xs
xsm
sm
md
lg

14 ก.พ. คือวันเสียตัวแห่งชาติจริงหรือ???

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

"คนในข่าว"คืนวันที่ 14 ก.พ. ถกประเด็น "วันวาเลนไทน์ วันเสียตัวแห่งชาติจริงหรือ?" ดำเนินรายการโดยจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ พร้อมแขกรับเชิญ 3 ท่าน ตบท้ายด้วยคำแนะนำดีๆจากสนธิ ลิ้มทองกุล

จินดารัตน์ – สวัสดีวันวาเลนไทน์ค่ะ คุณผู้ชมคะ รายการคนในข่าวในค่ำคืนวันนี้เราคงตกกระแสไม่ได้ เรื่องของวันวาเลนไทน์ที่หลายคนตอนนี้เริ่มเป็นห่วงแล้วว่า จะกลายเป็นเขาเรียกกัน ล้อกันเล่นนะคะ ว่าเป็นวันเสียตัวแห่งชาติหรือเปล่า เพราะว่าผลสำรวจจากเอแบคโพลออกมาล่าสุด ทำให้คนไทยโดยเฉพาะผู้ใหญ่นะคะ ตกอกตกใจกันเป็นแถวๆเลยค่ะ เพราะว่าพบว่าเด็กวัยรุ่น 1 แสนคนตั้งใจจะมีเพศสัมพันธ์วันแห่งความรัก และวัยรุ่น 7-8 หมื่นคนนิยมมีคู่นอนประจำ ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ที่สำคัญวัยรุ่นเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว 1-2 หมื่นคน ผ่านประสบการณ์สวิงกิ้งแล้ว

ข้อมูลที่ออกมานี่นะคะ หลายคนก็ไม่เห็นด้วย แต่บางคนก็บอกว่าเราคงต้องออกมายอมรับความจริงบางอย่าง เป็นปัญหาที่บางคนนั้นเขาบอกว่า แอบเอาไว้ หลบเอาไว้ในมุม ในซอกหลืบ วันนี้ถ้าหากว่าเรายอมรับความจริงแล้ว หันมาร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่แน่เหมือนกันค่ะว่าข้อมูลแบบนี้ต่อไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า อาจจะลดน้อยลง หรืออาจจะทำให้เด็กๆวัยรุ่นกลุ่มนึงที่เคยคิดว่า วันวาเลนไทน์นั้น จะเป็นวันที่ตัวเองจะต้องไปเสียตัวนั้นเปลี่ยนความคิดได้

วันนี้เราจะคุยกันในประเด็นต่างๆเหล่านี้ กับแขกรับเชิญของเราทั้ง 3 ท่านค่ะ ท่านแรกท่านระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดขอนแก่น ท่านเป็นนายกสมาคมเสริมสร้างครอบครัวให้อบอุ่นและเป็นสุข และเป็นประธานชมรมรักนวลสงวนตัวค่ะ และอีกท่านนึงนะคะ อาจารย์นคร สันธิโยธิน ถ้าคุณผู้ชมติดตามผลงานของอาจารย์ คงจะจำกันได้ว่า เมื่อหลายปีก่อนเคยเป็นประเด็นที่เราพูดกันในสังคม เรื่องของการสอนเด็กเกี่ยวกับเรื่องของเพศสัมพันธ์ อาจารย์เป็นที่ปรึกษาแนะแนวห้อง “กุหลาบขาว” ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยค่ะ

และอีกท่านนึงอาจารย์นพดล กรรณิกา อาจารย์สำนักวิจัยเอแบคโพลค่ะ สวัสดีค่ะ ทุกท่านนะคะ ขอบพระคุณค่ะที่มาคุยกันวันนี้นะคะ คงจะต้องมาถามเรื่องของเอแบคโพลก่อน ว่าทำสำรวจออกมาแบบนี้ ผู้ใหญ่เขาตกใจกันมาก คือ 1 แสนคนนี่มันไม่ใช่น้อยๆนะ ที่พร้อมจะมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์ ข้อมูลนี่อาจจะเรียกได้ว่าจะเชื่อถือได้อย่างไร กลุ่มตัวอย่างที่เอามาสอบถามกัน มาสำรวจกันเป็นกลุ่มตัวอย่างประเภทไหน อย่างไรคะ

ดร.นพดล – ก่อนอื่นต้องอนุญาตเรียนให้ทราบว่า คณะผู้วิจัยสำนักเอแบคโพลเราได้ดำเนินโครงการวิจัยเกี่ยวกับการเฝ้าระวังรักษา คุณภาพเยาวชนไทยเป็นประจำทุกปี ได้นำเสนอภาพทั้งทางบวกและทางลบในกลุ่มเยาวชน นั้นก็คือกิจกรรมที่พึงประสงค์และกิจกรรมไม่พึงประสงค์
แม้กระทั่งการนำเสนอผลในครั้งนี้ เราก็ได้นำเสนอผลสำรวจกิจกรรมที่พึงประสงค์ในกลุ่มเยาวชนด้วย แต่ว่าไม่ได้รับการตอบสนองในการเผยแพร่ สำหรับโครงการดังกล่าวนี้ กลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มเยาวชนอายุระหว่าง 15-24 ปี ในเขต กทม. เป็นกลุ่มเยาวชนทั้งในระบบการศึกษาและนอกการศึกษา ในสัดส่วนที่มีเยาวชนอยู่กลุ่มนึง เขาไม่ได้ศึกษาแล้วคือกำลังทำงานนะครับ

จินดารัตน์ – กี่คนคะอาจารย์คะ ในการสุ่มเก็บตัวอย่าง

ดร.นพดล – ในการสำรวจครั้งนี้ คณะผู้วิจัยกำหนดไว้ 1850 ตัวอย่าง แต่เมื่อลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูล รวมไปถึงกลุ่มเป้าหมาย พบว่าเราได้แบบสถานที่สมบูรณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1513 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 84 ของตัวอย่างทั้งหมด ซึ่งก็ถือว่ามีจำนวนที่มากพอในการวิเคราะห์ แต่ประเด็นที่น่าพิจารณาก็คือว่า สังคมบางส่วนอาจจะไม่เข้าใจในขนาดของตัวอย่าง ที่เห็นว่าเป็นตัวอย่างที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ว่าการเลือกตัวอย่างนี้ เป็นการเลือกออกมาจากกลุ่มประชากรเป้าหมาย โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ทางสถิติในการเป็นตัวแทนของประชากร

ดังนั้นผมยกตัวอย่างง่ายๆ มีคำอธิบายที่ค่อนข้างจะเกิดความเข้าใจชัดเจนขึ้นใน 2 ลักษณะ ลักษณะที่อธิบายอย่างง่ายๆก็คือว่า การทำการสามตัวอย่างหนึ่งเหมือนกับการชิมแกงหม้อใหญ่เวลาเราทำกับข้าว เราอยากจะรู้รสของอาหารในแกงหม้อนั้น เราไม่จำเป็นต้องตักมาครึ่งหม้อถึงจะรู้รส เราชิมเพียงแค่จำนวนหนึ่งเท่านั้น เราก็สามารถรู้รสของแกงหม้อใหญ่หม้อนั้นได้ อีกลักษณะนึงในการอธิบายก็คือ สมมุติว่าเรามีโรงงานผลิตสินค้าจำนวน 1 ล้านชิ้น แล้วทำการสุ่มตัวอย่างสินค้ามา เพื่อจะได้ตรวจสอบดูว่า มีสินค้าที่เสียจำนวนทั้งหมดกี่ชิ้น

เราไม่จำเป็นต้องเปิดดูสินค้าทั้งหมด 1 ล้านชิ้น แต่ทำการสุ่มออกมาทีละล็อตๆ แล้วทำการประมาณการในแต่ละล็อต แล้วเอาผลการประมาณการแต่ละล็อตมารวมเป็นภาพรวมทั้งหมดว่า สินค้า 1 ล้านชิ้น มีสินค้าเสียจำนวนทั้งหมดเท่าไหร่ อันนี้เป็นวิธีการสุ่มตัวอย่าง 400 ตัวอย่างถ้าเลือกจากรายชื่อของสินค้าโดยตรง ก็ถือว่ามีความเชื่อมั่นร้อยละ 95% บวกลบ 5 ในความคลาดเคลื่อน

แต่อย่างไรก็ตามมนุษย์ไม่ใช่สินค้า เพราะฉะนั้นมีความผันแปรของลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง ในเรื่องเพศ เรื่องอายุ เรื่องระดับการศึกษา การผันแปรดังกล่าวนี้มันมีค่าผลกระทบ และรวมไปถึงวิธีการสุ่มตัวอย่างก็ไม่ได้เลือกจากบัญชีรายชื่อของเยาวชนโดยตรง มีการสุ่มเลือกพื้นที่ เลือกเขตการปกครอง เลือกแขวง เลือกชุมชน แล้วลงไปถึงระดับครัวเรือน เพราะฉะนั้นด้วยหลายชั้นนี่ มันจะมีค่าผลกระทบความแปรปรวนเกิดขึ้น 400 ตัวอย่างจึงไม่เพียงพอ มีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นสูงขึ้น ในแต่ละชั้นที่เราสุ่มลงไป

ดังนั้นเราจึงมีความจำเป็นที่ต้องเพิ่มขนาดตัวอย่าง เพิ่มอย่างไร ก็เพิ่มโดยอาศัยตัวแปรในเรื่องความแปรปรวน และความคลาดเคลื่อนในแต่ละชั้นที่สุ่มลงไป ดังนั้น 1850 ตัวอย่างจะมาจากความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นในแต่ละชั้น เวลาทำการสุ่ม โยที่พยายามรักษาช่วงความเชื่อมั่นให้อยู่ได้ในร้อยละ 95 และความคลาดเคลื่อนนั้นอยู่บวกลบร้อยละ 5 เมื่อสุ่มลงไปแล้วนี่ เราจะต้องไปพิจารณาดูว่า โครงการใกล้เคียงกับโครงการนี้มีสัดส่วนของผู้ตอบร้อยละเท่าไหร่ แล้วเราก็นำมาประกอบเพื่อกำหนดขนาดตัวอย่างที่เหมาะสมกับโครงการ

จินดารัตน์ – ก็คือ 1513 ตัวอย่างนั้นสุ่มใน กทม. คนต่างจังหวัดเขาก็โวยนะคะ เขาบอกว่าอย่างนี้มาแทนเด็กวัยรุ่นในต่างจังหวัดได้อย่างไร เพราะว่าสภาพแวดล้อมหรืออะไรก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

ดร.นพดล – ครับ ผลสำรวจเรามีความชัดเจน เราบอกว่าสัดส่วนของเยาวชนนี่ไม่ใช่สัดส่วนของเยาวชนทั้งประเทศ แต่เป็นสัดส่วนของเยาวชนในเขต กทม. ที่พักอาศัยในเขต กทม. ตามทะเบียนราษฎร์มีอยู่ประมาณ 9 แสนกว่าคน ที่อยู่ตามในทะเบียนราษฎร์นะครับ แต่ว่า 1.2 ล้านคน มาจากทะเบียนราษฎร์ประกอบการการทำที่เราเรียกว่า ซีพีแอส ก็คือว่ามีการสำรวจเพื่อจะได้ประมาณการว่า มีคนที่แอบแฝงเข้ามาพักอาศัยอยู่ใน กทม. จำนวนเท่าไหร่ แล้วก็ได้ตัวเลขออกมาว่า ประมาณ 1.2 ล้านกว่าคน อันนี้เป็นกลุ่มประชากรเป้าหมาย การประมาณการก็ประมาณการเพื่อทราบสัดส่วนของเยาวชนที่คิดว่า จะมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์ที่เป็นตัวแทนของเยาวชนที่อายุ 15-24 ปี ทั้งในระบบการศึกษา นอกระบบการศึกษา ในเขต กทม. เท่านั้น

จินดารัตน์ – กลุ่มอายุไหนคะ ที่มีตัวเลขมากที่สุดใน 1 แสนคนนี่

ดร.นพดล – กลุ่มอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป จะมีสัดส่วนของผู้ที่คิดว่าจะมีเพศสัมพันธ์สูง แต่ว่าอายุยังได้บอกเท่าไหร่ครับ แต่ว่ามีบอกในเรื่องระดับการศึกษา คือกลุ่มที่อยู่ระบบการศึกษา นอกระบบการศึกษา ในการวิจัยครั้งนี้กลุ่มที่อยู่นอกระบบการศึกษามีประมาณร้อยละ 10 ครึ่งนึงของร้อยละ 10 หรือประมาณเกือบครึ่งนึงของผู้ที่ตั้งใจจะมีเพศสัมพันธ์ หรือประมาณ 5 หมื่นกว่าคน คิดว่าจะมีเพศสัมพันธ์ เขาไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาแล้ว มีงานทำ มีอาชีพของตนเอง มีครอบครัว แต่งงานแล้ว

จินดารัตน์ – ก็คือดูแลตัวเอง แล้วอาจารย์ถามไปไหมคะ ในแบบสอบถามถามไปไหมคะ ว่ากลุ่มที่ตั้งใจว่ามีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์ เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้วหรือยัง กี่ครั้ง อย่างไร

ดร.นพดล – ครับ มีการสอบถามก่อนว่า ก่อนที่เราจะถามถึงเรื่องวาเลนไทน์คิดว่าจะมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ มีตัวเลขออกมาว่า 3-4 แสนคนจาก 1.2 ล้านคน เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว จริงๆแล้วมันมีข้อมูลอยู่มาก ผมมีแบบสอบถามที่จะแสดงให้เห็น ในแบบสอบถามนี่จะมีการถามถึงเรื่องของระดับการศึกษา มีคำถามทั้งหมด 4 หน้าด้วยกัน มีคำถามที่ถามถึงว่า ขณะนี้พักอาศัยอยู่กับใคร พักอาศัยอยู่กับสามี ภรรยา หรือคนรัก นี่ก็แสดงว่าถ้าสามีกับภรรยาก็แสดงว่าเขาก็มีครอบครัวแล้ว ในการวิจัยครั้งนี้ ในประเด็นที่เป็นปัญหาคือว่า ตัวเลข 1 แสนมาจากไหน ตัวเลข 1 แสนมาจากคำถามที่ถามว่า ในวันวาเลนไทน์ คิดว่าจะทำอะไรบ้าง ก็มีอยู่มีในเรื่องของให้ของขวัญกับแฟนหรือคู่รัก ซึ่งเราก็นำเสนอไปที่สังสรรค์แฟนหรือคู่รัก ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีเพศสัมพันธ์

จินดารัตน์ – อันไหนมากที่สุดคะ

ดร.นพดล – ก็จะมีในเรื่องของการให้ของขวัญแฟนหรือคู่รัก แต่มีเพศสัมพันธ์เพียงร้อยละ 7.5 หลังจากประมาณการแล้ว ซึ่งเยาวชนส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะมีเพศสัมพันธ์ แต่สื่อไม่ได้นำเสนอทั้งๆที่เราได้นำเสนอผลทั้งทางบวกทางลบ แบบสอบถามยังมีการถึงกิจกรรมที่พึงประสงค์ด้วย เช่นการทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ออกค่ายช่วยสังคม เล่นกีฬาออกกำลังกาย ร่วมประชุมสัมมนาวิชาการ เข้าห้องสมุดค้นคว้าวิจัย ทำบุญตักบาตร ทำงานหารายได้พิเศษ พักผ่อนสังสรรค์กับครอบครัว ทำงานด้านศิลปะ แต่ว่าไม่ได้ถูกนำเสนอ

จินดารัตน์ – จริงแล้วในแบบสอบถามนี่ไม่ได้ถามว่าจะไปมีเพศสัมพันธ์หรืออะไรเท่านั้น ก็ถือถามเรื่องอื่นด้วย จะทำอะไรในวันวาเลนไทน์ อันนี้สื่อก็ไม่ได้ทำเสนอ เพียงแต่นำเสนอเพราะว่าตัวเลขมันออกมา มันดูแล้วมันน่าตกใจ ท่าน สว.คะ ดูตัวเลขวันแรกที่เอแบคโพล ที่สื่อนำเสนอนั้น รู้สึกยังไงบ้างคะ

ระเบียบรัตน์ – พอเห็นข่าวแล้วก็ตกใจ แต่เมื่อกี๊ฟังอาจารย์พูดบอกว่า ที่จะมีเพศสัมพันธ์แค่ 7.5% แล้วตัวเลขแสนนึงนี่มันมาได้ยังไงคะ ที่ตั้งใจว่าจะมีเพศสัมพันธ์

ดร.นพดล – 7.5% นี่เป็นสัดส่วนของการประมาณการขึ้นมา

ระเบียบรัตน์ – เป็นหลักการทางวิชาการ

ดร.นพดล – ครับ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เพราะผมคิดว่ามีนักวิชาการหลายท่านคงดูรายการนี้อยู่ ผังการสุ่มตัวอย่าง กว่าจะลงไปที่ตัวเยาวชนผู้ตอบแบบสอบถามผ่านชั้นไหนบ้าง เบื้องต้นเราแบ่ง กทม. เป็น 3 ชั้น กทม. ชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก ใน กทม.แต่ละชั้นนี่ก็จะสุ่มเลือกตัวอย่างเขตการปกครอง โดยคำนึงถึงความน่าจะเป็นที่ไม่เท่ากัน เพราะว่าแต่ละเขตจำนวนประชากรไม่เท่ากัน หลังจากนั้นจึงสุ่มเลือกตัวอย่างแขวง ด้วยคำนึงถึงความเป็นไปได้ทางสถิติอย่าไม่เท่ากัน เพราะว่าจำนวนแขวงมีสัดส่วนประชากรแตกต่างกัน และก็สมมุติตัวอย่างชุมชน ซึ่งมีอยู่ 1745 ชุมชน หลังจากนั้นจึงลงพื้นที่

ผมขออนุญาตแสดงให้เห็นว่า เวลาเราลงพื้นที่เจ้าหน้าที่ของสำนักวิจัยต้องลงไปวาดแผนที่ออกมาก่อน เพราะว่าหน่วยราชการนี่ไม่มีให้เรา ถ้าจะซื้อนี่ราคาหลาย 10 ล้านบาท เพราะฉะนั้นเราจึงต้องอาศัยการลงพื้นที่ เพื่อลงไปยังชุมชนตัวอย่าง และดูว่าชุมชนตัวอย่างนี้ มีจำนวนที่พักอาศัยทั้งหมดกี่ที่พักอาศัย ในโครงการวิจัยครั้งนี้ นอกจากทำในระดับครัวเรือนแล้ว ยังไปสอบถามที่พักอยู่ตามคอนโด ตามหอพักด้วย ซึ่งพบว่าในพื้นที่ดังกล่าวนี้ ตัวอย่างนี้มีจำนวนของที่พักอาศัย 342 แห่งด้วยกัน ที่มีคนพักอาศัยอยู่ หลังจากนั้นจึงทำการเดินลงไปในพื้นที่ดังกล่าวนี้ แล้วสุ่มตัวอย่างเพื่อหาดูว่าในพื้นที่นี้เราจะสุ่มมากี่ที่พักอาศัยกี่แห่ง ซึ่งในชุมชนนี้เราสุ่มมา 64 แห่งด้วยกัน

จินดารัตน์ – ก็คือพูดง่ายๆว่าจะคละกันไป ก็คือเอาความน่าจะเป็นที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าเจาะเฉพาะกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ อย่างที่นักวิชาการบางท่านบอกว่า ก็ไปเลือกเฉพาะเด็กที่มีความเสี่ยง อันนั้นไม่จริงๆนะคะอาจารย์

ดร.นพดล – มิได้ครับ

ระเบียบรัตน์ – เมื่อกี๊กลุ่มอายุ 15-24 นะคะ ก็จะเป็นการตอบคำถามใน 4 หน้าใช่ไหมคะ ในการตอบคำถาม 4 หน้าในสังคมไทย บางครั้งการกรอกแบบสอบถามนี่นะคะ จะไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไหร่นัก คือดิฉันเองบอกตรงๆ ตัวเลขนี้ออกมาบอกว่าวันนี้มีผู้ที่จะเสียสาวนี่เป็นแสน ข่าวมันออกมาแบบนั้น ก็มีความรู้สึกเลยว่าไม่น่าเชื่อ ว่าตัวเลขและข้อมูลตรงนี้ มันเป็นตัวเลขที่ออกมาได้อย่างไร

เมื่อกี้ฟังอาจารย์พูดในหลักวิชาการแล้ว ต้องยอมรับนะคะว่าการทำวิจัยคงต้องมีหลัก ทีนี้เราในฐานะคนที่ทำงานให้กับสังคม บอกตรงๆว่าตกใจ แล้วก็ไม่อยากให้การทำวิจัยในลักษณะที่กระหน่ำซ้ำเติมสังคมแบบนี้ออกมา ท่านจะไปโทษสื่อนี่ก็คงไม่ได้ เพราะสื่อนี่อะไรที่หวือหวาเขาจะนำเสนอจุดนั้น อาจารย์บอกว่าที่เป็นบวกนั้นไม่พูดถึง แต่จะเอาที่เป็นลบนี่ออกมา เพราะฉะนั้นในฐานะที่เป็นแม่ และก็คนที่ทำงานให้กับสังคมตกใจ
แล้วก็อยากจะบอกสังคมว่า วันนี้เป็นวันที่ลูกสาวเนี่ยถูกมองแล้ว ถ้าจะออกจากบ้านปุ๊บจะเตรียมตัวไปเสียสาวแล้ว เราก็ไม่อยากให้ลูกออกไปไหนแล้ว คือถ้าจะเสียสาวตราบใดที่จิตสำนึกที่รักตัวเองไม่มี รักพ่อแม่ไม่มี อาจจะมาจากฐานของสังคมที่มาจากระบบครอบครัวไม่อบอุ่น หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ ก็มันจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ ถ้าหากว่าเขาไม่มีภูมิคุ้มกันตรงนั้น

ทีนี้ถ้าลูกจะออกจากบ้านมาวันนี้ ก็คงจะต้องบอกลูกว่าอย่าเพิ่งออกเลย เราจะถูกเหมารวมว่าเป็น 1 แสนกับ 1 คน ซึ่งเป็นอะไรที่โหดร้ายกับเด็กนะคะ เพราะว่าในกลุ่มของเยาวชนในเวลานี้ สังคมมองว่า Free Sex มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ถูกเหมารวมในลักษณะนี้แล้ว ก็ไม่สบายใจนัก ก็ไม่อยากให้สภาพของความซ้ำเติมหรือเลวร้ายของสังคมมันหนักกว่าเดิมไปอีก

เราทำยังไงเราถึงจะ ทำไมไม่มีโพลสำหรับคิดว่า เราจะแก้ปัญหาสังคม แก้ปัญหาของเยาวชนอย่างไรในวันวาเลนไทน์ พ่อแม่ควรจะทำอย่างไร ผู้ปกครองควรจะทำอย่างไร โรงแรมม่านรูดควรจะให้ความร่วมมือกับราชการแค่ไหน ในส่วนของตำรวจควรจะทำอย่างไร ซึ่งเราเห็นข่าวมาว่า กระทรวงสาธารณสุขไปแจกถุงยางอนามัย อย่างนี้ ซึ่งตัวเองก็มีความรู้สึกว่า อะไรมันคงจะต้องพูดกันใหม่

จินดารัตน์ – เดี๋ยวเราจะไปคุยกันในช่วงท้ายของรายการ เรียนถามอาจารย์นคร อาจารย์นครเห็นตัวเลข ถึงแม้ว่าเอแบคโพล อาจารย์นภดลจะเรียนชี้แจงว่า 7.5% มันตีออกมาเป็นตัวเลขประมาณแสนคนนี่ อาจารย์ดูตัวเลขแล้วอาจารย์แปลกใจ หรือรู้สึกอะไรยังไงไหมคะ

นคร – ในความรู้สึกนี่ก็ถือว่า มันก็เป็นกระแสสังคมนะคะ แต่ว่าดิฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลก มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว

จินดารัตน์ – คิดว่าเป็นไปได้

นคร – ค่ะ

จินดารัตน์ – แล้วอาจารย์สอนเด็กๆมานี่ เคยได้ยินเด็กๆเขาพูดไหมคะ คือดิฉันเคยได้ยินว่า เด็กเขาบอกว่า เขาไม่ต้องมาเสียตัวกันวันวาเลนไทน์หรอก เขาเสียกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าอาจารย์ฟังคำพูดแบบนี้แล้วจากปากของเด็กเอง ในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์ สอนกันมา ถ้าในสภาพสังคมปัจจุบัน แปลกใจไหม หรือเป็นเรื่องปกติ

นคร – ดิฉันว่ามันน่าจะเป็นเรื่องปกติมากกว่านะคะ เพราะว่าตอนนี้ ณ วินาทีนี้ สื่อต่างๆหรืออะไรต่างๆ เด็กส่วนใหญ่มันค่อนข้างที่จะเข้าถึงกันเยอะมาก เพราะว่าถามว่าสภาพแวดล้อมของสังคมบ้านเรา ณ เวลานี้ มันมีอะไรที่สามารถทำให้เด็กไปไม่ถึงได้บ้าง ไม่ว่าจะเดินออกจากประตูบ้านก็เจอแล้วใช่ไหมคะ ทุกอย่าง ถ้าคิดว่ามันมีอะไรที่จะปกป้องได้ ถามว่าพ่อแม่มีเวลาดูแลลูกมากน้อยขนาดไหน ใช่ไหมคะ และแม้กระทั่งการสอนเรื่องเพศศึกษา ถามว่าแต่ละโรงเรียนมีการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นถ้าหากกระแสสังคม สื่อต่างๆ อินเตอร์เน็ตเอย VCD เอย อะไรต่างๆมันเยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้นดิฉันว่ามันไม่แปลกใจหรอก

จินดารัตน์ – อาจารย์นครกำลังจะบอกอะไรบางอย่าง ที่คุณพ่อคุณแม่นั้นคงจะต้องออกมายอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับลูกๆของท่านแล้ว ณ วันนี้ เดี๋ยวดิฉันจะพักตรงนี้ก่อน ช่วงหน้ากลับมาฟังอาจารย์กันดูว่า แล้วเราต้องยอมรับอะไร แล้วเราจะต้องป้องกันและแก้ไขกันอย่างไร หมายเลขโทรศัพท์ที่คุณผู้ชมจะร่วมแสดงความคิดเห็นได้ ที่หมายเลข 02-6294433 พักกันซักครู่ เดี๋ยวช่วงหน้ากลับมาค่ะ

**************************************************************

จินดารัตน์ – กลับมาช่วงนี้นะคะ เรามาคุยกันต่อ เรื่องของการเสียสาววันวาเลนไทน์ ดิฉันเรียนตรงๆว่าเราคงจะต้องคุยกันเรื่องนี้ เพราะว่าหลายคนก็ไม่ค่อยเข้าใจว่า ตัวเลขของเอแบคโพลออกมาอย่างนี้แล้ว จะเป็นสิ่งที่ยั่วยุให้เด็กมีความรู้สึกว่า คนอื่นตั้งเป็นแสนคนเตรียมจะเสียสาววันนี้ ฉันก็เป็นคนนึงก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร มันทำให้เกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นได้ไหม คงจะต้องเรียนถามอาจารย์นครก่อนก็แล้วกันค่ะ คือเปรียบเทียบว่าผลดีกับผลเสียในการทำโพลแบบนี้ อาจารย์คิดยังไงคะ

นคร – สำหรับโพล ดิฉันรู้สึกไม่มายด์เท่าไหร่ เพราะว่าโอเคตัวเลขมันก็คือตัวเลข แต่สิ่งนึงซึ่งดิฉันมองว่าในภาพบวกว่าตอนนี้ เราน่าจะเอาวิกฤติตรงนี้กลับมาเป็นโอกาส ถึงเวลาแล้วค่ะที่ทั้งผู้ปกครอง และก็ครูบาอาจารย์ ทางโรงเรียนสถานศึกษา ทางกระทรวงหรือว่าหน่วยต่างๆของสังคม ควรจะได้หันมาให้ความจริงจังในเรื่องของการแก้ปัญหาสังคม และเรื่องของเพศศึกษานี่อย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่ากันแต่ว่าพูดกันปาวๆแต่ว่ากระบวนการทำงานไม่มีอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาเลย ดิฉันคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่ทุกๆฝ่ายควรจะได้ช่วยเหลือกัน และก็หันความสนใจกับปัญหาตรงนี้อย่างจริงจังค่ะ

จินดารัตน์ – ที่ผ่านมาท่าน สว. เห็นด้วยไหมคะ กับบางคนที่เขาบอกว่า เพราะหน่วยงานภาครัฐเองไม่เคยยอมรับความจริง ว่ามันเกิดอะไรขึ้นตอนนี้ กับเด็กและเยาวชนของเรา เรื่องของเพศศึกษา

ระเบียบรัตน์ – คือหน่วยงานภาครัฐนี่ จะถูกโจมตีทั้งขึ้นทั้งล่องเลยนะคะ จริงแล้วไม่อยากให้ถึงเวลานี้ ไม่อยากให้มีการโจมตีกันแล้วนะคะ สิ่งที่บอบช้ำคือเยาวชน แม้กระทั่งโพลที่ออกมาเยาวชนบอบช้ำนะคะ อาจารย์นภดลพูดว่าโพลนี้สำรวจทั้งหญิงและชาย แน่นอนค่ะ ถ้าเด็ก เยาวชนชายมันไม่ใช่แบบนั้น คำพูดที่ออกมาบอกว่าพร้อมที่จะเสียสาว อย่าลืมนะคะ ว่าข่าวที่ออกมามันเป็นแบบนั้น ทีนี้ในส่วนของการที่เราไปโทษกันไปโทษกันมานั้น คงจะไม่ใช่แล้ว เราจะทำอย่างไร เราอย่าไปถามลูกเราเสียตัวหรือยัง หรือเราจะต้องทำมาตรการบังคับลูกไม่ให้ออกจากบ้าน ไม่ให้ไปคบกับใคร ไม่ได้หรอกค่ะ แม้กระทั่งเรียกว่ากฎหมายถ้ามีแล้ว

มันขึ้นอยู่กับหัวใจและปลูกจิตสำนึก ที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้นจากทุกวงการ ตั้งแต่ระดับนโยบายลงมา จนกระมั่งถึงระดับครอบครัวที่เป็นสังคมที่อยู่ใกล้ชิดเด็กที่สุด และก็สถาบันโรงเรียน สถาบันที่สร้างจิตวิญญาณทางศีลธรรมและจริยธรรมคือศาสนา และก็สำคัญที่สุดที่เวลานี้ทุกคนพุ่งมองไป แล้วก็อยากจะกราบวิงวอนขอร้องคือสื่อทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หนัง VCD ลดละความเห็นแก่ได้ อยากจะให้มีจิตสำนึกสาธารณะที่ห่วงเยาวชน และลูกหลานมากขึ้นกว่าเดิม เพราะมันมีอิทธิพลเยอะมาก

และนักวิชาการก็เหมือนกันค่ะ อะไรที่เป็นโพลสร้างสรรค์นะคะ อยากจะให้ดูสิคะ ว่าเยาวชนลูกหลานของเรา เขาคิดในสิ่งที่ดีๆอย่างไร ถ้าไปสำรวจซ้ำเติมแบบนี้แล้ว มันอาจจะเป็นผลดี แต่สิ่งเหล่านี้ทุกคนต้องยอมรับว่า เรื่อง Free Sex เรื่องเพศเนี่ย การมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น เรารู้มาหลายปีแล้ว แล้วเราต้องมานั่งพูดกันทุกวันวาเลนไทน์นี่ มันน่าจะไม่มีอะไรที่ดีขึ้น ถ้าเราไม่ขยับที่จะอะไรทั้งองคาพยพ

จินดารัตน์ – เอาล่ะค่ะ ขออนุญาตค่ะ คุณสนธิ ลิ้มทองกุลนะคะ จะร่วมแสดงความคิดเห็นกับเราด้วย ค่ะ สวัสดีค่ะ คุณสนธิคะ

สนธิ – สวัสดีครับ อาจารย์นพดล อาจารย์นคร และคุณระเบียบรัตน์ ผมมีความเห็นอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกคือเรื่องการทำโพลนะครับ คือโพลเหมือนดาบสองคม ทำดีก็ดีไป ทำไม่ดีก็จะต้องโดนด่า แต่ในขณะเดียวกันโพลก็เป็นข้อเท็จจริงในการสะท้อนความจริงในสังคมเช่นกันนะครับ เราจะหนีปัญหาความจริงในสังคมก็คง แต่ว่าเราสามารถสร้างความสมดุลในการทำโพล ได้พอสมควร อย่างเช่นถ้าเราถามเรื่องเกี่ยวกับเด็กจะต้องมาเสียตัวเป็นแสนคนในวันวาเลนไทน์เนี่ย ถ้าเราเกิดทำโพลในมุมกลับบ้างในบางครั้ง ถามถึงพ่อแม่ว่าพ่อแม่มีความเห็นอย่างไร ในเรื่องของความรู้สึกและความเข้าใจของเด็กในเรื่องวันวาเลนไทน์

หรืออาจจะถามครูบาอาจารย์ หรือบรรดาคนที่เข้าใจวันวาเลนไทน์ดี แล้วก็อาจจะค้นพบว่า ในที่สุดแล้วก็จะมีคนไม่เห็นด้วยกับกระบวนทัศน์ของวาเลนไทน์เยอะมาก และความเห็นโพลพวกนี้ก็จะเป็นอะไรบางอย่างที่สามารถจะเตือนสติเด็กได้เหมือนกันนะครับ ว่าวันวาเลนไทน์ในสายตาผู้ใหญ่เขามองกันอย่างไร แล้วในข้อเท็จจริงเป็นยังไง หรือว่าในวันวาเลนไทน์ เราอาจจะพูดถึงเรื่องความรักของวันวาเลนไทน์ที่แท้จริงเนี่ย มันน่าจะเป็นยังไง ก่อนที่จะมีวันวาเลนไทน์ มันเป็นวันที่เขาต่อต้านสงครามกันนะครับ

ในข้อเท็จจริง คนไม่รู้ว่าในสมัยจักรพรรดิคลอดิอุสเนี่ยนะครับ เป็นผู้กระหายสงคราม เมื่อกระหายสงครามก็อยากจะเรียกชาวโสดไปเป็นทหารเพื่อไปรบ ปรากฏว่าเขาก็บังคับว่าชายโสดที่ไม่แต่งงานนี่ต้องไปเป็นทหาร และเขาก็ห้ามแต่งงาน แต่นักบวชคือ St.Valentine เนี่ย เขาก็ไม่อยากให้มีสงครามครับ เขาก็เลยจัดการแต่งงานให้กับคนพวกนี้ เพราะฉะนั้นแล้วนี่ถ้าเราเอากระบวนทัศน์หรือความหมายที่ถูกต้องของวาเลนไทน์ หรือแม้กระทั่งแม้กระทั่งความรักของพระพุทธเจ้าที่มีต่อชาวโลก ในจักรวาล ในการให้โอวาทปาติโมกข์ในวันมาฆบูชา อันนี้คือความรักที่แท้จริง แต่เรานี่ไม่เคยสนใจในเรื่องนี้

บางครั้งการคิดจะทำโพล ถ้าผมจะขออนุญาตวิจารณ์คือเราคิดประเด็นโพลที่ง่ายจนเกินไป ผมคิดว่าอย่างนั้นนะครับ คือถ้าหากว่าเราคิดประเด็นโพลที่เป็นความเห็นในเชิงความรู้คนด้วยเนี่ย มันก็อาจจะออกมาอีกรูปแบบหนึ่งได้ ส่วนที่สองเนี่ยผมมีความเสียใจที่ผมจะต้องพูดให้กับคุณระเบียบรัตน์ และอาจารย์นครฟังว่า จริงๆแล้วทุกอย่างมันมีเหตุปัจจัย แล้วเหตุปัจจัยกับเหตุปัจจัยมันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เราจะวิเคราะห์เรื่องนี้เป็นส่วนๆไม่ได้ เหตุปัจจัยมันเกิดขึ้น สังคมเรามันอยู่ในระบบที่เห็นวัตถุเป็นเรื่องใหญ่

แต่เมื่อเราเห็นวัตถุเป็นเรื่องใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้ว มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะว่าเมื่อเราเห็นวัตถุเป็นเรื่องใหญ่แล้ว ทุกคนก็มุ่งหวังกันไปในเชิงวัตถุ สื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสารก็เห็นมีเรื่องของรายได้เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อรายได้เป็นเรื่องใหญ่แล้วมันก็ไม่มีอะไรขายได้ดีเท่ากามกิเลส น่าเสียดายที่รัฐบาลชุดนี้ตั้งแต่เทอมที่แล้ว ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องสังคม ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องศีลธรรม มาจนวันนี้ผมก็ยังไม่เห็นมีใครมาพูดเรื่องนี้ นอกจากพูดกันเรื่อง GDP เหมือนเดิม ดูมันก็หนังม้วนเดิมๆเอามาฉายซ้ำๆเดิมๆนะ ก็ผมก็มีความเห็นเพียงเท่านี้แหละครับ สวัสดีครับ

จินดารัตน์ – ค่ะ ขอบคุณนะคะ คุณสนธิ เชิญอาจารย์นพดลค่ะ เรื่องของการทำโพล

ดร.นพดล – ขอบพระคุณท่านอย่างสูงนะครับ เพราะว่าได้ให้ข้อคิดที่สำคัญ ในขณะเดียวกันผมขอเรียนให้ทราบแบบนี้นะครับ ว่าโครงการต่างๆอย่างที่ผมได้เสนอแบบสอบถามให้เห็นมี 4 หน้า ประมาณ 40-50 ข้อ มีในเรื่องของความคิดเห็นของเยาวชนว่า เห็นว่าเหมาะสมไหม ที่เยาวชนจะมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์ ส่วนใหญ่นะครับ เห็นว่าไม่เหมาะสมร้อยละ 51 แล้วก็มีร้อยละ 30 กว่าไม่มีความเห็น ในประเด็นดังกล่าวนี้

นอกจากนี้แล้วยังเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่น่าตำหนิร้อยละ 60-70 กว่า น่าตำหนิในพฤติกรรมหลายๆอย่าง เช่นการขายบริการทางเพศ การที่ชายรักร่วมเพศกับชาย หญิงร่วมเพศกับหญิงเป็นสิ่งที่น่าตำหนิโดยส่วนใหญ่ทั้งสิ้น การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรก็เป็นสิ่งที่น่าตำหนิ เป็นเยาวชนโดยส่วนใหญ่ ร้อยละ 60-80% เห็นว่าพฤติกรรมที่เบี่ยงแบนไปจากศีลธรรมหรือจารีตประเพณีของไทย มันเป็นเรื่องที่น่าตำหนิ และนำเสนอสื่อทุกเรื่องที่เป็นประเด็น แต่ว่าเวลาที่ภาพข่าว ผมคิดว่าเป็นภาษาข่าว การดึงคนอ่านของเขา

จินดารัตน์ – อาจารย์คะ คือคำถามแต่ละคำถามใน 4 หน้ากระดาษนี่ มันไปเน้นหนักในเรื่องของกิจกรรมทางเพศ หรือว่าการมีเพศสัมพันธ์มากเกินไปหรือเปล่า ถือเป็นการชี้นำเกินไปไหมครับ

ดร.นพดล – คือเรื่องของการชี้นำนี่ ผมขออนุญาตเรียนให้ทราบในเรื่องของแบบสอบถามก่อน เรามีคำถามที่ผมได้แสดงให้เห็นว่า มีคำถามที่ถามถึงกิจกรรมในเชิงสร้างสรรค์ที่พึงประสงค์ ก็มีเหมือนกันในแบบสอบถามนี้ ส่วนเรื่องชี้นำในผลสำรวจของโพล ผมได้เรียนให้ประชาชนโดยทั่วไปทราบมาโดยตลอดว่า โพลนี่มีส่วนชี้นำสังคม แต่ไม่ได้ชี้นำหมดทุกคน บางคนถูกชี้นำโดยผลสำรวจของโพล เรามีการทำวิจัยแล้วเราพบว่า ประมาณ 1 ใน 4 ของประชาชนที่อ่านผลโพลนี่จะเชื่อและก็ถูกชี้นำ ผมได้บอกว่าอย่าไปเชื่อ ได้เรียนมาตลอดว่าอย่าไปเชื่อผลสำรวจของโพล แต่ให้นำผลสำรวจไปประกอบกับแหล่งความเป็นจริงอื่นๆ แล้วก็เอามาตัดสินใจโดยดุลพินิจของตนเอง ด้วยความเป็นตัวของตัวเอง

จินดารัตน์ – ในต่างประเทศ วันวาเลนไทน์ เขามีการทำโพลแบบนี้บ้างไหมคะ

ดร.นพดล – มีครับ ผมอยู่ต่างประเทศ อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ผมไปตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผมไปมาโดยตลอด และก็ไปอยู่มาประมาณ 3 ปี เรียนเรื่องการทำโพลนี่แหละครับ และก็ได้เห็นผลสำรวจออกมาทุกวัน เขามีผลสำรวจออกมาทุกวัน

จินดารัตน์ – แล้วผลสำรวจของวันวาเลนไทน์ เรื่องของการมีเพศสัมพันธ์นี่ล่ะคะ ให้ความสนใจไหมครับ ว่าตัวเลขออกมาเป็นอย่างไร

ดร.นพดล – เป็นเรื่องปกติ เขาถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นข้อมูลข่าวสารประเภทหนึ่ง ที่ปรากฏในสื่อ เพราะฉะนั้นเขาไม่ได้มาดูว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เลวร้าย โพลแย่มาก เขาจะดูว่าโพลเขาทำอะไรอย่างไร โพลที่เผยแพร่นี่เขามีระเบียบวิธีในการทำอย่างไร ถ้าเกิดว่าบางโพล อย่างเช่น เปิดโทรศัพท์ให้คนโทรเข้ามาโหวต อันนี้ถือว่าเป็นโพลที่ไม่ดี เพราะไม่มีระเบียบวิธี เป็นเรื่องของการผิดหลักวิชา
แต่ว่าของเรานี่คือมีการสุ่มตัวอย่าง อาศัยความเป็นไปได้ทางสถิติในการสุ่ม เพราะฉะนั้นทำทุกอย่างตามระเบียบวิธีวิจัย ก็ที่สหรัฐอเมริกาเขาก็ยอมรับ เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นข้อมูลชิ้นหนึ่งที่ปรากฏในสื่อ ไม่ได้ถือว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นความเป็นจริง 100% เป็นกรรมการตัดสิน หรือตัวชี้ว่าสังคมเรามันแย่ สังคมเราเลวร้าย เพราะว่าข้อมูลของโพลมันมีความคลาดเคลื่อนเกิดได้ทุกอย่าง

จินดารัตน์ – แล้วเป็นไปได้ไหมคะ อย่างที่คุณสนธิแนะว่า เราไม่หันกลับมาทำโพลในมุมกลับกันบ้าง ไปถามผู้ใหญ่กันบ้าง เด็กๆเขาจะได้รู้ว่าผู้ใหญ่เขาคิดอะไรอยู่

ดร.นพดล – ครับ ผมเห็นด้วย และก็ต้องกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ในโครงการวิจัยดังกล่าว เราก็ถามเยาวชนเหมือนกันว่า บุคคลใดบ้างควรจะมีบทบาทในการที่หล่อหลอมความคิด หล่อหลอมค่านิยมของเขา ซึ่งมีครู มีพระ มีคุณพ่อคุณแม่ มีกลุ่มเพื่อน และบทบาทอะไร เราก็มีถามและนำเสนอสื่อเหมือนกัน

จินดารัตน์ – มีคำถามจากคุณผู้ชมทางบ้าน ถามคุณระเบียบรัตน์ บอกว่าสื่อเป็นตัวโหมกระแส ทำให้วันวาเลนไทน์มีราคาขึ้นมาก คุณระเบียบรัตน์คิดอย่างนั้นหรือเปล่าคะ

ระเบียบรัตน์ – คืออิทธิพลของสื่อต้องยอมรับนะคะ เคยคุยกับผู้ผลิตสื่อ หรือพี่น้องสื่อมวลชนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ก็บอกว่า สื่อสารมวลชนเป็นการสะท้อนสภาพความเป็นจริงของสังคมออกมา แต่การสะท้อนหรือมุมมองนี่ อยากจะให้สะท้อนให้สิ่งที่เป็นบวก เป็นการสร้างสรรค์ อะไรก็ตามที่จะไปพูดในเรื่องของ Sex ไปพูดในเรื่องของภาพโป๊อนาจาร หรือสิ่งที่จะเป็นการเสริมโรคเสพติดทางเพศให้มันกระหน่ำนักได้ไหม ก็อยากให้สื่อเพลาๆลงนะคะ
และก็อย่างเช่นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ฉบับวันอาทิตย์เราจะเห็นเป็นประจำเลยค่ะ นุ่งน้อยห่มน้อย และบางสัปดาห์น่าเกลียดมาก แทบจะไม่มีอะไรปกปิด ทำไมไม่เอาเด็กที่เขามีความรู้ ความสามารถ หรือว่าการแต่งกายแบบไทยๆ หรือการแต่งกายเน้นความสวยงาม หรืออาจจะโป๊นิดๆหน่อยๆ แต่ว่ามันไม่ใช่ลักษณะของการส่อให้เห็นว่า หนังสือฉบับนี้ชี้ชวนให้ซื้อเพราะเรื่องเพศ เพราะฉะนั้นการสื่อต่างๆ แม้กระทั่ง VCD แม้กระทั่งเรื่องของดีเจที่มีคนมาบอกว่า ในผับในบาร์ก็เหมือนกัน ไปยั่วยุให้เด็กนี่มีพฤติกรรมไม่เชื่อผู้ใหญ่ ว่าเป็นคนหัวเก่าในเรื่องเพศ มีจริงๆนะคะ ซึ่งปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคม สื่อดีเจทางวิทยุก็เหมือนกัน นี่ได้ยินมากับตัวเองเลย ให้เล่าประสบการณ์เรื่องกิ๊กเล่าสู่กันฟัง ว่าใครมียังไง เด็กที่โทรเข้ามาก็มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น

จินดารัตน์ – กลายเป็นว่า ทุกคนที่ฟังนี่กลายเป็นเรื่องปกติ

ระเบียบรัตน์ – เป็นเรื่องปกติ และเห็นการแก้ผ้าเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งอยากจะขอความร่วมมือในส่วนของผู้ที่ทำงานสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรเกมโชว์ เราเห็นบางทีนี่แทบจะเปิดเลย ในส่วนของการที่ส่อออกมาในลักษณะของนักร้องที่เป็นยอดนิยม นักร้องที่พยายามจะสร้างตัวเองให้ดัง อย่างจะมีวงนึงที่มีผู้หญิงล้วนใส่สั้นมากเลย มันทำให้เด็กนี่ เห็นการเห็นเนื้อหนังเป็นเรื่องธรรมดา สมัยโบราณเราบอกว่ามีการได้เสีย เดี๋ยวนี้เขาไม่มีเสียแล้วนะคะ มีได้อย่างเดียว ค่ะ เพราะฉะนั้นถึงได้บอกว่า ค่อนข้างที่อยากจะขอความร่วมมือนะคะ ในการที่จะแก้ไขตรงนี้ สื่อมีส่วนเร้า ส่วนกระตุ้นได้มากเลย
และก็อีกอันหนึ่งที่ไม่สบายใจมากๆ และปัญหานี้เข้าไปสู่ศูนย์ครอบครัว คุณแม่ท่านนึงนี่เสียใจมาก มี VCD ร่วมเพศที่ขายกันทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วสื่อมวลชนไปยกย่อง เรียกน้องโน้นน้องนี้เอามาออกรายการเป็นคนสำคัญของรายการโทรทัศน์ แม่นี่เจอ VCD ในกระเป๋านักเรียนลูก และก็มีปรึกษาเพราะแม่นี่เสียใจมาก จะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นอิทธิพลตรงนี้เยอะนะคะ และลูกเรายากที่จะแยกแยะ

จินดารัตน์ – สุดท้ายนี่ต้องถามอาจารย์นพดลนิดนึงว่า ทำโพลมาเกี่ยวกับการสำรวจความคิดเห็นของเด็กวัยรุ่น ทำกันมาหลายปี เห็นความเปลี่ยนแปลง หรือว่าเห็นอะไรที่มันน่าเป็นห่วง และถือว่าเป็นวิกฤติแล้วไหมสำหรับเด็กไทย

ดร.นพดล – ครับ ตัวเลขที่เราค้นพบนะครับ มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น แต่ไม่ได้เป็นแนวโน้มสูงแบบก้าวกระโดด ผมคิดว่าเป็นผลมาจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง โดยเฉพาะแนวคิดของท่าน สว. เหมือนกันนะ ที่รณรงค์และพยายามชี้นำ หล่อหลอมค่านิยมของเยาวชน ให้ไปอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง เราพยายามทำงานกันอย่างหนัก จึงทำการเหมือนกับควบคุมขอบเขตของปัญหาให้อยู่ในขอบเขตที่จำกัด และพยายามที่จะลดทอนลงไป ผมคิดว่าถ้าเราไม่รณรงค์ ตัวเลขก็อาจจะสูงขึ้น

จินดารัตน์ – หมายความว่าตอนนี้ความคิดของเด็กๆเป็นอิสระมากขึ้น กล้าที่จะทำอะไรที่ผู้ใหญ่คิดไม่ถึงมากขึ้นอย่างนั้นหรือเปล่าคะ

ดร.นพดล – ครับ ก็มีลักษณะทิศทางเป็นในทางนั้น แต่อย่างไรก็ตาม อย่างที่เรียนให้ท่านทราบว่า ไม่ได้เป็นสัดส่วนที่สูงมากจนเกินไป สืบเนื่องมาจากการทำงานอย่างหนัก และก็การที่เราออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ตื่นตัวทั้ง 3 คน ผมคิดว่าเป็นส่วนที่ช่วยได้อย่างยิ่ง ในความคิดเห็นของผม

จินดารัตน์ – เอาล่ะค่ะ เดี๋ยวเราจะพักกันตรงนี้ก่อน ช่วงหน้ากลับมา คุณพ่อคุณแม่ที่เป็นแฟนๆรายการของเรานั้น กลุ้มอกกลุ้มใจเหลือเกิน บอกว่าเด็กสมัยนี้สอนยาก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี มีหลายกรณี เดี๋ยวกลับมาช่วงหน้าเราจะถามแขกรับเชิญของเรา มีข้อแนะนำดีๆหรือไม่ ซักครู่เดียวค่ะ

*************************************************************

จินดารัตน์ – วันนี้มีคุณผู้ชมทางบ้านที่มีปัญหากลุ้มอกกลุ้มใจ อย่างคุณเหมียว กทม. เรียนถามอาจารย์นครว่า วิชาที่อาจารย์สอน เด็กๆให้ความสนใจ สอบถามหรือว่าสนใจมากผิดปกติเกินไปหรือเปล่า เพราะถ้าซักถามมาก มันแสดงถึงกระแสความสนใจของวัยรุ่นอย่างนั้นจริวๆหรือเปล่าคะ เขาสนใจมากหรือเปล่าคะในวิชาที่อาจารย์สอน อาจารย์สอนอะไรบ้าง

นคร – การเรียนการสอนเพศศึกษานะคะ จริงๆแล้วมันก็คือเรื่องที่ความจำเป็นที่เราจะต้องให้เด็กได้รับทราบน่ะค่ะ ถามว่าในช่วงวัยของเด็กที่มาเรียนอยู่ที่โรงเรียนนี่นะคะ เราเป็นครูนี่ก็ต้องจัดกิจกรรม ทีนี้การเรียนการสอนเรื่องเพศนี่ไม่ใช่ว่าอยู่ๆก็มาพูดกันเรื่องเพศเลย มันไม่ใช่ มันจะต้องเริ่มต้นจากการที่เราต้องสร้างทัศนคติที่ดีให้เขามีความเข้าใจของความหมายในเรื่องการเรียนรู้เรื่องเพศ สร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน หลังจากสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันแล้ว เราก็จะไม่ประเมินคุณค่า ว่าผู้หญิงคิดยังไง ผู้ชายคิดยังไงนะคะ
และความหมายของเพศศึกษามันรวมถึง 6 ด้านมิติด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางด้านร่างกาย สัมพันธ์ภาพ ทักษะชีวิต ทีนี้ในเรื่องสุขภาพทางเพศ พฤติกรรมทางเพศ สังคม และก็วัฒนธรรม เพราะฉะนั้นทั้งหมดมันจะต้องเตรียมกันให้พร้อม ไม่ใช่ว่าอยู่ๆเรามาพูดความหมายของเพศศึกษา ไม่ใช่แค่เพศสัมพันธ์ แต่มันหมายถึงวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ว่าในช่วงชีวิตนี่เราจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศตลอดช่วงชีวิต เพราะฉะนั้นทำยังไงเราจะให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และให้เขามีทัศนคติที่ดีในเรื่องเพศ

จินดารัตน์ – พอเรียนไปแล้วเขามีความรู้สึกอยากรู้อยากลองมากขึ้นหรือเปล่าคะ

นคร – ดิฉันว่าเขาได้ความรู้ที่รอบด้านมากกว่า และก็มีวิธีคิด มีวิธีการตัดสินใจ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของครูก็คือต้องให้ข้อมูลนะคะ

จินดารัตน์ – อาจารย์แล้ววิธีการสอนแบบนี้ จะช่วยลดกระแส หรือว่าทานกระแสที่เด็กๆมีความรู้สึกว่าอยากรู้อยากลอง ไม่เห็นว่าจะเป็นอะไร เสียตัวครั้งสองครั้ง มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา สำหรับบางคนที่คิดแบบนี้ อาจารย์คิดว่าจะช่วยได้ไหมคะ ในโรงเรียนที่สอนเด็กๆตรงไปตรงมาแบบนี้

นคร – ดิฉันว่าเด็กๆจะมีวิธีคิด และก็มีการตัดสินใจได้ดีขึ้น เนื่องจากว่าเขาได้รับข้อมูลที่รอบด้าน เพราะฉะนั้นเด็กส่วนใหญ่ที่ได้รับความรู้ เขาจะไม่แคร์หรือไม่มายด์กับตัวเลขต่างๆเหล่านี้ เพราะเขาเองนี่เขาคิดได้ ดิฉันเชื่อว่าศักยภาพของวัยรุ่นของเรามีความคิด มีความเป็นตัวของตัวเอง รู้จักคิด วิเคราะห์ และก็แยกแยะ เพราะว่าข้อมูลข่าวสารต่างๆค่อนข้างเยอะ แต่ทีนี้สิ่งนึงที่ความเป็นครูจะต้องบอกก็คือว่า ลิมิตของศีลธรรม จริยธรรม ความรักนี่นะคะ เป็นเรื่องของความสวยงาม ไม่ใช่เรื่องของการได้เปรียบเสียเปรียบ และคำว่า Free Sex ก็ไม่มี Sex ทุกครั้งมันต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งนั้น ถึงแม้ว่ามันจะได้สลึงเผื้องหนึ่ง แต่มันหมายความว่าคุณค่าของศักดิ์ศรีความเป็นคน เพราะฉะนั้นดิฉันเชื่อว่าวัยรุ่นของเราคงไม่คิดจะ Free Sex นะคะ

จินดารัตน์ – จากวิทยุชุมชนกาญจนบุรี ถามว่าอีก 4 ปีข้างหน้า คิดว่าปัญหาเยาวชนจะเลวร้าย หรือว่าดีขึ้น

ระเบียบรัตน์ – โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เคยคิดว่าอะไรจะเลวร้าย ทุกอย่างแก้ไขได้หมด เพียงแต่ว่าทุกผู้คนได้เปลี่ยนทัศนคติ และปลูกจิตสำนึกใหม่ สิ่งทีผ่านมานั้นไม่อยากให้โทษกัน ไม่มีเวลาที่จะโทษอีกแล้ว เพราะว่าลูกหลานและเยาวชนเรา ตกอยู่ในภาวะที่เสี่ยงและเป็นอันตรายรอบด้าน จากที่อย่างที่ท่านสนธิพูด โลกของวัตถุนิยมอะไรต่ออะไรที่มันเข้ามา สิ่งที่เป็นผลพวงของสังคม ผลผลิตของสังคมคือเยาวชน เยาวชนนี่คือผลพวงจริงๆนะคะ มาจากครอบครัวที่พ่อแม่มีปัญหา ครอบครัวพ่อแม่แตกแยก ครอบครัวที่อบอุ่นหรือก้าวร้าว จะสะท้อนออกมาตรงนี้

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราวิ่งแก้กันปลายเหตุ ไปวิ่งจับทำแท้ง ไปวิ่งจับเด็กค้ายา เดินโพยหวย ต้องร่วมมือกันแล้ว ต้องไม่โทษใครและไม่เคยสิ้นหวัง ไม่เคยคิดว่าจะแก้ไม่ได้ เพียงแต่ขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือกับครอบครัวของตนเอง อย่าไปมองว่าจะต้องรัฐบาลเท่านั้น แต่ถ้ารัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนออกมาในเรื่องการแก้ปัญหาสังคมจะเป็นสิ่งที่เราชื่นใจและสบายใจ เพราะว่าเราไม่โดดเดียวที่จะทำงานอีกต่อไป เหนื่อย

จินดารัตน์ – คำถามสุดท้าย วันนี้ถ้าลูกสาวหรือลูกชายจะเดินออกจากบ้าน จะสอนลูกยังไงเรื่องของเพศศึกษา เรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ จะห้ามหรือว่าจะบอก

นคร – ไม่ต้องห้ามหรอกค่ะ เพียงแต่บอกกับเขาว่า ชีวิตของเรานี่มีความหมายนะ ความหมายของชีวิตมันสามารถค้นหาได้ตั้งหลายวิธี เพราะฉะนั้นแม่ก็ควรจะบอกว่า แม่มีความเชื่อมั่นในตัวลูกสาวของแม่ ว่าลูกของแม่จะค้นพบชีวิต และก็ทางเดินที่ถูกต้อง

จินดารัตน์ – วันนี้ชัดเจนนะคะ ขอบพระคุณท่าน สว. ขอบคุณค่ะ อาจารย์คะ คุณแม่บางท่านก็ได้คำตอบไปแล้วนะคะ ขออภัยที่ดิฉันไม่สามารถอ่านคำถามทุกคำถามออกอากาศได้ครบ เนื่องจากเวลาหมดแล้วจริงๆ ช่วงหน้ากลับมาเดี๋ยวจะมีเรื่องของรายการสรุปข่าวให้ได้ชมกัน วันนี้วันวาเลนไทน์เดี่ยวไปดูกันนะคะ สรุปทั้งวันนี้ถุงยางอนามัยที่เขาว่ากันว่าขายดี ตอนนี้ไปถึงไหนกันแล้ว แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดวันนี้ เราคงจะต้องบอกลูกของเราแล้วล่ะค่ะ ว่าสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของลูกนั้น ลูกจะเป็นผู้เลือกเอง ขอบคุณทุกสายนะคะ ที่โทรศัพท์เข้ามาในวันนี้ค่ะ ลาไปก่อนค่ะ สวัสดีค่ะ