•• เขียนเรื่อง โฆษณาชุดทุนทางปัญญา ของ ธนาคารกรุงไทย ไปยาวเหยียดเมื่อวานซืนนี้มีโทรศัพท์จากกำนันผู้ใหญ่บ้านสองสามคนเข้ามาที่นี่ช่วงเช้าวานนี้ขอให้ “เซี่ยงเส้าหลง” อย่า เหมารวม ว่า กระแสคัดค้าน นั้นมาจาก กำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งหมด, กำนันผู้ใหญ่บ้านส่วนใหญ่ เป็นเพียงความคิดเห็นและการเคลื่อนไหวของ กำนันผู้ใหญ่บ้านส่วนหนึ่ง ที่มีบทบาทอยู่ใน สมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย ภายใต้การนำของ สรศักดิ์ จิรธรรมประดับ – นายกสมาคม ที่ออกจะ คับแคบ เชื่อว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านส่วนใหญ่แค่ทำหน้าที่ได้ สมบูรณ์ ครบทั้ง 19 ประการ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ เหนื่อย จนแทบไม่มีเวลามาใส่ใจกับ เรื่องไร้สาระ และที่สำคัญไม่ว่าจะมีใครเข้าใจอย่างไรจากการดูโฆษณาแล้วก็ตามนั่นก็เป็น มุมมองจากภายนอก ไม่สำคัญเท่ากับว่า ตัวตนที่แท้ ว่า คืออะไร หรอก
•• กำนันผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งบอกผ่าน “เซี่ยงเส้าหลง” ไปยัง สรศักดิ์ จิรธรรมประดับ ว่าขอให้ระลึกถึง คุณ ธรรมของนักปกครอง ที่ พระยาสุนทรพิพิธ เคยกล่าวไว้เป็นอมตะ “...นักรัฐศาสตร์เปรียบเสมือนเทียนไข ที่ยอมเผาผลาญตนเอง เพื่อแสงสว่างแก่ผู้อื่น.” ศักดิ์ศรีที่แท้อยู่ตรงนั้น
•• เพลง ผู้ใหญ่ลี ฉบับดั้งเดิมผลงานประพันธ์ของ พิพัฒน์ บริบูรณ์ ขับร้องโดย ภรรยา ของเขาเองที่ใช้ชื่อว่า ศักดิ์ศรี ศรีอักษร นั้นโด่งดังมากที่สุดเมื่อ เกือบ 50 ปีก่อน มีความเป็นมาสนุกสนานอย่างไรวันนี้เปิดอ่านได้ในคอลัมน์ รุ่งมณีฟรีสไตล์ ใน หน้าบันเทิง ผู้จัดการรายวัน ภายใต้หัวเรื่อง เบื้องหลังผู้ใหญ่ลี ก็ได้เหมือนกัน
•• แต่ถ้าจะให้ได้อรรถรสสมบูรณ์ที่สุด “เซี่ยงเส้าหลง” ขอแนะนำให้อ่านจาก อีสานคดีชุดลูกทุ่งอีสาน – ประ วัติศาสตร์อีสานและตำนานเพลงลูกทุ่ง หนังสือเล่มขนาดใหญ่ หนา 656 หน้า – ราคา 850 บาท ผลงานศึกษาวิจัยของ แวง พลังวรรณ มีบทสัมภาษณ์ทั้ง พิพัฒน์ บริบูรณ์ และ ศักดิ์ศรี ศรีอักษร พร้อมทั้งเรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่แสดงให้เห็นถึง พลัง, อิทธิพล, ผลสะเทือน และ ผลสะท้อน ของเพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่งที่ชื่อ ผู้ใหญ่ลี นับว่ามากมายหลายด้านยากจะหาเพลงใดมาเทียบได้ ภาพรวม แม้จะเป็นเพลงที่ สนุกสนาน, ล้ำลึก แต่ก็มี ข้อยกเว้น คนที่ไม่สนุกด้วยก็คือ คนชื่อลี หรือ คนมีพ่อชื่อลี หรือคนที่ถูกกระเซ้าเย้าแหย่ด้วยวลี “...หมาน่อย ๆ ๆ ธรรมดา.” เล่าไว้ว่าเกิดเหตุ ฆ่ากันตาย มาแล้ว
•• ฟังปาฐกถาครั้งล่าสุดที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ต่อหน้า ภาคธุรกิจเอกชน แล้วจะพบว่าปมเงื่อนสำคัญที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำมาใช้ในการวาง ยุทธศาสตร์ชาติ มาโดยลำดับนั้นคือกระบวนการสร้าง เศรษฐกิจภายในประเทศ ขึ้นมา เสริม, ทดแทน เศรษฐกิจแนวทางเดิมที่มุ่งหวังแต่ การลงทุนจากต่างประ เทศ, รายได้จากการส่งออก เป็น ด้านหลัก แนวนโยบายประเภท เอื้ออาทร ที่ระดับ รากหญ้า ต่าง ๆ นั้นคือ สนามเพลาะภายในประเทศ ที่จะป้องกันตนเองจาก ผลด้านลบ ของ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของโลก ซึ่งถึงที่สุดแล้วก็เป็นนำบางส่วนของ ลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจ เข้ามา ประยุกต์ใช้ จะเข้าใจพื้นฐานความคิดที่ก่อรูปขึ้นเป็น นโยบายของรัฐบาล, ยุทธศาสตร์ชาติ ให้ได้ดีระดับหนึ่ง ณ วันนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” ขอแนะนำให้อ่าน ปาฐกถาพิเศษ ของ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ หัวข้อ Asia finds its own way: The Thai roadmap ที่ไปแสดงในต่างแดน โรงเรียนศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน : Central Party School of the Communist Party of China ที่ ปักกิ่ง, สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อช่วง ต้นปี 2546 โดยเปิดอ่านจากเว็บไซต์ www.atimes.com เปิดตรงไปได้เลยที่ http://www.atimes.com/atimes/Southeast_Asia/EE30Ae02.html ในหัวเรื่องที่ว่า Asia finds its own way: The Thai roadmap หรือจะอ่านฉบับแปลเป็น ภาษาไทย แล้วก็ได้ภายใต้หัวข้อ ทางเลือกของเอเชีย : แผนของไทย วันนี้ยังคงมีอยู่ใน www.manager.co.th ตรงส่วน ข่าวจาก Asia Times หรือเปิดตรงไปที่ http://www.manager.co.th/around/viewNews.asp?newsid=4693442208169 ได้ทันที “...ปัญหาเนื้อในของเศรษฐกิจไทยก็คือ เราลอกแผนเศรษฐกิจและการผลิตมาจากตะวันตก เราเลียนแบบวิถีชีวิตจากตะวันตก โดยลืมใช้ความเข้มแข็งและกำลังของตัวเอง ของวัฒนธรรม และทรัพยากรของตัวเอง มาสร้างวิถีชีวิตแบบเอเชีย ที่โลกจะมีโอกาสได้เลือกและผสมผสาน.” นี่คือ หัวใจ ที่เจ้าของตำ แหน่ง ประธานที่ปรึกษานโยบายนายกรัฐมนตรี แสดงเอาไว้ตอนหนึ่ง
•• ในปาฐกถาดังกล่าว พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ได้เอ่ยถึงหนังสือเล่มหนึ่งว่า น่าสนใจ กล่าวคือ The Spirit of Capitalism : Nationalism and Economic Growth เขียนโดยศาสตราจารย์ทางรัฐศาสตร์และสังคมวิทยาแห่ง มหาวิทยาลัยบอสตัน นาม Liah Greenfeld ตั้งแต่เมื่อ ปี 2001 ที่ผ่านมา
•• ในครั้งนั้น พันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็น คนไทยคนแรก และ คนต่างชาติคนที่ 4 ที่ได้รับเกียรติจาก Central Party School of the Communist Party of China ของ จีน ให้ไป แสดงวิสัยทัศน์ แสดงให้เห็นว่าเขาสนใจใน นโยบายรัฐบาล-ยุทธศาสตร์ชาติ ของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันตามสมควรทีเดียว
•• นโยบายเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันเป็นเรื่องของกระบวนการ ผสมผสาน, ประยุกต์ และ สังเคราะห์ ไม่ควรยึดถืออย่าง ตายตัว ใน ทฤษฎีเศรษฐกิจ เพียงหนึ่งเดียว
•• เขียนมาถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะต้อง แตะต้อง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ มาตรา 87 อีกครั้งว่า ไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง ถ้าแก้ไขได้ไม่ควรรั้งรอ
•• มาตรา 87 ที่ขึ้นต้นว่า “รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด...” นอกจากจะเป็นการ ขึงตึง, มัดมือมัดเท้าตัวเอง แล้วเมื่ออ่าน ครบทั้งมาตรา จะเห็นได้ว่าเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญตาม ฉันทมติวอชิงตัน หรือ Washington Consensus แม้จะมี ข้อยกเว้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับ การตีความ คิดดูก็แล้วกัน Washington Consensus ประกอบด้วยหลัก 4 –ation คือ Liberalization, Stabilization, Privatization และ Deregulation รัฐธรรมนูญมาตรานี้บัญญัติไว้ ครบถ้วน นอกจากข้อความตอนต้นที่สื่อถึง Liberalization แล้วยังมีข้อความ “...ยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ.” สื่อถึง Deregulation อย่าง ตรงไปตรงมา ไม่เพียงแต่เท่านี้ยังมีข้อความ “...(รัฐ)ต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน.” สื่อถึง Privatization อย่าง ชัดเจน พูดง่าย ๆ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปิดตาย การเลือกใช้ ระบบสังคมนิยม โดย สิ้นเชิง และแม้แต่การนำ ลัทธิเคนส์ มาใช้อย่างเช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นถ้าอยู่ในระดับ เข้มข้น ก็อาจตีความได้ว่า ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เพียงแต่วันนี้ยัง ไม่เป็นประเด็น เพราะยังไม่มีใครออกมา กล่าวหานโยบายเอื้ออาทรว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เท่านั้นเอง
•• พูดกันตรง ๆ ว่า ฉันทมติวอชิงตัน นั้นคือ เครื่องมือของบรรษัทข้ามชาติ ที่จะเข้ามา ลงทุน, แข่งขัน ในกิจการ 5 แขนงในประเทศทั่วโลก Financial, Telecommunication, Transportation, Distribution และ Energy ทั้งนี้เพราะเป็น กิจการที่ทำกำไรได้มหาศาล และประเทศตะวันตกถือไว้ทั้ง เทคโนโลยี, สิทธิบัตร ในระยะ 10 ปีมานี้เคยมีบ้างไหมที่เมื่อ เปิดเสรี แล้วจะเกิดมี การแข่งขันอย่างเป็นธรรม และปราศจาก การผูกขาดตัดตอน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้ประเทศ ฉิบหาย มาเมื่อ ปี 2540 หรือการเปิดเสรี กิจการค้าปลีก ทำลาย โชวห่วยท้องถิ่น ลงไปจนเกือบจะ สูญพันธุ์ นี่เป็นสัจธรรมที่ยอมรับกันแล้ว
•• หรือในกรณี พยุงราคาน้ำมัน ที่กำลัง ขาดทุนบักโกรก ไป กว่า 10,000 ล้านบาท จนต้องเริ่ม ถอย มองลึกลงไปเถอะจะพบว่าเกิดขึ้นหลังจาก แปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ออกไปไม่นาน
•• เรื่องนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” เคยชี้ประเด็นว่าเพราะ สถานภาพของประเทศไทย ที่ยังเต็มไปด้วย คนยากคนจน และ เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤต ยังไม่พร้อมใช่ไหมที่จะให้ประชาชนจ่ายค่าน้ำมันใน ราคาจริง ตาม กลไกตลาด จึงต้องมี มาตรการพยุงราคา ที่แต่เดิมเป็นหน้าที่ของ ปตท. โดย เฉลี่ยเงินกำไรออกไป แต่วันนี้เมื่อรัฐวิสาหกิจดังกล่าวได้รับการแปรรูปเป็น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งที่ต้องคำนึงสูงสุดจึงคือ กำไรต่อหุ้น, กำไรสูงสุด ไม่อาจจะ เจียดกำไรมาเจือจานประชาชนตามภารกิจเดิม จึงตกมาเป็นภารกิจของ รัฐ โดยใช้ เงินกู้ จาก เงินออมภายในประเทศ ของ ประชาชนคนไทย จำคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ในช่วงต้น ๆ ได้ไหมที่บอกว่า ไม่ต้องห่วง, เงินในประเทศมีเยอะ แม้จะ ไม่ผิด แต่ที่ไม่ควรลืมก็คือ เงินที่ว่านี้คือเงินออมของประชาชนทั้งสิ้น เมื่อเดินมาถึงจุดหนึ่งก็ต้อง หยุด หรืออย่างเรื่อง แปรรูปการไฟฟ้า ก็ชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง จน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องออกมายืนยันว่า จะไม่ปล่อยให้เป็นเป็นตลาดเสรี การแปรรูปจึงไม่ใช่เรื่องของ ความเป็นธรรม, การป้องกันการผูกขาดตัดตอน อย่างที่อ้างกัน
•• ความใน มาตรา 87 ตอนต้นที่หลายคนบอกว่ามี ข้อยกเว้น รวมอยู่ด้วยว่า “รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม...” จึงเป็น มายาภาพ ที่ ไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง หรือใครจะเถียง
•• ทำไมไม่แก้ให้เป็น “...รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น.” เสียล่ะ ?
•• ย้อนคิดดูแล้วก็เหมือนเมื่อ ปี 2476 ที่ ท่านปรีดี พนมยงค์ ต้องถูกกล่าวหาว่าเป็น คอมมิวนิสต์ เพราะการเสนอ เค้าโครงเศรษฐกิจ ถูกตัดสินด้วยสายตา คนไทย ที่ ถูกครอบงำโดยลัทธิเสรีนิยมดั้งเดิม หรือนัยหนึ่ง คลาสสิค ที่ครอบงำโลกตะวันตกมาแต่ยุค ปฏิวัติอุตสาหกรรมเครื่องจักรไอน้ำ แม้จะก่อให้เกิด เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก หรือ The Great Depression ขึ้นใน ค.ศ. 1929 – 1930 จนเริ่ม เสื่อมมนต์ขลัง และเปิดทางให้ ลัทธิเคนส์ เข้ามาแสดงบทบาทในกาลต่อมาก็ตาม
•• ทั้ง ๆ ที่ เค้าโครงเศรษฐกิจ ของ ท่านปรีดี พนมยงค์ เป็นเพียงการไม่ติดยึดอยู่ใน กรอบ ของ ลัทธิเสรีนิยมดั้งเดิม และมุ่งหวังกระทำตาม หลัก 6 ประการของคณะราษฎร ใน ข้อ 3 ที่ว่า “...จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุก ๆ คนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก.” เท่านั้นเอง
•• ตบท้ายวันนี้ด้วยเรื่องเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. ที่จะมีขึ้นใน วันที่ 29 สิงหาคม 2547 จุดน่าสนใจล่าสุดอยู่ที่ว่า สมัคร สุนทรเวช จะลงสมัครรับเลือกตั้งต่อเป็น สมัยที่ 2 หรือไม่
•• ถ้าสมมติว่าในที่สุด วันที่ 21 กรกฎาคม 2547 ท่านแถลงข่าว ตัดสินใจลงสมัคร เพราะจะครบวาระ วันที่ 22 กรกฎาคม 2547 พฤติกรรมก่อนหน้านี้ของท่านตั้งแต่ วันที่ 22 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นมาจะถูก ส่องกล้อง, เอกซเรย์ อย่างละเอียดจาก ผู้สมัครรายอื่น และ กกต. เพราะวันนั้นคือวันที่เรียกได้ว่าเข้าสู่ กฎ 60 วัน ตาม มาตรา 57 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 ที่จะใช้กับ การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เป็น ครั้งแรก หากพบว่า เข้าข่าย โอกาสที่ได้ ใบเหลือง หรือ ใบแดง ก็มีความเป็นไปได้ มาตรา 57 ที่ว่านี้ “เซี่ยงเส้าหลง” นำลงมาให้ดูในล้อมกรอบแล้วโดย ขีดเส้นใต้ ไว้ตรง มาตรา 57 วรรคสอง ก็ได้แต่หวังว่า สมัคร สุนทรเวช คงจะไม่ได้ไปทำอะไรมาให้ เข้าข่าย 5 ประการ ที่ระบุไว้ในช่วงตั้งแต่ วันที่ 22 พฤษภาคม 2547 แม้ว่า ณ นาทีนั้นจะยังไม่ได้ ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ตาม
•• ต้องคอยดูกันต่อไปว่า กฎหมายใหม่ และ กกต. ที่จะเข้ามาควบคุม การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เป็น ครั้งแรก จะเป็น ตัวแปร ขนาดไหน
•• ปะหน้า สุขสันต์ วิเวกเมธากร วันมาออกอากาศรายการ ติ๋มซ้ำข้ามขอบฟ้า ทาง FM 97.5 Megahertz ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 06.00 – 07.00 น. จึงรับฝากข่าวมาบอกต่อว่า โรงเรียนภาษาจีนสุขสันต์วิทยา กำลังเปิดคอร์สใหม่ทั้ง พื้นฐาน และ สนทนา ท่านใดสนใจติดต่อได้ภายใน 2 สัปดาห์นี้ที่ โทรศัพท์ 0-2628-8818, 0-2628-8819 ในชั่วโมงทำงาน
มาตรา 57
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545
เมื่อมีการประกาศให้มีการเลือกตั้งในกรณีอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น หรือให้งดเว้นการลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครใด ด้วยวิธีการดังนี้
(1) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด
(2) ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม แก่ชุมชน มูลนิธิ วัด สถาบันการศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
(3) ทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่าง ๆ
(4) เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด
(5) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้าย หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องใด อันเกี่ยวกับผู้สมัครใด
กรณีตามวรรคหนึ่ง หากเป็นการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากการครบวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ห้ามมิให้กระทำภายในหกสิบวันก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
การประกาศนโยบายหรือการดำเนินการตามแนวทางในการแก้ไขปัญหาตามอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นด้วยวิธีการใช้จ่ายเงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มิให้ถือว่าเป็นกรณีตาม (1) หรือ (2)
เพื่อให้การหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศเพื่อแนะนำวิธีการหรือลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งของผุ้สมัครในราชกิจจานุเบกษา
•• กำนันผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งบอกผ่าน “เซี่ยงเส้าหลง” ไปยัง สรศักดิ์ จิรธรรมประดับ ว่าขอให้ระลึกถึง คุณ ธรรมของนักปกครอง ที่ พระยาสุนทรพิพิธ เคยกล่าวไว้เป็นอมตะ “...นักรัฐศาสตร์เปรียบเสมือนเทียนไข ที่ยอมเผาผลาญตนเอง เพื่อแสงสว่างแก่ผู้อื่น.” ศักดิ์ศรีที่แท้อยู่ตรงนั้น
•• เพลง ผู้ใหญ่ลี ฉบับดั้งเดิมผลงานประพันธ์ของ พิพัฒน์ บริบูรณ์ ขับร้องโดย ภรรยา ของเขาเองที่ใช้ชื่อว่า ศักดิ์ศรี ศรีอักษร นั้นโด่งดังมากที่สุดเมื่อ เกือบ 50 ปีก่อน มีความเป็นมาสนุกสนานอย่างไรวันนี้เปิดอ่านได้ในคอลัมน์ รุ่งมณีฟรีสไตล์ ใน หน้าบันเทิง ผู้จัดการรายวัน ภายใต้หัวเรื่อง เบื้องหลังผู้ใหญ่ลี ก็ได้เหมือนกัน
•• แต่ถ้าจะให้ได้อรรถรสสมบูรณ์ที่สุด “เซี่ยงเส้าหลง” ขอแนะนำให้อ่านจาก อีสานคดีชุดลูกทุ่งอีสาน – ประ วัติศาสตร์อีสานและตำนานเพลงลูกทุ่ง หนังสือเล่มขนาดใหญ่ หนา 656 หน้า – ราคา 850 บาท ผลงานศึกษาวิจัยของ แวง พลังวรรณ มีบทสัมภาษณ์ทั้ง พิพัฒน์ บริบูรณ์ และ ศักดิ์ศรี ศรีอักษร พร้อมทั้งเรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่แสดงให้เห็นถึง พลัง, อิทธิพล, ผลสะเทือน และ ผลสะท้อน ของเพลงลูกทุ่งเพลงหนึ่งที่ชื่อ ผู้ใหญ่ลี นับว่ามากมายหลายด้านยากจะหาเพลงใดมาเทียบได้ ภาพรวม แม้จะเป็นเพลงที่ สนุกสนาน, ล้ำลึก แต่ก็มี ข้อยกเว้น คนที่ไม่สนุกด้วยก็คือ คนชื่อลี หรือ คนมีพ่อชื่อลี หรือคนที่ถูกกระเซ้าเย้าแหย่ด้วยวลี “...หมาน่อย ๆ ๆ ธรรมดา.” เล่าไว้ว่าเกิดเหตุ ฆ่ากันตาย มาแล้ว
•• ฟังปาฐกถาครั้งล่าสุดที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ต่อหน้า ภาคธุรกิจเอกชน แล้วจะพบว่าปมเงื่อนสำคัญที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำมาใช้ในการวาง ยุทธศาสตร์ชาติ มาโดยลำดับนั้นคือกระบวนการสร้าง เศรษฐกิจภายในประเทศ ขึ้นมา เสริม, ทดแทน เศรษฐกิจแนวทางเดิมที่มุ่งหวังแต่ การลงทุนจากต่างประ เทศ, รายได้จากการส่งออก เป็น ด้านหลัก แนวนโยบายประเภท เอื้ออาทร ที่ระดับ รากหญ้า ต่าง ๆ นั้นคือ สนามเพลาะภายในประเทศ ที่จะป้องกันตนเองจาก ผลด้านลบ ของ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของโลก ซึ่งถึงที่สุดแล้วก็เป็นนำบางส่วนของ ลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจ เข้ามา ประยุกต์ใช้ จะเข้าใจพื้นฐานความคิดที่ก่อรูปขึ้นเป็น นโยบายของรัฐบาล, ยุทธศาสตร์ชาติ ให้ได้ดีระดับหนึ่ง ณ วันนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” ขอแนะนำให้อ่าน ปาฐกถาพิเศษ ของ พันศักดิ์ วิญญรัตน์ หัวข้อ Asia finds its own way: The Thai roadmap ที่ไปแสดงในต่างแดน โรงเรียนศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน : Central Party School of the Communist Party of China ที่ ปักกิ่ง, สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อช่วง ต้นปี 2546 โดยเปิดอ่านจากเว็บไซต์ www.atimes.com เปิดตรงไปได้เลยที่ http://www.atimes.com/atimes/Southeast_Asia/EE30Ae02.html ในหัวเรื่องที่ว่า Asia finds its own way: The Thai roadmap หรือจะอ่านฉบับแปลเป็น ภาษาไทย แล้วก็ได้ภายใต้หัวข้อ ทางเลือกของเอเชีย : แผนของไทย วันนี้ยังคงมีอยู่ใน www.manager.co.th ตรงส่วน ข่าวจาก Asia Times หรือเปิดตรงไปที่ http://www.manager.co.th/around/viewNews.asp?newsid=4693442208169 ได้ทันที “...ปัญหาเนื้อในของเศรษฐกิจไทยก็คือ เราลอกแผนเศรษฐกิจและการผลิตมาจากตะวันตก เราเลียนแบบวิถีชีวิตจากตะวันตก โดยลืมใช้ความเข้มแข็งและกำลังของตัวเอง ของวัฒนธรรม และทรัพยากรของตัวเอง มาสร้างวิถีชีวิตแบบเอเชีย ที่โลกจะมีโอกาสได้เลือกและผสมผสาน.” นี่คือ หัวใจ ที่เจ้าของตำ แหน่ง ประธานที่ปรึกษานโยบายนายกรัฐมนตรี แสดงเอาไว้ตอนหนึ่ง
•• ในปาฐกถาดังกล่าว พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ได้เอ่ยถึงหนังสือเล่มหนึ่งว่า น่าสนใจ กล่าวคือ The Spirit of Capitalism : Nationalism and Economic Growth เขียนโดยศาสตราจารย์ทางรัฐศาสตร์และสังคมวิทยาแห่ง มหาวิทยาลัยบอสตัน นาม Liah Greenfeld ตั้งแต่เมื่อ ปี 2001 ที่ผ่านมา
•• ในครั้งนั้น พันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็น คนไทยคนแรก และ คนต่างชาติคนที่ 4 ที่ได้รับเกียรติจาก Central Party School of the Communist Party of China ของ จีน ให้ไป แสดงวิสัยทัศน์ แสดงให้เห็นว่าเขาสนใจใน นโยบายรัฐบาล-ยุทธศาสตร์ชาติ ของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันตามสมควรทีเดียว
•• นโยบายเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันเป็นเรื่องของกระบวนการ ผสมผสาน, ประยุกต์ และ สังเคราะห์ ไม่ควรยึดถืออย่าง ตายตัว ใน ทฤษฎีเศรษฐกิจ เพียงหนึ่งเดียว
•• เขียนมาถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะต้อง แตะต้อง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ มาตรา 87 อีกครั้งว่า ไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง ถ้าแก้ไขได้ไม่ควรรั้งรอ
•• มาตรา 87 ที่ขึ้นต้นว่า “รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด...” นอกจากจะเป็นการ ขึงตึง, มัดมือมัดเท้าตัวเอง แล้วเมื่ออ่าน ครบทั้งมาตรา จะเห็นได้ว่าเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญตาม ฉันทมติวอชิงตัน หรือ Washington Consensus แม้จะมี ข้อยกเว้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับ การตีความ คิดดูก็แล้วกัน Washington Consensus ประกอบด้วยหลัก 4 –ation คือ Liberalization, Stabilization, Privatization และ Deregulation รัฐธรรมนูญมาตรานี้บัญญัติไว้ ครบถ้วน นอกจากข้อความตอนต้นที่สื่อถึง Liberalization แล้วยังมีข้อความ “...ยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ.” สื่อถึง Deregulation อย่าง ตรงไปตรงมา ไม่เพียงแต่เท่านี้ยังมีข้อความ “...(รัฐ)ต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน.” สื่อถึง Privatization อย่าง ชัดเจน พูดง่าย ๆ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปิดตาย การเลือกใช้ ระบบสังคมนิยม โดย สิ้นเชิง และแม้แต่การนำ ลัทธิเคนส์ มาใช้อย่างเช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นถ้าอยู่ในระดับ เข้มข้น ก็อาจตีความได้ว่า ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เพียงแต่วันนี้ยัง ไม่เป็นประเด็น เพราะยังไม่มีใครออกมา กล่าวหานโยบายเอื้ออาทรว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เท่านั้นเอง
•• พูดกันตรง ๆ ว่า ฉันทมติวอชิงตัน นั้นคือ เครื่องมือของบรรษัทข้ามชาติ ที่จะเข้ามา ลงทุน, แข่งขัน ในกิจการ 5 แขนงในประเทศทั่วโลก Financial, Telecommunication, Transportation, Distribution และ Energy ทั้งนี้เพราะเป็น กิจการที่ทำกำไรได้มหาศาล และประเทศตะวันตกถือไว้ทั้ง เทคโนโลยี, สิทธิบัตร ในระยะ 10 ปีมานี้เคยมีบ้างไหมที่เมื่อ เปิดเสรี แล้วจะเกิดมี การแข่งขันอย่างเป็นธรรม และปราศจาก การผูกขาดตัดตอน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้ประเทศ ฉิบหาย มาเมื่อ ปี 2540 หรือการเปิดเสรี กิจการค้าปลีก ทำลาย โชวห่วยท้องถิ่น ลงไปจนเกือบจะ สูญพันธุ์ นี่เป็นสัจธรรมที่ยอมรับกันแล้ว
•• หรือในกรณี พยุงราคาน้ำมัน ที่กำลัง ขาดทุนบักโกรก ไป กว่า 10,000 ล้านบาท จนต้องเริ่ม ถอย มองลึกลงไปเถอะจะพบว่าเกิดขึ้นหลังจาก แปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ออกไปไม่นาน
•• เรื่องนี้ “เซี่ยงเส้าหลง” เคยชี้ประเด็นว่าเพราะ สถานภาพของประเทศไทย ที่ยังเต็มไปด้วย คนยากคนจน และ เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤต ยังไม่พร้อมใช่ไหมที่จะให้ประชาชนจ่ายค่าน้ำมันใน ราคาจริง ตาม กลไกตลาด จึงต้องมี มาตรการพยุงราคา ที่แต่เดิมเป็นหน้าที่ของ ปตท. โดย เฉลี่ยเงินกำไรออกไป แต่วันนี้เมื่อรัฐวิสาหกิจดังกล่าวได้รับการแปรรูปเป็น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งที่ต้องคำนึงสูงสุดจึงคือ กำไรต่อหุ้น, กำไรสูงสุด ไม่อาจจะ เจียดกำไรมาเจือจานประชาชนตามภารกิจเดิม จึงตกมาเป็นภารกิจของ รัฐ โดยใช้ เงินกู้ จาก เงินออมภายในประเทศ ของ ประชาชนคนไทย จำคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ในช่วงต้น ๆ ได้ไหมที่บอกว่า ไม่ต้องห่วง, เงินในประเทศมีเยอะ แม้จะ ไม่ผิด แต่ที่ไม่ควรลืมก็คือ เงินที่ว่านี้คือเงินออมของประชาชนทั้งสิ้น เมื่อเดินมาถึงจุดหนึ่งก็ต้อง หยุด หรืออย่างเรื่อง แปรรูปการไฟฟ้า ก็ชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง จน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องออกมายืนยันว่า จะไม่ปล่อยให้เป็นเป็นตลาดเสรี การแปรรูปจึงไม่ใช่เรื่องของ ความเป็นธรรม, การป้องกันการผูกขาดตัดตอน อย่างที่อ้างกัน
•• ความใน มาตรา 87 ตอนต้นที่หลายคนบอกว่ามี ข้อยกเว้น รวมอยู่ด้วยว่า “รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม...” จึงเป็น มายาภาพ ที่ ไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง หรือใครจะเถียง
•• ทำไมไม่แก้ให้เป็น “...รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น.” เสียล่ะ ?
•• ย้อนคิดดูแล้วก็เหมือนเมื่อ ปี 2476 ที่ ท่านปรีดี พนมยงค์ ต้องถูกกล่าวหาว่าเป็น คอมมิวนิสต์ เพราะการเสนอ เค้าโครงเศรษฐกิจ ถูกตัดสินด้วยสายตา คนไทย ที่ ถูกครอบงำโดยลัทธิเสรีนิยมดั้งเดิม หรือนัยหนึ่ง คลาสสิค ที่ครอบงำโลกตะวันตกมาแต่ยุค ปฏิวัติอุตสาหกรรมเครื่องจักรไอน้ำ แม้จะก่อให้เกิด เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก หรือ The Great Depression ขึ้นใน ค.ศ. 1929 – 1930 จนเริ่ม เสื่อมมนต์ขลัง และเปิดทางให้ ลัทธิเคนส์ เข้ามาแสดงบทบาทในกาลต่อมาก็ตาม
•• ทั้ง ๆ ที่ เค้าโครงเศรษฐกิจ ของ ท่านปรีดี พนมยงค์ เป็นเพียงการไม่ติดยึดอยู่ใน กรอบ ของ ลัทธิเสรีนิยมดั้งเดิม และมุ่งหวังกระทำตาม หลัก 6 ประการของคณะราษฎร ใน ข้อ 3 ที่ว่า “...จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุก ๆ คนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก.” เท่านั้นเอง
•• ตบท้ายวันนี้ด้วยเรื่องเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. ที่จะมีขึ้นใน วันที่ 29 สิงหาคม 2547 จุดน่าสนใจล่าสุดอยู่ที่ว่า สมัคร สุนทรเวช จะลงสมัครรับเลือกตั้งต่อเป็น สมัยที่ 2 หรือไม่
•• ถ้าสมมติว่าในที่สุด วันที่ 21 กรกฎาคม 2547 ท่านแถลงข่าว ตัดสินใจลงสมัคร เพราะจะครบวาระ วันที่ 22 กรกฎาคม 2547 พฤติกรรมก่อนหน้านี้ของท่านตั้งแต่ วันที่ 22 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นมาจะถูก ส่องกล้อง, เอกซเรย์ อย่างละเอียดจาก ผู้สมัครรายอื่น และ กกต. เพราะวันนั้นคือวันที่เรียกได้ว่าเข้าสู่ กฎ 60 วัน ตาม มาตรา 57 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 ที่จะใช้กับ การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เป็น ครั้งแรก หากพบว่า เข้าข่าย โอกาสที่ได้ ใบเหลือง หรือ ใบแดง ก็มีความเป็นไปได้ มาตรา 57 ที่ว่านี้ “เซี่ยงเส้าหลง” นำลงมาให้ดูในล้อมกรอบแล้วโดย ขีดเส้นใต้ ไว้ตรง มาตรา 57 วรรคสอง ก็ได้แต่หวังว่า สมัคร สุนทรเวช คงจะไม่ได้ไปทำอะไรมาให้ เข้าข่าย 5 ประการ ที่ระบุไว้ในช่วงตั้งแต่ วันที่ 22 พฤษภาคม 2547 แม้ว่า ณ นาทีนั้นจะยังไม่ได้ ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ตาม
•• ต้องคอยดูกันต่อไปว่า กฎหมายใหม่ และ กกต. ที่จะเข้ามาควบคุม การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เป็น ครั้งแรก จะเป็น ตัวแปร ขนาดไหน
•• ปะหน้า สุขสันต์ วิเวกเมธากร วันมาออกอากาศรายการ ติ๋มซ้ำข้ามขอบฟ้า ทาง FM 97.5 Megahertz ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 06.00 – 07.00 น. จึงรับฝากข่าวมาบอกต่อว่า โรงเรียนภาษาจีนสุขสันต์วิทยา กำลังเปิดคอร์สใหม่ทั้ง พื้นฐาน และ สนทนา ท่านใดสนใจติดต่อได้ภายใน 2 สัปดาห์นี้ที่ โทรศัพท์ 0-2628-8818, 0-2628-8819 ในชั่วโมงทำงาน
มาตรา 57
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545
เมื่อมีการประกาศให้มีการเลือกตั้งในกรณีอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น หรือให้งดเว้นการลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครใด ด้วยวิธีการดังนี้
(1) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด
(2) ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม แก่ชุมชน มูลนิธิ วัด สถาบันการศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา
(3) ทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่าง ๆ
(4) เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด
(5) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้าย หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในเรื่องใด อันเกี่ยวกับผู้สมัครใด
กรณีตามวรรคหนึ่ง หากเป็นการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากการครบวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ห้ามมิให้กระทำภายในหกสิบวันก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
การประกาศนโยบายหรือการดำเนินการตามแนวทางในการแก้ไขปัญหาตามอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นด้วยวิธีการใช้จ่ายเงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มิให้ถือว่าเป็นกรณีตาม (1) หรือ (2)
เพื่อให้การหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศเพื่อแนะนำวิธีการหรือลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งของผุ้สมัครในราชกิจจานุเบกษา


