xs
xsm
sm
md
lg

ปตท.งาบกำไรบนความทุกข์ บทเรียนรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้น

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

“ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” นักวิชาการทางด้านเศรษฐกิจ ร่วมสนทนาในสภาท่าพระอาทิตย์ (16 ส.ค.48) เผยผลประกอบการรวมครึ่งปีของ ปตท. กว่า 4 หมื่นล้าน ขัดกับที่ ปตท.เคยอ้างก่อนลอยตัวราคาน้ำมัน ว่าบริษัทขาดทุนจนรับภาระต่อไปไม่ได้ ชี้อันตรายจากการนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้น แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กน้อย แต่ผู้ถือหุ้นนั้นเป็นผู้ที่มีอำนาจกำหนดนโยบายของรัฐได้ ทำให้ผลประโยชน์แทนที่จะตกกับประเทศกลับไปตกอยู่กับคนกลุ่มน้อยเท่านั้น เตือนจะนำกฟผ.เข้าตลาดหลักทรัพย์ต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบมากๆ หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนเอื้อพวกเดียวกันไม่ต่างกับ ปตท.

คลิกที่ไอคอน Multimedia ด้านบนเพื่อฟังเสียงการสัมภาษณ์

รายการสภาท่าพระอาทิตย์ ประจำวันที่ 16 สิงหาคม 2548 ดำเนินรายการโดยสำราญ รอดเพชร และคำนูณ สิทธิสมาน



ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์


สำราญ – ครับ มาถึงช่วงสุดท้ายของเรา 2 คนนะครับ ก็จะเป็น 3 คนกับคุณปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ซึ่งอยู่ในสายนะครับ จะคุยกันถึวมิติทางเศรษฐกิจนะครับ วันนี้คุณปานเทพมีภารกิจอยู่ข้างนอกด้วย เลยต้องเข้าทางสาย ตอนนี้มาแล้วครับ

คำนูณ – สวัสดีครับ คุณปานเทพครับ

ปานเทพ – สวัสดีครับ คุณคำนูณ คุณสำราญครับ ต้องขออนุญาตคุณผู้ชมทุกท่านมาจัดรายการทางโทรศัพท์ เนื่องจากวันนี้ผมมาร่วมสัมมนานะครับ ในหัวข้อมุมมองทางวิชาการในการคดีในศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนะครับ

คำนูณ – ครับ ก็เป็นงานที่จัดขึ้นโดยศาลฎีกา

ปานเทพ – ครับ บรรยากาศน่าสนใจมากนะครับ เพราะคุณสนธิก็มีร่วมงานด้วยนะครับ และก็มุมมองจากนักวิชาการหลายคน ก็คงจะมาร่วมและก็ให้ความเห็นนะครับ ก็เป็นบรรยากาศที่น่าสนใจครับ โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งหลายคนก็ให้ความสำคัญอยู่ว่า ปกติแล้วมักจะมีส่วนที่สามารถที่จะครอบงำ ในส่วนของการดำเนินงาน การบริหารของประเทศนี่นะครับ องค์กรตรวจสอบและองค์กรวินิจฉัยอย่างนี้นี่ ถือว่ามีความสำคัญมากกับหัวข้ออย่างนี้นะครับ ทีนี้มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมถือว่าวันนี้ต้องมาคุยกัน ก็คือของน้ำมัน และก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะว่าวันนี้มีการพาดหัวในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ อยากจะให้คุณคำนูณและคุณสำราญลองช่วยดูพาดหัวผู้จัดการหน่อยครับ แล้วก็ดูว่าประชาชนนี่เขารู้สึกอย่างไรกับพาดหัวอย่างนี้ เขาหาดหัวว่ายังไงครับวันนี้ครับ

สำราญ – ผู้จัดการรายวันบอกว่า “ธุรกิจน้ำมันรวยเละ 2 หมื่นล้าน”

ปานเทพ – 2 หมื่นล้านใช่ไหมครับ ทีนี้คำนี้แหละครับทำให้ผมคิดว่า คำนี้ประชาชนในฐานะผู้บริโภครู้สึกอย่างไร กับผู้ค้าธุรกิจน้ำมันที่มีราคา ที่ได้กำไรอย่างมหาศาล

คำนูณ – รู้สึกไม่ถูกต้อง ไม่ยุติธรรม แล้วเวลาจะขึ้นน้ำมันแต่ละทีๆละ 40 สตางค์นี่ บริษัทน้ำมันเขาก็จะแถลงว่า โห นี่ยอมทนขาดทุนมานาน แบกค่าการตลาดมาเยอะ นี่จะเป็นประโยคซ้ำๆ แต่สุดท้ายแล้วพอผลประกอบการออกมา

ปานเทพ – ประโยคซ้ำๆแล้วเราก็ได้ยินอยู่เสมอนะครับ และก็ดูเหมือนว่าเราก็ต้องรับสภาพหรือเปล่า อันนี้ต้องมานั่งคิดกัน

คำนูณ – เราทำได้อย่างเดียวคือทำใจ

ปานเทพ – ที่ผมพูดก็คือว่า ราคาน้ำมันตอนนี้ 67 เหรียญ และมีแนวโน้มจะขึ้นไปเรื่อยๆนะครับ แล้วถ้าการกำไรที่มากกว่าปกติ หรือกำไรที่เกินควรนี่นะครับ ผมคิดว่ามันจะเกิดความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรมมากขึ้นเรื่อยๆอย่างที่คุณคำนูณพูดถึงนี่นะครับ ที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่า ผมไปดูงบดุลนี่นะครับปรากฏว่า รายได้เฉพาะของ ปตท.ที่มีการพาดหัวในวันนี้นะครับ อยู่ที่ประมาณ 2.26 แสนล้านบาท และก็มีธุรกิจเป็นสัดส่วนจากธุรกิจน้ำมัน 66% ก๊าซธรรมชาติ 22% โรงกลั่น 12% และก็รายได้ในส่วนนี้นี่นะครับต้องยอมรับว่า นี่คือในส่วนของไตรมาสที่ 2 แล้วนะครับ
ซึ่งไตรมาส 1 นี่ยังไม่ได้เป็นการลอยตัวอย่างเต็มที่ของราคาน้ำมันในประเทศ แต่ต้องยอมรับว่าไตรมาสที่ 2 นับเป็นไตรมาสแรกที่มีการลอยตัวราคาน้ำมัน ไปตามราคาท้องตลาดดังที่อ้างไว้นี่นะครับ ทีนี้ก็ปรากฏว่า ปตท.นี่นะครับมีกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 2 เฉพาะไตรมาสที่ 2 นะครับ ประมาณ 1.83 หมื่นล้านบาท ประมาณนะครับ ซึ่งก็เป็นอัตราการเพิ่มเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว ไตรมาสที่ 2 นี่นะครับ เพิ่มขึ้นประมาณซัก 30% โดยประมาณนะครับ
ทีนี้ไม่ใช่แค่นี้หรอกครับ เราอาจจะเห็นว่ากำไร 30% ก็เยอะแล้วนะครับ สำหรับธุรกิจในยุคนี้ จะประกอบธุรกิจอะไรให้ได้กำไร 30% นี่คงยากนะครับ บางธุรกิจก็อาจจะโดนปัญหาราคาต้นทุนเพิ่ม บางธุรกิจก็มีปัญหาความเสี่ยงต่างๆ บางธุรกิจก็มีปัญหาในเรื่องของการถูกคอร์รัปชั่นก็มี โดยหลักการแล้วนี่การทำกำไรถึง 30% ถือว่าสูงมากในไตรมาสเดียว ลองคิดดูนะครับว่าไตรมาสเดียว กำไรถึง 1.83 หมื่นล้าน หรือเกือบๆประมาณ 2 หมื่นล้านนี่นะครับ พอเทียบครึ่งปีแล้วตั้งแต่มกราคมถึงมิถุนายน 2548 นี่นะครับ ปรากฏว่า ปตท.กำไรทั้งสิ้น 44350 ล้านบาท 4 หมื่นกว่าล้านนะครับลองคิดดู แล้วลองคิดดูว่าถ้าทั้งปีจะกลายเป็นเท่าไหร่

คำนูณ – ปีที่แล้วเขา 6 หมื่นกว่าล้าน

ปานเทพ – ผมว่าปีนี้อาจจะเป็น 8-9 หมื่นล้านเป็นอย่างน้อยนะครับ และก็ผมคิดว่าถ้าเทียบกำไรครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว ช่วงเวลาเดียวกันนะครับ จะเห็นได้ว่า ปตท.นี่นะครับกำไรอยู่ที่ 2.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้นเอง นั่นหมายถึงว่า ปตท.วันนี้นี่นะครับมีการเจริญเติบโตและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 68.3% เทียบเวลาเดียวกันกับครึ่งปีแรกของปีที่แล้วนะครับ นั่นหมายถึงว่าเป็นอัตรากำไรที่สูงจริงๆ และก็กำไรส่วนใหญ่นั้นอยู่ในไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 หลังประกาศลอยตัวแล้วก็ยังกำไรเพิ่มขึ้นอีก 30% เทียบเวลากับช่วงปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น ปตท.กำไรมากแน่นอนนะครับ
ทีนี้เราก็จะเห็นคำชี้แจงจาก ปตท.ก่อนหน้านี้ว่า ค่าการตลาดติดลบอย่างที่คุณคำนูณว่านะครับ บางทีก็บอกว่าการลอยตัวนั้นแย่แล้ว จะทำให้ไตรมาสที่ 2 มีบางช่วงต้องขาดทุนด้วยซ้ำไป บางทีก็บอกว่าเรากำไรจากก๊าซธรรมชาติ ไม่ได้มีส่วนอื่น ตรงนี้เราก็รับฟังนะครับ แต่ว่าผมอยากจะหยิบยกอีกซักข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจเหมือนกัน คือการทำกำไรอย่างมหาศาล และก็ทำให้ผู้ถือหุ้นมีกำไรอย่างมากๆอย่างนี้นี่ ผมอยากให้ดูสินค้าคงเหลือหรือที่เรียกว่าสต็อกนะครับ
สินค้าคงเหลือในธุรกิจหลักๆอย่าง ปตท.ก็คงจะมีหลายส่วนนะครับ แต่ส่วนหลักๆก็คือน้ำมันแน่ๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สินค้าคงเหลือของ ปตท. ในปีที่แล้วนะครับ ในช่วงเวลาประมาณมิถุนายน 2547 คือปีที่แล้วนะครับ มิถุนายนนี่อยู่ที่ 9.18 พันล้านบาท ก็เป็นตัวเลขหนึ่งนะครับเพื่อให้เห็นตัวตั้งในปีที่แล้ว เวลาผ่านไป 1 ปีงบดุลออกมาปรากฏว่ามิถุนายน 2548 สินค้าคงเหลือของ ปตท.เพิ่มขึ้นไปเป็น 17360 ล้านบาท สูงขึ้นถึง 92.5% ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มที่สูงขึ้นมาต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ
ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็คิดว่าธุรกิจหนึ่งนะครับ ก็คงมีสิทธิที่จะทำกำไรอยู่แล้ว ไม่ว่าธุรกิจใดมีสิทธิที่จะสร้างสต็อกและก็ทำกำไรอย่างมหาศาล ผมก็คิดว่าเป็นสิทธิที่บริษัทมหาชนจำกัดกระทำโดยทั่วๆไปนะครับ เพียงแต่ว่าธุรกิจพลังงานนี่ มันเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ได้มีทางเลือกนะครับ นอกจากเราโดนการเก็งกำไร การปั่นราคาจากต่างประเทศแล้วนี่ ประชาชนโดยทั่วไปเขาคาดหวังครับว่า เขาจะบริโภคราคาน้ำมันที่เป็นธรรมตามภาวะราคาตลาดที่เหมาะสม หมายความว่าอะไรครับ หมายความว่าอย่างน้อยสิ่งที่คุณกำไรนี่ ต้องไม่ใช่การกำไรเกิดกว่าปกติที่พึงจะเป็น
ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าผมเห็นกรณีศึกษาประเทศหนึ่ง ซึ่งก็คือสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าเขาอยู่ในภาวะที่มีการบริโภคน้ำมันอย่างมโหฬารนะครับ มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างมาก และก็เป็นประเทศที่มีการนำเข้าน้ำมันอย่างมากด้วย แต่เขายังคงอัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 1.8% นะครับในวันนี้ แล้วอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 9 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับประเทศไทยวันนี้นี่เราบอกว่าเราเจริญเติบโตประมาณ 3% กว่า 4% โดยประมาณนะครับ อัตราเงินเฟ้อไป 5.3% อะไรคือความแตกต่างระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับประเทศไทย ผมว่าตรงนี้ก็น่าคิดครับ

สำราญ – อาจารย์ปานเทพครับ นิดเดียวครับ ถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้านนี่ สมมุติว่าปีนี้ ปตท. กำไร 9 หมื่นล้านนะ เส้นทางของเงิน 9 หมื่นล้านนี้นี่จะถูกแบ่งเป็นกี่ส่วนยังไง ไปไหนยังไงบ้าง เข้ารัฐกี่เปอร์เซ็นต์

ปานเทพ – โดยสัดส่วนนะครับ ก็จะเป็นธุรกิจน้ำมันประมาณ 66% เพราะว่าธุรกิจในเครือเยอะนะครับของ ปตท. ธุรกิจก๊าซประมาณ 22% โรงกลั่นประมาณ 12% นะครับ

สำราญ – เม็ดเงินจะไปอยู่ในกระเป๋าใครมากที่สุด

ปานเทพ – นี่แหละครับ ก็คงปฏิเสธไม่ได้นะครับ ว่าอย่างน้อยที่สุดเม็ดเงินนี่จะต้องตกอยู่ในบริษัท ปตท.นะครับ และ ปตท.ก็ต้องตกไปอยู่กับผู้ถือหุ้นของ ปตท. คือเทียบกับจีนให้ดูแล้วย้อนกลับมามองดูไทยนะครับ จีนนี่เขาสามารถดำรงอยู่ได้กับอัตราเงินเฟ้อ 1.8% ในภาวะที่ราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นนี่นะครับ เพียงเพราะว่าเขาคิดผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญนะครับ เขาทำอย่างไรครับ เขาไม่ได้ทำแบบเรานะครับ นำราคาน้ำมันเท่าไหร่ รัฐเข้าไปดูแลราคาน้ำมันอย่างนั้นไปเรื่อยๆ เปล่าครับ เขาใช้วิธีอย่างนี้ครับว่า เขามีการนำเข้าน้ำมันมากกว่าปกติ นี่เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดทั่วโลกเพิ่มขึ้นนี่นะครับ คือเขานำเข้ามามากกว่าปกติ เพราะคาดเล็งเห็นแล้วว่าอนาคตอันใกล้นี่ ราคาน้ำมันจะถีบทะยานสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นแล้วนี่เขากักเก็บน้ำมันเป็นสต็อก เพื่อควบคุมราคาต้นทุน แล้วปล่อยขายในราคาที่ไม่เอากำไรเกินควร นี่คือปรัชญาของรัฐนะครับ แต่ถ้าเป็นของเอกชน บริษัทจำกัดมหาชนนี่ จะคิดคนละอย่างกันครับ

คำนูณ – กำไรสูงสุด

ปานเทพ – เขาจะคิดอีกอย่างนึง คิดว่าเขาจะหาผลประโยชน์ให้ใครล่ะครับ ระหว่างประเทศกับผู้ถือหุ้น จะชั่งน้ำหนักกันอย่างไร

สำราญ – คุณสุนีย์ถามว่า ผู้ถือหุ้นใน ปตท.นี่มีใครบ้าง เท่าที่อาจารย์ปานเทยจำได้นี่

ปานเทพ – ก็เท่าที่จำได้ก็มีหลายส่วนนะครับ ก็มีแน่นอนครับปฏิเสธไม่ได้ มีทั้งพ่อค้าประชาชน และก็คนที่ใกล้ชิดกับนักการเมือง มีหมดครับ

คำนูณ – คือแต่เดิมเป็นของรัฐ 100% ในรูปของรัฐวิสาหกิจ อันนั้นก็คือปรัชญาของรัฐวิสาหกิจนั้นก็คือเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่ว่าต่อมาเมื่อมีการแปรรูปเป็นบริษัทมหาชนจำกัดนี่ ก็เฉือนหุ้นที่แต่เดิมเป็นของรัฐทั้งหมดออกไป 25% ใช่ไหมครับ เอาไปขายในตลาด อันนี้ก็คือพูดได้ว่าก็เป็นของประชาชนทั่วไป แต่จริงๆก็คือถ้าไปตรวจดูแล้วนี่ จะมีชื่อจริงชื่อปลอมบ้าง มีตัวแทนบ้าง อะไรต่อมิอะไรบ้างนี่ ก็ต้องบอกว่ามันเป็นของวงศ์วานว่านเครือของผู้มีอำนาจเสียจำนวนหนึ่ง

สำราญ – ก็ต้องเรียนคุณสุนีย์อย่างนี้ว่า คือรัฐยังถือหุ้นใหญ่นั่นแหละ แต่ว่าส่วนที่เฉือนไป 25-30% ตรงนั้นนี่ ซึ่งมันเยอะถ้าเงินเป็นแสนล้าน

คำนูณ – ไม่ใช่ของชาติทั้งหมดแล้ว ส่วนนั้นก็ไปเข้ากระเป๋าเขา

สำราญ – เป็นประชาชนกลุ่มเล็กๆตรง 25-30%

ปานเทพ – คือตรงนี้จะคาใจประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะในหุ้นจองของ ปตท. ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถจะซื้อหุ้นได้ง่ายๆ และก็วันนี้การเจริญเติบโต กำไรสุทธิของ ปตท.มันเพิ่มขึ้นมาก ทำให้คนจับตามองครับว่า เป็นการเอากำไรเกินควรหรือเปล่า และเมื่อถึงเวลานี่ ปตท.นี่นะครับซึ่งมีหน้าที่แต่เดิมนะครับ คือคอยถ่วงดุลในตลาดให้เกิดความเป็นธรรมในประเทศไทยนี่นะครับ วันนี้มีอีกภารกิจหนึ่งเพื่อไปแสวงหาผลกำไรให้กับผู้ถือหุ้น ทำเกินเพื่อประเทศแล้วผู้ถือหุ้นเขาจะคิดอย่างไร
ตรงนี้แหละครับคือความสมดุลที่ผมกำลังจะถามว่า ตกลงปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของประเทศนี่ ควรอยู่ที่ตรงไหน ปรัชญามันเปลี่ยนไปครับ และก็เปลี่ยนไปอย่างน่าเป็นห่วงนะครับ เพราะว่าธุรกิจพลังงาน ประชาชนไม่ได้มีทางเลือกมาก และก็การรวมกันของธุรกิจพ่อค้า ในส่วนของธุรกิจพลังงานนี่นะครับ จะเห็นว่าการเกาะกลุ่มกัน หรือการดำเนินงานกันนี่นะครับ มีการประสานกันอย่างเป็นระบบ ผมเชื่ออย่างนี้นะครับ และการเจรจาและการประสานกันอย่างเป็นระบบในเรื่องของราคา ซึ่งจะต้องถูกดึงไปก็ดึงทั้งระบบ ดึงขึ้นและดึงลงนี่นะครับ เราประชาชนจะตกเป็นผู้รับภาระแต่เพียงผู้เดียว

คำนูณ – ภาพที่เราเห็นกำไรอย่างน่าเกลียดของ ปตท.นี่นะครับ อีกไม่นานเราก็คงจะเห็นกับ กฟผ.ที่กำลังจะแปรรูปไปในลักษณะเดียวกันเช่นกัน

ปานเทพ – นี่แหละครับคือความน่าเป็นห่วง ที่ผมเป็นห่วงเพราะว่าเคยมีคนบอกว่าไม่เป็นไรหรอก การแปรรูปนี่เราแปรหุ้นส่วนน้อยเท่านั้นเองให้กับประชาชน ให้กับพันธมิตรร่วมทุน ไม่เป็นไรหรอก หุ้นส่วนใหญ่ยังอยู่ของรัฐ ไม่ต้องห่วงหรอก แต่ผมกลับว่าเป็นสิ่งที่น่าห่วงครับ มีอยู่ 3 ประเด็น ประเด็นที่ 1 ที่น่าห่วงก็เพราะว่า บริษัทจำกัดมหาชนละเลยผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรถ้าเกิดว่าจะไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้น เช่นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน และผู้ถือหุ้นจะรู้สึกอย่างไร ถ้าบอกว่าไม่เป็นไรหรอก รัฐยังถือหุ้นส่วนใหญ่ไม่ต้องห่วง ผมมีข้อที่ 2 ที่ตามมา ก็คือว่าจะลืมไปหรือไม่ถ้าเกิดกรณีสมมุติว่าผู้ถือหุ้นรายย่อย ที่บอกเป็นหุ้นรายเล็กนี่นะครับ หุ้นส่วนน้อยนี่ เป็นคนกลุ่มเดียวกันกับคนที่กำกับดูแล และคนบริหารองค์กรเหล่านั้น

คำนูณ – คนในแวดวงกิจการพลังงานน้ำมัน คนในแวดวงนักการเมือง ผู้ควบคุมนโยบาย

ปานเทพ – ก็นั่นแหละครับ ผมถามว่าถ้าพวกเขามีบทบาทที่สำคัญ แม้ถือหุ้นส่วนน้อยแถมยังได้มีโอกาสบริหารและกำกับกิจการหุ้นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำไป ถ้าเป็นคนกลุ่มเดียวกันนะครับ ผมคิดว่าตรงนี้จะน่าห่วง โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อยที่เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเอง มันจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน อย่าคิดว่าหุ้นส่วนน้อยทำอะไรไม่ได้ ไม่จริงครับ

คำนูณ – แล้วอันที่จริงถ้าเราพิจารณานะ เราไม่พูดถึงว่ามีวาระซ่อนเร้น มีความฉ้อฉลอะไรเลยนี่นะ ประชาชนที่จะสามารถเข้าไปถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้นี่ ก็ไม่ใช่ประชาชนระดับรากหญ้า

ปานเทพ – ไม่ใช่ครับ ก็เป็นคนกลุ่มนึงเล็กๆนะครับ แล้วถ้าสมมุติว่าปรัชญามันเปลี่ยน ว่าเป็นการแสวงหาผลกำไรให้กับผู้ถือหุ้น โดยที่หุ้นส่วนเล็กนี่นะครับ หุ้นส่วนน้อยนี่มีอำนาจครอบงำในฐานะของรัฐ เป็นคนกลุ่มเดียวกันแล้วนี่ อันตรายก็จะเกิดขึ้นได้ ตรงนี้ต้องระมัดระวังนะครับ เพราะกลายเป็นว่าคนที่ได้ประโยชน์ก็คือคนถือหุ้นส่วนเล็กๆเท่านั้นเอง ไม่กี่พันคนนี่แหละครับในประเทศไทย แต่ถามว่าคนที่เขาเดือดร้อนกันจริงๆนี่นะครับ คือคน 63 ล้านคนที่ต้องแบกรับภาระ วันนี้นี่ผมอยากให้ภาคประชาสังคมลงไปตรวจสอบ ในส่วนของการดำเนินกิจการที่น่าสงสัยว่าจะมีการเอากำไรเกินควรหรือไม่ ผมอยากให้ไปเพ่งดูไม่ใช่เฉพาะกำไรสุทธิ และ ปตท.มาแถลงว่ากำไรเฉพาะก๊าซธรรมชาติ เราไปลงทุนเพิ่มมากขึ้น ก็กลับมาถามว่าแล้วคนที่ได้ประโยชน์นี่คือใคร และที่สำคัญก็คือว่า สิ่งที่กำไรเหล่านั้นเป็นการเอากำไรเกินควรหรือไม่ อยากให้ไปดูสินค้าคงเหลือนะครับ ว่ามีองค์ประกอบใดบ้าง

คำนูณ – ตอนนี้นี่สถานภาพของ ปตท.นี่ ไม่สามารถจะมาทำหน้าที่ถ่วงดุลกับบริษัทน้ำมันต่างชาติได้แล้ว เพราะว่าถือว่าไปเป็นกลุ่มเดียวกัน

ปานเทพ – ใช่ครับ เพราะผมถือว่า ปตท.วันนี้เขามีหน้าที่อีกอย่างที่สำคัญ และก็ผมถือว่าวันนี้มันเป็นบทพิสูจน์นะครับ ตัวเลขที่มีกำไรอย่างมหาศาลนี่ ประชาชนรู้สึกครับ ว่าเรานี่กำลังถูกกระทำ และก็ถูกเอาเปรียบ โดยที่เราไม่มีทางเลือกอะไรเลย ผมจะห่วงมากกว่านี้ถ้าเป็น กฟผ. ถ้าการไฟฟ้าวันนี้ถูกแปรรูปเป็นบริษัทจำกัดมหาชน หลังจากนี้นี่เหตุการณ์ที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดก็คือ หุ้นส่วนน้อยนี่นะครับ เป็นคนกลุ่มเดียวกับคนที่กำกับดูแล หรือเป็นคนในรัฐเอง ตรงนี้ผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้น แล้วก็คิดว่าไม่สามารถจะมาอ้างได้ว่า รัฐยังถือหุ้นส่วนใหญ่อยู่ คิดว่าตรงนี้จะเป็นอันตายต่อระบบทั้งหมด และวันนี้ผมว่าทุกคนรอเวลาของงบดุลออกมา ว่าหลังแปรรูปแล้วเกิดอะไรขึ้น

คำนูณ – คือพูดง่ายๆก็คือ ผลดีผลเสียของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ สาธารณูปโภคนี่ ในที่สุดแล้วจะพูดอย่างไรก็ตาม แต่ของจริงนี่มันจะล่อนจ้อนออกมาตรงนี้แหละ ที่เห็นเป็นผลกำไรอย่างนี้แหละ

ปานเทพ – มันจะเห็นครับ มันจะเห็นสุดท้ายแน่นอนครับ ลองคิดดูสิครับ ถ้า ปตท.เมื่อก่อนเป็นรัฐวิสาหกิจ เงินลงทุนผมเชื่อว่าอย่าง ปตท.ทำธุรกิจมากำไรโดยตลอดอย่างนี้นะครับ เงินกู้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เอาล่ะวันนี้กระจายผู้ถือหุ้นออกไป คำถามก็คือว่าวันนี้นี่ ปตท.มีการทำกำไรอย่างมหาศาลนี่นะครับ ผมว่าคนทั่วไปนี่เขารู้สึกครับ

คำนูณ – กำไรอย่างนี้ซัก 2 ปี ถ้าเป็นของรัฐ 100% นี่นะ เอามาสร้างระบบขนส่งมวลชนได้สายหนึ่งเลยนะ

ปานเทพ – ใช่ครับ ลองคิดคร่าวๆดูนะครับ ตอนนี้ก็ 4 หมื่นล้านแล้ว ปลายปีก็เกือบๆ 8 ล้าน ซัก 2 ปีก็ 2 แสนกว่าล้าน ทำเมกะโปรเจกต์ได้หลายโครงการเลย

คำนูณ – แต่พอเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้วมาทำอย่างนั้นไม่ได้

ปานเทพ – ลองคิดว่ารถไฟฟ้าที่เรากำลังคิดกันอยู่ตอนนี้ประมาณ 5 แสนกว่าล้านบาท แล้วบอกว่ารัฐต้องไปกู้ กำลังถกเถียงกันอยู่ ลดการนำเข้า จะหาแหล่งเงินมาอย่างไร ยังไม่รู้จะติดปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาก็คือลองคิดกลับกันมันชัดเจนมากเลยว่า 2 ปีถัดไปโครงการยังก่อสร้างไม่เสร็จ ลองใช้เวลา 5 ปีสิครับ สมมุติว่ามีกำไร 8 หมื่นล้านต่อปี 5 ปีก็ 4 แสนล้านแล้ว ตรงนี้แหละครับแทบไม่ต้องทำอะไรเลย ตรงนี้แหละครับหลักปรัชญาตรงนี้ผมว่าต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ ว่าตกลงแล้วเราจะแปรรูปเพื่ออะไร และก็เพื่อใครอีกนะครับ

สำราญ – แล้วถ้าเราจะกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจแบบเดิมนี่ มีช่องทางหรือว่าวิธีการอย่างไรบ้าง ที่จะแก้กฎหมาย ยึดหุ้น ซื้อหุ้นคืนมาให้หมดเป็นของรัฐนี่

ปานเทพ – คือผมเชื่อว่าปรัชญาของรัฐบาลชุดนี้เดินไปไกลแล้ว จะให้รัฐบาลกลับไปซื้ออีกรัฐคงไม่ทำง่ายๆ ข้อแรกนะครับ ข้อที่ 2 สิ่งที่จะทำได้ก็คือส่วนของ กฟผ. ซึ่งบอกว่าจะเข้าตลาดหุ้นนี่นะครับ ผมคิดว่าจะต้องมาทบทวนกันครั้งใหญ่ ตกลงแล้วปรัชญาเราต้องการอะไรกันแน่ ผมเชื่อนะครับธุรกิจที่ดี มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว อย่าง ปตท.ก็ดี กฟผ.ก็ดีนะครับ ผมเชื่อนะครับอย่าว่าแต่ไม่จำเป็นต้องขายหุ้นหรอกครับ เพราะสุดท้ายมันก็ขายหุ้นออกไปเราก็ได้กำไรออกมาลดลง เพราะต้องปันผลออกมามากขึ้นนะครับ

สำราญ – เอาล่ะครับ ก็หมดเวลาพอดีนะครับ ต้องขอบพระคุณนะครับ

ปานเทพ – ครับ สวัสดีครับ