เจาะลึกมหากาพย์ราคาน้ำมันไทย ล้นสต็อกทำไมไม่ลดราคาแต่ดันส่งออก? แฉสูตร Import Parity บวกค่าขนส่งทิพย์ ภาษีซ้อนภาษี 7 ชั้น และเหตุผลที่ต่างชาติได้ใช้น้ำมันไทยถูกกว่าคนไทย
‘ค่าขนส่งทิพย์-ภาษีซ้อนภาษี’ น้ำมันล้นคลัง ส่งออกถูก คนไทยจ่ายเต็มคาราเบล
ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่กัดกินชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยอย่างหนักหน่วง คำถามซึ่งดังระเบ็งเซ็งแซ่ขึ้นมาทุกครั้งที่เห็นตัวเลขส่งออกพลังงาน ก็คือ “ในเมื่อโรงกลั่นในประเทศไทยมีกำลังผลิตล้นเหลือจนน้ำมันล้นสต็อก ทำไมรัฐบาลและทุนพลังงานถึงไม่ลดราคาขายปลีกให้คนไทยได้ใช้ของถูก แต่กลับส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปขายต่างชาติในราคาที่ถูกกว่า?”
คำตอบของเรื่องนี้อยู่ที่โครงสร้างที่ออกแบบมาให้ทุนพลังงานอิ่มหนำ รัฐบาลได้เม็ดเงินจากภาษีก้อนโต ขณะที่ประชาชนคนไทยกลายเป็น "หมูในอวย" ที่ต้องแบกรับต้นทุนแฝงแบบเต็มคาราเบล!
ความอยุติธรรมที่กดทับราคาน้ำมันไทย เริ่มต้นที่จุดตั้งต้นที่เรียกว่า "ราคาหน้าโรงกลั่น"ซึ่งอ้างอิงราคาตลาดกลางสิงคโปร์ไม่พอ ยังบวกต้นทุนทิพย์เข้าไปอีกชุดใหญ่ ทั้ง ค่าขนส่งทางเรือจากสิงคโปร์มาไทย, ค่าประกันภัยขนส่ง, ค่าสูญเสียระหว่างทาง และค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน ทั้งที่โรงกลั่นน้ำมันตั้งอยู่ที่มาบตาพุดและศรีราชา ใช้น้ำมันดิบกลั่นบนแผ่นดินไทย แต่ทำไมผู้บริโภคไทยต้องจ่าย "ค่าขนส่งทิพย์" เสมือนว่าน้ำมันลิตรนั้นวิ่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากสิงคโปร์?
•สูตรราคาหน้าโรงกลั่นไทย= ราคาตลาดสิงคโปร์ (MOPS) + ค่าขนส่งทางเรือทิพย์ + ค่าประกันภัยทิพย์ + ค่าสูญเสียระหว่างทางทิพย์
ในทางกลับกัน เมื่อน้ำมันล้นคลัง ทุนพลังงานเลือกระบายด้วยการ "ส่งออก"ไปขายต่างประเทศ ราคาขายส่งออกกลับคิด ณ ราคา FOB หน้าท่อ ไม่มีการบวกค่าขนส่งทิพย์ และไม่มีค่าประกันภัยเสมือนแม้แต่บาทเดียว!
ผลลัพธ์คือ น้ำมันดิบกลั่นในไทยชนิดเดียวกัน ลิตรเดียวกัน ส่งออกไปขายให้เพื่อนบ้านกลับถูกกว่าราคาที่ขายให้คนไทยใช้เอง
แฉภาษี 7 ชั้น รีดเต็มคาราเบล
ถ้าคิดว่าราคาหน้าโรงกลั่นโดนโขกสับแล้ว เมื่อมาเจาะโครงสร้างราคาขายปลีกหน้าปั๊ม จะพบว่า "เนื้อน้ำมันแท้ๆ" คิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 50–60% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกเกือบครึ่งคือภาครัฐที่คอยสูบเงินจากกระเป๋าประชาชนผ่านระบบภาษีซ้อนภาษี
โครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ (1 ลิตร): [เนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น] ➔ [ภาษีสรรพสามิต] ➔ [ภาษีเทศบาล] ➔ [กองทุนน้ำมันฯ] ➔ [กองทุนอนุรักษ์ฯ] ➔ [VAT ซ้อนที่ 1] ➔ [ค่าการตลาด] ➔ [VAT ซ้อนที่ 2]
ชำแหละภาระ 7 ชั้นที่คนไทยต้องแบก
1. ราคาหน้าโรงกลั่น (Import Parity): ต้นทุนกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์ + บวกค่าขนส่งทิพย์
2. ภาษีสรรพสามิต: รายได้เนื้อๆ ของกระทรวงการคลัง (ตัวการสำคัญที่รีดสูงถึง 5.90 - 6.90 บาท/ลิตร)
3. ภาษีบำรุงท้องถิ่น (ภาษีเทศบาล): โขกเพิ่มอีก 10% บนยอดภาษีสรรพสามิต
4. เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: โดนรีดไปถัวเฉลี่ยชดเชยโครงสร้างพลังงานที่บริหารล้มเหลว
5. กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน: เก็บเล็กผสมน้อยอีก 0.05 บาท/ลิตร
6. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7% ชั้นที่ 1): จุดพีคของความบิดเบี้ยว! นำเอาภาษีสรรพสามิต + ภาษีเทศบาล + เงินกองทุนฯ มายำรวมเป็นฐานภาษีเพื่อคิด VAT นี่คือ "ภาษีซ้อนภาษี" ที่กล้าทำกับประชาชน!
7. ค่าการตลาด + VAT 7% ชั้นที่ 2: คิด VAT ซ้ำซ้อนบนค่าการตลาดของสถานีบริการน้ำมันอีกรอบ
ทำไมส่งออกแล้วราคาถึงถูกเหลือเชื่อ?
ในยามที่โรงกลั่นระบายน้ำมันสำเร็จรูปส่วนเกินออกนอกประเทศ น้ำมันเหล่านั้น ได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตไทย, ไม่ต้องจ่ายภาษีเทศบาล, ไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันไทย และได้สิทธิ VAT 0%!
น้ำมันข้ามพรมแดนวิ่งออกไปในราคา "เนื้อน้ำมันเพียวๆ" ขณะที่ประชาชนคนไทยซึ่งอยู่ห่างโรงกลั่นไม่กี่กิโลเมตร กลับต้องแบกรับภาระภาษีซ้อนภาษี 7 ชั้นเต็มๆ เพื่อสังเวยฐานะทางการคลังของรัฐบาล
ละครฉากใหญ่ของทุนและรัฐ
เมื่อถูกต้อนเข้ามุม ข้ออ้างคลาสสิกของฝั่งทุนพลังงานคือเรื่อง Yield Slate หรือ "สัดส่วนการกลั่นตามธรรมชาติ" ที่อ้างว่าการกลั่นน้ำมันดิบ 1 บาร์เรล ไม่สามารถเลือกผลิตดีเซล 100% ได้ เมื่อคนไทยใช้ดีเซลเยอะ รัฐต้องให้กลั่นเยอะ จนเบนซินล้นคลัง ถ้าไม่ส่งออกเบนซินทิ้ง โรงกลั่นก็ต้องหยุดเดินเครื่อง และดีเซลจะขาดแคลน
น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล ➔ โรงกลั่น ➔ [ดีเซล 45-50%] + [เบนซิน 20-25%] + [น้ำมันเครื่องบิน 10-15%] + [อื่นๆ 10%]
ฟังดูลึกซึ้งสมเหตุสมผล... แต่ทว่า นี่คือ "ละครฉากใหญ่" ที่ปิดบังความจริงบางอย่าง!
คำถามคือ ในเมื่อน้ำมันเบนซินล้นคลังจนแทบจะทะลัก ทำไมรัฐบาลถึงไม่ใช้กลไก "ลดภาษีสรรพสามิตเบนซินลงชั่วคราว" เพื่อดึงราคาขายปลีกเบนซินในประเทศให้ถูกลง? การลดราคาจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริโภคในประเทศ ระบายสต็อกล้นคลังได้ทันที โดยที่คนไทยได้ประโยชน์จากการใช้น้ำมันราคาถูก!
ทำไมรัฐบาลไม่ทำ? คำตอบง่ายนิดเดียว เพราะรัฐบาลเสพติดรายได้จากภาษีสรรพสามิตจนถอนตัวไม่ขึ้น และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำลังถังแตกจากการบริหารผิดพลาดจนติดลบแสนล้าน! รัฐบาลจึงยอมหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยให้เอกชนส่งออกเนื้อน้ำมันราคาถูกไปต่างประเทศ ดีกว่าจะยอมตัดเค้กภาษาให้หดหายไป
ถึงเวลาเลิกปล้นคนไทยชดเชยทุน!
ข้อกังขา “น้ำมันล้นสต็อก ทำไมไม่ลดราคา แต่ดันส่งออก” ไม่ใช่เรื่องของกลไกตลาดเสรีตามธรรมชาติ แต่คือ “กลไกการเอาเปรียบเชิงโครงสร้าง” ที่ภาครัฐและทุนพลังงานสมประโยชน์ร่วมกันบนคราบน้ำตาของประชาชน เมื่อกางเนื้อในเทียบกันให้เห็นชัดๆ จะพบความบิดเบี้ยวที่ชวนอนาถใจ ดังนี้:
• การตั้งราคาต้นทุนที่ต่างกันสุดขั้ว: ขายคนไทยในประเทศถูกโขกด้วยสูตรอ้างอิงสิงคโปร์บวก "ค่าขนส่งทิพย์" และค่าประกันภัยเสมือน แต่พอส่งออกไปต่างชาติ กลับคิดราคา FOB หน้าท่อตามจริง โดยไม่มีการบวกค่าขนส่งทิพย์แม้แต่บาทเดียว
• สองมาตรฐานเรื่องภาษีสรรพสามิต: คนไทยโดนรีดภาษีสรรพสามิตเต็มสูบสูงถึง 5.90 – 6.90 บาท/ลิตร แต่พอส่งออกไปขายเพื่อนบ้าน น้ำมันเที่ยวเดียวกันนั้นกลับ ได้รับการยกเว้นภาษี ทันที
• ภาระกองทุนน้ำมันที่โยนให้คนไทยแบก: ประชาชนในประเทศถูกดึงเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยการบริหารที่ล้มเหลว ในขณะที่การส่งออกต่างชาติ ไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนแม้แต่บาทเดียว
• ความบิดเบี้ยวของภาษีซ้อนภาษี: คนไทยต้องจ่าย VAT ซ้ำซ้อนถึง 2 ชั้น โดยชั้นแรกเป็นการคิด VAT ทับบนฐานภาษีสรรพสามิตและเงินกองทุนฯ แต่การส่งออกไปต่างประเทศกลับได้ สิทธิยกเว้น VAT (0%)
หากรัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาค่าครองชีพให้ประชาชน ข้อเสนอที่ต้องทำทันทีโดยไม่ต้องรอชาติหน้า คือ:
1. ทลายสูตร Import Parity: เลิกมโนบวกค่าขนส่งทิพย์และค่าประกันภัยเสมือนกับน้ำมันที่กลั่นและขายบนแผ่นดินไทย
2. ผ่าโครงสร้างภาษีซ้อนภาษี: เลิกนำภาษีสรรพสามิตและเงินกองทุนน้ำมันไปรวมเป็นฐานในการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
3. ใช้กลไกภาษียืดหยุ่น: ยามใดที่น้ำมันชนิดใดล้นคลัง ให้หั่นภาษีสรรพสามิตชนิดนั้นลงทันที เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้ใช้น้ำมันราคาถูกในประเทศ แทนการประเคนเนื้อน้ำมันราคาถูกไปให้ต่างชาติ
ตราบใดที่สูตรราคาน้ำมันไทยยังถูกบิดเบือนด้วย "ค่าขนส่งทิพย์" และตาข่ายภาษีที่ไร้ความยุติธรรม คำว่า "น้ำมันล้นคลัง" ยิ่งตอกย้ำว่า... คนไทยยังคงถูกสูบเลือดเพื่ออุดหนุนกำไรทุนพลังงานต่อไปไม่จบไม่สิ้น!.


