกว่าจริงๆแล้ว เด็กๆถ้าเราป้อนคำถามไปอีกกี่คำถาม เขาจะเริ่มมองเห็นใช่ไหมคะ คำตอบของเขาก็จะกว้างขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น แล้วก็รู้ว่าในโลกนี้ไม่ได้มีความต้องการของเขาเพียงลำพังเท่านั้น ยังมีความปรารถนาดีของพ่อแม่ ยังมีความห่วงใย แต่ทั้งหมดนี่เขาต้องค่อยๆคิดขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง ด้วยคำถามที่เรานำเสนอกับเขาไป ซึ่งเราเข้าใจว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา มันไม่มีมุมนี้นะคะ
จินดารัตน์ – ทีนี้ต้องถามผู้การว่า ผู้การสวมหมวก 2 ใบ 1. ในฐานะคนนึงในสังคม อาจจะเป็นพ่อแม่ อีก 1 ก็คือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน คือตำรวจนี่แหละค่ะ ถามหมวกใบแรกก่อน เห็นด้วยไหมคะ ในฐานะที่เป็นบุคคลในสังคมคนหนึ่ง
พล.ต.ต.ภาณุ – คือน้องวัยรุ่นนี่ ผมก็ผ่านชีวิตการเป็นวัยรุ่นมานี่ เขาคงต้องมีอะไรแสดงออกบ้าง ตอนเราวัยรุ่นสมัยก่อนมอเตอร์ไซด์ยังไม่มีขนาดนี้นะครับ อาจจะไปเตะฟุตบอลอะไร คือมีการออก
จินดารัตน์ – คือแสดงออก มีทางเลือก
พล.ต.ต.ภาณุ – ครับ ให้โชว์สาวอะไรบ้างแล้วแต่นะครับ หรือให้เพื่อนฝูงยอมรับบ้างนะครับ ความตื่นเต้นของชีวิตมีหลายแบบ ทีนี้ปัจจุบันสังคมเราก็มีพวกยานพาหนะนะครับ แล้วความกดดันของที่บ้านนี่ตอนนี้ผมว่าสูง ส่วนใหญ่ครอบครัวชั้นกลางหรือชั้นสูงก็ตามนี่ พ่อแม่ที่จะใส่ใจลูกก็น้อยนะครับ การพูดจาคือให้ตังค์ไปซื้อ ให้ๆไม่ค่อยสนใจกันตรงนี้ ความยอมรับที่บ้านอาจจะน้อยไปนะครับ ที่เขาชอบคือได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูง นี่สำคัญที่สุดเลย วัยขนาดนี้เพื่อนสำคัญที่สุด พ่อแม่นี่น้อยมากเลยนะครับ คราวนี้เขาจะแสดงออกโดยการไปรวมกลุ่มกัน แล้วบางทีเขาไม่ได้แข่งกันนะครับ ผมสังเกตดูบางคนขี่เป็นร้อยนะครับ ขี่โฉบไปโฉบมา เขาเรียกคุยเฮฮาสังสรรค์กันไปเรื่อย แข่งกันจริงๆก็อาจจะมีกลุ่มหนึ่งไม่เท่าไหร่
จินดารัตน์ – ที่ชอบความท้าทายจริงๆ
พล.ต.ต.ภาณุ – ครับ แต่ว่าการที่ออกไปพบพูดคุยกันนี่ ผมว่าสำคัญมากกว่า ทำยังไงจึงจะให้เขาไปในกรอบที่ดีนะครับ การแข่งขันที่ไม่ใช้ถนน จริงๆถนนนี่เขาสร้างมานี่เพื่อให้รถวิ่งในเวลาปกติ จะมีฟุตบาท มีเสาไฟฟ้า มีต้นไม้ข้างทาง แล้วอันนี้ก็ไม่เหมาะกับการแข่ง อีกอันหนึ่งคือถนนนี่ถ้าเราไปแข่งมันจะไปลิดรอนสิทธิของคนอื่นที่ใช้ถนนด้วย คนที่อยู่อาศัยข้างๆด้วย ผมก็ยังไงก็ไม่เห็นด้วยที่จะเอาถนนมาแข่งครับ ในแง่ของสังคมนะครับ ในแง่ของตำรวจนี่ ผมยังอยากให้มาตรการของตำรวจเป็นเหมือนมาตรการสุดท้ายดีกว่า ที่มารบกันน้องๆนี่อยากเป็นมาตรการสุดท้าย เพราะรบกันนี่ตำรวจก็จะรบแรงครับ
จินดารัตน์ – ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
พล.ต.ต.ภาณุ – ครับ รบแรง ก็การจับรถแข่งนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ตำรวจจับระดมโรงพักเดียวก็ไม่ได้ ระดมทีมเป็นร้อย ทั้งสอบสวน สายตรวจ จราจร สายสืบทั้งหมดเลยครับ
จินดารัตน์ – อย่างที่เคยเห็นข่าว จะจับกันทีนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย
พล.ต.ต.ภาณุ – เป็นร้อยเลย แล้วรวมเอารถบรรทุกมาด้วย เอามาช่วยกันหลายๆส่วน แล้วก็เวลาไปจับนี่ อันตรายมันเกิดทั้งหมดแหละครับ ทั้งน้องเอง ทั้งตำรวจเอง มันอันตรายหมดแหละครับ ตำรวจนี่ก็ตายก็มี ขาหักมีเยอะแยะ น้องๆเองก็เจอตำรวจก็มีอยู่ 2 ประเภท ฝ่าเลย มีช่องนิดเดียวก็จะไป หรือไม่ก็หลบกลับรถวิ่งสวนนะครับ อันนี้มันก็อันตรายไปหมดผมว่า ก็จริงๆอยากให้เป็นมาตรการสุดท้ายจริงๆ ที่จะจับกุม ก็ยังอยากจะยังไงผมก็สนับสนุนให้ใสนามแข่งนะครับ แต่ว่าสนามแข่งในความเห็นของผมน่าจะอยู่ใกล้ๆ ไม่ไกลจาก กทม. หรือชาน กทม.ก็ยังดี
จินดารัตน์ – แต่ไม่ใช่ใช้ถนนหลวงถูกไหมคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – ไม่ใช้ครับ สนามแข่งมันต้องมีอุปกรณ์หลายๆอย่าง มีบ่อทราย มียางกัน การเข้าสู่สนามแข่งชุดก็ต้องมีมาตรฐานหน่อยนะครับ มีหมวกกันน็อกทีดี มีสนับกันเข่ากันอะไร ซึ่งป้องกันอันตราย
จินดารัตน์ – เอาล่ะ ท่านเห็นด้วยว่าถ้าจะจัดให้น้องๆแข่ง มีสนามให้เด็กๆไปเลย ได้แสดงออก แต่ว่าต้องไม่ใช้ถนนหลวงถูกไหมคะ ชาวบ้านเขาเดือดร้อนกันเยอะ
พล.ต.ต.ภาณุ - ครับ
จินดารัตน์ – ทีนี้ถามน้องๆ ถ้าน้องเต้ น้องแมนนิดนึงว่า เวลาไปแข่งนี่ ประเภทที่ไปรวมกลุ่มกันมันมีกี่ประเภท คนที่ไปรวมกลุ่มกัน เห็นบอกว่าบางคนก็ท้าทายจริงๆ อยากแข่งจริงๆ อยากเป็นนักแข่งจริงๆ บางคนก็ไปแค่อวดสาว บางคนก็แค่รักสนุก เป็นยังไงคะ มีกลุ่มไหน ประเภทไหนบ้าง
เต้ – ก็แบบนี้ก็มีทุกประเภทแหละครับ บางคนก็ไปกับเพื่อนก็คือจะไปขี่รถเล่น ขี่ตากลม ไปขี่เล่นกันเรื่อยๆ ขี่ดูถนนไปเรื่อยๆ คุยกันไป บางทีก็ไปขี่ดูสาว ไปขี่เล่น ไปแบบขี่เพื่อไม่ให้อยู่ในซอย ไม่ให้อยู่ที่จำเจที่เดิมน่ะครับ ขี่กันไปเรื่อยๆรวมกลุ่ม
จินดารัตน์ – แค่ขี่รถกินลมถูกไหม ไม่ได้ประลองความเร็ว แล้วที่ประลองความเร็วมีเยอะไหมคะ
เต้ – ก็คือแบบว่าถ้าทำรถมาใหม่อย่างนี้ครับ อยากจะลองว่ารถตัวเองแรงหรือว่าไม่แรง ก็คือต้องลองกัน ลองกันเพื่อให้รู้ว่ารถตัวเองแรงหรือไม่แรง
จินดารัตน์ – ท้ากันกับเพื่อนนี่นะ เพื่อนในกลุ่มนี่
เต้ – ครับ
จินดารัตน์ – น้องแมนเคยแข่งกี่ครั้งคะ
แมน – ก็นับครั้งไม่ถ้วนครับ เพราะว่าศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
จินดารัตน์ – ทุกศุกร์ เสาร์ อาทิตย์เลยหรือคะ แล้วเต้ล่ะคะ เคยแข่งกี่ครั้ง
แมน – ผมแข่งมาตั้งแต่ 11 ขวบ
จินดารัตน์ – ตอนนี้ 18 แล้ว ถูกจับมา 3 ครั้ง ล่าสุดนี่โดนคุมประพฤติเลย แต่ 2 ครั้งแรกนี่ยังไงคะ
แมน – รอลงอาญาครับ
จินดารัตน์ – รอลงอาญาครั้งสุดท้าย ทำไมไม่เข็ดคะ ตั้ง 3 ครั้ง
แมน – ชอบครับ
จินดารัตน์ – ถามความรู้สึกนิดนึงคำว่าชอบนี่ ท่านรัฐมนตรีอ้างว่าอย่างนี้ ว่าเด็ก 10 คนที่เข้าไปหานี่บอกว่า ไอ้ความชอบความท้าทายหรือประลองความเร็วนี่ มันเลิกกันไม่ได้จริงหรือคะ
เต้ – ผมคิดว่าถ้ามีอะไรมาจูงใจให้เลิกได้ ก็คือน่าจะเลิกได้
จินดารัตน์ – อะไรบ้างที่เป็นแรงจูงใจให้เลิกได้
เต้ – ก็คือคนที่เรารักน่ะครับ
จินดารัตน์ – พ่อแม่
เต้ – ครับ คนที่เรารักทุกคนก็น่าจะทำให้เราเลิกได้ แต่ในตอนที่ผมแข่งก็คือ ตอนนั้นผมยังรักสนุกอยู่ ยังติดเพื่อนอยู่
จินดารัตน์ – ยอมรับไหมคะว่าคึกคะนองจริงๆ
เต้ – ยอมรับครับ
จินดารัตน์ – ไม่ได้คิดอะไร
เต้ – ครับ
จินดารัตน์ – เรื่องศักดิ์ศรีล่ะคะ เรื่องใหญ่ไหม
เต้ – ศักดิ์ศรีสำหรับผม ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะผมคิดว่าถ้าผมมีวันพลาด เขาก็ต้องมีวันพลาด
จินดารัตน์ – แค่คึกคะนองอย่างเดียวเลย
เต้ – ครับ
จินดารัตน์ – น้องแมนล่ะคะ แข่งเพราะอะไร
แมน – ก็คึกคะนองครับ ชอบครับ โชว์สาว ก็หลายๆอย่างรวมกันครับ
จินดารัตน์ – แล้วทำไมถึงเลิกได้คะ เลิกหรือยังเดี๋ยวถามก่อน
แมน – ตอนนี้เลิกแล้วครับ เพราะว่าตอนที่ผมอยู่ตรงนี้ แล้วผมได้กลับบ้าน ผมได้ทำอาสากู้ภัยกับเพื่อนครับ ก็ได้เก็บศพบ้าง จากรถแข่งบ้าง ชนบ้างอย่างนี้ครับ ก็ตัวเองไปแข่งก็รู้สึกขยาดครับ ตอนนี้ก็เลยเลิกได้ครับ
จินดารัตน์ – เต้ล่ะคะ ทำไมถึงเลิกได้
เต้ – ตอนนี้ผมไม่ค่อยได้ไปครับ นานๆจะไปดูที ก็ไม่เชิงเลิกครับ แต่ถ้ามีโอกาสก็คือก็ไปดู เพราะผมชอบ
จินดารัตน์ – อย่างเต้นี่อยากเป็นนักแข่งรถอาชีพเลยหรือเปล่า
เต้ – อยากครับ
จินดารัตน์ – ก็คืออันนี้แหละอยากเป็นจริงๆ แต่ไม่ใช่เพราะคึกคะนองอย่างเดียว ตอนนี้มันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยากจะเป็นนักแข่งรถจริงๆ แต่ไม่อยากเสี่ยงแล้ว ถูกไหมคะ
เต้ – ครับ
จินดารัตน์ – พ่อแม่ว่ายังไง
เต้ – พ่อแม่ก็ไม่สนับสนุนครับ
จินดารัตน์ – รู้ใช่ไหมคะ
เต้ – รู้ครับ เพราะผมแอบไปทุกครั้ง
จินดารัตน์ – เคยแข้งขาหักกันบ้างหรือเปล่า
เต้ – ผมไม่เคยเลยครับ เต็มที่ก็ถลอกนิดหน่อย
แมน – มีครับ ก็รถล้มก็ข้อมือแตกครับ
จินดารัตน์ – ข้อมือแตกก็ไม่เข็ดก็ยังไป
แมน – ก็ไม่เข็ดครับ
จินดารัตน์ – น้องๆข้างหลังล่ะคะ เลิกกันหมดแล้วทุกคนหรือเปล่า ยอมรับมาเสียดีๆ ยังไม่เลิก เคยมีใครประสบอุบัติเหตุหนักๆไหมคะ
เด็กแข่งรถ – ผมครับ แข่งรถก็นี่แหละครับ ขาผมถึงหัก ขาตอนนี้ผมก็โก่งข้างนึงครับ
จินดารัตน์ – เข็ดไหมครับ
เด็กแข่งรถ – ตอนนี้ก็เลิกแล้วครับ
จินดารัตน์ – เลิกสนิทเลย ไปดูไปไหมคะ
เด็กแข่งรถ – ไปดูพูดถึงว่าผ่านผมก็แวะดูด้วยครับ
จินดารัตน์ – เคยคิดจะกลับไปขี่อีกไหม
เด็กแข่งรถ – ตอนนี้ผมก็บอกแม่ผมว่า ผมก็เลิกขี่รถไม่ได้หรอกครับ เพราะผมไปทำงานอย่างนี้ ผมก็ต้องใช้รถเหมือนกันใช่ไหมครับ ผมก็บอกว่ารถมันก็ต้องใช้คู่กับชีวิตประจำวันของผม แม่ผมก็บอกว่าก็เลิกได้ เลิกก็เลิกไปเลย เลิกแข่งไปเลย
จินดารัตน์ – แสดงว่าที่ไปแข่งซิ่งกันไม่ได้หมายความว่า พอชอบแล้วมันเลิกไม่ได้ถูกไหมคะ มันก็เลิกได้ทุกคนแหละ ถูกไหมคะ
เด็กแข่งรถ – ใช่ครับ
จินดารัตน์ – น้องๆที่ไปแข่ง คนไหนที่ไปแข่งด้วยใจรักจริงๆ ไม่ใช่เพราะความคึกคะนองมีไหมคะ ไม่มี ทุกคนยอมรับว่าด้วยความคึกคะนองจริงๆ ตอนที่บิดมันสุดๆเลยนี่ มันเร็วสุดๆเลยนี่ รู้สึกอะไรกันอยู่ คิดอะไรกันอยู่
เด็กแข่งรถ – คิดว่าเราต้องชนะครับ
จินดารัตน์ – ต้องชนะอย่างเดียวเลย ไม่กลัวตาย ไม่กลัวล้ม ไม่กลัวบาดเจ็บหัวร้างค่างแตกหรือคะ
เด็กแข่งรถ – ในวินาทีนั้นก็ไม่กลัวครับ ไม่รู้สึกว่ากลัวเลยครับ
จินดารัตน์ – แล้วตำรวจล่ะคะ กลัวตำรวจไหม
เด็กแข่งรถ – กลัวครับ สมมุติว่าถ้าไม่มีตำรวจมาร่วมสนุกกับเรา เราก็ไม่สนุกหรอกครับ
จินดารัตน์ – คือหมายถึงว่าตำรวจเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ถูกไหมคะ กระตุ้นต่อม ว่าอย่างนั้นเถอะ พอตำรวจมาแล้วนี่คึกหนักเข้าไปอีก
เด็กแข่งรถ – ใช่ครับ สนุกครับ
จินดารัตน์ – แล้วรู้ไหมคะ ว่ามันอันตราย เวลาที่หนีตำรวจ เคยมีเพื่อนที่เสียชีวิตหรือว่าบาดเจ็บหนักๆไหม
เด็กแข่งรถ – รู้ครับ รู้ว่ามันอันตราย แต่ว่าเราก็ต้องเอาตัวเรารอดไงครับ ชั่วโมงนั้นเราก็ไม่คิดอะไรแล้ว ตัวเราต้องรอดอย่างเดียว
จินดารัตน์ – สนุกเลยตอนนั้น ไม่กลัวโดนจับหรือคะ
เด็กแข่งรถ – กลัวครับ แต่คิดว่ายังไงก็เอาตัวเองให้รอดก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
จินดารัตน์ – คือตอนหนีนี่ยังไงก็ต้องเอาตัวให้รอดก่อน
เด็กแข่งรถ – ต้องเอาตัวเองให้รอดก่อนครับ แล้วก็หนี เพื่อนอะไรบางทีก็เดี๋ยวนัดไปเจอ เดี๋ยววนเดี๋ยวก็เจอกันครับ ประเด็นหลักตำรวจก็มีคือเราก็ต้องหลบหนีอะไรอย่างนี้ครับ หนีไป
จินดารัตน์ – แสดงว่าคือแข่งกันเฉยๆนี่ ไม่มีรสชาติเลย พอตำรวจมานี่สนุกเลยหรือ
เด็กแข่งรถ – มันก็ไปกันหมดทีเดียวอย่างนี้ บางทีมันก็แช่กันไปด้วย
จินดารัตน์ – แล้วน้องๆทุกคนคิดเหมือนกันไหม คิดเหมือนกันเลยหรือ
เด็กแข่งรถ – ต้องมีตำรวจถึงจะมันส์ครับ
จินดารัตน์ – น้องเต้กับน้องแมน คิดเหมือนเพื่อนๆไหมคะ
เต้ – ก็เคยเป็นบางทีครับ
แมน – เมื่อก่อนผมก็เป็นอย่างนั้นครับ ต้องมีตำรวจมาแจมซักหน่อย
ทิชา – เข้าทางเลย
พล.ต.ต.ภาณุ – คืออย่างนี้ครับ น้องๆเขาก็ดูศักยภาพของตำรวจเรานะครับ คือรถก็ค่อนข้างจะสู้น้องๆเขาไม่ได้หรอกครับ รถมันจะเก่าเยอะนะครับ จะไปแข่งจับก็อันตรายทั้งคู่ ตำรวจในการจับนี่ก็จะเป็นลักษณะว่าอยู่กับที่จับ สกัดจับอย่างนั้นน่ะครับ หรือไม่ก็ไปจู่โจมตอนที่น้องเขาหยุดกัน นั่นอย่างนั้นน่ะครับ ซึ่งถ้าไปไล่กันจริงๆไม่ทันหรอกครับ เขาก็เลยตื่นเต้น
จินดารัตน์ – เด็กๆขำเลยบอกคนแก่วิ่งตาม อย่างนั้นหรือเปล่าคะ
แมน – ประมาณนั้นครับ
จินดารัตน์ – ความรู้สึกอย่างนั้นเลยใช่ไหม
พล.ต.ต.ภาณุ – คือโอกาสที่เขาจะถูกจับนี่มันน้อยครับ เขาก็เลยจะมีความมันส์ของเขาในการหลบหนี
จินดารัตน์ – เหมือนกับรอดมาได้ทุกครั้ง
พล.ต.ต.ภาณุ – เป็นเหมือนอวดว่าสบาย ไม่มีทางทันอะไรอย่างนี้ครับ ก็ไปกันเรื่อยแหละครับ
จินดารัตน์ – มีหันมายิ้มเยาะเล็กน้อยด้วย
แมน –บางทีก็โบกมือให้ครับ
จินดารัตน์ – มีโบกมือให้พี่ตำรวจด้วย คือเป็นความรู้สึกของเด็กๆ คือพวกเราผู้ใหญ่ก็เข้าใจนะคะ ความคึกคะนอง ความสนุกสนาน แต่มันมีประเด็นหนึ่งก็คือ ท่านรัฐมนตรีพูดถึงว่า มันจะลดการมั่ว Sex ได้ มีไหมคะ พี่เคยได้ยินมาอย่างนี้ว่า เอาผู้หญิงไปด้วย นั่งซ้อนท้ายกันไป แล้วมาแข่งกัน แล้วพนันเหมือนกับยกผู้หญิงให้
แมน – ผมก็เคยได้ยินครับ
จินดารัตน์ – แล้วแมนเคยทำไหม
แมน – ผมไม่เคยทำครับ
จินดารัตน์ – เต้เคยทำไหม
เต้ – กลุ่มพวกผมไม่เคยมีใครเคยทำเลย
จินดารัตน์ – ในกลุ่มไปเคย แต่เคยได้ยินมา
เต้ – เคยได้ยินมาว่ามีครับ แต่ในกลุ่มผมไม่เคยมีใครทำ
จินดารัตน์ – แล้วแมนล่ะคะ
แมน – เคยได้ยินมาเหมือนกันครับ แต่ไม่เคยเห็นครับ
จินดารัตน์ – ไม่มีการยกผู้หญิงให้ พนันผู้หญิงไม่มี
แมน – ไม่มีครับ
จินดารัตน์ – น้องๆข้างหลังล่ะค่ะ เคยเห็นไหม
เด็กแข่งรถ – ไม่เคยเห็นแต่เคยได้ยินครับ แต่มีชัวร์ครับอย่างนี้
จินดารัตน์ – ยืนยันว่ามี
เด็กแข่งรถ – มีชัวร์ครับ
จินดารัตน์ – มีทุกสนามไหมคะ
เด็กแข่งรถ – ไม่จำเป็นต้องทุกสนามครับ แล้วแต่ผมเขาจะพนันผู้หญิงหรือไม่พนันอะไรอย่างนี้ครับ
แมน – แล้วแต่บางกลุ่มครับ
จินดารัตน์ – เฉพาะบางกลุ่ม แต่มันแพร่หลายถูกไหมคะ
แมน – ไม่ทราบครับ ในกลุ่มผมก็ไม่มีนะครับ
จินดารัตน์ – ในกลุ่มไม่มีนะ แต่ยืนยันว่ากลุ่มอื่นนั้นมีแน่ๆ และพนันเงินล่ะคะ
แมน – พนันเงินนี่ส่วนมากจะไม่ใช่พวกเยาวชน จะเป็นพวกร้านแต่งรถมากกว่าครับ ที่แบบร้านใครแรงกว่าประมาณนี้ครับ
จินดารัตน์ – มีไหมคะ ข้างหลัง มีพนันเงินไหมคะ ตอนไปแข่ง
เด็กแข่งรถ – มีครับ
จินดารัตน์ – เยอะไหมคะ
เด็กแข่งรถ – ก็หลักหมื่นขึ้นน่ะครับ ก็อย่างสมมุติผมทำร้านนี้ เพื่อนทำอีกร้านนึงอะไรอย่างนี้ ก็มาชวนกันครับ
จินดารัตน์ – เป็นตัวแทนของร้าน แล้วเงินของใครคะ
เด็กแข่งรถ – ก็คือในวงที่ร้านครับ ก็รวมกันให้ได้หมื่นนึง หรือหมื่นกว่าอะไรอย่างนี้ครับ
จินดารัตน์ – นั่นหมายถึงว่ากลุ่มนี้มา จะรวบรวมเงินกันในกลุ่ม ส่งตัวแทน 1 คนไปแข่งกับอีกกลุ่มหนึ่งที่มาจากอีกร้านหนึ่ง เป็นร้านแต่งรถหรือคะ
เด็กแข่งรถ – ครับ เป็นร้านแต่งรถเหมือนกัน
จินดารัตน์ – แสดงว่าร้านแต่งรถนี่ก็เป็นผู้ใหญ่สิคะ
เด็กแข่งขัน – ใช่ครับ
จินดารัตน์ – ผู้ใหญ่เขาก็ไปยืนดูไปยืนเชียร์กันอยู่
แมน – เจ้าของร้านก็ต้องไปครับ
จินดารัตน์ – เส้นไหนที่แข่งกันบ่อย
เต้ – เส้นกาญจนา - บางใหญ่ พระราม 5
จินดารัตน์ – พระราม 5 ที่ท่านรัฐมนตรีบอกนี่นะคะ เป็นถนนตรงๆเลย รถไม่เยอะ เวลาเลือกถนนนี่เลือกยังไง
เต้ – ก็ไม่เลือกยังไงครับ ถ้าขี่ไปเจอกลุ่มรถซิ่ง ก็วนไปกันไปวนกันมา แล้วก็มาจอดแข่งกัน
จินดารัตน์ – นัวเนียๆกันอยู่ แล้วก็มาท้ากัน
แมน – อย่างผมก็ขับไปเรื่อยๆครับ เจอตรงไหนจอดแข่งรถกันก็จอดแวะดูอะไรอย่างนี้ครับ
จินดารัตน์ – เราจะนัดกลุ่มของเรายังไงคะ ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์หรือ
เต้ – คือเขาจะรู้กันมานานแล้วครับ มันเป็นตั้งแต่รุ่นไหนต่อรุ่นไหนมาแล้วครับ เป็นกันนานแล้ว คืนวันศุกร์กับวันเสาร์นี่คือจะมีทุกวัน
จินดารัตน์ – กลุ่มหนึ่งมีประมาณซักกี่คนคะ
เต้ – แล้วแต่คะ
แมน – จำกัดจำนวนไม่ได้ครับ
จินดารัตน์ – ประมาณได้ไหมคะ
เต้ – 20 คนขึ้นไป
จินดารัตน์ – 20 คนขึ้นไป ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยไปร่วมกับเขานี่กี่คน
เต้ – ที่เส้นกาญจนา-บางใหญ่ก็คือเป็นพันคันเหมือนกันนะครับ
จินดารัตน์ – เป็นพันคันเลยหรือคะ
เต้ – ครับ ก็คือ 2 ฝั่งถนนมีหมด จัดแข่งกัน
จินดารัตน์ – แล้วน้องรู้ไหม ว่าตำรวจเขารู้หรือเปล่า
เต้ – รู้ครับ ก็ตำรวจก็ขับรถวน ก็ได้แค่ขับรถวน
จินดารัตน์ – ลุงแกไม่กล้าอย่างนั้นใช่ไหม ในใจคิดว่าลุงไม่กล้าหรอก อย่างนั้นหรือเปล่า
เต้ – ก็คือในใจคิดว่ารถมีเยอะแล้วหลายคัน เราคงไม่โดน
จินดารัตน์ – คือเพื่อนคงโดน เราคงไม่โดน
เต้ – ใช่ครับ
จินดารัตน์ – คือฟังเด็กๆเหล่านี้แล้วนี่นะคะ พอจะมองภาพออกเหมือนกัน แต่ทีนี้ลองมาถามดูว่า ถ้าแนวคิดแนวเสนอแบบนี้ เด็กๆเดี๋ยวพี่ถามก่อนว่าเห็นดีเห็นงามด้วยไหม ถ้าจะเอาถนนพระราม 5 เอาช่วงแรกก่อนที่ท่านรัฐมนตรีเสนอนี่ว่า ถนนพระราม 5 ระยะ 1 กิโลเมตร วันศุกร์ 4 ทุ่มถึงตี 1
เต้ – ถ้าตัวผมเองผมคิดว่าน่าจะมีสนาม เพราะผมก็ไม่อยากแข่งบนถนนเหมือนกัน ก็คือสังคมเขาไม่ยอมรับน่ะครับ ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน
จินดารัตน์ – คิดว่าในกลุ่มที่ไม่ได้มาวันนี้นี่นะคะ คิดเหมือนเราหรือเปล่า
เต้ – อันนี้ผมก็ไม่ทราบครับ
แมน – ส่วนตัวผมเอง ผมก็ว่าน่าจะมีสนามมากกว่าครับ เพราะว่าถนนบางทีคนจำเป็นต้องใช้ไปทางนี้ ไม่สมควรปิดครับ
จินดารัตน์ – แล้วตอนไปแข่งคิดอย่างนี้ไหม
แมน – ตอนไปแข่งก็ไม่ได้ปิดถนนนะครับ เพราะว่ามันจอด 2 ฝั่งครับ เราก็แข่งกันตรงกลาง รถก็ไปได้
จินดารัตน์ – แต่คนเห็นก็กลัวไม่กล้าไปกันแล้วล่ะใช่ไหม
แมน – เขาก็ไปกันตามปกติครับแต่เขาไปช้าครับ พวกผมก็แซงไป
จินดารัตน์ – แต่เห็นอย่างนั้นเป็นพี่ๆก็ไม่กล้าไปนะ ก็เลยกลายเป็นของเรา เป็นถนนของเรา เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไหมคะ
แมน – ก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้ทุกครั้งครับ คือเขาไปทางเดิมแต่เขาไปช้าลงครับ
จินดารัตน์ – น้องๆข้างหลังล่ะคะ ถ้าให้ยกถนนพระราม 5 ให้ 1 กิโลเมตรอย่างที่ท่านรัฐมนตรีบอก เอาไหมคะ ดีไหม
เด็กแข่งรถ – เอาครับ
จินดารัตน์ – ไม่มีตำรวจ เร้าใจหรือ
เด็กแข่งรถ – ก็เดี๋ยวมีมาเองครับ
จินดารัตน์ – ไม่ หมายถึงเขาบอกว่างานนี้ตำรวจไม่จับนะ ก็คือมีรถพยาบาลเตรียมรออยู่ มีปอเต็กตึ๊งกับมูลนิธิร่วมกตัญญูด้วย
เด็กแข่งรถ – ก็ดีครับ ก็เอาครับ
จินดารัตน์ – เอา ไม่ต้องหนีตำรวจแล้ว ก็ไม่สนุกสิอย่างนี้
เด็กแข่งรถ – ก็ไม่เป็นไรครับ ถนนนี้เป็นของพวกผม ผมก็วิ่งกันไปได้
จินดารัตน์ – น้องเชื่อไหมว่า พอมีแบบนี้แล้วนี่ น้องๆจะเลิกไปเสาะแสวงหาถนนหลวงที่จะไปแข่งกัน
เด็กแข่งรถ – ไม่ได้ครับ เพราะว่ารถมันต้องวิ่งไปตามถนนเรื่อยๆอยู่แล้ว จะมาจำกัดเขตมันก็ไม่ใช่ครับ
จินดารัตน์ – งั้นเอาอย่างนี้ ถ้ามีสนามแข่งอย่างที่เต้กับแมนบอก มีสนามเฉพาะให้เลยนี่ เอาไหมคะ
เด็กแข่งรถ – ถ้าพูดถึงก็ต้องเอาไว้ก่อนน่ะครับ
จินดารัตน์ – เอาไว้ก่อน แต่ก็จะยังไปถนนอื่นอยู่
เด็กแข่งรถ – ก็ใช่ครับ อาจจะเห่อช่วงแรกๆแต่ว่าหลังก็ไม่อะไร แต่ว่าเขามีมาให้เราก็ต้องเอาไว้ก่อนครับ
จินดารัตน์ – แต่ถ้าจะถามว่าเลิกไปแข่งบนถนนหลวงไหม ไม่เลิกแน่ๆ ถูกไหมคะ แล้วตอบแทนเพื่อนๆในแก๊งค์ได้ด้วย ว่าไม่เลิกแน่ๆเหมือนกัน
เด็กแข่งรถ – มันเป็นอย่างนี้มานานแล้วครับ เป็นลูกโซ่
จินดารัตน์ – ท่านรองคะ ฟังเสียงเด็กๆอย่างนี้แล้วรู้สึกยังไง ให้สนามแข่งก็เห่อช่วงแรกๆ
พล.ต.ต.ภาณุ – คือไม่ว่าจะเป็นสนามแข่งหรือแข่งบนถนนก็ตามนี่นะครับ การที่นำรถมาสู่สนามแข่ง หรือนำมาสู้ถนนบริเวณที่แข่งนี่ เขาก็ต้องมาจากบ้าน การมาจากบ้านนี่อดไม่ได้หรอกครับ คือเราจะประกันว่าแข่งบนถนนแล้ว จะไม่มีแข่งที่อื่น มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ฉะนั้นผมว่าเราคงต้องรื้อขนานใหญ่นะครับ รื้อตั้งแต่สังคมที่บ้านเลย จะทำยังไงถึงจะให้เขาไปแสดงออกอย่างอื่นที่ไม่ใช่แข่งรถน่ะ
จินดารัตน์ – ไม่ใช่แค่สนามให้เขา หาถนนให้เขาถูกไหมคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – ครับ ผมว่าตัวผู้ปกครอง พ่อแม่ หรือชุมชนนี่ต้องมีบทบาทอย่างมากเลยในการดูแลเรื่องนี้ ทำยังไงให้แสดงออกทางนี้ให้น้อยที่สุด เอาไปแข่งบอล ไปกระโดดร่มอะไรเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนั้นน่าจะดีกว่า
จินดารัตน์ – กีฬาเสี่ยงๆเหมือนกัน
พล.ต.ต.ภาณุ – เสี่ยงๆเหมือนกัน จับไปกระโดดร่มกับกองทัพอากาศเสี่ยงๆโชว์สาวได้เหมือนกัน
จินดารัตน์ – เอาไหมคะ แทนซิ่งเอาไหม
เด็กแข่งรถ – ไม่เอาครับ
จินดารัตน์ – ทำไมล่ะคะ ก็เสี่ยงท้าทายดีออก
เด็กแข่งรถ – มันไม่เร้าใจครับ
จินดารัตน์ – เคยลองแล้วหรือคะ
เด็กแข่งรถ – มันไม่มีความเร็วเหมือนรถ
จินดารัตน์ – เคยคิดไหมคะว่าขณะที่บิดอยู่ ถ้าพลาดขึ้นมาแค่เสี้ยววินาทีจะเอาชีวิตไม่รอดเอา
เด็กแข่งรถ – ตอนขับไม่คิดหรอกครับ
จินดารัตน์ – แต่ตอนนั่งคุยกับเพื่อนอย่างนี้คิดไหมคะ กลัวไหม เคยคิดไหมว่าถ้าวันนึงพลาดขึ้นมาทำยังไง
เด็กแข่งรถ – ก็เคยพูดครับ แต่เพื่อนมันบอกว่ากลัวทำไม เราก็ตามเพื่อนไงครับ ก็คึกคะนอง
จินดารัตน์ – เพื่อนบอกไม่กลัว เราก็เลยไม่กลัวไปด้วย
พล.ต.ต.ภาณุ – คืออย่างนี้ครับ เรื่องการสูญเสียนี่มันก็มีบ่อยๆ ไม่จำเป็นต้องหนีตำรวจก็สูญเสียได้ คือบางทีมันก็ขับเผลอไปชน Taxi ตายเลย พอตายปั๊บทางสมาชิกเขาจะรู้เอง เขาก็แยกย้ายไปหมดแหละครับ และคนที่เศร้าใจที่สุดคือพ่อแม่ มาหาตำรวจนี่ร้องไห้ร้องห่ม ผมก็สงสารตรงนั้นแหละครับ ทีนี้เราไม่ค่อยคิดกัน หลังเหตุการณ์นี่พ่อแม่น่าสงสารมาก รวมทั้งที่จับๆมานี่ ก็พ่อแม่มาโรงพักนี่ มาเสียค่าปรับ มาประกันตัวนี่น่าสงสารครับ ลูกบอกจะซื้อข้าวต้มบ้าง ไปดูหนังสือบ้านเพื่อนบ้าง น่าสงสารเขา ซึ่งเราคงต้องแก้ตรงนี้ ครอบครัวนี่แหละ
จินดารัตน์ – คือบางครอบครัวนี่เด็กๆไปแข่งซิ่งเองลืมนึกถึงใช่ไหมคะ ท่านผู้การ คุณทิชาล่ะคะ คุณทิชาฟังเสียงเด็กๆแบบนี้แล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันกล้าพูดเหมือนกับคุณผู้ชมทางบ้านอาจจะคิดเหมือนกันว่า งั้นวิธีนี้ก็ไม่ได้ผลสิคะกับการแก้ปัญหา
ทิชา – คือจริงๆคำตอบของเด็กๆในอารมณ์นี้นี่นะคะก็เหมือนกัน ว่ามันเป็นคำตอบที่โจทย์มันก็แคบเหมือนกัน เมื่อกี๊ท่านผู้การได้พูดแล้วว่า จริงๆถ้าหากว่าคำถามนี้มันขยายกว้างไปอีกว่า เขาลองลำดับดูว่าในวินาทีที่เขาบอกว่าคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะว่าความเร็วมันท้าทาย เราลองดูว่าถ้าหากว่าในวินาทีที่เขาคิดอะไรไม่ได้นั้น แล้วเขาก็ตายลงไปจริงๆ เขาลองลำดับดูว่ามีใครซักกี่คนที่จะเจ็บปวด เขาลองนึกดูซิว่าพ่อแม่จะมาดูเขาในยามที่เขาตายไปแล้วนั่นนะ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ความสูญเสีย ความเสียใจ พ่อแม่เขาที่จะต้องมางานศพของลูกที่อยู่ในวัยนี้ ซึ่งอยู่ในวัยที่กำลังงดงามนี่นะคะจะรู้สึกอย่างไร คือจริงๆแล้วนี่นะคะ บรรยากาศการถามแบบนี้บางทีมันก็ได้คำตอบที่เขาก็มีมุมที่แคบนะคะ
อย่างเช่นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่บ้านกาญจนานะครับ ให้เด็กดูภาพมอเตอร์ไซด์ มีเด็กหนุ่มสาวขี่มอเตอร์ไซด์แล้วไปชนท้ายรถสิบล้อแล้วก็เสียชีวิต ศพก็กองกันอยู่ 2 คน แล้วเราก็เอาภาพนี้มาให้เด็กๆดู เราก็ให้เด็กๆลองเขียนจดหมาย คือความตายในนั้นมันเห็นชัดน่ะ ให้เขาลองเขียนจดหมายถึงพ่อแม่เขาซิว่า ระหว่างที่เขาอยู่กับเราที่บ้านกาญจนาภิเษก เขียนจดหมายไปถึงพ่อแม่ดูว่า พ่อครับ แม่ครับ ผมจะไม่ให้รถมอเตอร์ไซด์พรากผมไปจากพ่อแม่ เมื่อเราลองให้เขาคิดแบบนี้ เราก็เห็นแล้วว่าเขาก็คิดเป็น ก็รู้สึกได้ว่าเมื่อเขามีความตายเกิดขึ้นนี่ เขารู้ว่าพ่อแม่เขาจะเสียใจและก็มีความทุกข์ เพราะฉะนั้นการที่จะชวนให้เด็กคิดนี่นะคะ มันต้องการเวลาพอสมควร ต้องการการผลิตซ้ำหลายๆครั้ง และที่สำคัญมันเหมือนกับการต้องกลับไปตั้งหลักตั้งแต่ที่โรงเรียน ตั้งแต่ครอบครัวว่า เราได้เพิ่มต้นทุนความคิดแบบนี้ให้กับเด็กๆหรือเปล่า ว่าชวนให้เด็กๆเหล่านี้คิดว่า ในชีวิตของเขามันมีกี่มุมบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่มุมของเขาเพียงมุมเดียว
จินดารัตน์ – ไม่ใช่มีเขาเพียงคนเดียว
ทิชา – ใช่นะคะ ซึ่งถ้าหากว่าเราชวนเด็กๆคิดอย่างนี้บ่อยๆ เด็กๆเขาไม่ได้รู้สึกว่าผู้ใหญ่นี่ไม่รับฟังความคิดของเขา แต่ว่ามันเหมือนกับเขานี่ถูกฝึก หรือว่าเขาบ่อยครั้งที่เวลาคิดอะไรแล้ว ไม่อาจที่จะคิดเอาความต้องการของตัวเองได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าเราสามารถทำได้อย่างนี้ การอยู่ร่วมกันระหว่างเรากับเด็กนี่มันก็จะมีช่องว่างน้อยลง เขาไม่ได้รู้สึกว่าเขาถูกตัดความสนใจ เขาถูกตัดทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความปรารถนาของเด็กวัยรุ่นออกหมดเลย เราไม่ได้ตัด แต่ว่าเขาคิดเป็นด้วยตัวของเขาเอง แต่ว่าทั้งหมดนี้มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ท่ามกลางความว่างเปล่า มันต้องการกระบวนการ
กนิษฐา – อยากจะบอกว่าจริงๆเรานี่ไม่ได้เคยสอนลูกให้คิดที่จะเลือก ว่าถ้าไม่อย่างนี้มีทางอื่นไหม ถ้าไม่อย่างนี้แล้วนี่ล่ะ เราไม่เคยให้ตัวเลือกกับเด็ก อย่างแม้กระทั่งจะแต่งตัว พ่อแม่ก็บอกว่าเธอต้องใส่ชุดนี้ ซึ่งอันนั้นมันเท่ากับปิดกั้นความคิดของเด็กเลย ทำไมเราไม่บอกว่าเราจะไปที่นี่ เราควรจะแต่งตัวอย่างไร ลูกจะเลือกชุดไหน แค่นี้มันจะสอนคิดสำหรับเด็ก พื้นฐานเล็กๆอย่างนั้น หรือแม้กระทั่งการเลือกอาหารจะกิน หรือแม้การเลือกจะเรียน เราก็ยังต้องบังคับลูกที่จะต้องเรียนอย่างที่พ่อแม่ชอบ
จินดารัตน์ – คุณกนิษฐา เพราะฉะนั้นแต่เด็กๆเหล่านี้ โตขึ้นมาก็ไม่เด็กแล้วนะคะ 17-18 สายไปไหมคะที่เราจะกลับไปสอนเขาแบบนี่ใหม่
กนิษฐา – ถามว่าสายไหมนี่ ตัวเองคงตอบแทนเด็กไม่ได้ ดิฉันเชื่อว่าเด็กบางคนนี่ไม่สาย เพราะบางคนนี่เขาได้มีพื้นฐานมาเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเขายังไม่มีโอกาสที่จะเลือกหรือแสดงออกว่า เขามีความสามารถทางนี้นะ จริงๆแล้วเขาแค่ต้องการการยอมรับจากพ่อแม่ จากเพื่อน ซึ่งวัยนี้คือเพื่อนเป็นหัวใจใหญ่เลย ขอให้เพื่อนยอมรับ คราวนี้ถ้าเราสร้างค่านิยมในกลุ่มใหม่นี่ เราไม่ใช่มอเตอร์ไซด์เป็นเครื่องมือในการสร้างการยอมรับ แต่เราใช้ความสามารถอย่างอื่นในการสร้างการยอมรับแทนนี่ ซึ่งเป็นเรื่องของสังคมต้องช่วยกันทำ ไม่ใช่พ่อแม่กับลูกมาทำกัน 2 คน พ่อแม่ทำกับลูกแต่สังคมไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุน มันก็ไม่เกิดนะคะ เพราะฉะนั้นมันตั้งแต่เด็กเล็กๆ แต่เชื่อว่าวัยนี้มันก็ไม่ใช่สายเกินไป เพราะดูจากตาของทุกคนแล้วรู้ว่า ทุกคนพร้อมจะเป็นคนดี ทุกคนพร้อมจะทำเพื่อสังคม ไม่อย่างนั้นวันนี้เขาจะเปิดไฟให้เห็นหน้าเขาหรือคะ เพราะเขาอยากจะบอกว่าเขาพร้อมจะทำเพื่อสังคม แต่สังคมเปิดโอกาสให้เขาไหม เขาผิดแล้วไม่ใช่ผิดไปตลอดชีวิต ผิดเมื่อวานนี้ แต่วันนี้ทำถูกได้ แต่เราให้โอกาสเขาหรือเปล่า ให้เขาได้แสดงออกใหม่หรือเปล่า ใช่ไหมคะ
จินดารัตน์ – น้องๆข้างหลัง คนที่เริ่มต้นไปอยู่ในแก๊งค์ซิ่งมอเตอร์ไซด์นี่นะคะ มีปัญหาครอบครัวหรือเปล่า หรือว่าถูกชักจูงหรืออะไรคะ
เด็กแข่งรถ – ผมว่าไม่เกี่ยวกับครอบครัวนะครับ ผมว่ามันเกี่ยวกับเพื่อนมากกว่า แบบว่าเพื่อนออกได้ เราก็ต้องออกได้ ผมว่าการที่เราทำตัวผิดไม่น่าจะโทษครอบครัว เพราะว่าพ่อแม่ยังไงก็ต้องเตือนเราครับ แล้วมันดีไม่ดีก็อยู่ที่ตัวเรา ฟังไม่ฟังก็อยู่ที่ตัวเรานี่ครับ แล้วเพื่อนก็คิดไปถึงว่า ถ้าเราไม่ทำ ถ้าเราไม่ออกตามเพื่อนนี่ เราดูเหมือนคนที่
จินดารัตน์ – เข้ากลุ่มไม่ได้ ไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆถูกไหมคะ
เด็กแข่งรถ – ใช่ครับ ไม่ใช่อะไรๆก็อยู่อะไรกับพ่อแม่
จินดารัตน์ – คนอื่นๆล่ะคะ คิดเหมือนกันไหมคะ
เด็กแข่งรถ – คิดเหมือนกันครับ ก็อยู่ที่ตัวเราทุกอย่างครับ
จินดารัตน์ – แค่อยากให้เพื่อนยอมรับเท่านั้นเองหรือคะ
เด็กแข่งรถ – ใช่ครับ เป็นการโชว์ด้วยครับ ว่าตัวเองนี่แหละแน่อะไรประมาณนี้ครับ
จินดารัตน์ – เอาล่ะค่ะ คุณผู้ชมคะ พอจะมองเห็นภาพโดยสังเขปแล้วนะคะ เดี๋ยวช่วงหน้ากลับมามาดูกันว่า แล้วถ้าเด็กๆคิดว่าการยกพื้นที่ให้นี่นะคะก็ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา วิธีไหน ผู้ใหญ่เองคิดอย่างไร เด็กๆเองคิดว่าวิธีไหนจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ดีที่สุด พักกันซักครู่ก่อนค่ะ
*********************************************************
จินดารัตน์ – กลับมาช่วงสุดท้ายของรายการคนในข่าว เรากำลังพูดถึงแนวความคิดเรื่องของการจะเปิดถนนให้เด็กๆนักซิ่งมอเตอร์ไซด์ทั้งหลายได้ซิ่งกันอย่างอิสระ ในคืนวันศุกร์ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คุณวัฒนา เมืองสุข ตอนนี้นะคะเรากำลังพยายามคิดต่อท่านวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งตอนนี้อยู่ในสายแล้ว ท่านปลัดคะ สวัสดีค่ะ
วัลลภ – ครับ สวัสดีครับ
จินดารัตน์ – ท่านปลัดคะ ตกลงว่าวันนี้ทางกระทรวงตัดสินใจอะไรไปแล้วบ้างคะ
วัลลภ – อย่างนี้ครับ อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้บอกไปแล้วนะครับว่า เราก็อยากทราบความคิดเห็นของเด็ก อยากรู้ว่าเขาต้องการอะไร แล้วดูว่าสิ่งที่เขาต้องการนี่เราพอจะตอบสนองได้ไหม และก็ให้สังคมนี่ได้รับรู้ว่าสังคมนี่คิดยังไง เพราะเรื่องของสังคมวันนี้ ต้องเป็นเรื่องของทุกคนทั้งหมดต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ได้หมายความว่ากระทรวงไม่กล้าตัดสินใจ หรือกระทรวงไม่ตัดสินใจ แต่ว่าประเด็นก็คือว่า เราก็ถามคนในสังคม ถ้าสังคมเห็นว่าไม่ควรทำหรอก ก็เลิกก็แล้วไปนะครับ
จินดารัตน์ – ท่านปลัดคะ แล้ววิธีการถามคนในสังคมทำกันยังไงคะ
วัลลภ – ถึงที่สุดวันนี้นี่ เราจะมีการทำโพลนะครับทางวิชาการ ก็คือเราให้ทาง ม.เอแบคทำในเรื่องนี้ ถามความเห็นของคนในสังคมดูว่า สังคมคิดยังไง ว่าเห็นด้วยกับเรื่องเหล่านี้ไหม ถ้าเห็นด้วยนี่ควรใช้ที่ไหน เวลาที่เหมาะสมควรเป็นเวลาอะไรอย่างนี้นะครับ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็จบก็เลิกกัน
จินดารัตน์ – นั่นหมายถึงว่าถ้าผลโพลออกมา เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย จบเลย เรื่องนี่ไม่ต้องคุยกันอีก ถูกไหมครับ
วัลลภ – ใช่ครับ ก็ไม่ต้องคุยกัน เพราะว่าถ้าสังคมไม่เห็นด้วยเราจะไปทำไมครับ
จินดารัตน์ – แล้วในโพลนี่ต้องไปถามตำรวจ ถามพ่อแม่ด้วยไหมคะ
วัลลภ – ถามหมดทุกกลุ่มเป้าหมายครับ ก็จะถามให้ครอบคลุมนะครับ 1. กลุ่มเด็กแน่นอนนะครับ 2. กลุ่มคนที่ทำงานเรื่องนี้ 3. กลุ่มคนที่เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง 4. คนที่เป็นประชาชนพี่น้องชาวบ้าน ที่เขาสัมผัสกับเรื่องนี้ ว่าเขาคิดเห็นยังไง
จินดารัตน์ – เฉพาะในพื้นที่เขต กทม.และปริมณฑลหรือคะ
วัลลภ – ไม่ครับ ทำทั่วไปหมดเลยครับ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ว่าแน่นอนล่ะคงไม่ได้ทุกจังหวัด บางจังหวัดมีชัดเจน อย่างผมยกตัวอย่างที่นครนายกนี่คงไม่ต้องไปถาม เพราะว่าคงไม่มีกลุ่มต่างๆเหล่านี้ ก็จะถามในพื้นที่ที่คิดว่าจะมีปัญหาเรื่องนี้ครับ
จินดารัตน์ – ท่านปลัดคะ ใช้ระยะเวลาในการทำโพลนานแค่ไหนคะ
วัลลภ – 30 วันครับนับจากวันนี้ครับ
จินดารัตน์ – 30 วันเราจะมาดูผลโพลกันอีกครั้ง กลุ่มตัวอย่างบอกหรือยังคะว่ามีกี่กลุ่มตัวอย่าง
วัลลภ – ประมาณ 5000 ตัวอย่างครับ
จินดารัตน์ – ท่านปลัดคะ เอาล่ะค่ะ เดี๋ยวเราจะติดตามกันต่อ 30 วันนับจากนี้นะคะ ถ้าคนส่วนใหญ่บอกว่าไม่เห็นด้วย จบเลยนะคะ
วัลลภ – ครับ ก็จบ ก็ไม่ต้องทำ
จินดารัตน์ – ถ้าคนส่วนใหญ่บอกว่าเห็นด้วย ก็มาพิจารณากันใหม่ไหมคะว่า มีสนามแข่ง ประลองความเร็วกันโดยเฉพาะ หรือจะยกถนนเส้นไหนอย่างไร
วัลลภ – ไม่ครับ คือในแบบในตัวอย่างที่ถาม เราก็จะถามเลยว่าสถานที่ที่เหมาะสมควรเป็นสถานที่ไหน เวลาที่เหมาะสมควรเป็นเวลาอะไร ก็ค่อยมาคิดกันดูอีกที ถ้าสถานที่ที่เหมาะสมควรเป็นที่ไหน แต่แน่นอนครับก็ต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ ไม่ใช่เอาใตจแต่เด็กแต่ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอื่น
จินดารัตน์ – ท่านปลัดคะ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการทำแบบนี้นี่ ดูเหมือนว่าคล้ายๆจะทำเรื่องกฎหมาย ขึ้นมาให้มันถูกกฎหมาย
วัลลภ – คืออย่างนี้ครับ ต้องเข้าใจนะครับว่าเจตนา ไม่ใช่ว่าเราจะเอาเรื่องที่ผิดกฎหมายมาทำให้มันถูกกฎหมาย ที่จริงท่านรัฐมนตรีก็ชี้แจงไปชัดเจน เช่น เรื่องยาบ้านี่ คุณจะไปเสพที่ไหนคุณก็ผิด แต่ว่ารถแข่งหรือว่ามวยนี่ มวยคุณชกในถนนหนทางในที่สาธารณะนี่คุณผิด แต่ถ้าคุณไปชกในสนามมวยนี่มันไม่ผิด โดยตัวของคุณเองมันไม่ผิดนะครับ รถก็เช่นเดียวกัน อยู่ก็มีสนามแข่ง มีสถานที่แข่งนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วนี่ต้องความเข้าใจกันนิดนึง เรื่องอะไรที่มันผิดกฎหมายอยู่ในตัวของมันแล้วเราไม่ทำ เช่นบอกว่าอย่างนั้นยาบ้ามาเสพอีกสถานที่นึงแล้วบอกไม่ผิดกฎหมายคงไม่ใช่นะครับ
จินดารัตน์ – ท่านปลัดครับ อย่างนี้จะไม่กระทบเรื่องกฎหมาย หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กหรือคะ
วัลลภ – แน่นอนครับ เรื่อง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กนี่ เราก็จะดูไม่ให้กระทบกระเทือน ผมเรียนอย่างนี้ครับ กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กโดยเจตนารมณ์ของกฎหมายนี่ก็บอกอยู่แล้วว่า เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กนะครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าแข่งรถแล้วเพื่อประโยชน์สูงสุด เป็นประโยชน์กับเด็ก เราก็บอกว่าที่ทำอย่างนี้เพราะต้องการเซฟชีวิตเด็ก เขาอยากจะทำน่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่หาวิธีอื่นในการแก้ไข วิธีอื่นที่หาแนวทางแก้ไขก็จะไปด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นนี่มันก็ต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ใน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กพูดไว้ชัด ว่ากฎหมายฉบับนี้นี่เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็ก อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์เราจะไม่ทำ
จินดารัตน์ – แล้วจะมั่นใจได้ยังไงคะ ว่าวิธีการนี้จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด เพราะเมื่อซักครู่ถามเด็กๆ เด็กๆยืนยันอย่างนี้นะคะ บอกว่าถึงมีสนามให้ เป็นสนามความเร็วโดยเฉพาะเลย ให้ถนนหลวงไปเส้นนึง เขาก็จะยังไปแข่งบนถนนหลวงเส้นอื่นๆอยู่ดี
วัลลภ – เราบอกแล้วไง ถ้าสังคมเห็นว่าควรทำ แล้วถ้าทำให้แล้วยังไปทำอยู่ในที่สาธารณะอีก เมื่อวานท่านรัฐมนตรีคุยกับผมอยู่ด้วยนะครับ เราก็บอกว่าถ้ายังไปทำที่อื่นอีก นอกจากที่เราจัดการให้ ก็จะให้ตำรวจดำเนินการอย่างเด็ดขาด มีกติกากันไว้อย่างนั้น ถ้าเราบอกว่าเราทำให้แล้ว สมมุติว่าทำอาทิตย์ละครั้ง แล้วก็ยังไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีก ก็ต้องดำเนินการกันอย่างเด็ดขาดนะครับ
จินดารัตน์ – เอาล่ะค่ะ ท่านปลัดคะ ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ
วัลลภ – ครับ สวัสดีครับ
จินดารัตน์ – ท่านผู้การคะ แบบนี้นี่หนักใจไหมคะ กับการทำงาน
พล.ต.ต.ภาณุ – ค่อนข้างจะเหนื่อยนะครับ คือ ตำรวจก็มีหน้าที่ป้องกันน่ะครับ ป้องกันและก็ปราบปรามด้วยดีกว่านะครับ คือถ้ามีแข่งเจอก็ต้องจับ รวมกำลังจับได้ก็ต้องจับนะครับ มันก็รบกันไม่จบ
จินดารัตน์ – ยังไงท่านก็คิดว่ามีสนามประลองยังไงเด็กก็ไม่จบ
พล.ต.ต.ภาณุ – ไม่จบหรอกครับ เพราะว่ารถคือรถครับ อย่างนักมวยเขาแต่งตัวถึงจะไปชกได้ ชกบนถนนก็ชกไม่ได้อยู่แล้ว แต่รถก็คือรถ คือออกจากบ้านก็เป็นรถแล้วนะครับ ยิ่งแต่งแข่งยังไงออกก็ต้องไปแข่งครับ
จินดารัตน์ – ท่านผู้การกังวลอะไรบ้างคะ ปัญหาที่จะตามมา ถ้าแนวคิดนี้ผ่าน
พล.ต.ต.ภาณุ – คือผ่านนี่ผมคิดว่าอาจจะกลายเป็นการส่งเสริมด้วยนะครับ ส่งเสริมคนที่อาจจะไม่มีแนวคิดนี้ อาจจะคิดว่ามีสนามแข่งก็น่าจะไปลองดู
จินดารัตน์ – อาจจะเริ่มจากการไปดูก่อน ถูกไหมคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – ครับ แล้วก็พอมีสนามแข่งเป็นเรื่องเป็นราวนี่ การตกแต่งรถก็จะมากขึ้น ความแรงธรรมดาที่บางคนอาจจะเอาแค่รถมาตรฐานจากโรงงาน หรือจากอะไรมาแข่งกันโดยไม่แต่ง แต่พอมีสนามแข่งจะอีกเรื่องเลยนะครับ จะมีการแต่งรถ ประดับรถอะไรหลายๆอย่าง มันจะตามกันมาเยอะเลย แล้วสนามแค่นั้นไม่พอหรอกครับ สำหรับน้องๆใน กทม. นี่ ผมว่าหลายพันนะครับ ไม่ใช่แค่นี้
จินดารัตน์ – ท่านผู้การ ปัญหาเรื่องน้องๆไปรวมกลุ่มกันซิ่ง คือเป็นปัญหาหนักอกของตำรวจปัญหานึงเลยไหมคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – คือปัญหาของเราคือ เรานี่ได้รับการโทรแจ้งนะครับ ไม่ว่าจะหมายเลข 191 หรือ 1197 นี่ จะร้องมาตลอดเวลา แล้วก็การรวมกลุ่มของน้องๆนี่ ตอนนี้ไม่ค่อยเป็นเวลาแล้ว คืนศุกร์ คืนเสาร์ บ่ายวันอาทิตย์ก็มี
จินดารัตน์ – บ่ายก็มีหรือคะ กลางวันแสกๆนี่นะคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – เช้ามืดวันจันทร์ก็มี แล้วไปทั่วนะครับ อย่างที่น้องๆเขาว่าให้ตรงนี้ๆไม่ใช่นะครับ แถวดินแดงก็มีนะครับ ลานพระรูปยังมีเลย แถวสะพานพระปิ่นเกล้ากระจายไปทั่วนะครับ คือความเดือดร้อนที่พี่น้องประชาชนโทรมาแจ้งมันเยอะนะครับ
จินดารัตน์ – ความรุนแรงในเรื่องของอาชญากรรม เรื่องการมั่ว Sex เรื่องการค้าประเวณี
พล.ต.ต.ภาณุ – อันนั้นผมว่ามันไม่ใช่หลักหรอกครับ หลักคือความเดือดร้อนเรื่องอันตรายจากการใช้ยวดยานนะครับ และก็การประสบเหตุของน้องๆเขาเอง ความเดือดร้อนจากพี่น้องประชาชนที่อยู่ข้างทางจากเสียงของท่ออะไรพวกนี้มันก็มีเยอะนะครับ ที่ร้องเรียนก็จะเป็นเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่
จินดารัตน์ – แสดงว่าตัวเลขการจับกุมก็เพิ่มขึ้นทุกวันสิคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – ก็จริงๆตำรวจพยายามใช้มาตรการปรามเป็นหลัก อุปกรณ์ไม่สมบูรณ์ ขับรถประมาทหวาดเสียวก็จับกันทุกวัน คราวนี้การขยายด่านของเรานี่ปกติกลางวันจะเยอะนะครับ ในโอกาสต่อไปบอกน้องๆไว้เลย ว่าผมจะพยายามปรับด่านให้มาอยู่กลางคืนให้มาก ด่านตำรวจอาจจะต้องอดนอนมากขึ้น คืนวันศุกร์ วันเสาร์ก็มาอยู่กัน อาจจะต้องอดนอนถึงขนาดตี 4 ตี 5 ก็ต้องยอม เพราะเราตั้งด่านเที่ยงคืน-ตี 2 น้องก็ไปหลบแข่งตี 2 ตี 4 พอไปตั้งด่านตี 2 ตี 4 น้องก็ไปหลบแข่งตี 4-6 โมง มันก็ไล่ไปเรื่อยๆนะครับ แล้วการเคลื่อนที่ของพวกเขานี่เป็นกลุ่ม และก็สามารถเคลื่อนไปหาจุดอ่อนได้ตลอดเวลา ถ้าแถวกาญจนามีด่านเยอะ เขาก็จะหลบไปแถวพระราม 5 ถ้ามีด่านเยอะอาจจะหลบไปฝั่งพระนคร แถวเกษตร-นวมินทร์ ซึ่งการเคลื่อนที่ตรงนี้ การจับกุมของตำรวจค่อนข้างจะลำบากนะครับ คือทำต้องพร้อมกันหมดเลย แล้วตำรวจนี่เขาทำงานทั้งกลางวันกลางคืน จะไปเฝ้าทุกคืนคงไม่ไหวนะครับ อันนี้ต้องรับสารภาพตรงๆเลยครับ
จินดารัตน์ – ฟังแล้วน่าเห็นใจนะคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – ถึงเวลาทีก็ต้องระดมกันเต็มที่นะครับ แล้วการข่าวก็ต้องดีพอสมควร จะจับมากก็อันตรายน้องๆแหละครับ ตำรวจบางทีก็มีอารมณ์บ้าง
จินดารัตน์ – ก็เด็กๆทั้งนั้นเลย เยาวชนทั้งนั้น
พล.ต.ต.ภาณุ – ทำทีลูกหลานตำรวจก็มีนะครับ มีหมดแหละ
จินดารัตน์ – คุณทิชาเป็นห่วงเรื่องอะไร แล้วคิดว่าการแก้ปัญหาที่น่าจะถูกทางมากกว่าการปล่อยให้เด็กมีสนามประลองแข่งกัน
ทิชา – คือจริงๆสิ่งที่ยังไม่ได้พูดเลยนะคะก็คือโรงเรียน ว่าโรงเรียนนี่ถ้าคิดว่าการที่ทำให้เด็กเหล่านี้มีต้นทุนทางความคิดที่เพิ่มขึ้นนี่นะคะ มันน่าจะมีโรงเรียนเข้ามาเกี่ยวข้อง เราไม่ได้พูดถึงตัวละครที่สำคัญตัวนี้เลยใช่ไหมคะ เพราะว่าโรงเรียนจะเอาเรื่องนี้โยนให้เป็นประเด็นที่เด็กจะต้องขบคิด และก็ถกเถียงกันมากน้อยแค่ไหนนะคะก็น่าจะทำ แล้วที่สำคัญก็คือตัวละครที่เราก็ไม่ได้พูดเลย ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้พูดเลย ก็คือว่าผลประโยชน์ที่อยู่บนการแข่งรถนี่ มันก็เป็นตัวหนึ่งที่สนับสนุน และก็สร้างแรงจูงใจให้กับเด็กๆนะ
มันเหมือนกับว่างานนี้นี่มันมีผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งแสวงประโยชน์จากเด็กอยู่ ซึ่งทุกๆเรื่องในปัญหาเด็กและเยาวชน เราจะพบว่ามันมีผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ ซึ่งตรงนี้กฎหมายก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไร ใช่ไหมคะ อย่างในสนามแข่งทั้งหมดมันก็จะมีผู้ใหญ่กลุ่มนี้ ที่ไปต่อรอง ไปได้เงินใช่ไหมคะ เขาได้ทั้ง 2 ต่อ ส่วนหนึ่งก็คือได้จากการที่เด็กไปแต่งรถ และก็ได้จากการแข่ง แต่ว่าเสียชีวิตนั้นเด็กเป็นคนเสียนะ ซึ่งเรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้พูดเลย เราก็อยากจะให้ท่านได้ลองมองมุมนี้ด้วย ส่วนเรื่องของวิธีคิดของเด็กๆนี่ ตัวดิฉันเองเชื่อว่าถ้าเด็กนี่นะคะถูกย้ายมุมความคิดไปครบถ้วนเท่ากับทุกๆคนที่อยู่ในสังคมนี้ ดิฉันเชื่อว่าเด็กๆเปลี่ยนความคิดได้
จินดารัตน์ – เขาอาจจะถอยออกมา
ทิชา – ใช่ค่ะ ขณะที่เขายังไม่เปลี่ยนความคิดนี่ ดิฉันก็ไม่อยากให้สังคมประณามนะคะ ไม่อยากจะให้สังคมด่าทอ แล้วก็ขีดเส้นว่าพวกเขาเป็นพวกเด็กนรก หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ยอมรับกติกาของสังคม ดิฉันคิดว่าถ้าเราไม่เคยลืมวันคืนแห่งการเป็นเด็ก เราจะรู้ว่ามันมีข้อจำกัดในความคิด และการตัดสินใจจริงๆ เพราะว่าเราเป็นเด็กใช่ไหมคะ ดังนั้นอาจจะต้องช่วย และก็สังคมจะต้องวิพากษ์วิจารณ์เด็กๆด้วยความเมตตามากกว่านี้ด้วยนะคะ
จินดารัตน์ – คุณกนิษฐาล่ะคะ มีอะไรจะฝากไว้ไหมคะ
กนิษฐา – ก็ต้องมองในมุมของพ่อแม่นะคะว่า จริงๆแล้วพ่อแม่นี่เข้าใจลูกตัวเองแค่ไหน ลูกทุกคนนี่เป็นเหมือนอัญมณีของพ่อแม่ คุณเจียระไนเขาเป็นหรือเปล่า คุณมองเห็นมุมเหลี่ยมที่สวยงามของเขาไหม ทุกคนมีมุมที่ดีๆทั้งนั้น แต่บางครั้งพ่อแม่เองนี่ขาดความละเอียดอ่อนที่จะเจียระไนลูก ที่นั่งอยู่นี่มีข้อดีอย่างนี้ อย่างเต้นี่เขาอยากเป็นนักแข่งรถจริงๆนะอย่างนี้ ถ้าเราสนับสนุนให้เขามีการดูแลตัวเองอย่างดี ปกป้องตัวเองด้วยเครื่องเซฟตี้ต่างๆอย่างดีนี่ สนับสนุนให้เขาเป็นนักแข่ง เขาอาจจะเป็นนักแข่งที่มีชื่อเสียงก็ได้
แต่เราเจียระไนลูกเราไม่เป็นน่ะ ซึ่งก็คงต้องขอร้องให้พ่อแม่นี่มองลูก พิจารณาลูกดูแววตาเขาว่าวันนี้เขาไม่มีความสุขหรือเปล่า เพราะอะไร วันนี้เขากลับมาจากโรงเรียน ตาเขาสลดเศร้าหมองเพราะอะไร พูดคุยกับเขาไหม ได้ปลดปล่อยความทุกข์ใจเขาออกมาไหม มันละเอียดอ่อนค่ะ การเลี้ยงลูกไม่ใช่สักแต่เอาข้าวไปกิน เอาเงินไป เอาเงินค่าเทอมไปมันไม่ใช่แค่นั้น อันนั้นเป็นการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง บางทีเรายังอุ้มสัตว์เลี้ยงมากกว่าลูกเราเลยหรือเปล่านะคะ
จินดารัตน์ – น้องๆข้างหลัง ใครจะบอกได้บ้างว่าเลิกได้ มีไหมคะ
แมน – เลิกได้ เพราะว่าตอนนี้ผมก็เลิกแล้วครับ คือเลิกแข่งนี่เลิก แต่ว่าเลิกใช้จักรยานยนต์ผมว่าเลิกผมเลิกไม่ได้
เด็กแข่งรถ – ก็เลิกได้ครับ
เต้ – ผมก็ตอนนี้ก็เลิกได้ครับ แต่ว่าถ้าไปเจออีกก็คงห้ามใจไม่อยู่เหมือนกัน เพราะว่ามันก็เป็นมานานแล้ว
จินดารัตน์ – ขออภัยนะคะ ถ้าวันนึงต้องหัวร้างค่างแตก แขนขาหักจะเลิกได้ไหมคะ
เต้ – ก็สลดแค่พักเดียวครับ พอหายก็ไปต่อ
จินดารัตน์ – ท่านผู้การช่วยฝากเตือนน้องๆช่วงท้ายรายการว่า ตกลงผิดกฎหมายนะคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – ครับ ผิดกฎหมาย ยังไงคือถ้าแข่งตำรวจก็ต้องเจอกันน่ะครับ ก็มาตรการคงจะเข้มขึ้นเรื่อยๆน่ะครับ ในแง่ของตำรวจน่ะครับ แต่จริงๆผมอยากให้มาตรการของตำรวจน่าจะเป็นมาตรการสุดท้ายมากกว่า อยากให้ช่วยๆกัน พ่อแม่ผู้ปกครอง สังคมช่วยกันให้เต็มที่นะครับ
จินดารัตน์ – คือจริงๆถ้าจับเด็กได้แล้วรู้ว่าพ่อแม่สนับสนุนนี่พ่อแม่โดนด้วยนะคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – โดนด้วยครับ ก็อยากให้เป็นมาตรการสุดท้ายดีกว่า แต่ว่าน้องๆเขาแข่งบนถนนก็ต้องเจอกันน่ะครับ ก็คงจะเข้มขึ้นเรื่อยๆครับ
จินดารัตน์ – คุณผู้ชมทางบ้าน เสียงส่วนใหญ่ที่โทรศัพท์เข้ามาในรายการเรา ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ มีเพียงแค่ร้อยละ 5 เท่านั้นเองที่เห็นด้วย บางคนเขาเสนอแนะมาอย่างนี้ค่ะบอกว่า ให้ไปปิดถนนหน้าบ้านรัฐมนตรีแล้วแข่งที่นั่นเลยจะดีกว่า วันนี้ขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ ลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ
***********************************************************
รายการคนในข่าว ออกอากาศทาง News 1 เวลา 21.05-22.00 น. ดำเนินการโดยจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ
จินดารัตน์ – สวัสดีค่ะ คุณผู้ชมคะ ขอต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่รายการคนในข่าวค่ะ ค่ำคืนวันนี้เราจะคุยกันถึงประเด็นร้อนที่สังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู พูดกันง่ายๆว่าคนไม่เห็นด้วยก็ดาหน้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทีเดียวค่ะ เรื่องแนวคิดที่จะอนุญาตให้เด็กๆวัยรุ่นที่ชอบแข่งซิ่งมอเตอร์ไซด์ทั้งหลาย ยกถนนให้เส้นนึงเลย 1 กิโลเมตร ก็คือแถวๆพระราม 5 ทุกคืนวันศุกร์เวลาประมาณ 4 ทุ่มถึงตี 1
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คุณวัฒนา เมืองสุขคงได้ฟังเสียงกันไปแล้วนะคะพูดถึงเรื่องนี้ สืบเนื่องมาจากเด็กๆ 10 คนเป็นตัวแทนแก๊งค์ซิ่งเข้าไปพบกับท่านนายกฯคุยกันนะคะ สุดท้ายเด็กๆนั้นมีข้อเสนอบอกว่า เอาล่ะ ขออาทิตย์ละ 1 วันก็แล้วกัน ขอซิ่งแบบนี้แหละ แบบที่ตำรวจไม่จับ และก็มีหน่วยพยาบาลเตรียมดูแลให้อีกด้วย ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้บอกนะคะว่าจะทำทันที แต่บอกว่าขอดูก่อนว่าสังคมยอมรับแนวคิดนี้ได้หรือไม่
แต่เราคงจะได้เห็นแล้วนะคะว่าวันนี้อย่างที่ดิฉันเรียนคุณผู้ชมไปว่า คนที่ไม่เห็นด้วยนั้นหนักแน่นเสียงดังทีเดียวค่ะ บอกว่ายังไงก็ทำไม่ได้ เพราะอะไร เหตุผลกลใด และเด็กๆเขาคิดกันอย่างไรกับการซิ่งมอเตอร์ไซด์ทั้งหลาย ท่านรัฐมนตรียังบอกด้วยนะคะว่า ถ้าจะปล่อยให้เด็กๆซิ่งกันแบบนี้นี่ จะช่วยลดปัญหาอุบัติเหตุในการที่ตำรวจเข้าไปจับกุม ลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บได้แน่นอน และที่สำคัญคือลดปัญหาการมั่ว Sex จริงหรือเปล่า แนวคิดของท่านที่ท่านคิดแบบนี้
เราจะมาคุยกับแขกรับเชิญของเราจากหลายหน่วยงาน หลายภาคส่วนด้วยกันนะคะ รวมไปถึงเด็กๆที่เคยเป็นแก๊งค์ซิ่ง และตอนนี้ไม่รู้ว่าเขายังชอบอยู่หรือเปล่า เดี๋ยวเราจะมาถามเขากันนะคะ วันนี้ค่ะท่านแรกค่ะ ตำรวจบางคนบอกว่าทำงานคงจะลำบาก ถ้าอนุญาตให้ทำอย่างนั้นจริงๆ วันนี้มาถามกันตรงๆเลยกับท่าน พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล ผู้บังคับการตำรวจจราจรค่ะ ท่านต่อมานะคะ คุณทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นสถานพินิจอยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมค่ะ
และท่านต่อมานะคะเป็นเสียงของตัวแทนคุณพ่อคุณแม่ค่ะ คุณกนิษฐา จันทรงาม เครือข่ายพ่อแม่และเยาวชนเพื่อปฏิรูปการศึกษา ส่วนน้องอีก 2 คนที่เป็นตัวแทนเด็กๆแก๊งค์ซิ่งทั้งหลายที่เคยซิ่ง โดนคดีมาหลายครั้งนะคะ และตอนนี้อยู่ในระหว่างการควบคุมความประพฤติ อายุเรียกได้ว่าเป็นเยาวชน แต่ว่าวันนี้น้องๆเขาบอกว่า เขาไม่ได้ทำอะไรผิด วันนี้จึงเปิดเผยโฉมหน้าได้ เขาบอกว่ายินดีจะให้เห็นหน้ากันเลย แล้วจะได้รู้ว่าเด็กๆเหล่านี้คิดอะไรกันนะคะ
สองคนที่เป็นตัวแทนมาคุยกันในโต๊ะวันนี้ น้องเต้อายุ 17 ปีค่ะ และน้องแมนอายุ 18 ปีค่ะ และด้านหลังอีก 6 คนก็เช่นเดียวกัน อาจจะมีแก๊งค์เดียวกันหรือต่างแก๊งค์นะคะ เดี๋ยววันนี้ได้คุยกัน สวัสดีทุกคนนะคะ คงจะต้องถามเรื่องความรู้สึกก่อน เอาความรู้สึกส่วนตัวก่อนนะคะ ดิฉันขอถามท่านผู้การทีหลังดีกว่า ถามเด็กๆก่อนแล้วกัน น้องเต้ น้องแมน ฟังแนวคิดของท่านรัฐมนตรีที่วันนี้ออกมา บอกว่ามีตัวแทนออกไปเสนอแบบนี้ ถ้าในความรู้สึกของเรา เราอยากได้แบบนี้จริงหรือเปล่า
เต้ – ก็คือถ้ามีถนนให้เล่นซักวันนึงเลย พวกวัยรุ่นหลายๆคนก็คงอยากได้ครับ แต่ผมก็มองว่าสังคมคงไม่ยอมรับแน่ ถ้าจะเปิดถนนให้แข่งกันเลย ก็คือต้องสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่อยู่ข้างถนน
จินดารัตน์ – รู้ด้วยใช่ไหมคะ ว่าเดือดร้อนแน่ๆ
เต้ – รู้ครับ แต่ก็คือเพื่อนๆไม่มีสนามให้แข่งน่ะครับ ก็เลยต้องออกมาแข่งที่ถนน
จินดารัตน์ – แต่ถ้ามีสนามซัก 1 สนาม อาจจะไม่ใช่ถนนหลวงก็ได้ใช่ไหมคะ
เต้ – ใช่ครับ
จินดารัตน์ – อย่างนี้รับได้ อย่างนี้ยินดีด้วยอยากได้แบบนั้น
เต้ – ได้ครับ เพราะเคยมีครับ สนามเคยมีที่นวนคร แต่ตอนนี้ปิดไปแล้วครับ
จินดารัตน์ – หรือคะ ทำไมถึงปิดล่ะคะ
เต้ – อันนี้ผมไม่ทราบเหมือนกัน
จินดารัตน์ – เป็นของเอกชนหรือคะ
เต้ – ก็ตอนนั้นเขาเปิดที่นวนครตรงศูนย์มิตซู แต่ผมก็ไม่ทราบว่าปิดเพราะอะไร เหตุผลอะไรครับ
จินดารัตน์ – ตอนนั้นดีไหมคะ รู้สึกไหมถ้ามีถนนเฉพาะของเราไม่ต้องไปเดือดร้อนใคร
เต้ – ก็ตัวผมก็รู้สึกดี เพื่อนๆผมหลายๆคนก็เลิกออกมาแข่งที่ถนน ก็คือทำรถไปแข่งที่สนามเลย
จินดารัตน์ – แสดงว่าน้องๆเองก็ไม่อยากออกมาวิ่งบนถนนหลวงจริงไหม
เต้ – ไม่หรอกครับ ก็เสี่ยงครับ แต่ว่าก็คือไม่มีที่จะไปแข่ง ก็เลยต้องทำ
จินดารัตน์ – น้องแมนล่ะคะ น้องแมนคิดยังไง
แมน – ก็คิดอย่างเดียวกับเต้นะครับ ว่าถ้ามีถนนให้แข่งแบบเป็นสนามนะครับ ก็จะลดอุบัติเหตุลงได้เยอะครับ เพราะว่าไม่ต้องย้อนศรกลับมา แล้วก็วนรถไปแข่ง เขาจะได้แข่งกันทางตรงไปอย่างเดียวเลยครับ
จินดารัตน์ – ถ้ามีเฉพาะให้นี่ดีเลย
แมน – ดีเลยครับ
จินดารัตน์ – คิดว่าวัยรุ่นทั่วไปจะชอบใจไหม ที่ชอบซิ่งทั้งหลายนี่
แมน – ก็มี 2 ประเด็นครับ บางคนก็ชอบครับ เพราะว่าปลอดภัยครับ แต่บางคนก็ไม่ชอบครับ เพราะว่าไม่ได้เสี่ยง
จินดารัตน์ – ไม่ได้ท้าทาย
แมน – ใช่ครับ ไม่ได้ท้าทายครับ
จินดารัตน์ – คือเสี่ยงถึงมันส์หรือ
แมน – ก็ประมาณนั้นครับ สนุกครับ
จินดารัตน์ – มันถึงจะสนุก เร้าใจ ในฐานะคุณพ่อคุณแม่ ตัวแทนคุณแม่เอง คุณกนิษฐาคิดยังไง
กนิษฐา – ก็ไม่ว่าจะมีสนามหรือไม่มีสนาม พ่อแม่คงไม่อยากให้เอาชีวิตลูกไปเสี่ยงค่ะ ไม่ว่าจะในสนามที่ไหนก็ตาม ดิฉันไม่เชื่อว่าพ่อแม่คนไหนอยากจะให้ลูกไปใช้ชีวิตเสี่ยงแบบนั้น
จินดารัตน์ – ไม่เห็นด้วย
กนิษฐา – ไม่เห็นด้วยค่ะ ไม่เห็นด้วย มันเป็นเรื่องที่มันก็พูดยาก อย่างที่บอกว่าเราน่ะไม่เห็นด้วย แต่ตัวเด็กนี่มันเป็นเรื่องที่พ่อแม่บางคนอาจจะควบคุมลูกไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัญหาในการเลี้ยงดู ในการดูแลกันและกัน เด็กอาจจะไม่เข้าใจความต้องการของพ่อแม่ พ่อแม่เองอาจจะไม่สามารถสื่อสารความรู้สึกนึกคิด คือจริงๆแล้วพ่อแม่ทุกคนรักลูกทั้งนั้น แต่บางครั้งสื่อสารไม่เป็น สัมผัสไม่เป็น แล้ววาจาที่พ่อแม่ใช้นี่มันทำให้เด็กยังตีค่าผิดไปว่าพ่อแม่ไม่รัก ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ การแสดงออกซึ่งความรักของคนแต่ละคน กับแต่ละระดับ แต่ละกลุ่มนี่มันต่างกัน
จินดารัตน์ – มองเรื่องความปลอดภัย
กนิษฐา – ยังไงดิฉันก็ไม่คิดว่าจะต้องให้ลูกๆไปเสี่ยง
จินดารัตน์ – ค่ะ คุณทิชาล่ะคะ
ทิชา – คือจริงๆแล้วนี่นะคะ ก็คือว่าการฟังเสียงเด็กต่อเรื่องนี้ก็น่าจะดีนะคะ คือแทนที่เราจะตัดสินใจอะไรของเราไปหมดเลยในนามแห่งความรักและปรารถนาดีนี่ ก็ลองฟังเสียงเขาดูนะคะ แต่ว่าการฟังเสียงของเด็กก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะให้เขาตอบคำถามอันนี้ แล้วเราก็นำคำถามนี้ไปใช้ประโยชน์ได้เลย หรือว่าไปตัดสินใจได้เลย ซึ่งมันไม่ใช่นะคะ อย่างที่ต้องพาดพิงไปถึงท่านรัฐมนตรีเลยว่า ที่ท่านไปคุยกับเด็กอยู่กลุ่มหนึ่ง แล้วก็เอาสิ่งที่เด็กพูดนั้นนี่มาอย่างรวดเร็ว แล้วก็สื่อสารกับสังคมอย่างรวดเร็วนี่ มันสร้างความตระหนกให้กับสังคมได้เหมือนกัน ในฐานะที่ท่านเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่คนเดินอยู่ตามถนนธรรมดา ทีนี้ถามว่าการฟังนี่มันดีไหม ดีอยู่แล้วนะคะ แต่ว่าคำถามที่ท่านถามไปนั้น มันถามบนมุมของเด็กเพียงมุมเดียว
จินดารัตน์ – ถามว่าเด็กๆอยากได้อะไร
ทิชา – ค่ะ ซึ่งก็ไม่ผิด ถ้าหากว่าพวกเราย้อนศรพวกเราเองกลับไป ในวันที่เราอายุเท่ากับพวกเขา แล้วมาถามคำถามแบบนี้กับเรา ดิฉันคิดว่าเราไม่มีคำตอบอื่น ก็เป็นคำตอบแบบนี้ แต่ว่าจริงๆแล้วมันน่าจะมีคำถามที่หลากหลายว่า จริงๆบนถนนนั้นการแข่งนั้นมันเกี่ยวข้องกับใครบ้าง อย่างเช่นถ้าซักวันนึงเขาได้มาเป็นพ่อแม่ เขาคิดว่าพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร กับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตเขา เขาคิดว่าคนที่อยู่บนข้างถนนนั้นจะรู้สึกอย่างไร เขาคิดว่าตำรวจจะรู้สึกอย่างไร ความหลากหลายของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเขา มันทำให้เด็กเริ่มมองเห็นว่าเรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับเขาเพียงคนเดียว ใช่ไหมคะ ซึ่งเขาก็เริ่มมองเห็นมุมมองที่คนอื่นจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แน่นอน ดิฉันคิดว่าเด็กๆจะรู้ว่าตัวเองควรจะถอยไปซักกี่ก้าว และก็ยอมให้คนอื่นเข้ามาอีกกี่ก้าวใช่ไหมคะ ซึ่งตรงนั้นต่างหากที่เราอยากเห็น
จินดารัตน์ – นั่นหมายถึงว่า ถ้าท่านรัฐมนตรีย้อนถามเด็กๆกลับไป หรือว่าบอกกับเด็กๆว่ามันจะเกิดผลกระทบอะไรกับใครบ้าง เด็กๆอาจจะไม่ได้ขอถึงขนาดนี้ ถูกไหมคะ
ทิชา – ใช่ค่ะ คือวิธีที่ท่านรัฐมนตรี หรือว่าใครก็แล้วแต่ที่จะไปคุยกับเด็กกลุ่มนี้ เพื่อให้ได้คำตอบนี่ มันไม่ใช่ในมุมที่แคบขนาดนั้น ซึ่งขนาดดิฉันรู้สึกค่ะ ว่าบทสนทนาระหว่างท่านรัฐมนตรีและเด็กมันแคบเกินไป ที่จะนำมาสู่การบริหารจัดการประเทศในมิติที่กว้างขนาดนี้ มันใช้กันไม่ได้
จินดารัตน์ – คุณพิชากำลังจะบอกไหมคะ ว่าคิดแก้ปัญหาง่ายเกินไป
ทิชา – ใช่ค่ะ
กนิษฐา – มันเร็วค่ะ มันขาดการกลั่นกรอง ขาดการวิเคราะห์ และก็ไม่มีปัญหาใดในโลกนี้ ที่แก้ปัญหาได้ด้วยวิธีการเดียว สังคมมันสลับซับซ้อน และมันมีความลึกล้ำกว่านั้นมาก กระทรวงเดียว หรือว่าคนๆเดียวไม่สารารถจะแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศได้หรอกค่ะ
ทิชา – แล้วจริงๆดิฉันไม่อยากให้เราไปโทษเด็กทั้ง 10 คนที่มาพบกับท่านรัฐมนตรีด้วยนะคะ ดิฉันคิดว่าจริงๆแล้ว ดิฉันคิดว่าถ้าเราอายุขนาดนั้น เราก็จะประมาณนั้นแหละค่ะ
จินดารัตน์ – คือถ้าเจอคำถามแบบนั้น อยากได้อะไรเราก็ตอบในสิ่งที่เราอยากได้
ทิชา – ใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าสังคมจะตั้งคำถาม ต้องตั้งคำถามกับตัวรัฐมนตรีนะคะ ว่าที่คุณลือกใช้วิธีนี้ คุณได้กลั่นกรองและทบทวนแล้วหรือยัง ใช่ไหมคะ แต่อย่าไปตั้งคำถามกับเด็กๆนะคะ ดิฉันรู้สึกว่าจริงๆแล้ว เด็กๆถ้าเราป้อนคำถามไปอีกกี่คำถาม เขาจะเริ่มมองเห็นใช่ไหมคะ คำตอบของเขาก็จะกว้างขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น แล้วก็รู้ว่าในโลกนี้ไม่ได้มีความต้องการของเขาเพียงลำพังเท่านั้น ยังมีความปรารถนาดีของพ่อแม่ ยังมีความห่วงใย แต่ทั้งหมดนี่เขาต้องค่อยๆคิดขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง ด้วยคำถามที่เรานำเสนอกับเขาไป ซึ่งเราเข้าใจว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา มันไม่มีมุมนี้นะคะ
จินดารัตน์ – ทีนี้ต้องถามผู้การว่า ผู้การสวมหมวก 2 ใบ 1. ในฐานะคนนึงในสังคม อาจจะเป็นพ่อแม่ อีก 1 ก็คือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน คือตำรวจนี่แหละค่ะ ถามหมวกใบแรกก่อน เห็นด้วยไหมคะ ในฐานะที่เป็นบุคคลในสังคมคนหนึ่ง
พล.ต.ต.ภาณุ – คือน้องวัยรุ่นนี่ ผมก็ผ่านชีวิตการเป็นวัยรุ่นมานี่ เขาคงต้องมีอะไรแสดงออกบ้าง ตอนเราวัยรุ่นสมัยก่อนมอเตอร์ไซด์ยังไม่มีขนาดนี้นะครับ อาจจะไปเตะฟุตบอลอะไร คือมีการออก
จินดารัตน์ – คือแสดงออก มีทางเลือก
พล.ต.ต.ภาณุ – ครับ ให้โชว์สาวอะไรบ้างแล้วแต่นะครับ หรือให้เพื่อนฝูงยอมรับบ้างนะครับ ความตื่นเต้นของชีวิตมีหลายแบบ ทีนี้ปัจจุบันสังคมเราก็มีพวกยานพาหนะนะครับ แล้วความกดดันของที่บ้านนี่ตอนนี้ผมว่าสูง ส่วนใหญ่ครอบครัวชั้นกลางหรือชั้นสูงก็ตามนี่ พ่อแม่ที่จะใส่ใจลูกก็น้อยนะครับ การพูดจาคือให้ตังค์ไปซื้อ ให้ๆไม่ค่อยสนใจกันตรงนี้ ความยอมรับที่บ้านอาจจะน้อยไปนะครับ ที่เขาชอบคือได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูง นี่สำคัญที่สุดเลย วัยขนาดนี้เพื่อนสำคัญที่สุด พ่อแม่นี่น้อยมากเลยนะครับ คราวนี้เขาจะแสดงออกโดยการไปรวมกลุ่มกัน แล้วบางทีเขาไม่ได้แข่งกันนะครับ ผมสังเกตดูบางคนขี่เป็นร้อยนะครับ ขี่โฉบไปโฉบมา เขาเรียกคุยเฮฮาสังสรรค์กันไปเรื่อย แข่งกันจริงๆก็อาจจะมีกลุ่มหนึ่งไม่เท่าไหร่
จินดารัตน์ – ที่ชอบความท้าทายจริงๆ
พล.ต.ต.ภาณุ – ครับ แต่ว่าการที่ออกไปพบพูดคุยกันนี่ ผมว่าสำคัญมากกว่า ทำยังไงจึงจะให้เขาไปในกรอบที่ดีนะครับ การแข่งขันที่ไม่ใช้ถนน จริงๆถนนนี่เขาสร้างมานี่เพื่อให้รถวิ่งในเวลาปกติ จะมีฟุตบาท มีเสาไฟฟ้า มีต้นไม้ข้างทาง แล้วอันนี้ก็ไม่เหมาะกับการแข่ง อีกอันหนึ่งคือถนนนี่ถ้าเราไปแข่งมันจะไปลิดรอนสิทธิของคนอื่นที่ใช้ถนนด้วย คนที่อยู่อาศัยข้างๆด้วย ผมก็ยังไงก็ไม่เห็นด้วยที่จะเอาถนนมาแข่งครับ ในแง่ของสังคมนะครับ ในแง่ของตำรวจนี่ ผมยังอยากให้มาตรการของตำรวจเป็นเหมือนมาตรการสุดท้ายดีกว่า ที่มารบกันน้องๆนี่อยากเป็นมาตรการสุดท้าย เพราะรบกันนี่ตำรวจก็จะรบแรงครับ
จินดารัตน์ – ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
พล.ต.ต.ภาณุ – ครับ รบแรง ก็การจับรถแข่งนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ตำรวจจับระดมโรงพักเดียวก็ไม่ได้ ระดมทีมเป็นร้อย ทั้งสอบสวน สายตรวจ จราจร สายสืบทั้งหมดเลยครับ
จินดารัตน์ – อย่างที่เคยเห็นข่าว จะจับกันทีนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย
พล.ต.ต.ภาณุ – เป็นร้อยเลย แล้วรวมเอารถบรรทุกมาด้วย เอามาช่วยกันหลายๆส่วน แล้วก็เวลาไปจับนี่ อันตรายมันเกิดทั้งหมดแหละครับ ทั้งน้องเอง ทั้งตำรวจเอง มันอันตรายหมดแหละครับ ตำรวจนี่ก็ตายก็มี ขาหักมีเยอะแยะ น้องๆเองก็เจอตำรวจก็มีอยู่ 2 ประเภท ฝ่าเลย มีช่องนิดเดียวก็จะไป หรือไม่ก็หลบกลับรถวิ่งสวนนะครับ อันนี้มันก็อันตรายไปหมดผมว่า ก็จริงๆอยากให้เป็นมาตรการสุดท้ายจริงๆ ที่จะจับกุม ก็ยังอยากจะยังไงผมก็สนับสนุนให้ใสนามแข่งนะครับ แต่ว่าสนามแข่งในความเห็นของผมน่าจะอยู่ใกล้ๆ ไม่ไกลจาก กทม. หรือชาน กทม.ก็ยังดี
จินดารัตน์ – แต่ไม่ใช่ใช้ถนนหลวงถูกไหมคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – ไม่ใช้ครับ สนามแข่งมันต้องมีอุปกรณ์หลายๆอย่าง มีบ่อทราย มียางกัน การเข้าสู่สนามแข่งชุดก็ต้องมีมาตรฐานหน่อยนะครับ มีหมวกกันน็อกทีดี มีสนับกันเข่ากันอะไร ซึ่งป้องกันอันตราย
จินดารัตน์ – เอาล่ะ ท่านเห็นด้วยว่าถ้าจะจัดให้น้องๆแข่ง มีสนามให้เด็กๆไปเลย ได้แสดงออก แต่ว่าต้องไม่ใช้ถนนหลวงถูกไหมคะ ชาวบ้านเขาเดือดร้อนกันเยอะ
พล.ต.ต.ภาณุ - ครับ
จินดารัตน์ – ทีนี้ถามน้องๆ ถ้าน้องเต้ น้องแมนนิดนึงว่า เวลาไปแข่งนี่ ประเภทที่ไปรวมกลุ่มกันมันมีกี่ประเภท คนที่ไปรวมกลุ่มกัน เห็นบอกว่าบางคนก็ท้าทายจริงๆ อยากแข่งจริงๆ อยากเป็นนักแข่งจริงๆ บางคนก็ไปแค่อวดสาว บางคนก็แค่รักสนุก เป็นยังไงคะ มีกลุ่มไหน ประเภทไหนบ้าง
เต้ – ก็แบบนี้ก็มีทุกประเภทแหละครับ บางคนก็ไปกับเพื่อนก็คือจะไปขี่รถเล่น ขี่ตากลม ไปขี่เล่นกันเรื่อยๆ ขี่ดูถนนไปเรื่อยๆ คุยกันไป บางทีก็ไปขี่ดูสาว ไปขี่เล่น ไปแบบขี่เพื่อไม่ให้อยู่ในซอย ไม่ให้อยู่ที่จำเจที่เดิมน่ะครับ ขี่กันไปเรื่อยๆรวมกลุ่ม
จินดารัตน์ – แค่ขี่รถกินลมถูกไหม ไม่ได้ประลองความเร็ว แล้วที่ประลองความเร็วมีเยอะไหมคะ
เต้ – ก็คือแบบว่าถ้าทำรถมาใหม่อย่างนี้ครับ อยากจะลองว่ารถตัวเองแรงหรือว่าไม่แรง ก็คือต้องลองกัน ลองกันเพื่อให้รู้ว่ารถตัวเองแรงหรือไม่แรง
จินดารัตน์ – ท้ากันกับเพื่อนนี่นะ เพื่อนในกลุ่มนี่
เต้ – ครับ
จินดารัตน์ – น้องแมนเคยแข่งกี่ครั้งคะ
แมน – ก็นับครั้งไม่ถ้วนครับ เพราะว่าศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
จินดารัตน์ – ทุกศุกร์ เสาร์ อาทิตย์เลยหรือคะ แล้วเต้ล่ะคะ เคยแข่งกี่ครั้ง
แมน – ผมแข่งมาตั้งแต่ 11 ขวบ
จินดารัตน์ – ตอนนี้ 18 แล้ว ถูกจับมา 3 ครั้ง ล่าสุดนี่โดนคุมประพฤติเลย แต่ 2 ครั้งแรกนี่ยังไงคะ
แมน – รอลงอาญาครับ
จินดารัตน์ – รอลงอาญาครั้งสุดท้าย ทำไมไม่เข็ดคะ ตั้ง 3 ครั้ง
แมน – ชอบครับ
จินดารัตน์ – ถามความรู้สึกนิดนึงคำว่าชอบนี่ ท่านรัฐมนตรีอ้างว่าอย่างนี้ ว่าเด็ก 10 คนที่เข้าไปหานี่บอกว่า ไอ้ความชอบความท้าทายหรือประลองความเร็วนี่ มันเลิกกันไม่ได้จริงหรือคะ
เต้ – ผมคิดว่าถ้ามีอะไรมาจูงใจให้เลิกได้ ก็คือน่าจะเลิกได้
จินดารัตน์ – อะไรบ้างที่เป็นแรงจูงใจให้เลิกได้
เต้ – ก็คือคนที่เรารักน่ะครับ
จินดารัตน์ – พ่อแม่
เต้ – ครับ คนที่เรารักทุกคนก็น่าจะทำให้เราเลิกได้ แต่ในตอนที่ผมแข่งก็คือ ตอนนั้นผมยังรักสนุกอยู่ ยังติดเพื่อนอยู่
จินดารัตน์ – ยอมรับไหมคะว่าคึกคะนองจริงๆ
เต้ – ยอมรับครับ
จินดารัตน์ – ไม่ได้คิดอะไร
เต้ – ครับ
จินดารัตน์ – เรื่องศักดิ์ศรีล่ะคะ เรื่องใหญ่ไหม
เต้ – ศักดิ์ศรีสำหรับผม ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะผมคิดว่าถ้าผมมีวันพลาด เขาก็ต้องมีวันพลาด
จินดารัตน์ – แค่คึกคะนองอย่างเดียวเลย
เต้ – ครับ
จินดารัตน์ – น้องแมนล่ะคะ แข่งเพราะอะไร
แมน – ก็คึกคะนองครับ ชอบครับ โชว์สาว ก็หลายๆอย่างรวมกันครับ
จินดารัตน์ – แล้วทำไมถึงเลิกได้คะ เลิกหรือยังเดี๋ยวถามก่อน
แมน – ตอนนี้เลิกแล้วครับ เพราะว่าตอนที่ผมอยู่ตรงนี้ แล้วผมได้กลับบ้าน ผมได้ทำอาสากู้ภัยกับเพื่อนครับ ก็ได้เก็บศพบ้าง จากรถแข่งบ้าง ชนบ้างอย่างนี้ครับ ก็ตัวเองไปแข่งก็รู้สึกขยาดครับ ตอนนี้ก็เลยเลิกได้ครับ
จินดารัตน์ – เต้ล่ะคะ ทำไมถึงเลิกได้
เต้ – ตอนนี้ผมไม่ค่อยได้ไปครับ นานๆจะไปดูที ก็ไม่เชิงเลิกครับ แต่ถ้ามีโอกาสก็คือก็ไปดู เพราะผมชอบ
จินดารัตน์ – อย่างเต้นี่อยากเป็นนักแข่งรถอาชีพเลยหรือเปล่า
เต้ – อยากครับ
จินดารัตน์ – ก็คืออันนี้แหละอยากเป็นจริงๆ แต่ไม่ใช่เพราะคึกคะนองอย่างเดียว ตอนนี้มันเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยากจะเป็นนักแข่งรถจริงๆ แต่ไม่อยากเสี่ยงแล้ว ถูกไหมคะ
เต้ – ครับ
จินดารัตน์ – พ่อแม่ว่ายังไง
เต้ – พ่อแม่ก็ไม่สนับสนุนครับ
จินดารัตน์ – รู้ใช่ไหมคะ
เต้ – รู้ครับ เพราะผมแอบไปทุกครั้ง
จินดารัตน์ – เคยแข้งขาหักกันบ้างหรือเปล่า
เต้ – ผมไม่เคยเลยครับ เต็มที่ก็ถลอกนิดหน่อย
แมน – มีครับ ก็รถล้มก็ข้อมือแตกครับ
จินดารัตน์ – ข้อมือแตกก็ไม่เข็ดก็ยังไป
แมน – ก็ไม่เข็ดครับ
จินดารัตน์ – น้องๆข้างหลังล่ะคะ เลิกกันหมดแล้วทุกคนหรือเปล่า ยอมรับมาเสียดีๆ ยังไม่เลิก เคยมีใครประสบอุบัติเหตุหนักๆไหมคะ
เด็กแข่งรถ – ผมครับ แข่งรถก็นี่แหละครับ ขาผมถึงหัก ขาตอนนี้ผมก็โก่งข้างนึงครับ
จินดารัตน์ – เข็ดไหมครับ
เด็กแข่งรถ – ตอนนี้ก็เลิกแล้วครับ
จินดารัตน์ – เลิกสนิทเลย ไปดูไปไหมคะ
เด็กแข่งรถ – ไปดูพูดถึงว่าผ่านผมก็แวะดูด้วยครับ
จินดารัตน์ – เคยคิดจะกลับไปขี่อีกไหม
เด็กแข่งรถ – ตอนนี้ผมก็บอกแม่ผมว่า ผมก็เลิกขี่รถไม่ได้หรอกครับ เพราะผมไปทำงานอย่างนี้ ผมก็ต้องใช้รถเหมือนกันใช่ไหมครับ ผมก็บอกว่ารถมันก็ต้องใช้คู่กับชีวิตประจำวันของผม แม่ผมก็บอกว่าก็เลิกได้ เลิกก็เลิกไปเลย เลิกแข่งไปเลย
จินดารัตน์ – แสดงว่าที่ไปแข่งซิ่งกันไม่ได้หมายความว่า พอชอบแล้วมันเลิกไม่ได้ถูกไหมคะ มันก็เลิกได้ทุกคนแหละ ถูกไหมคะ
เด็กแข่งรถ – ใช่ครับ
จินดารัตน์ – น้องๆที่ไปแข่ง คนไหนที่ไปแข่งด้วยใจรักจริงๆ ไม่ใช่เพราะความคึกคะนองมีไหมคะ ไม่มี ทุกคนยอมรับว่าด้วยความคึกคะนองจริงๆ ตอนที่บิดมันสุดๆเลยนี่ มันเร็วสุดๆเลยนี่ รู้สึกอะไรกันอยู่ คิดอะไรกันอยู่
เด็กแข่งรถ – คิดว่าเราต้องชนะครับ
จินดารัตน์ – ต้องชนะอย่างเดียวเลย ไม่กลัวตาย ไม่กลัวล้ม ไม่กลัวบาดเจ็บหัวร้างค่างแตกหรือคะ
เด็กแข่งรถ – ในวินาทีนั้นก็ไม่กลัวครับ ไม่รู้สึกว่ากลัวเลยครับ
จินดารัตน์ – แล้วตำรวจล่ะคะ กลัวตำรวจไหม
เด็กแข่งรถ – กลัวครับ สมมุติว่าถ้าไม่มีตำรวจมาร่วมสนุกกับเรา เราก็ไม่สนุกหรอกครับ
จินดารัตน์ – คือหมายถึงว่าตำรวจเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ถูกไหมคะ กระตุ้นต่อม ว่าอย่างนั้นเถอะ พอตำรวจมาแล้วนี่คึกหนักเข้าไปอีก
เด็กแข่งรถ – ใช่ครับ สนุกครับ
จินดารัตน์ – แล้วรู้ไหมคะ ว่ามันอันตราย เวลาที่หนีตำรวจ เคยมีเพื่อนที่เสียชีวิตหรือว่าบาดเจ็บหนักๆไหม
เด็กแข่งรถ – รู้ครับ รู้ว่ามันอันตราย แต่ว่าเราก็ต้องเอาตัวเรารอดไงครับ ชั่วโมงนั้นเราก็ไม่คิดอะไรแล้ว ตัวเราต้องรอดอย่างเดียว
จินดารัตน์ – สนุกเลยตอนนั้น ไม่กลัวโดนจับหรือคะ
เด็กแข่งรถ – กลัวครับ แต่คิดว่ายังไงก็เอาตัวเองให้รอดก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
จินดารัตน์ – คือตอนหนีนี่ยังไงก็ต้องเอาตัวให้รอดก่อน
เด็กแข่งรถ – ต้องเอาตัวเองให้รอดก่อนครับ แล้วก็หนี เพื่อนอะไรบางทีก็เดี๋ยวนัดไปเจอ เดี๋ยววนเดี๋ยวก็เจอกันครับ ประเด็นหลักตำรวจก็มีคือเราก็ต้องหลบหนีอะไรอย่างนี้ครับ หนีไป
จินดารัตน์ – แสดงว่าคือแข่งกันเฉยๆนี่ ไม่มีรสชาติเลย พอตำรวจมานี่สนุกเลยหรือ
เด็กแข่งรถ – มันก็ไปกันหมดทีเดียวอย่างนี้ บางทีมันก็แช่กันไปด้วย
จินดารัตน์ – แล้วน้องๆทุกคนคิดเหมือนกันไหม คิดเหมือนกันเลยหรือ
เด็กแข่งรถ – ต้องมีตำรวจถึงจะมันส์ครับ
จินดารัตน์ – น้องเต้กับน้องแมน คิดเหมือนเพื่อนๆไหมคะ
เต้ – ก็เคยเป็นบางทีครับ
แมน – เมื่อก่อนผมก็เป็นอย่างนั้นครับ ต้องมีตำรวจมาแจมซักหน่อย
ทิชา – เข้าทางเลย
พล.ต.ต.ภาณุ – คืออย่างนี้ครับ น้องๆเขาก็ดูศักยภาพของตำรวจเรานะครับ คือรถก็ค่อนข้างจะสู้น้องๆเขาไม่ได้หรอกครับ รถมันจะเก่าเยอะนะครับ จะไปแข่งจับก็อันตรายทั้งคู่ ตำรวจในการจับนี่ก็จะเป็นลักษณะว่าอยู่กับที่จับ สกัดจับอย่างนั้นน่ะครับ หรือไม่ก็ไปจู่โจมตอนที่น้องเขาหยุดกัน นั่นอย่างนั้นน่ะครับ ซึ่งถ้าไปไล่กันจริงๆไม่ทันหรอกครับ เขาก็เลยตื่นเต้น
จินดารัตน์ – เด็กๆขำเลยบอกคนแก่วิ่งตาม อย่างนั้นหรือเปล่าคะ
แมน – ประมาณนั้นครับ
จินดารัตน์ – ความรู้สึกอย่างนั้นเลยใช่ไหม
พล.ต.ต.ภาณุ – คือโอกาสที่เขาจะถูกจับนี่มันน้อยครับ เขาก็เลยจะมีความมันส์ของเขาในการหลบหนี
จินดารัตน์ – เหมือนกับรอดมาได้ทุกครั้ง
พล.ต.ต.ภาณุ – เป็นเหมือนอวดว่าสบาย ไม่มีทางทันอะไรอย่างนี้ครับ ก็ไปกันเรื่อยแหละครับ
จินดารัตน์ – มีหันมายิ้มเยาะเล็กน้อยด้วย
แมน –บางทีก็โบกมือให้ครับ
จินดารัตน์ – มีโบกมือให้พี่ตำรวจด้วย คือเป็นความรู้สึกของเด็กๆ คือพวกเราผู้ใหญ่ก็เข้าใจนะคะ ความคึกคะนอง ความสนุกสนาน แต่มันมีประเด็นหนึ่งก็คือ ท่านรัฐมนตรีพูดถึงว่า มันจะลดการมั่ว Sex ได้ มีไหมคะ พี่เคยได้ยินมาอย่างนี้ว่า เอาผู้หญิงไปด้วย นั่งซ้อนท้ายกันไป แล้วมาแข่งกัน แล้วพนันเหมือนกับยกผู้หญิงให้
แมน – ผมก็เคยได้ยินครับ
จินดารัตน์ – แล้วแมนเคยทำไหม
แมน – ผมไม่เคยทำครับ
จินดารัตน์ – เต้เคยทำไหม
เต้ – กลุ่มพวกผมไม่เคยมีใครเคยทำเลย
จินดารัตน์ – ในกลุ่มไปเคย แต่เคยได้ยินมา
เต้ – เคยได้ยินมาว่ามีครับ แต่ในกลุ่มผมไม่เคยมีใครทำ
จินดารัตน์ – แล้วแมนล่ะคะ
แมน – เคยได้ยินมาเหมือนกันครับ แต่ไม่เคยเห็นครับ
จินดารัตน์ – ไม่มีการยกผู้หญิงให้ พนันผู้หญิงไม่มี
แมน – ไม่มีครับ
จินดารัตน์ – น้องๆข้างหลังล่ะค่ะ เคยเห็นไหม
เด็กแข่งรถ – ไม่เคยเห็นแต่เคยได้ยินครับ แต่มีชัวร์ครับอย่างนี้
จินดารัตน์ – ยืนยันว่ามี
เด็กแข่งรถ – มีชัวร์ครับ
จินดารัตน์ – มีทุกสนามไหมคะ
เด็กแข่งรถ – ไม่จำเป็นต้องทุกสนามครับ แล้วแต่ผมเขาจะพนันผู้หญิงหรือไม่พนันอะไรอย่างนี้ครับ
แมน – แล้วแต่บางกลุ่มครับ
จินดารัตน์ – เฉพาะบางกลุ่ม แต่มันแพร่หลายถูกไหมคะ
แมน – ไม่ทราบครับ ในกลุ่มผมก็ไม่มีนะครับ
จินดารัตน์ – ในกลุ่มไม่มีนะ แต่ยืนยันว่ากลุ่มอื่นนั้นมีแน่ๆ และพนันเงินล่ะคะ
แมน – พนันเงินนี่ส่วนมากจะไม่ใช่พวกเยาวชน จะเป็นพวกร้านแต่งรถมากกว่าครับ ที่แบบร้านใครแรงกว่าประมาณนี้ครับ
จินดารัตน์ – มีไหมคะ ข้างหลัง มีพนันเงินไหมคะ ตอนไปแข่ง
เด็กแข่งรถ – มีครับ
จินดารัตน์ – เยอะไหมคะ
เด็กแข่งรถ – ก็หลักหมื่นขึ้นน่ะครับ ก็อย่างสมมุติผมทำร้านนี้ เพื่อนทำอีกร้านนึงอะไรอย่างนี้ ก็มาชวนกันครับ
จินดารัตน์ – เป็นตัวแทนของร้าน แล้วเงินของใครคะ
เด็กแข่งรถ – ก็คือในวงที่ร้านครับ ก็รวมกันให้ได้หมื่นนึง หรือหมื่นกว่าอะไรอย่างนี้ครับ
จินดารัตน์ – นั่นหมายถึงว่ากลุ่มนี้มา จะรวบรวมเงินกันในกลุ่ม ส่งตัวแทน 1 คนไปแข่งกับอีกกลุ่มหนึ่งที่มาจากอีกร้านหนึ่ง เป็นร้านแต่งรถหรือคะ
เด็กแข่งรถ – ครับ เป็นร้านแต่งรถเหมือนกัน
จินดารัตน์ – แสดงว่าร้านแต่งรถนี่ก็เป็นผู้ใหญ่สิคะ
เด็กแข่งขัน – ใช่ครับ
จินดารัตน์ – ผู้ใหญ่เขาก็ไปยืนดูไปยืนเชียร์กันอยู่
แมน – เจ้าของร้านก็ต้องไปครับ
จินดารัตน์ – เส้นไหนที่แข่งกันบ่อย
เต้ – เส้นกาญจนา - บางใหญ่ พระราม 5
จินดารัตน์ – พระราม 5 ที่ท่านรัฐมนตรีบอกนี่นะคะ เป็นถนนตรงๆเลย รถไม่เยอะ เวลาเลือกถนนนี่เลือกยังไง
เต้ – ก็ไม่เลือกยังไงครับ ถ้าขี่ไปเจอกลุ่มรถซิ่ง ก็วนไปกันไปวนกันมา แล้วก็มาจอดแข่งกัน
จินดารัตน์ – นัวเนียๆกันอยู่ แล้วก็มาท้ากัน
แมน – อย่างผมก็ขับไปเรื่อยๆครับ เจอตรงไหนจอดแข่งรถกันก็จอดแวะดูอะไรอย่างนี้ครับ
จินดารัตน์ – เราจะนัดกลุ่มของเรายังไงคะ ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์หรือ
เต้ – คือเขาจะรู้กันมานานแล้วครับ มันเป็นตั้งแต่รุ่นไหนต่อรุ่นไหนมาแล้วครับ เป็นกันนานแล้ว คืนวันศุกร์กับวันเสาร์นี่คือจะมีทุกวัน
จินดารัตน์ – กลุ่มหนึ่งมีประมาณซักกี่คนคะ
เต้ – แล้วแต่คะ
แมน – จำกัดจำนวนไม่ได้ครับ
จินดารัตน์ – ประมาณได้ไหมคะ
เต้ – 20 คนขึ้นไป
จินดารัตน์ – 20 คนขึ้นไป ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยไปร่วมกับเขานี่กี่คน
เต้ – ที่เส้นกาญจนา-บางใหญ่ก็คือเป็นพันคันเหมือนกันนะครับ
จินดารัตน์ – เป็นพันคันเลยหรือคะ
เต้ – ครับ ก็คือ 2 ฝั่งถนนมีหมด จัดแข่งกัน
จินดารัตน์ – แล้วน้องรู้ไหม ว่าตำรวจเขารู้หรือเปล่า
เต้ – รู้ครับ ก็ตำรวจก็ขับรถวน ก็ได้แค่ขับรถวน
จินดารัตน์ – ลุงแกไม่กล้าอย่างนั้นใช่ไหม ในใจคิดว่าลุงไม่กล้าหรอก อย่างนั้นหรือเปล่า
เต้ – ก็คือในใจคิดว่ารถมีเยอะแล้วหลายคัน เราคงไม่โดน
จินดารัตน์ – คือเพื่อนคงโดน เราคงไม่โดน
เต้ – ใช่ครับ
จินดารัตน์ – คือฟังเด็กๆเหล่านี้แล้วนี่นะคะ พอจะมองภาพออกเหมือนกัน แต่ทีนี้ลองมาถามดูว่า ถ้าแนวคิดแนวเสนอแบบนี้ เด็กๆเดี๋ยวพี่ถามก่อนว่าเห็นดีเห็นงามด้วยไหม ถ้าจะเอาถนนพระราม 5 เอาช่วงแรกก่อนที่ท่านรัฐมนตรีเสนอนี่ว่า ถนนพระราม 5 ระยะ 1 กิโลเมตร วันศุกร์ 4 ทุ่มถึงตี 1
เต้ – ถ้าตัวผมเองผมคิดว่าน่าจะมีสนาม เพราะผมก็ไม่อยากแข่งบนถนนเหมือนกัน ก็คือสังคมเขาไม่ยอมรับน่ะครับ ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน
จินดารัตน์ – คิดว่าในกลุ่มที่ไม่ได้มาวันนี้นี่นะคะ คิดเหมือนเราหรือเปล่า
เต้ – อันนี้ผมก็ไม่ทราบครับ
แมน – ส่วนตัวผมเอง ผมก็ว่าน่าจะมีสนามมากกว่าครับ เพราะว่าถนนบางทีคนจำเป็นต้องใช้ไปทางนี้ ไม่สมควรปิดครับ
จินดารัตน์ – แล้วตอนไปแข่งคิดอย่างนี้ไหม
แมน – ตอนไปแข่งก็ไม่ได้ปิดถนนนะครับ เพราะว่ามันจอด 2 ฝั่งครับ เราก็แข่งกันตรงกลาง รถก็ไปได้
จินดารัตน์ – แต่คนเห็นก็กลัวไม่กล้าไปกันแล้วล่ะใช่ไหม
แมน – เขาก็ไปกันตามปกติครับแต่เขาไปช้าครับ พวกผมก็แซงไป
จินดารัตน์ – แต่เห็นอย่างนั้นเป็นพี่ๆก็ไม่กล้าไปนะ ก็เลยกลายเป็นของเรา เป็นถนนของเรา เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไหมคะ
แมน – ก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้ทุกครั้งครับ คือเขาไปทางเดิมแต่เขาไปช้าลงครับ
จินดารัตน์ – น้องๆข้างหลังล่ะคะ ถ้าให้ยกถนนพระราม 5 ให้ 1 กิโลเมตรอย่างที่ท่านรัฐมนตรีบอก เอาไหมคะ ดีไหม
เด็กแข่งรถ – เอาครับ
จินดารัตน์ – ไม่มีตำรวจ เร้าใจหรือ
เด็กแข่งรถ – ก็เดี๋ยวมีมาเองครับ
จินดารัตน์ – ไม่ หมายถึงเขาบอกว่างานนี้ตำรวจไม่จับนะ ก็คือมีรถพยาบาลเตรียมรออยู่ มีปอเต็กตึ๊งกับมูลนิธิร่วมกตัญญูด้วย
เด็กแข่งรถ – ก็ดีครับ ก็เอาครับ
จินดารัตน์ – เอา ไม่ต้องหนีตำรวจแล้ว ก็ไม่สนุกสิอย่างนี้
เด็กแข่งรถ – ก็ไม่เป็นไรครับ ถนนนี้เป็นของพวกผม ผมก็วิ่งกันไปได้
จินดารัตน์ – น้องเชื่อไหมว่า พอมีแบบนี้แล้วนี่ น้องๆจะเลิกไปเสาะแสวงหาถนนหลวงที่จะไปแข่งกัน
เด็กแข่งรถ – ไม่ได้ครับ เพราะว่ารถมันต้องวิ่งไปตามถนนเรื่อยๆอยู่แล้ว จะมาจำกัดเขตมันก็ไม่ใช่ครับ
จินดารัตน์ – งั้นเอาอย่างนี้ ถ้ามีสนามแข่งอย่างที่เต้กับแมนบอก มีสนามเฉพาะให้เลยนี่ เอาไหมคะ
เด็กแข่งรถ – ถ้าพูดถึงก็ต้องเอาไว้ก่อนน่ะครับ
จินดารัตน์ – เอาไว้ก่อน แต่ก็จะยังไปถนนอื่นอยู่
เด็กแข่งรถ – ก็ใช่ครับ อาจจะเห่อช่วงแรกๆแต่ว่าหลังก็ไม่อะไร แต่ว่าเขามีมาให้เราก็ต้องเอาไว้ก่อนครับ
จินดารัตน์ – แต่ถ้าจะถามว่าเลิกไปแข่งบนถนนหลวงไหม ไม่เลิกแน่ๆ ถูกไหมคะ แล้วตอบแทนเพื่อนๆในแก๊งค์ได้ด้วย ว่าไม่เลิกแน่ๆเหมือนกัน
เด็กแข่งรถ – มันเป็นอย่างนี้มานานแล้วครับ เป็นลูกโซ่
จินดารัตน์ – ท่านรองคะ ฟังเสียงเด็กๆอย่างนี้แล้วรู้สึกยังไง ให้สนามแข่งก็เห่อช่วงแรกๆ
พล.ต.ต.ภาณุ – คือไม่ว่าจะเป็นสนามแข่งหรือแข่งบนถนนก็ตามนี่นะครับ การที่นำรถมาสู่สนามแข่ง หรือนำมาสู้ถนนบริเวณที่แข่งนี่ เขาก็ต้องมาจากบ้าน การมาจากบ้านนี่อดไม่ได้หรอกครับ คือเราจะประกันว่าแข่งบนถนนแล้ว จะไม่มีแข่งที่อื่น มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ฉะนั้นผมว่าเราคงต้องรื้อขนานใหญ่นะครับ รื้อตั้งแต่สังคมที่บ้านเลย จะทำยังไงถึงจะให้เขาไปแสดงออกอย่างอื่นที่ไม่ใช่แข่งรถน่ะ
จินดารัตน์ – ไม่ใช่แค่สนามให้เขา หาถนนให้เขาถูกไหมคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – ครับ ผมว่าตัวผู้ปกครอง พ่อแม่ หรือชุมชนนี่ต้องมีบทบาทอย่างมากเลยในการดูแลเรื่องนี้ ทำยังไงให้แสดงออกทางนี้ให้น้อยที่สุด เอาไปแข่งบอล ไปกระโดดร่มอะไรเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนั้นน่าจะดีกว่า
จินดารัตน์ – กีฬาเสี่ยงๆเหมือนกัน
พล.ต.ต.ภาณุ – เสี่ยงๆเหมือนกัน จับไปกระโดดร่มกับกองทัพอากาศเสี่ยงๆโชว์สาวได้เหมือนกัน
จินดารัตน์ – เอาไหมคะ แทนซิ่งเอาไหม
เด็กแข่งรถ – ไม่เอาครับ
จินดารัตน์ – ทำไมล่ะคะ ก็เสี่ยงท้าทายดีออก
เด็กแข่งรถ – มันไม่เร้าใจครับ
จินดารัตน์ – เคยลองแล้วหรือคะ
เด็กแข่งรถ – มันไม่มีความเร็วเหมือนรถ
จินดารัตน์ – เคยคิดไหมคะว่าขณะที่บิดอยู่ ถ้าพลาดขึ้นมาแค่เสี้ยววินาทีจะเอาชีวิตไม่รอดเอา
เด็กแข่งรถ – ตอนขับไม่คิดหรอกครับ
จินดารัตน์ – แต่ตอนนั่งคุยกับเพื่อนอย่างนี้คิดไหมคะ กลัวไหม เคยคิดไหมว่าถ้าวันนึงพลาดขึ้นมาทำยังไง
เด็กแข่งรถ – ก็เคยพูดครับ แต่เพื่อนมันบอกว่ากลัวทำไม เราก็ตามเพื่อนไงครับ ก็คึกคะนอง
จินดารัตน์ – เพื่อนบอกไม่กลัว เราก็เลยไม่กลัวไปด้วย
พล.ต.ต.ภาณุ – คืออย่างนี้ครับ เรื่องการสูญเสียนี่มันก็มีบ่อยๆ ไม่จำเป็นต้องหนีตำรวจก็สูญเสียได้ คือบางทีมันก็ขับเผลอไปชน Taxi ตายเลย พอตายปั๊บทางสมาชิกเขาจะรู้เอง เขาก็แยกย้ายไปหมดแหละครับ และคนที่เศร้าใจที่สุดคือพ่อแม่ มาหาตำรวจนี่ร้องไห้ร้องห่ม ผมก็สงสารตรงนั้นแหละครับ ทีนี้เราไม่ค่อยคิดกัน หลังเหตุการณ์นี่พ่อแม่น่าสงสารมาก รวมทั้งที่จับๆมานี่ ก็พ่อแม่มาโรงพักนี่ มาเสียค่าปรับ มาประกันตัวนี่น่าสงสารครับ ลูกบอกจะซื้อข้าวต้มบ้าง ไปดูหนังสือบ้านเพื่อนบ้าง น่าสงสารเขา ซึ่งเราคงต้องแก้ตรงนี้ ครอบครัวนี่แหละ
จินดารัตน์ – คือบางครอบครัวนี่เด็กๆไปแข่งซิ่งเองลืมนึกถึงใช่ไหมคะ ท่านผู้การ คุณทิชาล่ะคะ คุณทิชาฟังเสียงเด็กๆแบบนี้แล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันกล้าพูดเหมือนกับคุณผู้ชมทางบ้านอาจจะคิดเหมือนกันว่า งั้นวิธีนี้ก็ไม่ได้ผลสิคะกับการแก้ปัญหา
ทิชา – คือจริงๆคำตอบของเด็กๆในอารมณ์นี้นี่นะคะก็เหมือนกัน ว่ามันเป็นคำตอบที่โจทย์มันก็แคบเหมือนกัน เมื่อกี๊ท่านผู้การได้พูดแล้วว่า จริงๆถ้าหากว่าคำถามนี้มันขยายกว้างไปอีกว่า เขาลองลำดับดูว่าในวินาทีที่เขาบอกว่าคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะว่าความเร็วมันท้าทาย เราลองดูว่าถ้าหากว่าในวินาทีที่เขาคิดอะไรไม่ได้นั้น แล้วเขาก็ตายลงไปจริงๆ เขาลองลำดับดูว่ามีใครซักกี่คนที่จะเจ็บปวด เขาลองนึกดูซิว่าพ่อแม่จะมาดูเขาในยามที่เขาตายไปแล้วนั่นนะ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ความสูญเสีย ความเสียใจ พ่อแม่เขาที่จะต้องมางานศพของลูกที่อยู่ในวัยนี้ ซึ่งอยู่ในวัยที่กำลังงดงามนี่นะคะจะรู้สึกอย่างไร คือจริงๆแล้วนี่นะคะ บรรยากาศการถามแบบนี้บางทีมันก็ได้คำตอบที่เขาก็มีมุมที่แคบนะคะ
อย่างเช่นเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่บ้านกาญจนานะครับ ให้เด็กดูภาพมอเตอร์ไซด์ มีเด็กหนุ่มสาวขี่มอเตอร์ไซด์แล้วไปชนท้ายรถสิบล้อแล้วก็เสียชีวิต ศพก็กองกันอยู่ 2 คน แล้วเราก็เอาภาพนี้มาให้เด็กๆดู เราก็ให้เด็กๆลองเขียนจดหมาย คือความตายในนั้นมันเห็นชัดน่ะ ให้เขาลองเขียนจดหมายถึงพ่อแม่เขาซิว่า ระหว่างที่เขาอยู่กับเราที่บ้านกาญจนาภิเษก เขียนจดหมายไปถึงพ่อแม่ดูว่า พ่อครับ แม่ครับ ผมจะไม่ให้รถมอเตอร์ไซด์พรากผมไปจากพ่อแม่ เมื่อเราลองให้เขาคิดแบบนี้ เราก็เห็นแล้วว่าเขาก็คิดเป็น ก็รู้สึกได้ว่าเมื่อเขามีความตายเกิดขึ้นนี่ เขารู้ว่าพ่อแม่เขาจะเสียใจและก็มีความทุกข์ เพราะฉะนั้นการที่จะชวนให้เด็กคิดนี่นะคะ มันต้องการเวลาพอสมควร ต้องการการผลิตซ้ำหลายๆครั้ง และที่สำคัญมันเหมือนกับการต้องกลับไปตั้งหลักตั้งแต่ที่โรงเรียน ตั้งแต่ครอบครัวว่า เราได้เพิ่มต้นทุนความคิดแบบนี้ให้กับเด็กๆหรือเปล่า ว่าชวนให้เด็กๆเหล่านี้คิดว่า ในชีวิตของเขามันมีกี่มุมบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่มุมของเขาเพียงมุมเดียว
จินดารัตน์ – ไม่ใช่มีเขาเพียงคนเดียว
ทิชา – ใช่นะคะ ซึ่งถ้าหากว่าเราชวนเด็กๆคิดอย่างนี้บ่อยๆ เด็กๆเขาไม่ได้รู้สึกว่าผู้ใหญ่นี่ไม่รับฟังความคิดของเขา แต่ว่ามันเหมือนกับเขานี่ถูกฝึก หรือว่าเขาบ่อยครั้งที่เวลาคิดอะไรแล้ว ไม่อาจที่จะคิดเอาความต้องการของตัวเองได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าเราสามารถทำได้อย่างนี้ การอยู่ร่วมกันระหว่างเรากับเด็กนี่มันก็จะมีช่องว่างน้อยลง เขาไม่ได้รู้สึกว่าเขาถูกตัดความสนใจ เขาถูกตัดทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความปรารถนาของเด็กวัยรุ่นออกหมดเลย เราไม่ได้ตัด แต่ว่าเขาคิดเป็นด้วยตัวของเขาเอง แต่ว่าทั้งหมดนี้มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ท่ามกลางความว่างเปล่า มันต้องการกระบวนการ
กนิษฐา – อยากจะบอกว่าจริงๆเรานี่ไม่ได้เคยสอนลูกให้คิดที่จะเลือก ว่าถ้าไม่อย่างนี้มีทางอื่นไหม ถ้าไม่อย่างนี้แล้วนี่ล่ะ เราไม่เคยให้ตัวเลือกกับเด็ก อย่างแม้กระทั่งจะแต่งตัว พ่อแม่ก็บอกว่าเธอต้องใส่ชุดนี้ ซึ่งอันนั้นมันเท่ากับปิดกั้นความคิดของเด็กเลย ทำไมเราไม่บอกว่าเราจะไปที่นี่ เราควรจะแต่งตัวอย่างไร ลูกจะเลือกชุดไหน แค่นี้มันจะสอนคิดสำหรับเด็ก พื้นฐานเล็กๆอย่างนั้น หรือแม้กระทั่งการเลือกอาหารจะกิน หรือแม้การเลือกจะเรียน เราก็ยังต้องบังคับลูกที่จะต้องเรียนอย่างที่พ่อแม่ชอบ
จินดารัตน์ – คุณกนิษฐา เพราะฉะนั้นแต่เด็กๆเหล่านี้ โตขึ้นมาก็ไม่เด็กแล้วนะคะ 17-18 สายไปไหมคะที่เราจะกลับไปสอนเขาแบบนี่ใหม่
กนิษฐา – ถามว่าสายไหมนี่ ตัวเองคงตอบแทนเด็กไม่ได้ ดิฉันเชื่อว่าเด็กบางคนนี่ไม่สาย เพราะบางคนนี่เขาได้มีพื้นฐานมาเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเขายังไม่มีโอกาสที่จะเลือกหรือแสดงออกว่า เขามีความสามารถทางนี้นะ จริงๆแล้วเขาแค่ต้องการการยอมรับจากพ่อแม่ จากเพื่อน ซึ่งวัยนี้คือเพื่อนเป็นหัวใจใหญ่เลย ขอให้เพื่อนยอมรับ คราวนี้ถ้าเราสร้างค่านิยมในกลุ่มใหม่นี่ เราไม่ใช่มอเตอร์ไซด์เป็นเครื่องมือในการสร้างการยอมรับ แต่เราใช้ความสามารถอย่างอื่นในการสร้างการยอมรับแทนนี่ ซึ่งเป็นเรื่องของสังคมต้องช่วยกันทำ ไม่ใช่พ่อแม่กับลูกมาทำกัน 2 คน พ่อแม่ทำกับลูกแต่สังคมไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุน มันก็ไม่เกิดนะคะ เพราะฉะนั้นมันตั้งแต่เด็กเล็กๆ แต่เชื่อว่าวัยนี้มันก็ไม่ใช่สายเกินไป เพราะดูจากตาของทุกคนแล้วรู้ว่า ทุกคนพร้อมจะเป็นคนดี ทุกคนพร้อมจะทำเพื่อสังคม ไม่อย่างนั้นวันนี้เขาจะเปิดไฟให้เห็นหน้าเขาหรือคะ เพราะเขาอยากจะบอกว่าเขาพร้อมจะทำเพื่อสังคม แต่สังคมเปิดโอกาสให้เขาไหม เขาผิดแล้วไม่ใช่ผิดไปตลอดชีวิต ผิดเมื่อวานนี้ แต่วันนี้ทำถูกได้ แต่เราให้โอกาสเขาหรือเปล่า ให้เขาได้แสดงออกใหม่หรือเปล่า ใช่ไหมคะ
จินดารัตน์ – น้องๆข้างหลัง คนที่เริ่มต้นไปอยู่ในแก๊งค์ซิ่งมอเตอร์ไซด์นี่นะคะ มีปัญหาครอบครัวหรือเปล่า หรือว่าถูกชักจูงหรืออะไรคะ
เด็กแข่งรถ – ผมว่าไม่เกี่ยวกับครอบครัวนะครับ ผมว่ามันเกี่ยวกับเพื่อนมากกว่า แบบว่าเพื่อนออกได้ เราก็ต้องออกได้ ผมว่าการที่เราทำตัวผิดไม่น่าจะโทษครอบครัว เพราะว่าพ่อแม่ยังไงก็ต้องเตือนเราครับ แล้วมันดีไม่ดีก็อยู่ที่ตัวเรา ฟังไม่ฟังก็อยู่ที่ตัวเรานี่ครับ แล้วเพื่อนก็คิดไปถึงว่า ถ้าเราไม่ทำ ถ้าเราไม่ออกตามเพื่อนนี่ เราดูเหมือนคนที่
จินดารัตน์ – เข้ากลุ่มไม่ได้ ไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆถูกไหมคะ
เด็กแข่งรถ – ใช่ครับ ไม่ใช่อะไรๆก็อยู่อะไรกับพ่อแม่
จินดารัตน์ – คนอื่นๆล่ะคะ คิดเหมือนกันไหมคะ
เด็กแข่งรถ – คิดเหมือนกันครับ ก็อยู่ที่ตัวเราทุกอย่างครับ
จินดารัตน์ – แค่อยากให้เพื่อนยอมรับเท่านั้นเองหรือคะ
เด็กแข่งรถ – ใช่ครับ เป็นการโชว์ด้วยครับ ว่าตัวเองนี่แหละแน่อะไรประมาณนี้ครับ
จินดารัตน์ – เอาล่ะค่ะ คุณผู้ชมคะ พอจะมองเห็นภาพโดยสังเขปแล้วนะคะ เดี๋ยวช่วงหน้ากลับมามาดูกันว่า แล้วถ้าเด็กๆคิดว่าการยกพื้นที่ให้นี่นะคะก็ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา วิธีไหน ผู้ใหญ่เองคิดอย่างไร เด็กๆเองคิดว่าวิธีไหนจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ดีที่สุด พักกันซักครู่ก่อนค่ะ
*********************************************************
จินดารัตน์ – กลับมาช่วงสุดท้ายของรายการคนในข่าว เรากำลังพูดถึงแนวความคิดเรื่องของการจะเปิดถนนให้เด็กๆนักซิ่งมอเตอร์ไซด์ทั้งหลายได้ซิ่งกันอย่างอิสระ ในคืนวันศุกร์ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คุณวัฒนา เมืองสุข ตอนนี้นะคะเรากำลังพยายามคิดต่อท่านวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งตอนนี้อยู่ในสายแล้ว ท่านปลัดคะ สวัสดีค่ะ
วัลลภ – ครับ สวัสดีครับ
จินดารัตน์ – ท่านปลัดคะ ตกลงว่าวันนี้ทางกระทรวงตัดสินใจอะไรไปแล้วบ้างคะ
วัลลภ – อย่างนี้ครับ อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้บอกไปแล้วนะครับว่า เราก็อยากทราบความคิดเห็นของเด็ก อยากรู้ว่าเขาต้องการอะไร แล้วดูว่าสิ่งที่เขาต้องการนี่เราพอจะตอบสนองได้ไหม และก็ให้สังคมนี่ได้รับรู้ว่าสังคมนี่คิดยังไง เพราะเรื่องของสังคมวันนี้ ต้องเป็นเรื่องของทุกคนทั้งหมดต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ได้หมายความว่ากระทรวงไม่กล้าตัดสินใจ หรือกระทรวงไม่ตัดสินใจ แต่ว่าประเด็นก็คือว่า เราก็ถามคนในสังคม ถ้าสังคมเห็นว่าไม่ควรทำหรอก ก็เลิกก็แล้วไปนะครับ
จินดารัตน์ – ท่านปลัดคะ แล้ววิธีการถามคนในสังคมทำกันยังไงคะ
วัลลภ – ถึงที่สุดวันนี้นี่ เราจะมีการทำโพลนะครับทางวิชาการ ก็คือเราให้ทาง ม.เอแบคทำในเรื่องนี้ ถามความเห็นของคนในสังคมดูว่า สังคมคิดยังไง ว่าเห็นด้วยกับเรื่องเหล่านี้ไหม ถ้าเห็นด้วยนี่ควรใช้ที่ไหน เวลาที่เหมาะสมควรเป็นเวลาอะไรอย่างนี้นะครับ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็จบก็เลิกกัน
จินดารัตน์ – นั่นหมายถึงว่าถ้าผลโพลออกมา เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย จบเลย เรื่องนี่ไม่ต้องคุยกันอีก ถูกไหมครับ
วัลลภ – ใช่ครับ ก็ไม่ต้องคุยกัน เพราะว่าถ้าสังคมไม่เห็นด้วยเราจะไปทำไมครับ
จินดารัตน์ – แล้วในโพลนี่ต้องไปถามตำรวจ ถามพ่อแม่ด้วยไหมคะ
วัลลภ – ถามหมดทุกกลุ่มเป้าหมายครับ ก็จะถามให้ครอบคลุมนะครับ 1. กลุ่มเด็กแน่นอนนะครับ 2. กลุ่มคนที่ทำงานเรื่องนี้ 3. กลุ่มคนที่เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง 4. คนที่เป็นประชาชนพี่น้องชาวบ้าน ที่เขาสัมผัสกับเรื่องนี้ ว่าเขาคิดเห็นยังไง
จินดารัตน์ – เฉพาะในพื้นที่เขต กทม.และปริมณฑลหรือคะ
วัลลภ – ไม่ครับ ทำทั่วไปหมดเลยครับ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ว่าแน่นอนล่ะคงไม่ได้ทุกจังหวัด บางจังหวัดมีชัดเจน อย่างผมยกตัวอย่างที่นครนายกนี่คงไม่ต้องไปถาม เพราะว่าคงไม่มีกลุ่มต่างๆเหล่านี้ ก็จะถามในพื้นที่ที่คิดว่าจะมีปัญหาเรื่องนี้ครับ
จินดารัตน์ – ท่านปลัดคะ ใช้ระยะเวลาในการทำโพลนานแค่ไหนคะ
วัลลภ – 30 วันครับนับจากวันนี้ครับ
จินดารัตน์ – 30 วันเราจะมาดูผลโพลกันอีกครั้ง กลุ่มตัวอย่างบอกหรือยังคะว่ามีกี่กลุ่มตัวอย่าง
วัลลภ – ประมาณ 5000 ตัวอย่างครับ
จินดารัตน์ – ท่านปลัดคะ เอาล่ะค่ะ เดี๋ยวเราจะติดตามกันต่อ 30 วันนับจากนี้นะคะ ถ้าคนส่วนใหญ่บอกว่าไม่เห็นด้วย จบเลยนะคะ
วัลลภ – ครับ ก็จบ ก็ไม่ต้องทำ
จินดารัตน์ – ถ้าคนส่วนใหญ่บอกว่าเห็นด้วย ก็มาพิจารณากันใหม่ไหมคะว่า มีสนามแข่ง ประลองความเร็วกันโดยเฉพาะ หรือจะยกถนนเส้นไหนอย่างไร
วัลลภ – ไม่ครับ คือในแบบในตัวอย่างที่ถาม เราก็จะถามเลยว่าสถานที่ที่เหมาะสมควรเป็นสถานที่ไหน เวลาที่เหมาะสมควรเป็นเวลาอะไร ก็ค่อยมาคิดกันดูอีกที ถ้าสถานที่ที่เหมาะสมควรเป็นที่ไหน แต่แน่นอนครับก็ต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ ไม่ใช่เอาใตจแต่เด็กแต่ไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอื่น
จินดารัตน์ – ท่านปลัดคะ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการทำแบบนี้นี่ ดูเหมือนว่าคล้ายๆจะทำเรื่องกฎหมาย ขึ้นมาให้มันถูกกฎหมาย
วัลลภ – คืออย่างนี้ครับ ต้องเข้าใจนะครับว่าเจตนา ไม่ใช่ว่าเราจะเอาเรื่องที่ผิดกฎหมายมาทำให้มันถูกกฎหมาย ที่จริงท่านรัฐมนตรีก็ชี้แจงไปชัดเจน เช่น เรื่องยาบ้านี่ คุณจะไปเสพที่ไหนคุณก็ผิด แต่ว่ารถแข่งหรือว่ามวยนี่ มวยคุณชกในถนนหนทางในที่สาธารณะนี่คุณผิด แต่ถ้าคุณไปชกในสนามมวยนี่มันไม่ผิด โดยตัวของคุณเองมันไม่ผิดนะครับ รถก็เช่นเดียวกัน อยู่ก็มีสนามแข่ง มีสถานที่แข่งนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วนี่ต้องความเข้าใจกันนิดนึง เรื่องอะไรที่มันผิดกฎหมายอยู่ในตัวของมันแล้วเราไม่ทำ เช่นบอกว่าอย่างนั้นยาบ้ามาเสพอีกสถานที่นึงแล้วบอกไม่ผิดกฎหมายคงไม่ใช่นะครับ
จินดารัตน์ – ท่านปลัดครับ อย่างนี้จะไม่กระทบเรื่องกฎหมาย หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กหรือคะ
วัลลภ – แน่นอนครับ เรื่อง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กนี่ เราก็จะดูไม่ให้กระทบกระเทือน ผมเรียนอย่างนี้ครับ กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กโดยเจตนารมณ์ของกฎหมายนี่ก็บอกอยู่แล้วว่า เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็กนะครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าแข่งรถแล้วเพื่อประโยชน์สูงสุด เป็นประโยชน์กับเด็ก เราก็บอกว่าที่ทำอย่างนี้เพราะต้องการเซฟชีวิตเด็ก เขาอยากจะทำน่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่หาวิธีอื่นในการแก้ไข วิธีอื่นที่หาแนวทางแก้ไขก็จะไปด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นนี่มันก็ต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ใน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กพูดไว้ชัด ว่ากฎหมายฉบับนี้นี่เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็ก อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์เราจะไม่ทำ
จินดารัตน์ – แล้วจะมั่นใจได้ยังไงคะ ว่าวิธีการนี้จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด เพราะเมื่อซักครู่ถามเด็กๆ เด็กๆยืนยันอย่างนี้นะคะ บอกว่าถึงมีสนามให้ เป็นสนามความเร็วโดยเฉพาะเลย ให้ถนนหลวงไปเส้นนึง เขาก็จะยังไปแข่งบนถนนหลวงเส้นอื่นๆอยู่ดี
วัลลภ – เราบอกแล้วไง ถ้าสังคมเห็นว่าควรทำ แล้วถ้าทำให้แล้วยังไปทำอยู่ในที่สาธารณะอีก เมื่อวานท่านรัฐมนตรีคุยกับผมอยู่ด้วยนะครับ เราก็บอกว่าถ้ายังไปทำที่อื่นอีก นอกจากที่เราจัดการให้ ก็จะให้ตำรวจดำเนินการอย่างเด็ดขาด มีกติกากันไว้อย่างนั้น ถ้าเราบอกว่าเราทำให้แล้ว สมมุติว่าทำอาทิตย์ละครั้ง แล้วก็ยังไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีก ก็ต้องดำเนินการกันอย่างเด็ดขาดนะครับ
จินดารัตน์ – เอาล่ะค่ะ ท่านปลัดคะ ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ
วัลลภ – ครับ สวัสดีครับ
จินดารัตน์ – ท่านผู้การคะ แบบนี้นี่หนักใจไหมคะ กับการทำงาน
พล.ต.ต.ภาณุ – ค่อนข้างจะเหนื่อยนะครับ คือ ตำรวจก็มีหน้าที่ป้องกันน่ะครับ ป้องกันและก็ปราบปรามด้วยดีกว่านะครับ คือถ้ามีแข่งเจอก็ต้องจับ รวมกำลังจับได้ก็ต้องจับนะครับ มันก็รบกันไม่จบ
จินดารัตน์ – ยังไงท่านก็คิดว่ามีสนามประลองยังไงเด็กก็ไม่จบ
พล.ต.ต.ภาณุ – ไม่จบหรอกครับ เพราะว่ารถคือรถครับ อย่างนักมวยเขาแต่งตัวถึงจะไปชกได้ ชกบนถนนก็ชกไม่ได้อยู่แล้ว แต่รถก็คือรถ คือออกจากบ้านก็เป็นรถแล้วนะครับ ยิ่งแต่งแข่งยังไงออกก็ต้องไปแข่งครับ
จินดารัตน์ – ท่านผู้การกังวลอะไรบ้างคะ ปัญหาที่จะตามมา ถ้าแนวคิดนี้ผ่าน
พล.ต.ต.ภาณุ – คือผ่านนี่ผมคิดว่าอาจจะกลายเป็นการส่งเสริมด้วยนะครับ ส่งเสริมคนที่อาจจะไม่มีแนวคิดนี้ อาจจะคิดว่ามีสนามแข่งก็น่าจะไปลองดู
จินดารัตน์ – อาจจะเริ่มจากการไปดูก่อน ถูกไหมคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – ครับ แล้วก็พอมีสนามแข่งเป็นเรื่องเป็นราวนี่ การตกแต่งรถก็จะมากขึ้น ความแรงธรรมดาที่บางคนอาจจะเอาแค่รถมาตรฐานจากโรงงาน หรือจากอะไรมาแข่งกันโดยไม่แต่ง แต่พอมีสนามแข่งจะอีกเรื่องเลยนะครับ จะมีการแต่งรถ ประดับรถอะไรหลายๆอย่าง มันจะตามกันมาเยอะเลย แล้วสนามแค่นั้นไม่พอหรอกครับ สำหรับน้องๆใน กทม. นี่ ผมว่าหลายพันนะครับ ไม่ใช่แค่นี้
จินดารัตน์ – ท่านผู้การ ปัญหาเรื่องน้องๆไปรวมกลุ่มกันซิ่ง คือเป็นปัญหาหนักอกของตำรวจปัญหานึงเลยไหมคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – คือปัญหาของเราคือ เรานี่ได้รับการโทรแจ้งนะครับ ไม่ว่าจะหมายเลข 191 หรือ 1197 นี่ จะร้องมาตลอดเวลา แล้วก็การรวมกลุ่มของน้องๆนี่ ตอนนี้ไม่ค่อยเป็นเวลาแล้ว คืนศุกร์ คืนเสาร์ บ่ายวันอาทิตย์ก็มี
จินดารัตน์ – บ่ายก็มีหรือคะ กลางวันแสกๆนี่นะคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – เช้ามืดวันจันทร์ก็มี แล้วไปทั่วนะครับ อย่างที่น้องๆเขาว่าให้ตรงนี้ๆไม่ใช่นะครับ แถวดินแดงก็มีนะครับ ลานพระรูปยังมีเลย แถวสะพานพระปิ่นเกล้ากระจายไปทั่วนะครับ คือความเดือดร้อนที่พี่น้องประชาชนโทรมาแจ้งมันเยอะนะครับ
จินดารัตน์ – ความรุนแรงในเรื่องของอาชญากรรม เรื่องการมั่ว Sex เรื่องการค้าประเวณี
พล.ต.ต.ภาณุ – อันนั้นผมว่ามันไม่ใช่หลักหรอกครับ หลักคือความเดือดร้อนเรื่องอันตรายจากการใช้ยวดยานนะครับ และก็การประสบเหตุของน้องๆเขาเอง ความเดือดร้อนจากพี่น้องประชาชนที่อยู่ข้างทางจากเสียงของท่ออะไรพวกนี้มันก็มีเยอะนะครับ ที่ร้องเรียนก็จะเป็นเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่
จินดารัตน์ – แสดงว่าตัวเลขการจับกุมก็เพิ่มขึ้นทุกวันสิคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – ก็จริงๆตำรวจพยายามใช้มาตรการปรามเป็นหลัก อุปกรณ์ไม่สมบูรณ์ ขับรถประมาทหวาดเสียวก็จับกันทุกวัน คราวนี้การขยายด่านของเรานี่ปกติกลางวันจะเยอะนะครับ ในโอกาสต่อไปบอกน้องๆไว้เลย ว่าผมจะพยายามปรับด่านให้มาอยู่กลางคืนให้มาก ด่านตำรวจอาจจะต้องอดนอนมากขึ้น คืนวันศุกร์ วันเสาร์ก็มาอยู่กัน อาจจะต้องอดนอนถึงขนาดตี 4 ตี 5 ก็ต้องยอม เพราะเราตั้งด่านเที่ยงคืน-ตี 2 น้องก็ไปหลบแข่งตี 2 ตี 4 พอไปตั้งด่านตี 2 ตี 4 น้องก็ไปหลบแข่งตี 4-6 โมง มันก็ไล่ไปเรื่อยๆนะครับ แล้วการเคลื่อนที่ของพวกเขานี่เป็นกลุ่ม และก็สามารถเคลื่อนไปหาจุดอ่อนได้ตลอดเวลา ถ้าแถวกาญจนามีด่านเยอะ เขาก็จะหลบไปแถวพระราม 5 ถ้ามีด่านเยอะอาจจะหลบไปฝั่งพระนคร แถวเกษตร-นวมินทร์ ซึ่งการเคลื่อนที่ตรงนี้ การจับกุมของตำรวจค่อนข้างจะลำบากนะครับ คือทำต้องพร้อมกันหมดเลย แล้วตำรวจนี่เขาทำงานทั้งกลางวันกลางคืน จะไปเฝ้าทุกคืนคงไม่ไหวนะครับ อันนี้ต้องรับสารภาพตรงๆเลยครับ
จินดารัตน์ – ฟังแล้วน่าเห็นใจนะคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – ถึงเวลาทีก็ต้องระดมกันเต็มที่นะครับ แล้วการข่าวก็ต้องดีพอสมควร จะจับมากก็อันตรายน้องๆแหละครับ ตำรวจบางทีก็มีอารมณ์บ้าง
จินดารัตน์ – ก็เด็กๆทั้งนั้นเลย เยาวชนทั้งนั้น
พล.ต.ต.ภาณุ – ทำทีลูกหลานตำรวจก็มีนะครับ มีหมดแหละ
จินดารัตน์ – คุณทิชาเป็นห่วงเรื่องอะไร แล้วคิดว่าการแก้ปัญหาที่น่าจะถูกทางมากกว่าการปล่อยให้เด็กมีสนามประลองแข่งกัน
ทิชา – คือจริงๆสิ่งที่ยังไม่ได้พูดเลยนะคะก็คือโรงเรียน ว่าโรงเรียนนี่ถ้าคิดว่าการที่ทำให้เด็กเหล่านี้มีต้นทุนทางความคิดที่เพิ่มขึ้นนี่นะคะ มันน่าจะมีโรงเรียนเข้ามาเกี่ยวข้อง เราไม่ได้พูดถึงตัวละครที่สำคัญตัวนี้เลยใช่ไหมคะ เพราะว่าโรงเรียนจะเอาเรื่องนี้โยนให้เป็นประเด็นที่เด็กจะต้องขบคิด และก็ถกเถียงกันมากน้อยแค่ไหนนะคะก็น่าจะทำ แล้วที่สำคัญก็คือตัวละครที่เราก็ไม่ได้พูดเลย ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้พูดเลย ก็คือว่าผลประโยชน์ที่อยู่บนการแข่งรถนี่ มันก็เป็นตัวหนึ่งที่สนับสนุน และก็สร้างแรงจูงใจให้กับเด็กๆนะ
มันเหมือนกับว่างานนี้นี่มันมีผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งแสวงประโยชน์จากเด็กอยู่ ซึ่งทุกๆเรื่องในปัญหาเด็กและเยาวชน เราจะพบว่ามันมีผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ ซึ่งตรงนี้กฎหมายก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไร ใช่ไหมคะ อย่างในสนามแข่งทั้งหมดมันก็จะมีผู้ใหญ่กลุ่มนี้ ที่ไปต่อรอง ไปได้เงินใช่ไหมคะ เขาได้ทั้ง 2 ต่อ ส่วนหนึ่งก็คือได้จากการที่เด็กไปแต่งรถ และก็ได้จากการแข่ง แต่ว่าเสียชีวิตนั้นเด็กเป็นคนเสียนะ ซึ่งเรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้พูดเลย เราก็อยากจะให้ท่านได้ลองมองมุมนี้ด้วย ส่วนเรื่องของวิธีคิดของเด็กๆนี่ ตัวดิฉันเองเชื่อว่าถ้าเด็กนี่นะคะถูกย้ายมุมความคิดไปครบถ้วนเท่ากับทุกๆคนที่อยู่ในสังคมนี้ ดิฉันเชื่อว่าเด็กๆเปลี่ยนความคิดได้
จินดารัตน์ – เขาอาจจะถอยออกมา
ทิชา – ใช่ค่ะ ขณะที่เขายังไม่เปลี่ยนความคิดนี่ ดิฉันก็ไม่อยากให้สังคมประณามนะคะ ไม่อยากจะให้สังคมด่าทอ แล้วก็ขีดเส้นว่าพวกเขาเป็นพวกเด็กนรก หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ยอมรับกติกาของสังคม ดิฉันคิดว่าถ้าเราไม่เคยลืมวันคืนแห่งการเป็นเด็ก เราจะรู้ว่ามันมีข้อจำกัดในความคิด และการตัดสินใจจริงๆ เพราะว่าเราเป็นเด็กใช่ไหมคะ ดังนั้นอาจจะต้องช่วย และก็สังคมจะต้องวิพากษ์วิจารณ์เด็กๆด้วยความเมตตามากกว่านี้ด้วยนะคะ
จินดารัตน์ – คุณกนิษฐาล่ะคะ มีอะไรจะฝากไว้ไหมคะ
กนิษฐา – ก็ต้องมองในมุมของพ่อแม่นะคะว่า จริงๆแล้วพ่อแม่นี่เข้าใจลูกตัวเองแค่ไหน ลูกทุกคนนี่เป็นเหมือนอัญมณีของพ่อแม่ คุณเจียระไนเขาเป็นหรือเปล่า คุณมองเห็นมุมเหลี่ยมที่สวยงามของเขาไหม ทุกคนมีมุมที่ดีๆทั้งนั้น แต่บางครั้งพ่อแม่เองนี่ขาดความละเอียดอ่อนที่จะเจียระไนลูก ที่นั่งอยู่นี่มีข้อดีอย่างนี้ อย่างเต้นี่เขาอยากเป็นนักแข่งรถจริงๆนะอย่างนี้ ถ้าเราสนับสนุนให้เขามีการดูแลตัวเองอย่างดี ปกป้องตัวเองด้วยเครื่องเซฟตี้ต่างๆอย่างดีนี่ สนับสนุนให้เขาเป็นนักแข่ง เขาอาจจะเป็นนักแข่งที่มีชื่อเสียงก็ได้
แต่เราเจียระไนลูกเราไม่เป็นน่ะ ซึ่งก็คงต้องขอร้องให้พ่อแม่นี่มองลูก พิจารณาลูกดูแววตาเขาว่าวันนี้เขาไม่มีความสุขหรือเปล่า เพราะอะไร วันนี้เขากลับมาจากโรงเรียน ตาเขาสลดเศร้าหมองเพราะอะไร พูดคุยกับเขาไหม ได้ปลดปล่อยความทุกข์ใจเขาออกมาไหม มันละเอียดอ่อนค่ะ การเลี้ยงลูกไม่ใช่สักแต่เอาข้าวไปกิน เอาเงินไป เอาเงินค่าเทอมไปมันไม่ใช่แค่นั้น อันนั้นเป็นการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง บางทีเรายังอุ้มสัตว์เลี้ยงมากกว่าลูกเราเลยหรือเปล่านะคะ
จินดารัตน์ – น้องๆข้างหลัง ใครจะบอกได้บ้างว่าเลิกได้ มีไหมคะ
แมน – เลิกได้ เพราะว่าตอนนี้ผมก็เลิกแล้วครับ คือเลิกแข่งนี่เลิก แต่ว่าเลิกใช้จักรยานยนต์ผมว่าเลิกผมเลิกไม่ได้
เด็กแข่งรถ – ก็เลิกได้ครับ
เต้ – ผมก็ตอนนี้ก็เลิกได้ครับ แต่ว่าถ้าไปเจออีกก็คงห้ามใจไม่อยู่เหมือนกัน เพราะว่ามันก็เป็นมานานแล้ว
จินดารัตน์ – ขออภัยนะคะ ถ้าวันนึงต้องหัวร้างค่างแตก แขนขาหักจะเลิกได้ไหมคะ
เต้ – ก็สลดแค่พักเดียวครับ พอหายก็ไปต่อ
จินดารัตน์ – ท่านผู้การช่วยฝากเตือนน้องๆช่วงท้ายรายการว่า ตกลงผิดกฎหมายนะคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – ครับ ผิดกฎหมาย ยังไงคือถ้าแข่งตำรวจก็ต้องเจอกันน่ะครับ ก็มาตรการคงจะเข้มขึ้นเรื่อยๆน่ะครับ ในแง่ของตำรวจน่ะครับ แต่จริงๆผมอยากให้มาตรการของตำรวจน่าจะเป็นมาตรการสุดท้ายมากกว่า อยากให้ช่วยๆกัน พ่อแม่ผู้ปกครอง สังคมช่วยกันให้เต็มที่นะครับ
จินดารัตน์ – คือจริงๆถ้าจับเด็กได้แล้วรู้ว่าพ่อแม่สนับสนุนนี่พ่อแม่โดนด้วยนะคะ
พล.ต.ต.ภาณุ – โดนด้วยครับ ก็อยากให้เป็นมาตรการสุดท้ายดีกว่า แต่ว่าน้องๆเขาแข่งบนถนนก็ต้องเจอกันน่ะครับ ก็คงจะเข้มขึ้นเรื่อยๆครับ
จินดารัตน์ – คุณผู้ชมทางบ้าน เสียงส่วนใหญ่ที่โทรศัพท์เข้ามาในรายการเรา ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ มีเพียงแค่ร้อยละ 5 เท่านั้นเองที่เห็นด้วย บางคนเขาเสนอแนะมาอย่างนี้ค่ะบอกว่า ให้ไปปิดถนนหน้าบ้านรัฐมนตรีแล้วแข่งที่นั่นเลยจะดีกว่า วันนี้ขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ ลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ
***********************************************************


