xs
xsm
sm
md
lg

ส่งออกไก่ไทยโค้งสุดท้ายปี 69 เผชิญแรงกดดัน จับตาโอกาสฟื้นตัวปี 70 ดัน FTA เปิดตลาดใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ส่งออกไก่ไทยปี 69 ส่อหดตัวครั้งแรกในรอบหลายปี คาดทั้งปีส่งออก 1.2 ล้านตัน ลดลง 5% หลังเผชิญการแข่งขันจากบราซิลและจีน รวมถึงข้อจำกัดทางการค้าในตลาดสำคัญ แต่ยังมีจุดแข็งด้านมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยอาหาร จับตาปี 70 ส่งออกฟื้นตัว 2% พร้อมลุ้น FTA ไทย-เกาหลีใต้ และไทย-อียู เป็นกุญแจเปิดตลาดใหม่ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก

แม้ว่าภาพรวมการส่งออกไก่ของไทยในปี 2569 จะเผชิญความท้าทายและมีแนวโน้มหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แต่สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าอุตสาหกรรมไก่ไทยกำลังสูญเสียศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ตรงกันข้าม ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกำลังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้อุตสาหกรรมเร่งปรับตัว ทั้งในด้านการกระจายตลาด การยกระดับมาตรฐานการผลิต การเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่ม และการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางการค้าในอนาคต

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรงพาณิชย์ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน) ของปี 2569 ไทยส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ไก่ได้ 863,470 ตัน ลดลง 4.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย ระบุว่า สมาคมฯ คาดว่าจะมีปริมาณส่งออกรวมประมาณ 1.2 ล้านตัน หรือลดลงราว 5% เป็นครั้งแรก จากที่ผ่านมาอุตสาหกรรมไก่ไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกดาวเด่นของภาคเกษตรและอาหารไทยมาโดยตลอด แต่สถานการณ์การส่งออกลดลงนั้นไม่ได้เกิดจากปัญหาการผลิตภายในประเทศ แต่เป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกทั่วโลก

แม้ไทยจะเผชิญเหตุอุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศในปีนี้ แต่ผลกระทบต่อฟาร์มไก่เนื้ออยู่ในระดับจำกัดมาก มีฟาร์มที่ได้รับผลกระทบเพียง 2 ฟาร์ม เนื่องจากฟาร์มส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่สูงและมีระบบจัดการความเสี่ยงที่ดี 
 
แต่ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกปีนี้ มีหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการกลับมาของบราซิลในตลาดโลกหลังสถานการณ์โรคไข้หวัดนกคลี่คลาย การขยายกำลังการผลิตและส่งออกของจีนซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ตลอดจนข้อจำกัดทางการค้าในบางประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะตลาดจีนที่ยังระงับการนำเข้าสินค้าจากโรงงานของไทยบางแห่ง ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม แม้ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่อุตสาหกรรมไก่ไทยยังคงมีจุดแข็งสำคัญที่ประเทศคู่แข่งจำนวนมากไม่สามารถทดแทนได้ นั่นคือมาตรฐานการผลิตและระบบความปลอดภัยทางชีวภาพที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ไทยสามารถรักษาสถานะประเทศปลอดโรคไข้หวัดนกในเชิงพาณิชย์มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ซื้อในตลาดพรีเมียมยังคงเชื่อมั่นในสินค้าไก่ไทย

ในด้านตลาดส่งออก สมาคมระบุว่า ตลาดหลักของไทยยังคงมีเสถียรภาพ โดยญี่ปุ่นยังเป็นตลาดอันดับหนึ่งด้วยปริมาณนำเข้าประมาณ 510,000 ตัน และยังเติบโตต่อเนื่องราว 1-2% สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย ขณะที่สหราชอาณาจักรยังคงเป็นตลาดสำคัญในยุโรปด้วยปริมาณนำเข้าราว 200,000 ตัน ส่วนสหภาพยุโรปนำเข้าประมาณ 180,000 ตัน แม้จะเผชิญแรงกดดันด้านราคาจากจีนและบราซิลก็ตาม

นอกจากนี้ ตลาดอาเซียน โดยเฉพาะมาเลเซีย ยังคงมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณนำเข้าราว 100,000 ตัน ขณะที่เกาหลีใต้กำลังมาแรง มีปริมาณการนำเข้าประมาณ 50,000-60,000 ตัน ถือเป็นตลาดศักยภาพสูงในอนาคต เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยอาหารมากขึ้น

นายคึกฤทธิ์ มองว่า ปี 2570 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมไก่ไทย โดยสมาคมคาดการณ์ว่าปริมาณส่งออกจะกลับมาเติบโตเป็นบวกประมาณ 2% หรือเพิ่มขึ้นราว 20,000 – 30,000 ตัน จากฐานการส่งออก 1.2 ล้านตันในปี 2569 ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการที่ตลาดจีนเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงโอกาสจากการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าหลายแห่ง

โดยเฉพาะการเจรจา FTA ไทย-เกาหลีใต้ ซึ่งถูกจับตามองอย่างมากจากภาคอุตสาหกรรม หากสามารถบรรลุข้อตกลงลดภาษีนำเข้าเนื้อไก่ได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น และอาจส่งผลให้ปริมาณการส่งออกไปเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นได้อีกเท่าตัวในอนาคต

ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าของ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญ เนื่องจากยุโรปเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพอาหาร ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของผู้ประกอบการไทย หากสามารถลดอุปสรรคทางภาษีและเปิดตลาดได้มากขึ้น ไทยจะมีโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสินค้าพรีเมียมและสินค้ามูลค่าเพิ่มได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในโลกการค้าปัจจุบัน การแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียงต้นทุนหรือปริมาณการผลิตอีกต่อไป แต่รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงตลาดด้วยเงื่อนไขทางการค้าที่ได้เปรียบ ดังนั้น FTA จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านนโยบายการค้า แต่กลายเป็น "เครื่องมือพลิกเกม" ที่จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้อุตสาหกรรมไก่ไทยสามารถขยายตลาด ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

แม้ปี 2569 จะเป็นปีแห่งความท้าทาย แต่อุตสาหกรรมไก่ไทยยังคงมีรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านมาตรฐานการผลิต ระบบความปลอดภัยอาหาร ประสบการณ์การส่งออก และความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคทั่วโลก หากภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าผลักดันการเปิดตลาดผ่าน FTA ควบคู่กับการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม การบริหารต้นทุน และการสร้างนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน เชื่อว่า "ไก่ไทย" จะยังคงรักษาสถานะหนึ่งในสินค้าศักยภาพสำคัญของประเทศ และเป็นแรงขับเคลื่อนการส่งออกอาหารไทยในทศวรรษต่อไปได้อย่างมั่นคง