วิกฤตปลาหมอคางดำระบาดลามระบบนิเวศน์ไทยกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ แต่ถ้ามองผ่านวิทยาศาสตร์และข้อกฎหมายอย่างเป็นกลาง สังคมและ กระบวนการยุติธรรม อาจต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง "คนนำเข้า" กับ "คนทำระบาด" เพราะในความเป็นจริง สองสิ่งนี้อาจเกิดจากคนละพฤติกรรม และมีตัวละครลับที่ซ่อนอยู่ใต้พรม!
>> พฤติกรรมที่ 1: การนำเข้า
ที่ผ่านมา..สังคมพุ่งเป้าไปที่เอกชนรายใหญ่รายเดียว แต่ข้อมูลจากกรมประมงพบรายชื่อบริษัทที่พัวพันกับการส่งออกปลาชนิดนี้ถึง 11 ราย ที่ไม่เคยมีบันทึกการนำเข้า และเมื่อถูกเรียกเข้ามาชี้แจง บริษัทที่ส่งออกสูงที่สุด กว่า 160,000 ตัว กลับปิดกิจการหนีหาย ..น่าสงสัยไหมล่ะ ! และจากการสืบค้นกลับพบว่ายังแฝงตัวอยู่ในวงการซื้อขายปลาอยู่ !"
นี่คือช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่สอดคล้องกับผลวิจัยทางพันธุกรรมเชิงลึกของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตรวจพบความหลากหลายทาง DNA สูงถึง 19 รูปแบบแฮพโลไทป์ จากการเก็บตัวอย่างกว่า 400 ตัวอย่างทั่วประเทศ และนี่คือตัวเลขวิทยาศาสตร์ที่ต้องชั่งน้ำหนัก...
• มีถึง 13 รูปแบบที่เป็น "แฮพโลไทป์เฉพาะถิ่น" ปลากลุ่มนี้มีรหัสพันธุกรรมเฉพาะตัวกระจายตามแต่ละพื้นที่ "พูดง่ายๆ คือ ปลาพวกนี้ไม่ได้เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน...พวกมันมาจากคนละตระกูล คนละถิ่นกำเนิด หรือ คนละสายน้ำของทวีปแอฟริกา"
• พบ 3 รูปแบบหลักที่มีความถี่สูงเป็นเอกลักษณ์ใน 3 จังหวัด คือ สมุทรสงคราม แฮพโลไทป์ 4 พบ 23.73% , ประจวบคีรีขันธ์ แฮพโลไทป์ 7 พบ 23.26% และสุราษฎร์ธานี แฮพโลไทป์ 14 พบ 25. % "รหัสลับทางพันธุกรรมฟ้องชัดเจนว่า ปลาหมอคางดำถูกนำเข้ามาอย่างน้อย 3 ครั้ง จากคนละมือ คนละเวลา รวมทั้งมีไอ้โม่งที่ส่งออกเป็นแสนตัว ที่คารต้องใส่ไว้ในสมการของคดี"
ดังนั้นการข้อสันนิษฐานว่า "ปลาทั้งหมดหลุดมาจากห้องแล็บวิจัยแห่งเดียว" จึงเหมือนกับการใช้ "ความเชื่อนำหน้า...แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์" ต่างหากที่มีน้ำหนัก
>>พฤติกรรมที่ 2: การทำระบาด
ปมปริศนาต่อมาคือ แล้วทำไมปลาบางพื้นที่ถึงมี DNA เชื่อมโยงกันได้? ในเมื่อตามธรรมชาติ ปลาไม่สามารถลุกขึ้นมาเดินข้ามจังหวัด ข้ามลุ่มน้ำ หรือลุยน้ำเค็มข้ามทะเลจากภาคกลางลงไปโผล่ไกลถึงภาคอื่นๆ ได้เอง พฤติกรรมที่มีน้ำหนักที่สุดคือ "การเคลื่อนย้ายโดยฝีมือมนุษย์"ในห่วงโซ่ต่อๆ มา
• ลักลอบเพาะเลี้ยง: เลี้ยงในบ่อปิด หรือกระชัง เพราะเห็นว่าอึดและโตไว เลี้ยงเป็นปลาแปลกที่นิยมในคนบางกลุ่มโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
• ขนส่งทำปลาเหยื่อ: พฤติกรรมในวงการนักตกปลาและคนเลี้ยงปลากินเนื้อ นิยมใช้ปลาชนิดนี้ทำเป็น "ปลาเหยื่อ" ก่อนขนส่งข้ามจังหวัดด้วยรถยนต์ เมื่อนำไปใช้ตามเขื่อนแล้วปลาหลุด หรือใช้ไม่หมดแล้วเททิ้งลงน้ำ พวกมันจึงตั้งรกรากทันที
"ผู้นำเข้าหรือผู้ลักลอบนำเข้าอาจเป็นคนเปิดประตูบ้าน... แต่คนลักลอบเคลื่อนย้ายและคนปล่อยปลา คือคนจูงมือพวกมันไปถล่มเมือง" จนกลายเป็นปัญหา "ระบาดระดับชาติ"
*** (วันที่กลุ่มฟ้องไปขึ้นศาลแพ่ง) ***
>> โจทย์ที่ต้องชั่งน้ำหนัก
ปัจจุบันคดีนี้ถูกยื่นฟ้องเป็นคดีสิ่งแวดล้อมแบบกลุ่ม (Class Action) เรียกค่าเสียหายหลักพันล้านบาท แต่สิ่งสำคัญที่ต้องนำมาคิดตามและสืบสวนอย่างเป็นธรรมโดยอิงจากหลักฐาน DNA และพฤติกรรมการลักลอบ คือ "ความเชื่อมโยงของเหตุและผล"
• ปลาแฮพโลไทป์เฉพาะถิ่นในหลายๆ พื้นที่ สืบสายพันธุ์มาจากเอกชนรายที่ถูกฟ้องจริง ? หรือแท้จริงแล้ว ... มันสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มไอ้โม่งคนไหน ?
• ความเสียหายที่กระจายไปหลายจังหวัด เกิดจากความบกพร่องดั้งเดิมของผู้นำเข้า หรือเกิดจากการกระทำโดยประมาทของ กลุ่มคนลักลอบย้ายปลาไปทำเหยื่อ ที่เป็นคนปล่อยพวกมันลงแหล่งน้ำสาธารณะจนระบาดลุกลาม?
ดังนั้น การหาทางออกให้วิกฤตนี้ ไม่ใช่การชี้หน้าโทษใครคนใดคนหนึ่งเพื่อความสะใจ แต่คือการใช้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ DNA หลักฐาน และพฤติกรรมศาสตร์ มาพิสูจน์ใน กระบวนการยุติธรรม เพื่อจำแนกสัดส่วนความรับผิดชอบอย่างถูกต้อง
"เพราะถ้าเราตัดสินคดีด้วยความเกลียดชัง แทนที่จะเป็นวิทยาศาสตร์และข้อเท็จจริง... เราจะจับผู้ร้ายผิดคน ปล่อยให้ไอ้โม่งตัวจริงลอยนวล และไม่มีวันหยุดยั้งเอเลี่ยนสปีชีส์ในแหล่งน้ำไทยได้เลย"


