ศรีม่วง
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยเด็กและเยาวชน ทั้งเรื่องการเรียนรู้และสุขภาพ
โดยเฉพาะ บุหรี่และระดับเสียงที่ดังในบางสถานที่ทำให้เด็กและเยาวชนไทยหูตึงมากขึ้น
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างหันมาเอาจริงเอาจังมากขึ้น
มีการดำเนินการในเรื่องของอันตรายที่เกิดจากเสียง ทั้งในสถานบริการและเสียงจากโรงงาน รวมทั้งเสียงจากท้องถนนที่ดังเกินกว่ามาตรการ
กระทรวงสาธารณสุข โดยกองอาชีวอนามัย กรมควบคุมโรค จะเข้าดำเนินการ ตรวจวัดเสียงดังตามเธค และโรงงาน รวมทั้งจะให้ความรู้กับพนักงานเกี่ยวกับระดับของเสียง ถ้าอยู่ในสถานที่ดังเกิน 85 เดซิเบลนาน ๆ จะเสี่ยงต่อหูตึงได้มาก
"หู"จัดว่ามีความสำคัญไม่ต่างจาก "ตา"มากนัก เพราะหูเป็นอวัยวะรับฟังเสียงเพื่อการสื่อสารความหมาย สร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจและเข้าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต
ผลการศึกษาวิจัยพลว่า ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังมาก ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานใน อุตสาหกรรมที่มีเสียงดัง เช่น โรงงานทอผ้า โรงงานปั๊มโลหะ หรือผู้ที่อาศัยในย่านตลาดหรือการจราจรคับคั่ง อยู่ในสถานบันเทิงเช่นเธค ที่มีเสียงดัง จะทำให้อวัยวะรับเสียง โดยเฉพาะเซลล์ขนและประสาทรับเสียงเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
ทำให้ความสามารถในการได้ยินลดลงหรือเรียกว่า "หูตึง"
และหากยังไม่สนใจ ยังคงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังต่อไปก็จะทำให้กลายเป็นคน "หูหนวก" ไม่สามารถได้ยินและติดต่อพูดคุยเช่นคนปกติได้
ที่สำคัญ คนหูตึง หูหนวก ที่เกิดจากเสียงดัง จะไม่สามารถรักษาหายได้ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม
ถ้าคนไทยยังปล่อยให้เด็กและเยาวชนละเลย ไม่ใส่ใจกับ "หู" ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญในการดำรงชีวิต อนาคตของชาติก็คงจะมีแต่คนหูตึก หูหนวกเต็มไปหมด
คำว่า "หูหนวก" นอกจากจะสื่อถึงอวัยวะซึ่งเป็น 1 ในประสาทสัมผัสทั้ง 5 แล้ว ในความหมายแบบไทย ๆ ยังมีลักษณะเป็นอุปมา อุปมัย สำหรับบุคคลที่ไม่ฟังคนอื่น
ที่เรียกกันว่า พวก "หูหนวก ตาบอด"
"หูหนวก" คือ ไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น คิดว่าตัวเองทำอะไรถูกหมด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ
"ตาบอด" คือ พวกประเภท เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ไม่รับรู้สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว
สังคมใดก็ตามที่มีคนประเภทนี้อยู่มาก ก็จะน่าเป็นห่วง เพราะคนประเภทนี้จะไม่ฟังเสียงขัดค้านจากใคร ถือว่าความคิดของตัวเองถูกต้องแล้ว
ยิ่งถ้าคนประเภทนี้ก้าวขึ้นสู่ระดับสูง องค์กรนั้นหรือประเทศนั้น ก็จะถูกกำหนดทิศทางโดยคนเพียงคนเดียว ใครจะคิด จะพูด จะเสนอแนะอย่างไรก็ไร้พล สุดท้ายก็จะเป็นอันตรายต่อสังคม
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นายพอล โอนีล อดีตรัฐมนตรีคลัง ของสหรัฐอเมริกา ออกมาแฉโพยว่า ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นผู้นำที่จัดการประชุม คณะรัฐมนตรีอย่างคน "ตาบอด" ท่ามกลางผู้เข้าร่วมประชุมที่ "หูหนวก"
เพราะทุกคนต่างไม่เคยซักถามหรือเสนอแนะความคิดเห็นอะไร
ประธานาธิบดีบุช เองก็ไม่เคยหารือกับที่ปรึกษาคนสนิท
ซึ่งแน่นอนว่า ขนาด คณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษาเขายังไม่ฟัง นับประสาอะไรกับประชาชนคนสหรัฐ และประชากรโลกที่ออกมาคัดค้านการดำเนินนโยบายที่เป็นอันตรายต่อโลก ต่อความเป็นอยู่ของผู้คน
สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศมหาอำนาจการกระทำใด ๆ ย่อมสะเทือนไปทั่ว โลก และที่วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะได้คนประเภท "หูหนวก ตาบอด" มาบริหารประเทศ
ส่วนประเทศไทยที่ไม่ค่อยสงบสุขนัก เพราะมีคนลักษณะนี้ขึ้นมาเป็นใหญ่หรือไม่ ลองคิดกันเอาเอง
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยเด็กและเยาวชน ทั้งเรื่องการเรียนรู้และสุขภาพ
โดยเฉพาะ บุหรี่และระดับเสียงที่ดังในบางสถานที่ทำให้เด็กและเยาวชนไทยหูตึงมากขึ้น
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างหันมาเอาจริงเอาจังมากขึ้น
มีการดำเนินการในเรื่องของอันตรายที่เกิดจากเสียง ทั้งในสถานบริการและเสียงจากโรงงาน รวมทั้งเสียงจากท้องถนนที่ดังเกินกว่ามาตรการ
กระทรวงสาธารณสุข โดยกองอาชีวอนามัย กรมควบคุมโรค จะเข้าดำเนินการ ตรวจวัดเสียงดังตามเธค และโรงงาน รวมทั้งจะให้ความรู้กับพนักงานเกี่ยวกับระดับของเสียง ถ้าอยู่ในสถานที่ดังเกิน 85 เดซิเบลนาน ๆ จะเสี่ยงต่อหูตึงได้มาก
"หู"จัดว่ามีความสำคัญไม่ต่างจาก "ตา"มากนัก เพราะหูเป็นอวัยวะรับฟังเสียงเพื่อการสื่อสารความหมาย สร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจและเข้าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต
ผลการศึกษาวิจัยพลว่า ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังมาก ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานใน อุตสาหกรรมที่มีเสียงดัง เช่น โรงงานทอผ้า โรงงานปั๊มโลหะ หรือผู้ที่อาศัยในย่านตลาดหรือการจราจรคับคั่ง อยู่ในสถานบันเทิงเช่นเธค ที่มีเสียงดัง จะทำให้อวัยวะรับเสียง โดยเฉพาะเซลล์ขนและประสาทรับเสียงเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
ทำให้ความสามารถในการได้ยินลดลงหรือเรียกว่า "หูตึง"
และหากยังไม่สนใจ ยังคงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังต่อไปก็จะทำให้กลายเป็นคน "หูหนวก" ไม่สามารถได้ยินและติดต่อพูดคุยเช่นคนปกติได้
ที่สำคัญ คนหูตึง หูหนวก ที่เกิดจากเสียงดัง จะไม่สามารถรักษาหายได้ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม
ถ้าคนไทยยังปล่อยให้เด็กและเยาวชนละเลย ไม่ใส่ใจกับ "หู" ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญในการดำรงชีวิต อนาคตของชาติก็คงจะมีแต่คนหูตึก หูหนวกเต็มไปหมด
คำว่า "หูหนวก" นอกจากจะสื่อถึงอวัยวะซึ่งเป็น 1 ในประสาทสัมผัสทั้ง 5 แล้ว ในความหมายแบบไทย ๆ ยังมีลักษณะเป็นอุปมา อุปมัย สำหรับบุคคลที่ไม่ฟังคนอื่น
ที่เรียกกันว่า พวก "หูหนวก ตาบอด"
"หูหนวก" คือ ไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น คิดว่าตัวเองทำอะไรถูกหมด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ
"ตาบอด" คือ พวกประเภท เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ไม่รับรู้สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว
สังคมใดก็ตามที่มีคนประเภทนี้อยู่มาก ก็จะน่าเป็นห่วง เพราะคนประเภทนี้จะไม่ฟังเสียงขัดค้านจากใคร ถือว่าความคิดของตัวเองถูกต้องแล้ว
ยิ่งถ้าคนประเภทนี้ก้าวขึ้นสู่ระดับสูง องค์กรนั้นหรือประเทศนั้น ก็จะถูกกำหนดทิศทางโดยคนเพียงคนเดียว ใครจะคิด จะพูด จะเสนอแนะอย่างไรก็ไร้พล สุดท้ายก็จะเป็นอันตรายต่อสังคม
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นายพอล โอนีล อดีตรัฐมนตรีคลัง ของสหรัฐอเมริกา ออกมาแฉโพยว่า ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นผู้นำที่จัดการประชุม คณะรัฐมนตรีอย่างคน "ตาบอด" ท่ามกลางผู้เข้าร่วมประชุมที่ "หูหนวก"
เพราะทุกคนต่างไม่เคยซักถามหรือเสนอแนะความคิดเห็นอะไร
ประธานาธิบดีบุช เองก็ไม่เคยหารือกับที่ปรึกษาคนสนิท
ซึ่งแน่นอนว่า ขนาด คณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษาเขายังไม่ฟัง นับประสาอะไรกับประชาชนคนสหรัฐ และประชากรโลกที่ออกมาคัดค้านการดำเนินนโยบายที่เป็นอันตรายต่อโลก ต่อความเป็นอยู่ของผู้คน
สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศมหาอำนาจการกระทำใด ๆ ย่อมสะเทือนไปทั่ว โลก และที่วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะได้คนประเภท "หูหนวก ตาบอด" มาบริหารประเทศ
ส่วนประเทศไทยที่ไม่ค่อยสงบสุขนัก เพราะมีคนลักษณะนี้ขึ้นมาเป็นใหญ่หรือไม่ ลองคิดกันเอาเอง


