นายกรัฐมนตรี เผยให้สำนักจุฬาราชมนตรีแปลหลักคำสอนของศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง ชี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน หวั่นชาวบ้านใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดนหลอกลวงซ้ำ ลั่นไม่ได้สั่งให้สังคายนาใหม่ พร้อมยันไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนา
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มอบให้สำนักจุฬาราชมนตรีแปลหลักคำสอนศาสนาอิสลามว่า คัมภีร์ของศาสนาอิสลามที่ถูกต้องมีอยู่แล้ว แต่มีคนนำไปบิดเบือนทำให้เกิดความผิดเพี้ยน จึงต้องการให้คนที่รู้จักคัมภีร์ที่ถูกต้องดั้งเดิมมายืนยันว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไรเท่านั้น เพื่อให้คนที่ไม่รู้เรื่องได้รู้ว่าสิ่งที่มีคนนำมาบอก หรือกล่าวอ้างในพื้นที่เป็นสิ่งที่ผิดเพี้ยน ไม่ตรงกับที่องค์ศาสดาเขียนไว้ ไม่ใช่เป็นการให้สังคายนาคัมภีร์ศาสนาอิสลาม หรือให้จัดประชุมอบรมอะไร อย่าไปสับสน
“รัฐบาลไม่ได้ขอให้ผู้นำศาสนาอิสลามของมาเลเซียมาทำอะไร รัฐบาลจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับองค์กรศาสนา และจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ต้องการแยกสิ่งที่ไม่ถูกต้องออกจากสิ่งที่ถูกต้อง โดยอาศัยกลไกผ่านสำนักจุฬาราชมนตรี และคณะกรรมการกลางอิสลามฯ”นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกฯ กล่าวต่อว่า การที่ภาครัฐจะล้มเลิกการทำประชาคมแผนพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประชาชนในพื้นที่นั้น ความจริงไม่ใช่เรื่องทำประชาคมหรือไม่ แต่เป็นการให้ไปหาข้อมูลจากประชาคมว่าต้องการอะไร เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาให้ประชาชนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งตัวเองได้ และเป็นการสำรวจความต้องการของประชาชนเท่านั้น อย่าไปใช้คำว่า ประชาคม หรือประชาพิจารณ์ และอย่าใช้คำพูดที่ว่าเท่ แต่กินไม่ได้
ส่วนข้อมูลของประชาชนที่จะต้องนำมาประกอบกับแผนที่คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดทำนั้น นายกฯ กล่าวว่า อย่าฟังข้างใดข้างหนึ่ง ต้องใช้หลักวิชาการประกอบโดยการดำเนินการทั้งหมด จะต้องคำนึงด้านความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนเป็นลำดับแรก สาธารณูปโภค และสาธารณูปการค่อยตามมา จะต้องเรียงลำดับความสำคัญ ส่วนที่มีหลายหน่วยงานจะผลักดันโครงการของตัวเองเข้าไปในพื้นที่ ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นนั้น ตนคิดว่าจะต้องมีการตรวจสอบอีกครั้ง ไม่ใช่ทำอะไรตามใจชอบ มีนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นหัวหลักหัวตอได้อย่างไร นั่งอยู่ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็ต้องเห็นทุกเรื่อง


