ชำแหละโครงสร้างงบกรมอุทยานฯ ชะตากรรมพนักงาน TOR 1.1 หมื่นชีวิต เสี่ยงภัยแลกเงินเดือน 9,000 จ่ายช้าซ้ำซาก ไร้ประกันสังคม ยามอยู่ทนอด ยามตายได้เงินล้าน
ในความเงียบสงัดของพงไพร แสงอาทิตย์ยามเช้าทอดผ่านยอดไม้สูงลิบกระทบใบหน้าซูบเสียวของชายวัยสี่สิบเศษ เขารัดสายกระเป๋าเป้ที่ขาดแล้วขาดอีก ปืนประจำกายรุ่นเก่ากึ๊กกระแทกสะโพกตามจังหวะก้าวเดินที่อ่อนแรง เท้าสองข้างในรองเท้าผ้าใบพื้นบางก้าวผ่านโคลนและขวากหนามเพื่อดูแลผืนป่าอันกว้างใหญ่ ภารกิจระดับชาติที่เขารับผิดชอบอยู่ทุกวินาที
แต่ใครเล่าจะรู้ว่า "ผู้พิทักษ์ป่า" ที่สังคมยกย่อง แท้จริงแล้วกลับเป็นเพียง "พนักงานจ้างเหมาบริการ (TOR)"และ "บุคคลภายนอกปฏิบัติงาน" ที่ไร้แม้แต่สิทธิประกันสังคม ไร้ตัวตนในสายตาของระบบสวัสดิการภาครัฐ
แช่แข็งเงินเดือน ออกล่าช้าซ้ำซาก
ความวิบัติของชีวิตยามเช้าเริ่มตอกย้ำซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง เมื่อเพจ "ชมรมจิตอาสาเพื่อผู้พิทักษ์ทรัพยากรประเทศไทย" ได้เปิดเผยข้อความไลน์แจ้งเตือนภายในหน่วยงาน ที่ส่งตรงถึงเจ้าหน้าที่ภาคสนามในรอบปีงบประมาณ 2569:
@All แจ้ง จนท.บุคคลภายนอกและพนักงานจ้างเหมาที่ยังไม่ได้รับเงินเดือน ต.ค.69 เนื่องจากทางกรมอุทยานฯ ยังไม่ได้โอนเงินงบประมาณในแผนงาน/กิจกรรมงานอุทยาน จึงคาดว่าเงินเดือนน่าจะตกเบิก 2-3 เดือน (คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายเงินได้ประมาณ ธ.ค.69 หรืออย่างเร็วที่สุดสิ้นเดือน พ.ย.69)... ขอให้ทุกท่านโปรดวางแผนการใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ...
"วางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ"—คำแนะนำจากผู้บริหารที่นั่งในห้องแอร์ส่วนกลาง ช่างฟังดูง่ายดาย แต่สำหรับชายผู้มีเงินเดือนน้อยนิด มันคือคำตัดสินให้ชวนน้ำตารินอย่างคนไร้ทางออก
เสียงสะท้อนที่ไล่หลังมาในคอมเมนต์ของเพจฯ สะเทือนใจจนสังคมต้องสะอึก “9,000 บาท 3 เดือน จะเอาอะไรมารอบคอบ”
“น่าเบื่อ ไม่พัฒนา เวลางาน จี้เอาจี้เอา พอเวลาเงิน ไม่เห็นจี้ ปรับให้ออกตาม พรก.ข้าราชฯเลย Tor และบุคคลฯทำงานหนักกว่าอีก มันไม่ยุติธรรมเลย ลูกน้องต้องมาทำงานทุกวัน น้ำมันก็ต้องเติม เติมน้ำเปล่าคงไม่ได้ ข้าวก็ต้องกิน ต้องซื้อ จะกินแต่ผักแต่หญ้า ไม่มีเนื้อสัตว์ ก็ไม่มีพลังงานทำงาน”
“เปลี่ยนกันบ่อย ระดับหัวหน้า ผู้บริหาร ยังเปลี่ยนได้ กะอีแค่เปลี่ยนการจ่ายเงินเดือนลูกน้อง ไม่เห็นใส่ใจ” T L'Jantima N'Nok “ทำงานแต่ละปีพอถึงเดือนตุลาคมต้องมาลุ้นอีกว่าเขาจะต่อสัญญาใหม่ให้หรือเปล่าและก็ลุ้นอีกว่าเขาจะคัดใครออกบ้าง”
ส่วนความเห็นของ นพพร สวัสดิ์บรรโลม “มันมาอีกแล้วหรือครับพมได้พบเจออย่างนี้ตั้งแต่ปี๓๗นี้มันปี๖๙แล้วนะครับกรมอุทยาน+กรมป่าไม้จ๋าอายกรมอื่นเขาบ้างเขาไปยังโลกพระจันทร์แล้วครับท่าน”
แม้ภาครัฐจะเคยผลักดันอนุมัติปรับฐานเงินเดือนตำแหน่งพิทักษ์ป่าภาคสนามจากเดิม 9,000 บาท ขยับขั้นต่ำขึ้นเป็น 11,000 บาทต่อเดือน แต่ในความจริงอันเจ็บปวด ตัวเลข 9,000 บาทก็ยังคงไม่หายไปไหน เพราะยังคงปรากฏในกลุ่มงานจ้างเหมาบริการทั่วไป งานสนับสนุน งานซ่อมบำรุง หรือกลุ่มจ้างเหมาแบบรายวัน/สัญญาชั่วคราวที่ไม่เต็มเดือนเพื่อหลีกเลี่ยงการตัดงบประมาณ หรือแม้แต่ผู้พิทักษ์ป่าภาคสนามเองก็ตามทีที่มีจำนวนไม่น้อยที่ยังถูกแช่แข็งเงินเดือนเท่าเดิม
เสียงสะท้อนจาก “วรภพ ช่วยสุรินทร์” ที่คอมเม้นท์ในเพจ "ชมรมจิตอาสาเพื่อผู้พิทักษ์ทรัพยากรประเทศไทย" ท้ายโพสดังกล่าว ... “ผม 14 ปีแล้วยัง 9000 อยู่คนเข้าหลังผม 11000 อยู่ที่ลูกท่านหลานเธอทั้งนั้นคับ” และ “ที่ผมอยู่เขาให้แต่เด็กเส้นทั้งนั้นเลยคับ บางคนมา 20 ปี ยัง 9000 ยังมีอีกเยอะคับ”
เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ยังคงกัดกินใจคนทำงานมานาน ขณะที่คนเข้าใหม่บางรายปรับขึ้นตามฐานใหม่จากระบบเด็กเส้นและอุปถัมภ์
เงินค่าจ้าง 9,000 ถึง 11,000 บาทที่ถูกเบี้ยวแช่แข็งไป 3 เดือน หมายถึงเงินสำรองร่วม 30,000 บาทที่พนักงานสัญญาจ้างเหมา TOR ต้องไปกู้หนี้ยืมสินหมวกกันน็อกมาพยุงชีวิต
• จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์เพื่อขับขี่ออกไปลาดตระเวน?
• จะเอาเงินที่ไหนซื้อเสบียง ข้าวสาร ค่าน้ำมันเรือ ควักเนื้อตัวเองออกไปเดินป่า?
• และที่สำคัญ... จะเอาเงินที่ไหนส่งกลับบ้านไปให้ลูกที่กำลังร้องขอค่าเทอม หรือค่ายาของแม่ที่ป่วยชรา?
ขณะที่ข้าราชการและพนักงานราชการเงินเดือนออกตรงเวลาทุกบาททุกสตางค์ แต่คนที่ต้องเดินตากแดด ตากฝน ลุยไฟป่า กลับเป็นกลุ่มเดียวที่ต้องรับชะตากรรมเงินตกเบิกซ้ำซากทุกสิ้นปีงบประมาณ ตั้งแต่ปี 2537 ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน
ความย้อนแย้งที่บาดลึก: "คนทำงานจริง" ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
เมื่อกางโครงสร้างอัตรากำลังใน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะพบความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน จากข้อมูลบุคลากรปฏิบัติงานดูแลพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศรวม 18,533 คน มีข้าราชการเพียง 534 คน (2.88%) ลูกจ้างประจำ 359 คน (1.94%) และพนักงานราชการ 5,771 คน (31.14%)
ขณะที่ "กำลังหลักภาคสนาม" ที่ต้องเดินลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) ผจญภัยกับขบวนการมอดไม้ ล่าสัตว์ป่า และดับไฟป่า PM2.5 กลับกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม พนักงานจ้างเหมา 7,724 คน และ บุคคลภายนอกที่ได้รับค่าตอบแทน 3,388 คน (รวมลูกจ้างเหมาเดือนอีก 75 คน) ซึ่งมีจำนวนรวมสูงถึง 11,187 คน หรือคิดเป็นกว่า 60.36% ของบุคลากรทั้งหมดในกรมฯ
แม้ในทางปฏิบัติ โครงสร้างอัตราค่าจ้างของพนักงาน TOR หรือบุคคลภายนอกจะถูกแบ่งเป็นกลุ่ม เช่น งานพิทักษ์ป่าภาคสนาม (ฐานเงินเดือนใหม่เริ่มต้น 11,000 บาท) หรืองานธุรการ/สนับสนุนในสำนักงานตามวุฒิ ปวช., ปวส. ถึงปริญญาตรี (ขยับช่วง 11,000 – 14,000 บาท และบางตำแหน่งสูงถึง 16,500 บาท) ทว่าความย้อนแย้งที่แท้จริงคือ แม้ตัวเลขเงินเดือนดูเหมือนจะใกล้เคียงพนักงานราชการ แต่ในทางกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง "เงินของลูกจ้าง TOR คือค่าจ้างเหมาตามงวดงาน"
พวกเขากว่า 1.1 หมื่นชีวิตไม่มีชื่อในระบบประกันสังคมภาครัฐ (มาตรา 33) ยามเจ็บป่วยยามปกติพึ่งพาได้เพียงสิทธิบัตรทอง หากอยากได้ประกันสังคมต้องควักเงินตัวเองจ่ายตามมาตรา 39 หรือ 40 และยังต้องเผชิญความระส่ำระสายจากการถูกประเมินต่อสัญญาจ้างแบบปีต่อปีสิ้นสุด 30 กันยายนของทุกปี ไร้ซึ่งการเลื่อนขั้นเงินเดือนตามระบบราชการปกติ
โครงสร้างวิบัติ: งบประจำกินเรียบ งบภาคสนามแค่เศษเสี้ยว
เมื่อเจาะลึกงบประมาณแผ่นดินที่กรมอุทยานฯ ได้รับจัดสรรย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2565 – 2569) ซึ่งทรงตัวอยู่ในกรอบ 10,500 – 11,800 ล้านบาทต่อปี จะพบจริงเชิงบริหารจัดการ เพราะงบประมาณส่วนใหญ่ (มากกว่า 60-70%) ถูกกลืนหายไปกับ "งบประจำและงบบุคลากรส่วนกลาง" (เงินเดือนข้าราชการ, สวัสดิการชั้นสูง, ค่าบริหารจัดการ office)
ส่วน "งบดำเนินงานภาคสนาม" ที่ต้องตกถึงมือลูกจ้าง TOR กลับมีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย และมักเป็นงบส่วนแรกที่ถูกชะลอการโอนเมื่อกระบวนการจัดทำสัญญาจ้างใหม่ล่าช้า
แม้กรมฯ จะมี "เงินรายได้อุทยานแห่งชาติ" จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมปีละ 1,500 – 2,200 ล้านบาท มาช่วยถูไถเป็นค่าจ้างและค่าน้ำมัน แต่เงินรายได้เหล่านี้กลับ "กระจุกตัว" อยู่เฉพาะอุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งที่มีนักท่องเที่ยวแน่นหนา เช่น หมู่เกาะพีพี, เขาใหญ่, ดอยอินทนนท์ หรือเอราวัณ ขณะที่อุทยานแห่งชาติป่าลึกและพื้นที่อนุรักษ์อีกนับร้อยแห่งทั่วประเทศ กลับไม่มีรายได้จัดเก็บเพียงพอ ต้องรับชะตากรรมเงินตกเบิกอย่างเลี่ยงไม่ได้
"สวัสดิการที่ต้องแลกด้วยชีวิต": ยามอยู่ทนอด ยามตายได้ล้าน
สิ่งที่น่าเวทนาที่สุดคือ ระบบตอบแทนความจงรักภักดีต่อผืนป่าด้วยชีวิต แม้กรมอุทยานฯ จะบอกว่านับจากในปี 2568 เป็นต้นมา ได้ปรับเพิ่มวงเงินช่วยเหลือกรณีบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปะทะ-ล่าสัตว์ป่า สู้ไฟป่า สูงสุดเป็น 1,000,000 บาท
แต่นั่นหมายความว่าอย่างไร? มันหมายความว่า "ในยามมีชีวิต" เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าต้องทนอดมื้อกินมื้อ ไร้สิทธิประกันสังคม ไร้สวัสดิการรักษาพยาบาลยามป่วยไข้ ต้องแบกรับดอกเบี้ยจากการเงินตกเบิกและค่าน้ำมันลาดตระเวนเอง แต่ถ้าตายในหน้าที่เมื่อไหร่ ครอบครัวจึงจะได้เห็นเงินล้าน!
ซับน้ำตา หาทางออกที่รัฐต้องทำทันที
คืนนั้น ท่ามกลางเสียงแมลงกลางป่าลึก เขานั่งผิงไฟมองดูรองเท้าผ้าใบขาดๆ ของตัวเอง หยิบโทรศัพท์มือถือที่ไร้สัญญาณขึ้นมาดูรูปหน้าลูกสาว น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลรินลงมาเงียบๆ
เขาไม่ได้กลัวการปะทะกับพวกลักลอบตัดไม้ทำลายป่า เขาไม่ได้กลัวเสือ ควันไฟ หรือภัยธรรมชาติใดๆ แต่เขากลัววันพรุ่งนี้... วันที่เขาจะไม่มีเงินซื้อข้าวให้ลูกกิน เพียงเพราะระบบราชการบอกเขาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ว่า "งบโอนมาช้า ให้วางแผนการเงินดีๆ"
หากรัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องการแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน สิ่งที่ต้องทำทันทีคือการ ปฏิรูปโครงสร้างสัญญาจ้าง ผลักดันเจ้าหน้าที่ภาคสนาม 11,000 กว่าชีวิตเข้าสู่ ระบบประกันสังคม (มาตรา 33) ปรับฐานเงินเดือนตามอายุงานอย่างเป็นธรรม และประกันเวลาโอนจ่ายค่าตอบแทนให้ตรงเวลา เพื่อไม่ให้คำว่า "ผู้พิทักษ์ป่า" เป็นเพียงวาทกรรมหรูหราที่มีชีวิตปนเปื้อนคราบน้ำตาและความไม่แน่นอนของคนทำงานแนวหน้าอีกต่อไป.


