xs
xsm
sm
md
lg

แฉทัพขยะพิษ “ศุภจี” ละครลิงแก้แห! เสี่ยงทุบส่งออกไทยพัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เจาะลึกมาตรการแก้ขยะพิษ “ศุภจี” ใน EEC ทำไมถึงเป็นแค่ละครลิงแก้แห? เผยช่องโหว่นอมินี วงจรส่วย และความเสี่ยงจากกฎหมาย CSDDD ที่จะทุบส่งออกไทยพัง 9 แสนล้าน

เปิดเบื้องหลัง 50 ทีมปูพรมตรวจ 1,500 โรงงาน EEC ยุค “วราวุธ-สุชาติ-ศุภจี” เมื่อกลไกรัฐทำได้แค่ “ไล่ล้างไล่เช็ด” เตือนระวังปัญหาขยะพิษลุกลามสะเทือนห่วงโซ่ส่งออก  

การจัดทัพครั้งใหญ่ของรัฐบาลภายใต้การนำของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ถูกตีฆ้องร้องป่าวว่าเป็นก้าวสำคัญ ด้วยการตั้ง 3 ทีมเฉพาะกิจคุมนำเข้า-ส่งออก ปราบปราม และแก้กฎหมาย พร้อมผนึกกำลังกับ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่ง 50 ทีมปฏิบัติการลงพื้นที่ปูพรมตรวจ 1,500 โรงงานกลุ่มเสี่ยงใน 5 จังหวัดยุทธศาสตร์ คือ ชลบุรี, ระยอง, ฉะเชิงเทรา, ปราจีนบุรี, สมุทรปราการ โดยขีดเส้นให้เห็นผลใน 30 วัน แต่เมื่อชำแหละแก่นแท้มาตรการเชิงรุกที่ดูขึงขังนี้ กลับหนีไม่พ้นคำครหาว่าเป็นเพียง “ละครลิงแก้แห” ที่ไม่ยอมแตะต้นตอปัญหาอย่างแท้จริง

หน้าฉาก “จัดทัพสู้” แต่ความจริงคือ “ไล่ตามหลังปัญหา”

การขยับตัวของกลไกรัฐเกิดขึ้นหลังจากปัญหาสารพิษแพร่กระจายไปเรียบร้อยแล้ว การสั่งปิดโรงงานเถื่อน 4 แห่ง คือ เค.เอส.ดี. รีไซเคิล (ฉะเชิงเทรา) , เซ็ตเมทอล และที แอนด์ ที เวสท์ (ปราจีนบุรี) , กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ (ปราจีนบุรี) เป็นเพียงการเข้าจับกุมหลังบริษัททิ้งสารพิษเกลื่อนแผ่นดิน ไม่ใช่การสกัดกั้นเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นทางแต่อย่างใด

นอกจากนั้นแล้ว กลไกของรัฐยังขยับช้ากว่ามะเร็งร้าย เพราะกรมควบคุมมลพิษ ทำได้แค่ลงพื้นที่เก็บคราบสารเคมีที่ซึมลึก ผลตรวจวิเคราะห์ดิน น้ำใต้ดิน และประปาหมู่บ้าน รอบพื้นที่ฝังกลบ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี และ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา พบสารกัดกร่อน โลหะหนัก อาทิ แคดเมียม, ตะกั่ว, ปรอท, สารหนู และสารก่อมะเร็งกลุ่มไดออกซินปนเปื้อนขั้นรุนแรง ชะล้างลงสู่นาข้าว แหล่งน้ำเกษตรกรรม และเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร สร้างความเสี่ยงโรคร้ายสะสมแก่ประชาชนจนไม่อาจหวนคืนสภาพเดิมได้

ปัญหาที่เกิดขึ้นภาครัฐต้องสูญงบแผ่นดินหลักร้อยล้านบาทไปกับการบำบัดแหล่งน้ำ ขนย้ายของกลาง และรักษาประชาชน ซึ่งสวนทางกับผลประโยชน์สวยหรูเรื่อง “เศรษฐกิจหมุนเวียน” อย่างสิ้นเชิง การส่ง 50 ทีมลงไปล้อมคอก จึงเปรียบเสมือนการสร้างภาพแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น หากยังจงใจมองข้ามรากเหง้าที่ค้ำจุนขบวนการนี้อยู่

สิ่งที่รัฐ "ไม่ยอมแตะ" และมาเฟียที่ “ศุภจี” "ไม่กล้าชน"

เมื่อเปิดพรมที่กระทรวงต่างๆ พยายามกวาดขยะซุกซ่อนไว้ จะพบว่ารากเหง้าของปัญหายังคงฝังลึกอยู่ใน "ช่องโหว่ทางกฎหมาย" และ "วงจรส่วย" ที่ทีมเฉพาะกิจทั้ง 3 ทีม ยังไม่สามารถเจาะทะลวง หรืออาจจงใจมองข้ามไปในหลายเรื่อง ดังนี้

•ไม่ทลาย "วงจรส่วย-นอมินี": การปิด 4 โรงงานเถื่อนเป็นเพียงการตัดตอนโชว์ผลงาน โดยที่เครือข่ายทุนและ "วงจรส่วย" ยังคงลอยนวล ขบวนการลักลอบฝังกลบมโหฬารจะเกิดไม่ได้หากรัฐไม่ “เอาหูไปนาเอาตาไปไร่” แม้ รมว.อุตสาหกรรม จะออกปากเตรียมเอาผิดผู้นำท้องถิ่น (กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, อบจ., อบต.) ที่รู้เห็นเป็นใจ แต่การระดมตรวจ 1,500 โรงงานจะสูญเปล่า หากจบลงแค่จับกุมหุ่นเชิด โดยไม่ลากคอข้าราชการกังฉินที่รับ "ส่วยขยะพิษ" มารับโทษทางอาญาได้

•ยึดทรัพย์แบบลูบหน้าปะจมูก: ความล่าช้าของหน่วยงานตรวจสอบถือเป็นอีกหนึ่งความล้มเหลว กรมศุลกากรส่งชื่อ 7 บริษัทชิปปิ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI และ ป.ป.ง. ฟันคดีฟอกเงิน แต่กระบวนการทำได้แค่ "การอายัดทรัพย์สินชั่วคราว" ยังไม่มีคดีระดับชาติคดีไหนที่สั่งยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินอย่างเด็ดขาด

•ค่าปรับหลักแสน แลกกำไรหลักร้อยล้าน: เมื่อกฎหมายทางปกครองเป็นแค่เสือกระดาษ กลุ่มทุนสีเทาจึงมองค่าปรับและเงินส่วยเป็น "ต้นทุนธุรกิจ" ยอมจ่ายหลักแสนเพื่อแลกกำไรมหาศาล แล้วแอบไปเช่าโกดังเปิดบ่อขยะเถื่อนแห่งใหม่เย้ยฟ้าท้าดิน

•มาตรา 21 ยันต์กันผีทุนต่างชาติ: ช่องโหว่การเช่าซื้อใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงงาน มาตรา 21 เปิดทางให้ทุนต่างชาติสวมรอยทำธุรกิจโดยไม่สนสิ่งแวดล้อม แม้มีข้อสั่งการให้รื้อกฎหมาย แต่ความล่าช้าย่อมไม่ทันปัญหากากพิษที่ทะลักเข้ามา

•ประตูผี "เศษโลหะปนเปื้อน": การอนุญาตให้มี "สิ่งปะปน" ในซากรถยนต์อัดก้อน (Car bale) เปิดประตูผีให้ผู้ค้าขยะสำแดงเท็จ นำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์มาซุกซ่อนในประเทศได้อย่างถูกกฎหมาย หากรัฐไม่กล้าชนกับผู้มีอิทธิพลและอุดช่องโหว่เหล่านี้ ประเทศไทยก็ไม่อาจหลุดพ้นจากการเป็นถังขยะโลก

ขุมทรัพย์ส่งออกยุโรปแสนล้านแขวนบนเส้นด้าย

นอกเหนือจากการทำลายล้างสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวงแล้ว อีกหนึ่งความน่ากังวลที่แท้จริงของปัญหาขยะพิษ คือการทำลายล้างโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่ผ่านมารัฐบาลมองการลงทุนในเขตเศรษฐกิจ EEC เป็นเครื่องยนต์อุตสาหกรรม แต่กลับลืมไปว่านี่คือฐานผลิตสำคัญที่ป้อนสินค้าสู่ตลาดยุโรปที่เข้มงวดด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

•เดิมพันมหาศาล: สถิติปี 2568 ชี้ว่า อียู (EU) คือตลาดส่งออกอันดับ 3 มูลค่าสูงถึง 26,491 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9 แสนล้านบาท) คิดเป็นเกือบ 8% ของการส่งออกโลก โดยเฉพาะเครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร ซึ่งโยงกับปัญหากากอุตสาหกรรมใน EEC ทั้งสิ้น

•กำแพงการค้า (NTBs): หากโลหะหนักและไดออกซินซึมลงสวนผลไม้พรีเมียมและห่วงโซ่อาหาร จนอียูสุ่มตรวจพบสารตกค้าง มาตรการที่ตามมาไม่ใช่การแบนแค่สวนเดียว แต่คือการ "สั่งระงับการนำเข้ายกโซน"

•ความเสี่ยง 1.6 ล้านล้าน: สถาบันการเงินประเมินว่าเศรษฐกิจไทยเสี่ยงสูญเสียถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี จากผลกระทบของกฎหมายตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Corporate Sustainability Due Diligence Directive - CSDDD) ของอียู การที่รัฐจ่ายเงินร้อยล้านบำบัดน้ำเสียไล่หลัง ไม่อาจกู้ความเชื่อมั่นต่างชาติที่มองไทยเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมได้เลย

ระวังดาบเด็ดหัวทุนไทยพ้นห่วงโซ่โลก

จุดบอดที่มาตรการตรวจ 1,500 โรงงาน ยังไม่ตระหนัก คือการที่รัฐยังมองว่านี่เป็นแค่ความผิดตาม พ.ร.บ.โรงงาน ที่จ่ายค่าปรับก็จบ แต่ในเวทีโลก ภายใต้กฎหมายตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน - CSDDD และ กฎหมายต่อต้านการฟอกเขียว (European Green Claims Directive – ECGT) พฤติกรรมนี้คือ "อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ"

•“Zero Waste” ลวงโลก สู่คดีฟอกเขียว: ประเด็นที่ต้องจับตาคือบิ๊กคอร์ปไทยและโรงงานร่วมทุนต่างชาติ มักเขียนในรายงาน ESG ว่า "ไม่มีขยะฝังกลบ" แต่ความจริงอาจมีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่ฝ่ายจัดซื้อจะบีบต้นทุนกำจัดขยะให้ต่ำ และใช้บริการกำจัดที่ไม่ได้มาตรฐาน ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงก็ขอแค่มีใบรับรองการกำจัด (Manifest) จากนอมินีมาเป็นยันต์กันผีเวลาถูกออดิท กฎหมายยุโรปชี้ชัดว่าการเคลมลอยๆ แบบนี้คือการ "หลอกลวงผู้บริโภค"

•ตระหนักรู้แบบ "ลูบหน้าปะจมูก": การทำ "เปเปอร์ฟอกขาว" คือการประเมินกติกาโลกต่ำเกินไป ผู้ตรวจสอบ CSDDD จะสืบสาวถึงก้นบึ้งของห่วงโซ่อุปทาน หากเอ็นจีโอหรือชาวบ้านส่งหลักฐานบ่อกากพิษเถื่อนที่โยงถึงโรงงานไปยังยุโรป เอกสาร ESG หรูหราจะกลายเป็น "ใบเสร็จมัดตัวข้อหาฟอกเขียว" ทันที

•ดาบประหารทางแพ่งและการค้า: แบรนด์ข้ามชาติจะถูกบังคับให้ “ยกเลิกสัญญาจัดซื้อ” เพื่อตัดความรับผิดชอบ ผู้ส่งออกไทยเสี่ยงถูกศาลยุโรปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง และจะถูกสถาบันการเงินทั่วโลกแบล็กลิสต์งดปล่อยสินเชื่อสีเขียว

วิกฤตขยะพิษจึงไม่ใช่แค่เรื่องการไล่ตรวจบ่อขยะหรือโรงงานเถื่อนอีกต่อไป เพราะนี่คือ "เชื้อไฟ" ที่กำลังลามไปเผาทำลายห่วงโซ่การผลิต ขุมทรัพย์การส่งออกกว่า 9 แสนล้านบาท และความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบในเวทีโลกอย่างไม่อาจประเมินค่าได้.