·· ก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นเรื่อง ร้อน, แรง และ ส่งผลสะเทือนใหญ่หลวงต่อสังคม ทั้งยังเป็นเรื่อง เปลืองตัวรัฐบาลโดยใช่เหตุ ถึงขนาดมีการเปลี่ยนแปลง รองนายกรัฐมนตรี ที่ กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่ก็ยังมี แถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระอาการประชวรของสมเด็จพระสังฆราช ออกมาอีกเมื่อ วันที่ 15 กรกฎาคม 2547 ทั้ง ๆ ที่น่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่ามีแต่จะ สร้างความขัดแย้ง ไม่ต่างไปจาก ประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรื่องแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เมื่อ วันที่ 14 มกราคม 2547 ที่เพิ่ง หมด อายุ, หมดวาระ ลงไปเมื่อ วันที่ 15 กรกฎาคม 2547 แถลงการณ์ดังกล่าวเสมือนจะเป็นการถางทางและ สร้างเหตุผล ให้กับ การต่ออายุให้สมเด็จพระราชาคณะองค์เดิมผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ มหาเถรสมาคม ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
·· บอกตามตรงประสา “เซี่ยงเส้าหลง” ว่าเรื่องนี้ ใหญ่เกิน กว่าจะแก้ปัญหากันในระดับ สำนักงานพระพุทธ ศาสนาแห่งชาติ, สำนักนายกรัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี หรือแม้แต่ มหาเถรสมาคม แล้ว
·· ทำไม รัฐบาล ไม่ใช้ ความอดทน รอเวลาอีกสักหน่อยเพื่อแสวงหา แนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุด ไม่ใช่ ทำผิดซ้ำซาก เป็น ลิงแก้แห อย่างทุกวันนี้
·· อะไรคือ แนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุด ผู้น้อย “เซี่ยงเส้าหลง” ขอยืนยันอย่างที่เสนอมาตั้งแต่ มกราคม – กุมภาพันธ์ 2547 อีกครั้งหนึ่งว่าคือกระบวนการทำให้ การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช เป็น การลงนาม ใน พระบัญชา โดย พระองค์เอง หรือถ้ามั่นใจว่า พระองค์ไม่อาจปฏิบัติศาสนกิจใด ๆ ได้เลย (ซึ่ง ไม่จริง เพราะในประกาศฉบับ 14 มกราคม 2547 และล่าสุดแถลงการณ์ฉบับ 15 กรกฎาคม 2547 เองก็ ไม่มั่นใจ, เขียนกำกวม) ก็นำความขึ้น กราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์ เรื่องก็จะ จบ ลงอย่าง งดงาม ได้
·· แน่นอนว่าฝ่ายคัดค้านที่มี หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน, พระวัดป่า เป็น หัวหอก นั้นมี Hidden Agenda นอกเหนือจากประเด็น ตัวบทกฎหมาย แต่ “เซี่ยงเส้าหลง” ว่าก็เป็น Hidden Agenda ที่นอกจากจะ ไม่ชั่วร้าย แล้วยังควร รับฟัง, พิจารณาอย่างแยบยล เรื่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่าง ธรรมยุติกนิกาย กับ มหานิกาย หากแต่เป็นเรื่องของพุทธศาสนิกชนบางกลุ่มบางเหล่าเกรงว่า ลัทธิพระธรรมกาย ที่มีพื้นฐาน คำสอน, ความเชื่อ ตลอดจน วัตรปฏิบัติ แตกต่างและแปลกใหม่ออกไปจนพุทธศาสนิกชนบางกลุ่มบางเหล่าตลอดจนพระราชาคณะปัญญาชนบางรูปที่ได้รับความเคารพนับถือสูง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระธรรมปิฎก) เห็นชัดว่าเป็นเรื่อง นอกเหนือพระไตรปิฎก จึงเกรงกันว่า ลัทธิพระธรรมกาย ที่ในทางกฎหมายและทางปฏิบัติแล้วยังคงอยู่ใน คณะสงฆ์ไทย ในส่วนของ มหานิกาย จะอาศัย ความกว้างขวาง แผ่ขยายเข้ามาครอบงำ คณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิด การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ตามมาตรา 7 กฎหมายคณะสงฆ์ฉบับปี 2535 ที่ ล็อกตายตัว และ จำกัดพระราชอำนาจ หลายปีมานี้การดำเนินงานทางกฎหมายต่อ ธรรมกาย ที่อาจจะพิจารณาได้ว่า ล่าช้า, ไม่เด็ดขาด ในส่วนของ คณะสงฆ์ไทย ทั้งในส่วนขององค์กรปกครอง ระดับชาติ และ ระดับท้องถิ่น ก็พอจะเห็นได้ว่า ความกว้างขวาง ของ ลัทธิพระธรรมกาย นั้น ส่งผล แค่ไหนอย่างไร
·· ขอทำความเข้าใจ ณ บรรทัดนี้ก่อนว่า ลัทธิพระธรรมกาย จะถูกหรือจะผิดที่ไหนอย่างไรเป็นเรื่อง ลึกซึ้ง ทางพระไตรปิฎกที่ “เซี่ยงเส้าหลง” เป็นผู้น้อย ภูมิไม่ถึง จึงไม่ประสงค์จะกล่าวถึง ณ ที่นี้
·· แต่ประเด็นที่ต้องกล่าวถึงคือ เจตนารมณ์, ปณิธาน ของ 3 แกนหลักแห่ง วัดพระธรรมกาย คือ มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง, พระธัมมชโย และ พระทัตตชีโว ที่ต้องการให้องค์กรจัดตั้งในเครือเป็น วาติกันของพุทธศาสนา นั้นแม้จะเป็นแรงผลักดันในทางที่ ดี แต่ก็ได้นำมาซึ่งวิธีการ ขยายตัวให้เติบใหญ่อย่างไม่หยุดยั้ง ทั้ง กำลังเงิน, กำลังคน และ เครือข่าย เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะมีผลต่อ การเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเมืองระดับสูง เรื่องแบบนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประสบพบพานเป็นบทเรียนใหญ่มาแล้วกรณี ลัทธิฝ่าหลุนกง และในทางลึกของประเทศไทยเราเมื่อประมาณ ปี 2540 ก็มี ปัญหาบางประการ อยู่ตามสมควร
·· ก่อนหน้า แถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระอาการประชวรของสมเด็จพระสังฆราช วันที่ 15 กรกฎาคม 2547 คงจะจำกันได้ว่าเคยกระทำการลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วโดยผลักดันให้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ออก แถลงการณ์ ว่าด้วย พระอาการประชวร มาจนถึงการรื้อฟื้นเรื่องไม่ชอบมาพากลในอดีตของ ผู้ใกล้ชิดสมเด็จพระสังฆราช ในช่วง กุมภาพันธ์ 2547 ที่ผ่านมา
·· ซึ่ง “เซี่ยงเส้าหลง” ก็ได้เคยตั้งข้อสังเกตที่อาจจะ มองข้ามไป ว่าที่ทำได้ก็เป็นเพียงแค่ แถลงการณ์ในนามโรงพยาบาล ไม่มี แพทย์ คนหนึ่งคนใดสมัครใจจะ ออกความเห็น เพราะไม่ต้องการ จาบจ้วงล่วงเกินสมเด็จพระสังฆราช และต่างถือว่าเป็นผู้มี ภูมิไม่ถึง, ภูมิธรรมสามัญ ไม่อาจเข้าใจใน พระภิกษุผู้มีภูมิธรรมสูงกว่า อย่าง สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก พระองค์นี้ได้
·· ต้องเข้าใจพื้นฐานของกรณีนี้ว่านี่เป็น กระบวนการต่อสู้ต่อเนื่อง มาจากการรณรงค์ แก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์ เพื่อให้ทั้ง การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช กลับไปอยู่ที่ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดย สมบูรณ์, ไม่มีข้อจำกัด เหมือนเมื่อครั้ง ก่อนปี 2535 ขอ “เซี่ยงเส้าหลง” ย้อนเล่ารายละเอียดสักหน่อย
·· ปัจจุบันนี้ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ใน มาตรา 7, มาตรา 10 เนื้อหาว่าด้วย การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช, การปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หากพิจารณาโดยเคร่งครัดแล้วล่อแหลมต่อสถานะ ขัด, แย้ง กับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ใน มาตรา 12 และไม่เป็นไปตาม ประเพณีการปกครองคณะสงฆ์ ที่ให้ยึดถือ อาวุโสทางพรรษา ไม่ใช่ อาวุโสทางสมณศักดิ์ เป็นการแก้ไข พลิกหลักการเดิม ตั้งแต่เมื่อ วันที่ 10 มกราคม 2535 ในสมัยรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน (ที่มีหนึ่งในรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลชื่อ อาสา สารสิน ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ราชเลขาธิการ ที่เป็นคนวัฒนธรรมเดียวกับ บัณฑูร ล่ำซำ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องพอสมควรในส่วนของ มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย) แต่ก็ไม่เคยมีเหตุการณ์ที่จะเข้าด้วย 2 มาตราที่พลิกหลักการเดิม เพราะยังไม่เคยมีกรณี สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช อีกเลย หลังปี 2535 มาเริ่มเห็นปัญหาชัดก็ในกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 14 มกราคม 2547 นี้แหละที่เกิดมี การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (ตาม มาตรา 10) และมีแนวโน้มในอนาคตอันใกล้ไม่เกิน 10 ปีจากนี้ไปว่าจะต้องมี การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช (ตาม มาตรา 7) เป็นครั้งแรกตามกฎหมายใหม่
·· แรกเริ่มเดิมที การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช นั้น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 บัญญัติไว้ใน มาตรา 7 ว่า “...พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช.” หมายความว่าเป็น พระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ แต่เมื่อ ปี 2535 แก้ไขเพิ่มเติมใหม่เป็น “...นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช.” เท่ากับ จำกัดพระราชอำนาจ ให้อยู่ใน กรอบ ถึง 2 ชั้น ด้วยกัน
·· กรอบชั้นที่ 1 อยู่ที่ นายกรัฐมนตรี และ มหาเถรสมาคม จะเลือกทูลเกล้านาม สมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่งรูปใด ขึ้นไป
·· กรอบชั้นที่ 2 อยู่ที่กฎหมายใหม่ กำหนดตายตัว ไว้ที่ สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เท่ากับ ล็อกตายตัว ไว้กับ สมณศักดิ์ ไม่ใช่ เปิดกว้าง โดยไม่เขียนไว้ในกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้พิจารณา ความเหมาะสม ด้วย
·· ในส่วนของกรอบชั้นที่ 2 นี้เมื่อพิจารณา มาตรา 10 กรณี แต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ที่แก้ไขในคราวเดียวกันเมื่อ ปี 2535 ให้ยึดหลัก อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ แทนที่ของเดิมที่ให้ยึดหลัก อาวุโสโดยพรรษา เป็นที่ถกเถียงกันมากมานานแล้วว่าเป็นการกระทบ พระวินัย ที่กำหนดให้พระสงฆ์นับถือ อาวุโสทางพรรษา แค่ไหนอย่างไรหรือไม่
·· ทีนี้หันมาลองพิจารณา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ใน หมวดพระมหากษัตริย์ จะพบว่าที่ มาตรา 11 บัญญัติไว้ว่า “...พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์.” จะหมายความเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเป็น พระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ ไม่ถูก จำกัด ด้วย กรอบ และ การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช นั้นน่าจะถือว่าเข้าข่ายมาตรานี้โดยพิจารณาจากถ้อยคำ ฐานันดร ที่แปลว่า “...ลำดับในการกำหนดชั้นบุคคล เช่น ยศ, บรรดาศักดิ์.” ส่วน สถาปนา ก็แปลว่า “...ยกย่องโดยแต่งตั้งให้สูงขึ้น.” ดังนั้นความใน มาตรา 7 แห่ง พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ที่กำหนด กรอบ สติปัญญาความรู้ทางกฎหมายระดับ “เซี่ยงเส้าหลง” พิจารณาได้ในชั้นต้นว่า ขัด, แย้ง แต่จะชัดเจนและเป็น ข้อสรุป, ข้อยุติ ก็ต่อเมื่อผ่านการวินิจฉัยจาก ศาลรัฐธรรมนูญ หากยังไม่มีการพิจารณาวินิจฉัย มาตรา 7 แห่ง พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ก็ยังถือว่า ใช้ได้ เรื่องก็มีอยู่เท่านี้
·· ที่เล่ามาก็เป็น ปัญหาพื้นฐาน ตั้งแต่ ปี 2546 ที่กลุ่ม ทองก้อน วงศ์สมุทร ในฐานภาพ Nominee ของ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เคลื่อนไหวทางความคิดอยู่ใน ภาคอีสาน โดยในชั้นต้นเตรียมการล่ารายชื่อ 2 ล้านรายชื่อ ที่คงจะจำกันได้ว่าเมื่อปลายปีที่แล้ว คนของรัฐบาล ออกมา ปูดข่าวแต่ปูดไปปูดมาประเด็นไหลเลื่อนเคลื่อนไปเป็น เสนอตั้งพระสังฆราช 2 องค์ จนก่อให้เกิด ความเข้าใจผิด จนกลุ่มผู้เคลื่อนไหวแก้กฎหมายคณะสงฆ์จำเป็นต้อง ยุติความเคลื่อนไหว เพื่อเห็นแก่ ส่วนรวม ไปแล้ว
·· ทว่าไป ๆ มา ๆ ประกาศแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช – ฉบับวันที่ 14 มกราคม 2547 เสียเองที่เสี่ยงต่อการทำให้พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนจำนวนหนึ่งเห็นไปได้ว่า ตั้งสังฆราชซ้อน ขึ้นมา
·· ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของ มาตรา 10 ว่าด้วย การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ที่ไม่ว่ากฎหมายเก่า (ก่อนปี 2535) หรือกฎหมายใหม่ (หลังปี 2535) ก็ ไม่แตกต่างกัน กล่าวคือกำหนดให้เป็นหน้าที่ของ มหาเถรสมาคม ส่วนที่แตกต่างคือกฎหมายเก่าให้ถือ อาวุโสทางพรรษา ขณะกฎหมายใหม่ให้ถือ อาวุโสทางสมณศักดิ์ แต่ประเด็นที่ คณะสงฆ์วัดป่า, หลวงตามหาบัว ผ่านทาง ทองก้อน วงศ์สมุทร นำมาเคลื่อนไหวคัดค้านอยู่ที่ความตอนต้นของ มาตรา 10 ที่ทั้งกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่มีอยู่เหมือนกันว่า “...ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช.” โดยสามัญสำนึกของคนที่แม้จะไม่เคยเรียนทางกฎหมายมาก่อนก็ต้องเข้าใจว่าหมายถึง สิ้นพระชนม์ จึงไม่มีปัญหาว่าในขณะเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2547 จะถือว่า “...ไม่มี.” ไม่ได้ในเมื่อ สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ยังทรง มีอยู่, ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ และ ทรงประทับอยู่ในประเทศไทย แม้จะทรง ประชวร แต่ก็ยังทรง ปฏิบัติศาสนกิจได้ ไม่น่าจะถือได้ว่าเท่ากับ “...ไม่มี.” ประกอบกับในประกาศฉบับปัญหาเองก็กล่าวถึงพระอาการ ประชวร, การทรงงาน ไว้อย่าง กำกวม กล่าวคือข้อความที่ว่า “...ตามที่สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก มีพระอาการประชวรหลายระบบ และเสด็จเข้าประทับรักษาพระองค์ ณ ตึกวชิรญาณสามัคคีพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่ต้นปี 2545 นั้น คณะแพทย์ได้ถวายการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องมาตลอด จนพระอาการบางระบบดีขึ้น สามารถเสด็จออกจากโรงพยาบาลไปทรงปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นครั้งคราว แต่...” โปรดสังเกตตรงคำว่า ทรงปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นครั้งคราว จะเข้าข่าย เงื่อนไข ที่ว่า “...ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช.” ได้กระนั้นหรือ
·· ข้อคัดค้านข้างต้น มีมูล, มีเหตุผล อย่างแน่นอนที่สุดจึงเป็นผลให้ คนหลายคน บำเพ็ญตนเป็น (คณะ)ลิงแก้แห ต้องวิ่งพล่านไปที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (เหมือนที่วิ่งไปหลายครั้งในรอบ 2 ปีที่ผ่านมานี้) ให้ออก แถลงการณ์ มา รองรับความชอบธรรม และจัดการ แก้แห ไปถึงเรื่องในอดีตของ คณะผู้แวดล้อมสมเด็จพระสังฆราช อย่างที่เห็นกัน
·· เข้าใจพื้นฐานโดยลำดับมาอย่างนี้แล้วจะไม่ยากที่จะเข้าใจว่า แถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระอาการประชวรของสมเด็จพระสังฆราช วันที่ 15 กรกฎาคม 2547 ยังคงอยู่ในกรอบ ยุทธวิธีเดิม เท่านั้นเอง
·· ประเด็น สำคัญที่สุด ที่ “เซี่ยงเส้าหลง” ตอกย้ำมาโดยตลอดคือต้องเข้าใจความจริงพื้นฐานประการสำคัญที่สุดประการหนึ่งว่า สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก พระองค์นี้ได้รับ การสถาปนา ขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ 29 ตั้งแต่ ปี 2532 นั่นคือ ก่อนปี 2535 ครั้งยังบังคับใช้ด้วย กฎหมายเก่า จึงเท่ากับเป็นการสถาปนาโดย พระราชอำนาจสมบูรณ์ของพระมหากษัตริย์ หากจะมีการกระทำใด ๆ ให้เกิดความเข้าใจขึ้นในหมู่พุทธศาสนิกชนและพสกนิกรชาวไทยว่าเกิดมี สมเด็จพระสังฆราชซ้อน การกระทำนั้นจะต้อง คิดให้รอบคอบ เป็นกรณีพิเศษ
·· และในเมื่อแน่นอนว่านี้ไม่ใช่เรื่องของ กฎหมาย ล้วน ๆ หากยังเป็นเรื่องของ นิกาย ที่ตั้งอยู่บน สถานการณ์พื้นฐานอย่างใหม่ ในประเด็น ความขัดแย้งในการตีความพระพุทธศาสนา หลังเกิดกรณี วัดพระธรรมกาย ถ้าจะทำกันง่าย ๆ ด้วยวิธีการ หักด้ามพร้าด้วยเข่า เรื่องจะ ลุกลาม จนควบคุมไม่ได้
·· เข้าใจอยู่ว่านี่เป็น ปัญหาหนักอกของรัฐบาล เพราะนี่คือ ปัญหาในหมู่สงฆ์ ที่หากแก้ไม่ดีพอจะก่อให้เกิด แนวโน้มสังฆเภท อันเป็น บาปหนัก ระดับ อนันตริยกรรม ดังที่คณะสงฆ์วัดป่าเคยออกแถลงการณ์เมื่อ วันที่ 28 มกราคม 2547 เวลา 13.00 น. ที่ วัดป่ากกสะทอน อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีความตอนหนึ่งว่า “...การประกาศแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นผลให้กรณีพิพาทบังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วราชอาณาจักร และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในวงชาวพุทธ หากอธิกรณ์นี้มิได้ถูกระงับลง เหตุการณ์อาจลุกลามบานปลายถึงขั้นกระทำการเป็นสังฆเภท ทำคณะสงฆ์ให้แตกแยกจากกัน ไม่สามารถจะลงรอยร่วมสังฆกรรมกันได้ กลายเป็นการสร้างกรรมหนักที่สุดในพระพุทธศาสนา เพราะประกาศดังกล่าวเป็นต้นเหตุ.” ขอเป็นกำลังใจให้ คนของรัฐบาลทุกคน ในการใช้ สติ, ปัญญา แก้ปัญหาทั้งมวล

คารวะรัฐบุรุษอาวุโสของโลก – ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และท่านผู้หญิงดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ และนางกราซา มาเชล ภริยา ในโอกาสที่เดินทางมาร่วมประชุมนานาชาติโรคเอดส์ครั้งที่ 15 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ นอกจากเรื่องโรคเอดส์แล้ว ยังได้หารือกันในประเด็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภูมิภาคเอเชีย-แอฟริกาในทุก ๆ ด้านอีกด้วย
·· บอกตามตรงประสา “เซี่ยงเส้าหลง” ว่าเรื่องนี้ ใหญ่เกิน กว่าจะแก้ปัญหากันในระดับ สำนักงานพระพุทธ ศาสนาแห่งชาติ, สำนักนายกรัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี หรือแม้แต่ มหาเถรสมาคม แล้ว
·· ทำไม รัฐบาล ไม่ใช้ ความอดทน รอเวลาอีกสักหน่อยเพื่อแสวงหา แนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุด ไม่ใช่ ทำผิดซ้ำซาก เป็น ลิงแก้แห อย่างทุกวันนี้
·· อะไรคือ แนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุด ผู้น้อย “เซี่ยงเส้าหลง” ขอยืนยันอย่างที่เสนอมาตั้งแต่ มกราคม – กุมภาพันธ์ 2547 อีกครั้งหนึ่งว่าคือกระบวนการทำให้ การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช เป็น การลงนาม ใน พระบัญชา โดย พระองค์เอง หรือถ้ามั่นใจว่า พระองค์ไม่อาจปฏิบัติศาสนกิจใด ๆ ได้เลย (ซึ่ง ไม่จริง เพราะในประกาศฉบับ 14 มกราคม 2547 และล่าสุดแถลงการณ์ฉบับ 15 กรกฎาคม 2547 เองก็ ไม่มั่นใจ, เขียนกำกวม) ก็นำความขึ้น กราบบังคมทูลพระมหากษัตริย์ เรื่องก็จะ จบ ลงอย่าง งดงาม ได้
·· แน่นอนว่าฝ่ายคัดค้านที่มี หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน, พระวัดป่า เป็น หัวหอก นั้นมี Hidden Agenda นอกเหนือจากประเด็น ตัวบทกฎหมาย แต่ “เซี่ยงเส้าหลง” ว่าก็เป็น Hidden Agenda ที่นอกจากจะ ไม่ชั่วร้าย แล้วยังควร รับฟัง, พิจารณาอย่างแยบยล เรื่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่าง ธรรมยุติกนิกาย กับ มหานิกาย หากแต่เป็นเรื่องของพุทธศาสนิกชนบางกลุ่มบางเหล่าเกรงว่า ลัทธิพระธรรมกาย ที่มีพื้นฐาน คำสอน, ความเชื่อ ตลอดจน วัตรปฏิบัติ แตกต่างและแปลกใหม่ออกไปจนพุทธศาสนิกชนบางกลุ่มบางเหล่าตลอดจนพระราชาคณะปัญญาชนบางรูปที่ได้รับความเคารพนับถือสูง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระธรรมปิฎก) เห็นชัดว่าเป็นเรื่อง นอกเหนือพระไตรปิฎก จึงเกรงกันว่า ลัทธิพระธรรมกาย ที่ในทางกฎหมายและทางปฏิบัติแล้วยังคงอยู่ใน คณะสงฆ์ไทย ในส่วนของ มหานิกาย จะอาศัย ความกว้างขวาง แผ่ขยายเข้ามาครอบงำ คณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิด การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ตามมาตรา 7 กฎหมายคณะสงฆ์ฉบับปี 2535 ที่ ล็อกตายตัว และ จำกัดพระราชอำนาจ หลายปีมานี้การดำเนินงานทางกฎหมายต่อ ธรรมกาย ที่อาจจะพิจารณาได้ว่า ล่าช้า, ไม่เด็ดขาด ในส่วนของ คณะสงฆ์ไทย ทั้งในส่วนขององค์กรปกครอง ระดับชาติ และ ระดับท้องถิ่น ก็พอจะเห็นได้ว่า ความกว้างขวาง ของ ลัทธิพระธรรมกาย นั้น ส่งผล แค่ไหนอย่างไร
·· ขอทำความเข้าใจ ณ บรรทัดนี้ก่อนว่า ลัทธิพระธรรมกาย จะถูกหรือจะผิดที่ไหนอย่างไรเป็นเรื่อง ลึกซึ้ง ทางพระไตรปิฎกที่ “เซี่ยงเส้าหลง” เป็นผู้น้อย ภูมิไม่ถึง จึงไม่ประสงค์จะกล่าวถึง ณ ที่นี้
·· แต่ประเด็นที่ต้องกล่าวถึงคือ เจตนารมณ์, ปณิธาน ของ 3 แกนหลักแห่ง วัดพระธรรมกาย คือ มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง, พระธัมมชโย และ พระทัตตชีโว ที่ต้องการให้องค์กรจัดตั้งในเครือเป็น วาติกันของพุทธศาสนา นั้นแม้จะเป็นแรงผลักดันในทางที่ ดี แต่ก็ได้นำมาซึ่งวิธีการ ขยายตัวให้เติบใหญ่อย่างไม่หยุดยั้ง ทั้ง กำลังเงิน, กำลังคน และ เครือข่าย เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะมีผลต่อ การเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเมืองระดับสูง เรื่องแบบนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประสบพบพานเป็นบทเรียนใหญ่มาแล้วกรณี ลัทธิฝ่าหลุนกง และในทางลึกของประเทศไทยเราเมื่อประมาณ ปี 2540 ก็มี ปัญหาบางประการ อยู่ตามสมควร
·· ก่อนหน้า แถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระอาการประชวรของสมเด็จพระสังฆราช วันที่ 15 กรกฎาคม 2547 คงจะจำกันได้ว่าเคยกระทำการลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วโดยผลักดันให้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ออก แถลงการณ์ ว่าด้วย พระอาการประชวร มาจนถึงการรื้อฟื้นเรื่องไม่ชอบมาพากลในอดีตของ ผู้ใกล้ชิดสมเด็จพระสังฆราช ในช่วง กุมภาพันธ์ 2547 ที่ผ่านมา
·· ซึ่ง “เซี่ยงเส้าหลง” ก็ได้เคยตั้งข้อสังเกตที่อาจจะ มองข้ามไป ว่าที่ทำได้ก็เป็นเพียงแค่ แถลงการณ์ในนามโรงพยาบาล ไม่มี แพทย์ คนหนึ่งคนใดสมัครใจจะ ออกความเห็น เพราะไม่ต้องการ จาบจ้วงล่วงเกินสมเด็จพระสังฆราช และต่างถือว่าเป็นผู้มี ภูมิไม่ถึง, ภูมิธรรมสามัญ ไม่อาจเข้าใจใน พระภิกษุผู้มีภูมิธรรมสูงกว่า อย่าง สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก พระองค์นี้ได้
·· ต้องเข้าใจพื้นฐานของกรณีนี้ว่านี่เป็น กระบวนการต่อสู้ต่อเนื่อง มาจากการรณรงค์ แก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์ เพื่อให้ทั้ง การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช กลับไปอยู่ที่ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดย สมบูรณ์, ไม่มีข้อจำกัด เหมือนเมื่อครั้ง ก่อนปี 2535 ขอ “เซี่ยงเส้าหลง” ย้อนเล่ารายละเอียดสักหน่อย
·· ปัจจุบันนี้ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ใน มาตรา 7, มาตรา 10 เนื้อหาว่าด้วย การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช, การปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หากพิจารณาโดยเคร่งครัดแล้วล่อแหลมต่อสถานะ ขัด, แย้ง กับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ใน มาตรา 12 และไม่เป็นไปตาม ประเพณีการปกครองคณะสงฆ์ ที่ให้ยึดถือ อาวุโสทางพรรษา ไม่ใช่ อาวุโสทางสมณศักดิ์ เป็นการแก้ไข พลิกหลักการเดิม ตั้งแต่เมื่อ วันที่ 10 มกราคม 2535 ในสมัยรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน (ที่มีหนึ่งในรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลชื่อ อาสา สารสิน ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ราชเลขาธิการ ที่เป็นคนวัฒนธรรมเดียวกับ บัณฑูร ล่ำซำ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องพอสมควรในส่วนของ มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย) แต่ก็ไม่เคยมีเหตุการณ์ที่จะเข้าด้วย 2 มาตราที่พลิกหลักการเดิม เพราะยังไม่เคยมีกรณี สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช อีกเลย หลังปี 2535 มาเริ่มเห็นปัญหาชัดก็ในกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 14 มกราคม 2547 นี้แหละที่เกิดมี การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (ตาม มาตรา 10) และมีแนวโน้มในอนาคตอันใกล้ไม่เกิน 10 ปีจากนี้ไปว่าจะต้องมี การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช (ตาม มาตรา 7) เป็นครั้งแรกตามกฎหมายใหม่
·· แรกเริ่มเดิมที การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช นั้น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 บัญญัติไว้ใน มาตรา 7 ว่า “...พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช.” หมายความว่าเป็น พระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ แต่เมื่อ ปี 2535 แก้ไขเพิ่มเติมใหม่เป็น “...นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช.” เท่ากับ จำกัดพระราชอำนาจ ให้อยู่ใน กรอบ ถึง 2 ชั้น ด้วยกัน
·· กรอบชั้นที่ 1 อยู่ที่ นายกรัฐมนตรี และ มหาเถรสมาคม จะเลือกทูลเกล้านาม สมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่งรูปใด ขึ้นไป
·· กรอบชั้นที่ 2 อยู่ที่กฎหมายใหม่ กำหนดตายตัว ไว้ที่ สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เท่ากับ ล็อกตายตัว ไว้กับ สมณศักดิ์ ไม่ใช่ เปิดกว้าง โดยไม่เขียนไว้ในกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้พิจารณา ความเหมาะสม ด้วย
·· ในส่วนของกรอบชั้นที่ 2 นี้เมื่อพิจารณา มาตรา 10 กรณี แต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ที่แก้ไขในคราวเดียวกันเมื่อ ปี 2535 ให้ยึดหลัก อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ แทนที่ของเดิมที่ให้ยึดหลัก อาวุโสโดยพรรษา เป็นที่ถกเถียงกันมากมานานแล้วว่าเป็นการกระทบ พระวินัย ที่กำหนดให้พระสงฆ์นับถือ อาวุโสทางพรรษา แค่ไหนอย่างไรหรือไม่
·· ทีนี้หันมาลองพิจารณา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ใน หมวดพระมหากษัตริย์ จะพบว่าที่ มาตรา 11 บัญญัติไว้ว่า “...พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์.” จะหมายความเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเป็น พระราชอำนาจโดยสมบูรณ์ ไม่ถูก จำกัด ด้วย กรอบ และ การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช นั้นน่าจะถือว่าเข้าข่ายมาตรานี้โดยพิจารณาจากถ้อยคำ ฐานันดร ที่แปลว่า “...ลำดับในการกำหนดชั้นบุคคล เช่น ยศ, บรรดาศักดิ์.” ส่วน สถาปนา ก็แปลว่า “...ยกย่องโดยแต่งตั้งให้สูงขึ้น.” ดังนั้นความใน มาตรา 7 แห่ง พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ที่กำหนด กรอบ สติปัญญาความรู้ทางกฎหมายระดับ “เซี่ยงเส้าหลง” พิจารณาได้ในชั้นต้นว่า ขัด, แย้ง แต่จะชัดเจนและเป็น ข้อสรุป, ข้อยุติ ก็ต่อเมื่อผ่านการวินิจฉัยจาก ศาลรัฐธรรมนูญ หากยังไม่มีการพิจารณาวินิจฉัย มาตรา 7 แห่ง พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ก็ยังถือว่า ใช้ได้ เรื่องก็มีอยู่เท่านี้
·· ที่เล่ามาก็เป็น ปัญหาพื้นฐาน ตั้งแต่ ปี 2546 ที่กลุ่ม ทองก้อน วงศ์สมุทร ในฐานภาพ Nominee ของ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เคลื่อนไหวทางความคิดอยู่ใน ภาคอีสาน โดยในชั้นต้นเตรียมการล่ารายชื่อ 2 ล้านรายชื่อ ที่คงจะจำกันได้ว่าเมื่อปลายปีที่แล้ว คนของรัฐบาล ออกมา ปูดข่าวแต่ปูดไปปูดมาประเด็นไหลเลื่อนเคลื่อนไปเป็น เสนอตั้งพระสังฆราช 2 องค์ จนก่อให้เกิด ความเข้าใจผิด จนกลุ่มผู้เคลื่อนไหวแก้กฎหมายคณะสงฆ์จำเป็นต้อง ยุติความเคลื่อนไหว เพื่อเห็นแก่ ส่วนรวม ไปแล้ว
·· ทว่าไป ๆ มา ๆ ประกาศแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช – ฉบับวันที่ 14 มกราคม 2547 เสียเองที่เสี่ยงต่อการทำให้พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนจำนวนหนึ่งเห็นไปได้ว่า ตั้งสังฆราชซ้อน ขึ้นมา
·· ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของ มาตรา 10 ว่าด้วย การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ที่ไม่ว่ากฎหมายเก่า (ก่อนปี 2535) หรือกฎหมายใหม่ (หลังปี 2535) ก็ ไม่แตกต่างกัน กล่าวคือกำหนดให้เป็นหน้าที่ของ มหาเถรสมาคม ส่วนที่แตกต่างคือกฎหมายเก่าให้ถือ อาวุโสทางพรรษา ขณะกฎหมายใหม่ให้ถือ อาวุโสทางสมณศักดิ์ แต่ประเด็นที่ คณะสงฆ์วัดป่า, หลวงตามหาบัว ผ่านทาง ทองก้อน วงศ์สมุทร นำมาเคลื่อนไหวคัดค้านอยู่ที่ความตอนต้นของ มาตรา 10 ที่ทั้งกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่มีอยู่เหมือนกันว่า “...ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช.” โดยสามัญสำนึกของคนที่แม้จะไม่เคยเรียนทางกฎหมายมาก่อนก็ต้องเข้าใจว่าหมายถึง สิ้นพระชนม์ จึงไม่มีปัญหาว่าในขณะเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2547 จะถือว่า “...ไม่มี.” ไม่ได้ในเมื่อ สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ยังทรง มีอยู่, ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ และ ทรงประทับอยู่ในประเทศไทย แม้จะทรง ประชวร แต่ก็ยังทรง ปฏิบัติศาสนกิจได้ ไม่น่าจะถือได้ว่าเท่ากับ “...ไม่มี.” ประกอบกับในประกาศฉบับปัญหาเองก็กล่าวถึงพระอาการ ประชวร, การทรงงาน ไว้อย่าง กำกวม กล่าวคือข้อความที่ว่า “...ตามที่สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก มีพระอาการประชวรหลายระบบ และเสด็จเข้าประทับรักษาพระองค์ ณ ตึกวชิรญาณสามัคคีพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่ต้นปี 2545 นั้น คณะแพทย์ได้ถวายการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องมาตลอด จนพระอาการบางระบบดีขึ้น สามารถเสด็จออกจากโรงพยาบาลไปทรงปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นครั้งคราว แต่...” โปรดสังเกตตรงคำว่า ทรงปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นครั้งคราว จะเข้าข่าย เงื่อนไข ที่ว่า “...ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช.” ได้กระนั้นหรือ
·· ข้อคัดค้านข้างต้น มีมูล, มีเหตุผล อย่างแน่นอนที่สุดจึงเป็นผลให้ คนหลายคน บำเพ็ญตนเป็น (คณะ)ลิงแก้แห ต้องวิ่งพล่านไปที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (เหมือนที่วิ่งไปหลายครั้งในรอบ 2 ปีที่ผ่านมานี้) ให้ออก แถลงการณ์ มา รองรับความชอบธรรม และจัดการ แก้แห ไปถึงเรื่องในอดีตของ คณะผู้แวดล้อมสมเด็จพระสังฆราช อย่างที่เห็นกัน
·· เข้าใจพื้นฐานโดยลำดับมาอย่างนี้แล้วจะไม่ยากที่จะเข้าใจว่า แถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระอาการประชวรของสมเด็จพระสังฆราช วันที่ 15 กรกฎาคม 2547 ยังคงอยู่ในกรอบ ยุทธวิธีเดิม เท่านั้นเอง
·· ประเด็น สำคัญที่สุด ที่ “เซี่ยงเส้าหลง” ตอกย้ำมาโดยตลอดคือต้องเข้าใจความจริงพื้นฐานประการสำคัญที่สุดประการหนึ่งว่า สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก พระองค์นี้ได้รับ การสถาปนา ขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราชลำดับที่ 29 ตั้งแต่ ปี 2532 นั่นคือ ก่อนปี 2535 ครั้งยังบังคับใช้ด้วย กฎหมายเก่า จึงเท่ากับเป็นการสถาปนาโดย พระราชอำนาจสมบูรณ์ของพระมหากษัตริย์ หากจะมีการกระทำใด ๆ ให้เกิดความเข้าใจขึ้นในหมู่พุทธศาสนิกชนและพสกนิกรชาวไทยว่าเกิดมี สมเด็จพระสังฆราชซ้อน การกระทำนั้นจะต้อง คิดให้รอบคอบ เป็นกรณีพิเศษ
·· และในเมื่อแน่นอนว่านี้ไม่ใช่เรื่องของ กฎหมาย ล้วน ๆ หากยังเป็นเรื่องของ นิกาย ที่ตั้งอยู่บน สถานการณ์พื้นฐานอย่างใหม่ ในประเด็น ความขัดแย้งในการตีความพระพุทธศาสนา หลังเกิดกรณี วัดพระธรรมกาย ถ้าจะทำกันง่าย ๆ ด้วยวิธีการ หักด้ามพร้าด้วยเข่า เรื่องจะ ลุกลาม จนควบคุมไม่ได้
·· เข้าใจอยู่ว่านี่เป็น ปัญหาหนักอกของรัฐบาล เพราะนี่คือ ปัญหาในหมู่สงฆ์ ที่หากแก้ไม่ดีพอจะก่อให้เกิด แนวโน้มสังฆเภท อันเป็น บาปหนัก ระดับ อนันตริยกรรม ดังที่คณะสงฆ์วัดป่าเคยออกแถลงการณ์เมื่อ วันที่ 28 มกราคม 2547 เวลา 13.00 น. ที่ วัดป่ากกสะทอน อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีความตอนหนึ่งว่า “...การประกาศแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นผลให้กรณีพิพาทบังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วราชอาณาจักร และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในวงชาวพุทธ หากอธิกรณ์นี้มิได้ถูกระงับลง เหตุการณ์อาจลุกลามบานปลายถึงขั้นกระทำการเป็นสังฆเภท ทำคณะสงฆ์ให้แตกแยกจากกัน ไม่สามารถจะลงรอยร่วมสังฆกรรมกันได้ กลายเป็นการสร้างกรรมหนักที่สุดในพระพุทธศาสนา เพราะประกาศดังกล่าวเป็นต้นเหตุ.” ขอเป็นกำลังใจให้ คนของรัฐบาลทุกคน ในการใช้ สติ, ปัญญา แก้ปัญหาทั้งมวล
คารวะรัฐบุรุษอาวุโสของโลก – ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และท่านผู้หญิงดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ และนางกราซา มาเชล ภริยา ในโอกาสที่เดินทางมาร่วมประชุมนานาชาติโรคเอดส์ครั้งที่ 15 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ นอกจากเรื่องโรคเอดส์แล้ว ยังได้หารือกันในประเด็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภูมิภาคเอเชีย-แอฟริกาในทุก ๆ ด้านอีกด้วย