“สุเมธ” ยกพระราชดำรัสในหลวง แช่งผู้ว่าฯ “ใครทุจริตแม้นิดเดียว ขอให้มีอันเป็นไป” จวกพวกบรรดาศักดิ์ โชว์อีโก้ใช้รถนำ ชี้ชัดผิดกฎหมาย แนะรองผู้ว่าฯ ใช้พระคุณแทนพระเดช พร้อมเตือนผู้ใช้อำนาจมากพังทุกราย
วันนี้ (3 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน พัทยา จ.ชลบุรี ว่า ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้กล่าวบรรยายพิเศษในการประชุมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรเพื่อพัฒนาผู้นำการบริหารการเปลี่ยนแปลง จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในหัวข้อ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์ต้นแบบของการทำงานเพื่อประชาชน” โดย ดร.สุเมธ กล่าวว่า ก่อนอื่นขอให้รองผู้ว่าฯ ได้รู้จักสถานะของตัวเอง คือต้องเตือนสติตลอดว่าเราเป็นข้าราชการ เพราะเดี๋ยวนี้คำว่าซีอีโอ และคำอะไรอีกมากมายเข้ามาทำให้ลืมต้นกำเนิดเนื้อแท้ของคำว่าข้าราชการ ซึ่งรับงานจากพระองค์มาทำ ฉะนั้น ข้าราชการต้องปฏิบัติตามแนวทางที่พระองค์ทรงปฏิบัติ
“วันแรกที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ได้สัญญาว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ซึ่งพระองค์ทรงประกาศหลักธรรมาภิบาล หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Good Governance ซึ่งมีเพียง 5 ข้อ แต่ของพระองค์ถึงมี 10 ข้อ คือ หลักทศพิธราชธรรมที่มีมานานกว่าฝรั่ง 59 ปี และในฐานะที่เป็นข้าราชการจะต้องมีธรรม 10 ข้อนี้ คือ 1.ทาน คือการให้โดยไม่หวังผล 2.ศีล 3.บริจาค 4.อาชีวะ คือความซื่อสุจริต ซึ่งตัวนี้สำคัญ เพราะเป็นยารักษาโรคคอร์รัปชัน อย่าลืมว่าการโกงกินล้วนทำต่อหน้าพระพักตร์ทั้งสิ้น” ดร.สุเมธ กล่าว
ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า 5.มัททวะ การถ่อมตน ซึ่งพระองค์ทรงคุกเข่า และพับเพียบต่อหน้าประชาชน การเดินข้ามหัวกรุณาอย่าปฏิบัติ ขอจงจำไว้ว่ายิ่งใหญ่เท่าไร ยิ่งต้องก้มลงต่ำ เพราะปัญหา และผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ข้างล่าง 6.ตบะ ความเพียรอย่างแน่วแน่ตามเจตนารมณ์ 7.อักโกธะ ความไม่โกรธ ผู้ว่าฯ ว่าราชการแทนพระองค์ โกรธไม่ได้ ต้องนิ่ง เพราะความนิ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นใหญ่เป็นโต 8.อวิหิงสา ความไม่เบียดเบียน 9.ขันติ ความอดทน และ 10.อวิโรธนะ คือความเที่ยงธรรม ซึ่งทั้ง 10 ข้อนี้ทำได้ไม่ยาก และต้องปฏิบัติให้เป็นนิสัย ไม่ต้องให้ใครมาเตือน
ดร.สุเมธ ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในแต่ละครั้งว่าจะมีการเตรียมข้อมูลพร้อมแสวงหาทางออกของปัญหาอย่างมีเหตุผล นอกจากนี้ จะทรงทำประชาพิจารณ์อย่างรอบด้าน โดยจะถามประชาชนตลอด หากประชาชนไม่เห็นด้วย และมีเหตุผล พระองค์ก็รับฟัง พระองค์จะไม่ชอบคนประเภท เยส แมน อะไรก็ตามใจนาย ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าปัจจุบันโครงการใหญ่ๆ หน่วยราชการจะทำไม่ถูก ทำไม่เป็น เพราะปัจจุบันโครงการใหญ่ๆ จะประชาพิจารณ์แค่กลุ่มเดียว ทั้งที่การทำประชาพิจารณ์จะต้องทำรอบด้าน และไม่ใช่ศึกษาเสร็จแล้วค่อยมาถามว่าจะเอาหรือไม่เอา ขอย้ำว่าอย่างนี้ไม่ถูกต้อง ต่อไปนี้ข้าราชการจะทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้แล้ว จะต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทุกจุด ทุกระดับ
ส่วนการประเมินผลเคพีไอของ กพร.นั้น ดร.สุเมธ กล่าวว่า ก่อนที่ กพร.จะเปลี่ยนการประเมินผลแบบการใช้ความเจริญเติบโต หรือความร่ำรวยของจังหวัดเป็นตัวชี้วัดเพื่อให้รางวัลนั้น เคยบอกไปแล้วว่าไม่เห็นด้วย เพราะตรงนี้ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ว่าฯ เพราะหน้าที่ของผู้ว่าฯ คือการดูแลทุกข์สุขของประชาชน ซึ่งพระองค์ทรงเคยเน้นย้ำในเรื่องนี้กับผู้ว่าฯ ไปแล้ว แต่สังคมกำลังหลงคำว่า “รวย” สร้างความเจริญเติบโตอย่างเดียว และคำว่ารวยอย่างเดียวมันสร้างปัญหาสังคมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด คอร์รัปชัน จึงขอยกพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม คำว่าประโยชน์สุข เป็นคำที่ไม่มีคำแปลในภาษาอังกฤษ เพราะชาวตะวันตกเน้นแต่ประโยชน์ ความร่ำรวย ซึ่งสหประชาชาติก็นำเอาความร่ำรวยมาเป็นตัววัด โดยวัดจาก GDP ปรากฏว่าประเทศที่ร่ำรวยกลับทุกข์ รวยวัตถุ แต่ปัญหาสังคมสูงมาก ปีต่อมาเริ่มเปลี่ยนเปลี่ยนวิธีวัด โดยนำคุณภาพชีวิตของประชาชนมาเป็นตัวชี้วัด ซึ่งเป็นแนวคิดที่ช้ากว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไป 30 ปี
“สมัยที่มีการก่อการร้ายของคอมมิวนิสต์ รัฐบาลมีการอัดฉีดงบประมาณลงไปในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหา แต่มันกลับสวนทางกันโดยสิ้นเชิง เพราะยิ่งเทเงินลงไปเท่าไหร่ การก่อการร้ายมันยิ่งทวีคูณมากขึ้น เงินอย่างเดียวแก้ไขปัญหาไม่ได้ แต่ต้องให้เขาได้รับประโยชน์พร้อมกับความสุข และตราบใดที่เราไม่สามารถดึงประชาชนมาอยู่กับเราได้ พูดได้เลยว่าไม่มีทางแก้ปัญหาได้ อาวุธเป็นเครื่องป้องกัน แต่ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหา ฉะนั้นจะเห็นว่า พระองค์ทรงใช้คำว่า เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา โดยสมัยก่อนการข่าวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เราแทบไม่ต้องไปหา มันมาหาเราเอง เพราะประชาชนเข้าถึงเรา และเราเข้าถึงเขา ส่วนการพัฒนาต้องพิจารณาว่าประชาชนต้องการอะไร ซึ่งชาวมุสลิมจะยึดดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง เขาอาจจะไม่ต้องการอะไรมากมาย และคำว่า “อิสลามะ” แปลว่าสันติสุข” ดร.สุเมธ กล่าว
ดร.สุเมธ กล่าวต่ออีกว่า หลักการพัฒนาประชาชนนั้น อยากให้รองผู้ว่าฯ ยึดหลักภูมิสังคม โดยแยกออกเป็น 2 คำ คือ คำว่าภูมิ กับสังคม ภูมิคือ เข้าใจในพื้นที่ และภูมิประเทศ หน่วยงานราชการมีจุดอ่อนตรงที่ชอบทำอะไรทั่วทั้งประเทศ ไม่สอดคล้องกับภูมิประเทศของท้องถิ่นนั้นๆ ต้องออกแบบให้เฉพาะแห่ง ฉะนั้นจะเห็นว่าเมื่อทำไม่สอดคล้อง โครงการก็ไปไม่รอด ส่วนคำว่าสังคม คือ คน มนุษย์ต่างคนก็คิดไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประเพณี ค่านิยม หรือภูมิหลังของแต่ละบุคคล ฉะนั้น ผู้ว่าฯ ต้องปรับตัวตลอดเวลาให้เข้ากัน ไม่อย่างนั้นทำงานไม่ได้ ยกตัวอย่างการสร้างบ้าน ไม่ว่าจะตกแต่งยังไง สูงแค่ไหน แต่ฐานรากยังเหมือนเดิม ถ้าไม่ดูฐานรากมันก็จะพัง
“ทีนี้ก็ถึงคำว่ารู้รักสามัคคีที่ติดตามหน้าหน่วยงานราชการ ก็ต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “รู้รักสามัคคี” รู้ คือจะทำอะไรต้องรู้ก่อน ถ้าไม่รู้ก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร รัก คือความรักความเมตตา เอาสิ่งที่รู้ไปปฏิบัติให้ได้ และคิดว่าปัญหาแผ่นดินคือปัญหาของเรา เอาเป็นแรงกระตุ้น แต่ทำงานอย่าทำคนเดียว ต้องมีความสามัคคีด้วย จึงขอเตือนเรื่องการใช้พระเดชพระคุณว่า 2 คำนี้มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง พระเดชไม่ใช่ของเรา แต่มันถูกกำหนดขึ้นด้วยตำแหน่ง พระเดชมีตั้งแต่นายกฯ ถึงข้าราชการระดับล่าง เพราะมันติดมากับตำแหน่ง ซึ่งทุกคนต้องใช้อย่างเหมาะสมตามธรรมาภิบาล อย่าเผลอไปติดกับมันอย่างเด็ดขาด เพราะมันอันตรายมาก แต่พระคุณคือสิ่งที่เราสร้างขึ้น และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เองก็ทรงใช้พระคุณมาโดยตลอด ฉะนั้น ขอแนะนำให้สร้างพระคุณ เพราะหลังจากเกษียณพระเดชก็จะหมดลง จะมีสภาพเหมือนหมาตัวหนึ่ง แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือพระคุณที่ทำให้ประชาชนนึกถึง และคนเป็นใหญ่ มีอำนาจสูง จะใช้อำนาจนานไม่ได้ ถ้าใช้นานเมื่อไหร่พังเมื่อนั้น” ดร.สุเมธ กล่าว
ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า ทุกคนที่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พอเห็นแล้วก็ชื่นใจ ต่อไปขอให้มองอย่าเห็นเฉยๆ พยายามมอง และศึกษา แม้กระทั่งการนั่งพับเพียบลงบนพื้นดินก็ต้องนำไปปฏิบัติด้วย และขอร้องว่าอย่าแค่ได้ยินพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น ทุกวันที่ 4 ธ.ค.ทุกปี เริ่มเงี่ยหูฟังแล้วว่าใครจะโดนบ้าง แต่ขอให้ฟังและคิดตาม เพราะโดยส่วนตัวเวลาไปไหนไม่เคยเอาลูกน้องไป ไม่มี ทส.คอยตาม ไม่ต้องมีรถนำ เพราะผมยังไม่เป็นโรคอัลไซเมอร์ ทำไมต้องมีรถตำรวจนำ บางทีเขาจัดให้ เคยยกมือไหว้ว่าอย่าทำเลย รู้สึกกระดากอาย แม้กระทั่งเจ้านายบางทีท่านก็ไม่ทำ มีอยู่ครั้งหนึ่งในหลวงเสด็จฯไปอยุธยาโดยทรงขับรถด้วยพระองค์เอง ติดไฟแดงที่ประชาชื่นร่วมกันกับรถเมล์ข้างๆ ที่ผู้โดยสารหลับอยู่ตรงกับหน้าต่างของพระองค์ท่าน สักพักผู้โดยสารคนนั้นตื่นก็เห็นพระเจ้าอยู่หัวติดไฟแดงอยู่กับพวกเขาก็เฮกันมาดู ร่วมทุกข์ ร่วมสุขไปกับประชาชน ทั้งที่เป็นคนเป็นเจ้านายต้องยกเว้น แต่บางคนรีบก็ไม่รีบ รถก็ไม่ติด เห็นนายตำรวจอยู่คนหนึ่งเปิดไฟว๊อบแวบทำไมก็ไม่รู้ รำคาญลูกตา หรือเปิดไล่ควาย และตามกฎหมายเราไม่มีสิทธิใช้ แต่ถ้าใครอยากจะใช้ก็ใช้ไป” ดร.สุเมธ กล่าว
“พระองค์ทรงแช่งฝากผู้ว่าฯ ไปแล้วว่า “ใครทุจริตแม้นิดเดียว ขอให้มีอันเป็นไป พูดแบบนี้หยาบคาย แต่ก็ขอให้มีอันเป็นไป ถ้าหากใครสุจริตขอให้มีอายุร้อยปี ถ้าใครอายุมากอยู่แล้วขอให้มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้” และขอนำคำสอนพระราชทานมาให้ผู้ว่าฯ เอาไว้สู้วิกฤต โดยมีครั้งหนึ่งเคยหมดกำลังใจในการทำงาน พระองค์ทรงรับสั่งให้หาเหล็กมาสัก 2 กิโลฯ ซึ่งราคาไม่แพงประมาณ 20-30 บาท โดยท่านตรัสถามว่า “รู้ไหมว่าจะเอามาทำอะไร เราจะเอามาตีมีดดาบ โดยเอาเผาให้แดงแล้วตี” พระองค์ถามว่าถ้าเป็นเราถูกเผา ถูกตีจะร้อน จะเจ็บไหม และกว่าจะเป็นมีดดาบต้องถูกเผา ถูกทุบกี่ครั้ง แต่สุดสุดท้ายก็จะเป็นมีดดาบที่สวยและใช้ประโยชน์ได้ ถ้าใช้ไม่ดีก็อาจบาดมือได้ และถ้านำมาขายก็จะได้ราคาสูงกว่าที่ลงทุน จำไว้ใครผู้ใดก็ตามถ้าในชีวิตไม่เคยถูกเผา หรือถูกทุบ จะทำงานใหญ่ให้แผ่นดินไม่ได้ ผมจึงขอให้ทุกคนคิดว่ายามใดที่เจอวิกฤตก็แสดงว่ายามนั้นกำลังถูกเผาถูกทุบ แล้วจากนั้นก็จะกลายเป็นมีดดาบที่สวยงาม และราคาสูง” ดร.สุเมธ กล่าว


