เจาะลึกคำสั่ง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ปลดล็อกต้นทุนทิพย์ราคาน้ำมันถาวร 22 ปี ชี้กระทบโรงกลั่นเครือ ปตท. หมื่นล้าน พร้อมเปิดต้นทุนแฝงอื่นที่รัฐยังไม่กล้ารื้อ!
หลังรีรอมานมนานแบบไม่หวั่นเสียงก่นด่าของประชาชนที่ต้องแบก “ต้นทุนทิพย์” ในที่สุดก็ถึงกาลอวสาน 22 ปีแห่งการขูดรีดที่โรงกลั่นสูบเลือดคนไทยไปกว่า 2.3 แสนล้านบาท อย่างไม่เป็นธรรม!
คำสั่งรื้อโครงสร้างราคาพลังงานของ 'เอกนัฏ พร้อมพันธุ์' รมว.กระทรวงพลังงาน ไม่เพียงแค่ปลดล็อก 'ต้นทุนทิพย์' หน้าโรงกลั่น แต่คือการประจานความล้มเหลวของรัฐในอดีตที่ปล่อยให้ทุนพลังงานสูบเลือดคนไทยมานาน เพราะความจริงคือ ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างราคาน้ำมันไทยถูกบวก "ค่าขนส่งเรือทิพย์-ค่าประกันภัยลม" จากสิงคโปร์ ทั้งที่น้ำมันส่วนใหญ่กลั่นในประเทศไทย
การจรดปากกาลงนามในคำสั่งประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มเพียงไม่กี่สตางค์ แต่คือการดึงเงิน 10,839 ล้านบาทต่อปี หรือรวมมหาศาลกว่า 2.38 แสนล้านบาท ตลอด 22 ปี กลับคืนสู่กระเป๋าประชาชน และเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปถึงกลุ่มโรงกลั่นยักษ์ใหญ่ว่า ยุคสมัยแห่งการฟันกำไรส่วนเกินบนคราบน้ำตาคนไทย... ได้จบลงแล้ว
เครือ ปตท.กระทบมากสุด
มาดูกันชัดๆ ว่าตลอด 22 ปีที่ผ่านมา คนไทยต้องแบกรับ 'ต้นทุนทิพย์' ทั้งค่าขนส่งเรือทิพย์ (Freight) ค่าประกันภัยลม (Insurance) และค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง (Loss) สมมุติจากเส้นทางสิงคโปร์ คิดเป็นมูลค่าสูญเสียรวมไปมหาศาลเท่าไหร่?
ผลของการคำนวณราคา ณ โรงกลั่นที่สูงเกินจริงไปถึง 0.0875–0.3548 บาทต่อลิตร (โดยดีเซล B7 ลดลงสูงสุด 0.3548 บาท/ลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 0.3203 บาท/ลิตร) ทำให้ตลอด 22 ปีนับตั้งแต่ใช้สูตรนี้ขึ้นมา เม็ดเงินมหาศาลรวมกว่า 2.38 แสนล้านบาท ได้ไหลออกจากกระเป๋าประชาชนคนไทย ไปเข้ากระเป๋ากลุ่มทุนโรงกลั่นน้ำมันอย่างต่อเนื่องไร้การตรวจสอบ
และหากพิจารณาโครงสร้างอุตสาหกรรมโรงกลั่นในประเทศไทย จะเห็นชัดทันทีว่าใครคือผู้เสียประโยชน์รายใหญ่ที่สุดจากคำสั่งนี้!
ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการกลั่นรวมราว 1.23–1.24 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดย "กลุ่ม ปตท." ถือครองโรงกลั่นยักษ์ใหญ่ถึง 3 แห่ง ได้แก่ ไทยออยล์ (TOP), พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และไออาร์พีซี (IRPC) คิดเป็น สัดส่วนกำลังการกลั่นรวมกันสูงเกิน 60% ของทั้งประเทศ นั่นหมายความว่า เม็ดเงินหมื่นล้านบาทต่อปีที่ถูกตัดทิ้ง (หรือรวมกว่า 1.4 แสนล้านบาทเฉพาะส่วนของเครือ ปตท. ตลอด 22 ปี) จะเป็นรายได้และกำไรที่หายไปจากกระเป๋าของเครือ ปตท. รวมกันเกินกว่า 6,000–6,800 ล้านบาทต่อปี ทันที
แรงกระแทกนี้สะเทือนไปถึงตลาดหุ้นทันที! บรรดาบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ (บล.) ทั้ง บล.กสิกรไทย และ บล.ทรีนีตี้ ได้ออกมาระบุตรงกันว่า มาตรการนี้เป็นปัจจัยลบเชิงนโยบาย (Regulatory Risk) ที่กดดันให้ ค่าการกลั่นอ้างอิง (Gross Refining Margin: GRM) ปรับลดลงถาวร ส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อประมาณการกำไรสุทธิ ของหุ้นกลุ่มโรงกลั่นอย่าง TOP, PTTGC และ IRPC ซ้ำร้ายตลาดทุนยังต้องทำการ Re-rating ปรับลดมูลค่าเหมาะสม เพื่อสะท้อนความจริงที่ว่า 'กำไรส่วนเกิน' (Windfall Profit) ที่เคยเบ่งบานในงบการเงินมา 22 ปี ได้ถูกภาครัฐริบคืนไปอย่างถาวร
ย้อนรอยคำสั่งอัปยศ 10 รัฐบาลที่ "ตาบอด”
หากย้อนรอย "คำสั่งอัปยศ" ที่กลายเป็นตรวนล่ามคอคนไทยมานานถึง 22 ปี ต้องย้อนกลับไปในปี 2547 ในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยมี นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เป็น รมว.พลังงาน และมี นายเมตตา บันเทิงสุข ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในขณะนั้น เป็นผู้คลอดสูตรคำนวณราคาน้ำมันอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ขึ้นมา
ในเวลานั้น ภาครัฐอธิบายหรูหราด้วยหลักการ Import Parity Pricing ว่า หากไม่บวก "ค่าขนส่งเรือทิพย์และค่าประกันภัยลม" เพิ่มเข้าไป โรงกลั่นก็จะไม่ยอมขายน้ำมันในประเทศและจะส่งออกไปขายต่างประเทศหมด! ข้ออ้างนี้ถูกใช้เป็นฉากทัศน์ในการอุ้มสมกลุ่มทุนโรงกลั่น ให้เสพสุขกับกำไรส่วนเกินปีละหมื่นล้านบาทนับแต่นั้นมา
สิ่งที่น่าประจานยิ่งกว่าคือ ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างนี้ผ่านมือมาถึง 10 รัฐบาล 8 นายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งหรือรัฐบาลเผด็จการทหาร ต่างพร้อมใจกันเมินเฉยต่อเสียงร้องเรียนของภาคประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง ปล่อยให้ทุนพลังงานสูบเลือดคนไทยไปรวมกว่า 2.38 แสนล้านบาท แรงกดดันของสังคมที่มีมาอย่างต่อเนื่องทำให้กระทรวงพลังงานใน รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ต้องยอมออกคำสั่งรื้อทิ้งสูตรอัปยศนี้ในที่สุด
แต่อย่างไรก็ดี ประชาชนคนไทยต้องไม่ยอมให้รัฐบาลต้มตุ๋นซ้ำสอง! เพราะมี 2 ประเด็นทางกฎหมายและกลไกที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด นั่นคือ การที่ต้นทุนโรงกลั่นลดลง 0.08–0.35 บาท/ลิตร ไม่ได้แปลว่าราคาหน้าปั๊มจะลดลงทันที รัฐบาลจะเอาส่วนลดนี้ "ส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" เพื่อชดเชยหนี้สินกองทุนฯ หรือไม่? หากทำเช่นนั้น คนไทยก็ยังต้องจ่ายค่าน้ำมันเท่าเดิม เพียงแค่เปลี่ยนเงินจากกระเป๋าโรงกลั่นไปเข้ากระเป๋ากองทุนน้ำมันฯ แทน!
อีกประเด็นคือ ทั้ง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ ต่างงัดหลักฐานทางกฎหมายออกมาตบหน้ารัฐบาลอย่างชัดเจนว่า น้ำมันเชื้อเพลิงเป็น "สินค้าควบคุม" ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่ง คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน มี "ดาบอาญาสิทธิ์" ทางกฎหมายที่สามารถออกประกาศกำหนดเพดานราคาน้ำมันขายปลีก หรือล็อกอัตรากำไรของโรงกลั่นและปั๊มน้ำมันได้ทันทีโดยไม่ต้องรอพลังงาน! แต่ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ กลับเพิกเฉยมาตลอด ถือเป็นความล้มเหลวเชิงเจตจำนงทางการเมืองอย่างแท้จริง
รื้อแค่เศษเสี้ยว ยังมีต้นทุนแฝงที่รัฐยังไม่กล้าแตะ!
การถอดต้นทุนทิพย์ครั้งนี้ ถือเป็นเพียง "ยอดของภูเขาน้ำแข็ง" หรือ "เศษเสี้ยวแรก" เพื่อสยบกระแสสังคมเท่านั้น เพราะในความเป็นจริง ยังมีโครงสร้างบิดเบี้ยวและต้นทุนแฝงอีกมหาศาลที่ นายเอกนัฏ และรัฐบาล ยังไม่กล้าแตะ
• การเพิกเฉยคุม "ค่าการตลาด": รัฐกดราคาโรงกลั่น แต่กลับปล่อยให้ปั๊มน้ำมันโขก "ค่าการตลาด" สูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน (บางช่วงสูงถึง 3.00–4.00 บาท/ลิตร) จนส่วนลดจากโรงกลั่นอาจถูกปั๊มน้ำมันกลืนหายไป
• การอุดหนุนข้ามกลุ่มในก๊าซธรรมชาติ (LPG): โครงสร้างที่ยังคงเกื้อหนุนกลุ่มปิโตรเคมีให้ได้ใช้ก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทยก่อน แล้วโยนก๊าซนำเข้าแพงๆ (Pool Gas) ไปใส่ในบิลค่าไฟและก๊าซหุงต้มของประชาชน
• สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) และค่า AP ฝั่งไฟฟ้า: การตัดค่าไฟสาธารณะ 1.8 หมื่นล้านบาท เป็นเพียงเรื่องเล็ก แต่รัฐกลับไม่กล้ารื้อ "สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP/SPP)" ที่บังคับให้ประชาชนจ่าย "ค่าพร้อมจ่าย" (Availability Payment) ให้โรงไฟฟ้าเอกชนที่นอนเฉยๆ แต่รับเงินฟรี
หากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จริงใจที่จะคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนอย่างแท้จริง ต้องไม่หยุดอยู่แค่การถอดต้นทุนทิพย์ แต่ต้องตราเป็น พระราชบัญญัติโครงสร้างราคาพลังงานถาวร และกล้าเดินหน้าทลาย “โครงสร้างพลังงาน" ในฝั่งค่าการตลาด ก๊าซปิโตรเคมี และสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนอย่างจริงจังเสียที!.


