xs
xsm
sm
md
lg

“ธีรยุทธ”อัด“เจ้าอาวาสแม้ว”มองอบายมุข-ฆ่าตัดตอนเป็นเรื่องว่างเปล่า

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“ธีรยุทธ” เปรียบรัฐบาลเป็นศาลาวัด-ยก “พระธรรมทักษิณ” เป็นเจ้าอาวาส เหน็บมีดวงตาเห็นธรรม แต่กลับมอง “อบายมุข-ฆ่าตัดตอน” เป็นเรื่องว่างเปล่า อัดซ้ำแกนนำเป็น “เกจิชื่อดัง” รื้อเสาศาลาวัดไปเสริมกุฏิของตัวเอง

วันนี้ ( 27 ก.พ.) นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดแถลงข่าวผลงานวิชาการการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสังคม วัฒนธรรม การเมือง ครั้งที่ 2 ของไทยหลังการเลือกตั้ง 2548 ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากการศึกษาเมื่อปี 2543 โดยระบุว่าภารกิจประวัติศาสตร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีมากกว่าประชาชนไทยคนใดในรอบ 50 ปี จึงควรตระหนักในภารกิจ และมีสติในการใช้อำนาจ และด้วยลักษณะของพรรคไทยรักไทยที่สอดคล้องเชิงโครงสร้างระหว่างอำนาจ ผลประโยชน์ และค่านิยมของคนไทย ทำให้ได้รับชัยชนะมาอย่างท่วมท้วน ส่งผลให้ขณะนี้ประเทศไทยเกิดระบบการเมืองใหม่ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองใหญ่ครั้งที่ 2 และยุคใหม่นี้ก็เป็นยุคเปลี่ยนชุด และเปลี่ยนผู้นำทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมด้วย พ.ต.ท.ทักษิณ มีอำนาจการเมืองที่เข้มแข็งในระดับที่มีโอกาสส่งผลให้สังคม วัฒนธรรมเปลี่ยนยุคสมัยได้ จึงควรตระหนักว่าตัวเองเป็นพลเมืองไทยคนเดียวที่จะมีบทบาทประวัติศาสตร์สำคัญยิ่งเช่นนี้

เป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์เหมือน"สฤษดิ์"
“จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ครั้งแรกเกิดขึ้นในยุคจอมพลสฤษดิ์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายด้าน มีการปฏิรูปราชการ มีการบริหารงานข้ามกระทรวง และหน่วยงาน สร้างค่านิยมวัตถุนิยม และการดิ้นรนด้วยตัวเอง โดยผลเสียจากระบอบสฤษดิ์คือ เกิดปัญหาศีลธรรม โรคเอดส์ ฯลฯ ค่านิยมอุปถัมภ์ในหมู่ชาวบ้านก็ยังแพร่หลาย นักธุรกิจ พ่อค้ายังต้องพินอบพิเทา ส่งส่วย และบรรณาการเงินใต้โต๊ะ เกิดคอรัปชั่นมากมาย ดีที่ประเทศเกิดเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 เกิดพฤษภาทมิฬ 17 พ.ค.2535 และการปฏิรูปการเมือง 2540 จึงช่วยเหนี่ยวรั้งทิศทางให้ถูกทิศทางและดีพอสมควร”นายธีรยุทธ กล่าว

นายธีรยุทธ กล่าวต่อว่า สามารถแบ่งได้เป็น 14 กรณีคือ 1.พื้นฐานเศรษฐกิจภาคเอกชนเข้มแข็ง มีการกระจายตัว เพราะหลุดจากการเกาะกินของเผด็จทหาร 2.สังคมมีฐานกว้าง หลากหลายขึ้นทำให้ตั้งรับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น โดยเปลี่ยนจากโครงสร้างศาลพระภูมิเสาเดียว ต่อยอดจากข้างล่างสู่บนไปเรื่อยๆ มาเป็นโครงสร้างฐานกว้างใจกว้างแบบศาลาวัด ซึ่งมีเสาหลายเสารับน้ำหนักโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้น 3. กระจายอำนาจโดยรวมดีขึ้น ชนชั้นล่างภูมิใจในอัตลักษณ์ หรือตัวตนของตัวเองมากขึ้น รักษาอำนาจการเมือง และสิทธิต่างๆ มากขึ้น การแบ่งแยกเป็นชนชั้นตามฐานะเศรษฐกิจ กิริยามารยาท และความรู้ลดน้อยลง เกิดสังคมข้อมูลข่าวสารที่ทำให้ประชาชนรู้เท่าทันสถานการณ์มากยิ่งขึ้น 4. เกิดประชาสังคมที่มีความเคารพซึ่งกันและกัน ทำดีให้กันมากขึ้น มีจิตสำนึกสาธารณะในเกือบทุกๆ ด้านอย่างจริงจัง 5. อดทนต่อความคิดแตกต่างได้ดีขึ้น ไม่เกิดการแบ่งขั้วทางความคิดสุดโต่งเหมือนอดีตจึงมีแนวโน้มไปสู่การปฏิรูปมากขึ้น

ชี้คนรุ่นใหม่-ยุคคลื่นลูกที่ 3 กุมอำนาจแทน
“6. คนมีข้อมูล และโอกาสทางเลือกมากขึ้น ซึ่งยังไม่ยกระดับเป็นสังคมเรียนรู้ที่ดีพอ 7.ความเสื่อมทางศีลธรรมยังมีสูง ช็อกทางศีลธรรมง่ายแต่ไม่แก้ปัญหาจริงจัง 8.ความเชื่อถือขององค์กร และสถาบันทางสังคมแย่ลง และเริ่มลามไปถึงสถาบันยุติธรรม องค์กรอิสระ แต่ยังยกเว้นสถาบันพระมหากษัตริย์ 9.การเหยียดหยามระหว่างวัฒนธรรมสูง-ต่ำน้อยลง ในด้านศิลปะ เพลง หัตถกรรม 10.ความสูงต่ำวัฒนธรรมตะวันตก-ไทยลดลง วัฒนธรรมฝรั่งถูกมองเป็นของธรรมดาๆ มากขึ้น 11. มีการยอมรับความสากลทางวัฒนธรรมมากขึ้น 12.มีการกระจายอำนาจวัฒนธรรมเชิงพื้นที่ และกลุ่มชาติพันธุ์ดีขึ้น 13.ชนชั้นล่าง ชาวบ้านเริ่มมีพลังต่อรองกับรัฐหรือชนชั้นสูงกว่ามากขึ้น 14.วัฒนธรรมเป็นเครื่องบ่งชี้พลังสร้างสรรค์ของสังคม โดยเปรียบเทียบชนชั้นกลางล่างและชนชั้นล่างไทยมีพลังสร้างสรรค์มากกว่าชนชั้นอื่นๆ”นายธีรยุทธ กล่าว

นายธีรยุทธ กล่าวต่อว่า ยุคทักษิณเป็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจและการเมืองพอดี โดยอำนาจนำทางความคิดอยู่ในมือเทคโนแครตรุ่นใหม่ ตระกูลนำทางธุรกิจเก่าสลายตัว คนรุ่นใหม่ยุคคลื่นลูกที่ 3 เข้ามากุมอำนาจแทน ผูกขาดสัมปทานทรัพยากรรัฐที่มีค่าสูงเช่นเทคโนโลยีกว้างกว่า กล้าเสี่ยงภัย และมีวิสัยทัศน์ ชนชั้นกลาง และชาวบ้านมีค่านิยมไปในแนวทางนิยมวัตถุ ความสำเร็จ ความเป็นตัวเอง ทำให้สังคมทั่วไปโน้มเอียงไปในแนวคิดแบบไทยรักไทย ขณะที่ ในทางการเมืองกลุ่มนำทางธุรกิจรุ่นใหม่ก้าวเข้ามามีอำนาจ สังเกตได้ว่าทายาทของทั้งนักการเมืองอาชีพ ทุนเก่า และเทคโนแครตเก่ากำลังเข้ามามีบทบาท การนำทางความคิดมีความขัดแย้งเป็น 2 ขั้ว ระหว่างผู้นำธุรกิจรุ่นคลื่นลูกที่ 3 ซึ่งก็มาจากคนยุค 14 ตุลา เช่นกัน โดยมุ่งนำสังคมไปสู่การเติบโตทางวัตถุและเศรษฐกิจแบบโพสต์โมเดิร์นขายทุกอย่าง กับกลุ่ม 14 ตุลาอีกพวกหนึ่ง ที่มุ่งชี้นำสังคมไปสู่แนวชุมชนนิยม การขยายสิทธิด้านต่างๆ ของประชาชน

อัด"ทรท."ทำทุกอย่างเพื่อความทับซ้อน
นายธีรยุทธ ยังกล่าวด้วยว่า ปัญหาของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกคือ เรื่องของความซับซ้อนในนวัตกรรมใหม่ๆ เรื่องของตลาดเงินตลาดทุนเป็นต้นโดยรัฐบาลของประเทศนั้นพยายามจะสร้างกลไกในด้านนโยบาย กฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาความซับซ้อนนั้น แต่ปัญหาของประเทศไทยคือการทับซ้อน โดยไทยรักไทยพยายามทำทุกอย่างเพื่อความทับซ้อน นักกฎหมายเขียนกฎหมายเพื่อสร้างความทับซ้อน ข้าราชการเลือกปฏิบัติและไม่ปฏิบัติตามกฎหมายกับบางกลุ่มไม่ปฏิบัติกับบางกลุ่ม นักการเมืองชอบคิดอย่างทับซ้อนมากกว่าซับซ้อน เป็นต้นตอสำคัญของการบิดเบือนกลไกตลาด ส่วนปัญหาสำคัญที่สุดคือทักษิณไม่มีศักยภาพ ไม่มีภูมิหลังครอบครัว ความสำเร็จในชีวิตที่เอื้อต่อการแก้ปัญหาทับซ้อน คอรัปชั่นในยุคไทยรักไทยจึงมีลักษณะกว้าง พัฒนาการตัวเองได้ไว สร้างภูมิคุ้มกันตัวเองได้เก่งที่สุด นักการเมืองไทยมีนวัตกรรมสูงสุดในด้านนี้ จึงเกิดคอรัปชั่นใหม่ๆ ขึ้น ส่วนใหญ่มีลักษณะบูรณาการ แต่มีลักษณะเด่นเพิ่มขึ้นหลายประเภท

“ตัวอย่างคอรัปชั่นประเภทใหม่ๆ อาทิ คอรัปชั่นเชิงนโยบาย คอรัปชั่นล่วงหน้า เนื่องจากอยู่ในอำนาจนาน สามารถวางแผนคอรัปชั่นได้ล่วงหน้าด้วยการลงทุนในบางกิจการไว้ก่อน แล้วกำหนดนโยบายภายหลัง คอรัปชั่นโดยกฎหมายด้วยการออกกฎหมายให้เอื้อต่อธุรกิจบางกลุ่มบางพวก อย่างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ข้อตกลงการค้าเสรีกับบางประเทศ คอรัปชั่นแบบการันตีประสิทธิผลอนาคต เช่น ถ้ากิจการไม่ประสบความสำเร็จก็เขียนข้อสัญญาให้ฟ้องรองได้ หรือตั้งอนุญาโตตุลาการให้เข้าข้างฝ่ายเอกชน เช่นกรณีค่าโง่ต่างๆ คอรัปชั่นแบบแลกเปลี่ยนระดับผู้บริหารรัฐ เหมือนกับประเทศพม่า จีน อินเดีย คอรัปชั่นแบบเปลี่ยนมือได้ เช่น สมมุติเอื้อประโยชน์ให้บริษัทโทรคมนาคมต่างประเทศ แล้วให้บริษัทเกษตรในกลุ่มของตัวเองไปรับประโยชน์ในประเทศนั้น จากนั้นค่อยมาตอบแทนกันระหว่างเกษตรกับธุรกิจของตัวเอง”นายธีรยุทธ กล่าว

"รัฐบาล-รากหญ้า"รุมกินโต๊ะประเทศไทย
นายธีรยุทธ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีการคอรัปชั่นทับซ้อนแบบหนักๆ เช่น เปลี่ยนสัญญาสัมปทาน กับคอรัปชั่นแบบแว้บๆ เช่น ลดค่าทางด่วน ลดค่าโทรศัพท์ สร้างถนน รถไฟ ย้ายสถานที่ราชการ เปลี่ยนวิธีประมูลเพื่อประโยชน์ประชาชน แต่ก็แว้บขึ้นมาได้ว่าตัวเอง และพรรคพวกก็มีกิจการโทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง ฯลฯ อยู่ในจุดที่จะได้ประโยชน์ด้วย คอรัปชั่นใหม่ๆ เหล่านี้ทำโดยนักการเมืองระดับสูง คอรัปชั่นแบบหน่อมแน้มคือ การกินสต็อก ค่าคอมมิชชั่น ค่าปรึกษาโครงการ ซึ่งอยู่ในแวดวงนักการเมืองเก่าที่ตกค้าง ชาวบ้านเองก็มองเห็นลู่ทางที่จะได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ ขณะนี้จึงเกิดการรุมกินบุฟเฟต์ประเทศไทยกันทั้งระดับรากหญ้าจนถึงระดับรัฐบาล และขณะนี้สังคมการเมืองไทยพัฒนามาถึงจุดที่ส่งผลสะเทือนถึงสถาบันสำคัญทุกสถาบัน พสกนิกรทั้งนักการเมือง ข้าราชการ ประชาชน ต้องช่วยกันระวังไม่ให้เกิดคอรัปชั่นสีดำจนกระทบกระเทือนสถาบันที่ทุกคนเทิดทูนจงรักภักดี

“รัฐบาลนี้เป็นยุคเผด็จอำนาจเบ็ดเสร็จแบบสีเทาซูเปอร์ชิลด์ ถ้ามีลักษณะถาวรจะทำให้ทับเส้น ทับซ้อนมีมาก จนเข้ามาแทนที่หลักแห่งความเป็นธรรม การที่สังคม ค่านิยม คุณธรรม ศีลธรรมคนไทยเป็นสีเทาไปหมด ย่อมบั่นทอนสภาวะทางสัญลักษณ์ของสังคมแห่งธรรมราชา เพราะสังคมที่จะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยหลักทศพิธราชธรรม โดยในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมา ประชาชนไทยเพิ่งเคยได้ยินกระแสรับสั่งแสดงพระราชกังวลในเรื่องคอรัปชั่นโดยตรง และได้เห็นองคมนตรี รวมทั้งบุคคลใกล้ชิดของสถาบัน ต้องออกมากล่าวคัดค้านการคอรัปชั่นด้วยการรณรงค์ให้เมืองไทยใสสะอาด”นายธีรยุทธ กล่าว

ยก"ทักษิณ"ขึ้นชั้นเป็น"เจ้าอาวาส"
ส่วนนโยบายเศรษฐกิจคู่ขนานของพรรคไทยรักไทยนั้น นายธีรยุทธ กล่าวว่า คือการเอื้ออาทรในระดับรากหญ้า และเอื้ออาธรรม์ในระดับบน สะเทือนลึกซึ้งเชิงสังคมต่อค่านิยม และคุณธรรม โครงสร้างแบบศาลาวัดมีหลายเสาค้ำจุน ที่สำคัญสุดคือเสาค่านิยมของชาวบ้าน เสาหลักคุณธรรมของสังคม เสาสถาบันสังคมต่างๆ แต่ปัจจุบันชาวบ้านถูกกรรมการวัด เปรียบได้เป็นข้าราชการ และนักการเมืองเปรียบได้เป็นเจ้าอาวาส และพระผู้น้อยผู้ใหญ่ ยุให้จัดงานวัด งานบุญ งานรื่นเริง ทอดกฐิน แห่เทียน กันมากกว่าที่จะสนใจพระธรรมคำสอน โดยระดับบน นโยบายเอื้ออาธรรมเกิดจากการที่เจ้าอาวาสวัดไทยารามได้เลื่อนขั้นจากชั้นเทพ เทวดาทักษิณ เป็นพระธรรมทักษิณ ดวงตามองเห็นธรรม ทุกๆ อย่างตั้งแต่ อบายมุข การฆ่าตัดตอน แบ่งแยกชั้นประชาชน บูรณาการการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศให้ประโยชน์เข้ากลุ่มพวกพ้อง การทับซ้อนต่างๆ เป็นความว่างเปล่า

“เป็นภาวะธรรมดา เสริมให้ผู้คนในหมู่บ้านมองว่า ทำดีเจ็บตัว ทำชั่วเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนเกจิอื่นๆ ของวัด เช่น หลวงปู่เหนาะ หลวงพี่สุ หลวงพี่สมศักดิ์ หลวงพี่พินิจธรรมาจารย์ หลวงพี่ห้อย แม่ชีสุ แม่ชีแดง ฯลฯ ไม่สนใจปรับปรุงเสา แถมยังรื้อบางเสาทิ้งหรือเอาไปเสริมกุฏิของตัวเองอีกด้วย เสาหลักที่ถูกรื้อไป คือ เสาคุณธรรม เสารากหญ้า เสาค่านิยม เสาสถาบันราชการสำคัญๆ เสาองค์กรอิสระ เสาพรรคฝ่ายค้าน ฯลฯ ชาวบ้านอาจเพลิดเพลินกับงานบุญ จนลืมดูว่ามีอะไรบ้างกำลังถูกรื้อทำลาย ในที่สุดถ้าพระไม่ยับยั้งตัวเอง ชาวบ้านไม่ยับยั้งตัวเอง ศาลาวัดจะพังโครมมาทั้งศาลา กลายเป็นวัดไทยสิ้นศรัทธารามได้”นายธีรยุทธ์ กล่าว

เตือนภาคสังคมรู้เท่าทันระบบ"ทักษิณ"
ส่วนระบบการเมืองใหม่ของไทยรักไทยนั้น นายธีรยุทธ กล่าวว่า ไทยรักไทยจะอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่ทำให้สังคม วัฒนธรรม มีความแข็งแกร่ง มีอิสระเป็นตัวของตัวเอง การมุ่งครอบงำทับซ้อนในทุกๆ ด้าน เป็นการทำลายประเทศ และประเทศจะอยู่ไม่ได้ ระบบการเมืองใหม่ของไทยรักไทยก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน โดยในส่วนของภาคสังคมเอง ก็ต้องขยายบทบาทให้ตามทันระบบทักษิณ เนื่องจากฝ่ายค้านไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้ จึงต้องเร่งยกระดับคุณภาพการตรวจสอบดุลอำนาจ สร้างความโปร่งใส ขยายสิทธิต่างๆ ของผู้บริโภคมากขึ้น เพราะปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคไทยรักไทยได้ขยายตัวเป็น 3 เท่า ภาคสังคมจำเป็นต้องขยายบทบาทของตัวเองอย่างน้อยให้ได้ 3 เท่า รวมทั้งต้องเปิดพื้นที่สาธารณะการในโต้เถียงเชิงวิชาการ สร้างสรรค์ในการตรวจสอบ และกดดันให้พรรคไทยรักไทย ต้องโต้ตอบในเชิงหลักการ และวิชาการยิ่งมากขึ้น

นายธีรยุทธ ยังกล่าวถึงข้อเสนอแนะต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคไทยรัดไทยว่า ควรเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียยุคสมัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับจอมพลสฤษดิ์ เพื่อนำพาประเทศให้ถูกต้อง เพราะสฤษดิ์มีเป้าหมายเป็นประเทศพัฒนา โดยการขายทรัพยากรขั้นปฐมภูมิ แต่ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการขายทรัพยากรทุติยภูมิ และตติยภูมิ เช่น การขายสินค้าวัฒนธรรม และบริการซึ่งเป็นสิ่งที่เหมาะกับประเทศ แต่ต้องระวังว่าจะไม่เป็นการขายอธิปไตย และเปลี่ยนกฎหมายยอมเสียอธิปไตยบางด้าน เช่น เศรษฐกิจพิเศษเพื่อแลกการลงทุน การขายทรัพยากรนามธรรม เช่น คลื่นโทรคมนาคม สิทธิทรัพยากรน่านฟ้า อากาศ สิทธิทรัพยากรทางทะเล ขายสัญญาระหว่างประเทศ เช่น FTA ขายอธิปไตยทางการเงินการคลัง

เหน็บอนาคตอาจเปลี่ยน"พระแก้ว"เป็นทุน
“ควรเปิดโอกาสให้สังคมได้วิพากษ์วิจารณ์ข้อดีข้อเสียของทุกนโยบาย เพราะไทยรักไทยพัฒนาทุนนิยมแบบโพสต์โมเดิร์น สมัยใหม่จนสุดขั้วทำทุกอย่างให้เป็นทุนจนโดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งในหลักเศรษฐกิจแบบนี้จะมองทุกอย่างไม่มีแก่นแท้ใดๆ ในตัว สิ่งต่างๆ ล้วนมีมูลค่า ถ้าระบบตลาดให้ราคา แม้แต่อำนาจรัฐ อธิปไตยของประเทศ ความเสี่ยงก็มีราคาได้ ไทยรักไทยพยายามทำทุกอย่างในประเทศให้มีราคาเอามาเป็นทุน เช่น เอาเครดิตคนจน ประมงชายฝั่ง ที่ตั้งหาบเร่แผงลอย การพนัน หวยใต้ดิน ทรัพยากรรัฐ อำนาจรัฐ กฎหมายรัฐ เช่น ตั้งซุปเปอร์โฮลดิ้งรัฐวิสาหกิจ ซึ่งแนวคิดเช่นนี้ถ้าปล่อยไปสุดขั้ว สักวันในอนาคตก็อาจจะมีคนคิดลามปามถึงกับขั้นแปลงพระแก้วเป็นทุน และที่ยกตัวอย่างนี้เป็นทุนก็เพราะตั้งใจกระตุกต่อมคิดของนักวิชาการ นักการเมือง ว่าถ้าใครจะเสนอเรื่องที่เกี่ยวกับการแปลงสำคัญในบ้านเมืองให้เป็นทุนบ้าง เพราะบางอย่างเสียไปแล้วเรียกกลับคืนมาไม่ได้ ก็ควรได้คิดกันอย่างรอบคอบจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องวิพากษ์ข้อดีเสียของทุกๆ นโยบายที่เกี่ยวกับเรื่องนี้”นายธีรยุทธ กล่าว

นายธีรยุทธ ยังกล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ อีกด้วยว่า ควรเข้าใจว่าสังคมไทยพัฒนาแล้ว เพราะมีทุนทางสังคม วัฒนธรรมสูง ต้องไม่ปิดกั้นการวิจารณ์ ตรงกันข้ามต้องมุ่งทำให้คนไทยเป็นนักจัดการ วิพากษ์ และสังเคราะห์ข่าวสารให้เป็นความรู้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ควรมีอคติต่อภาคสังคม วิชาการ อย่าลดทอนความสามารถในการสร้างสรรค์ของชนชั้นกลาง และชาวบ้าน อย่าลดทอนความเป็นสถาบันขององค์กรสำคัญอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสถาบันการเงินอื่นๆ ของรัฐ ดังเช่นที่เกิดปัญหาเละเทะกับธนาคารกรุงไทย ทั้งที่เพิ่งจะพ้นช่วงวิกฤตเหตุการณ์นี้ไม่น่าเกิด และอย่าทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมฐานกว้าง แต่ความคิดแคบ มุ่งไปในทางวัตถุ ความสุขสบาย อยากรวยเร็วอย่างเดียว รวมทั้งอย่าทำให้วัฒนธรรมเป็นเพียงวัตถุหรือสินค้า ซึ่งพรรคไทยรักไทยควรจะมีเป้าหมายการสร้างระบบเศรษฐกิจหลังสมัยใหม่ที่ถ่วงดุลไว้ด้วยความเป็นธรรม และมิติอื่นๆ ด้วย

กำลังโหลดความคิดเห็น...