xs
xsm
sm
md
lg

“เจ้าคุณโซลาร์เซลล์” ตั้ง 5 คำถามรัฐบาล ทุ่มแสนล้านหนุนโซลาร์ครัวเรือนคุ้มจริงหรือ ติดตั้งใน รพ.-สถานที่ราชการดีกว่าหรือไม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“เจ้าคุณโซลาร์เซลล์” ตั้ง 5 คำถามถึงรัฐบาล ก่อนเดินหน้าโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือน ชี้ตัวเลขลดค่าไฟปีละ 2.4 หมื่นล้านมีความเป็นไปได้ แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างเงินที่ครัวเรือนประหยัดกับต้นทุนไฟฟ้าสุทธิของประเทศ แนะเปรียบเทียบใช้เงิน 1 แสนล้านบาทลงทุนติดตั้งในโรงพยาบาล โรงเรียน และหน่วยงานรัฐ ดีกว่าหรือไม่ ย้ำ “บ้านคุ้มทุน ไม่ได้แปลว่าประเทศคุ้มทุน”


วันนี้(27 ต.ค.) พระปัญญาวชิรโมลี (นพพร ธีรปญฺโญ) หรือ เจ้าคุณโซลาร์เซลล์ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม บ้านดงดิบ ตำบลห้วยยาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “พระปัญญาวชิรโมลี นพพร” ตั้งคำถามถึงรัฐบาล ก่อนใช้เงินกู้ 1 แสนล้านบาทสนับสนุนประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านหลังคาเรือน ดังนี้

5 คำถามถึงรัฐบาล ก่อนใช้เงินแสนล้านสนับสนุนโซลาร์ล้านหลังคา
ถ้าเปลี่ยนเงินอุดหนุนเป็นการลงทุนในโรงพยาบาลและหน่วยงานรัฐ ประเทศชาติจะคุ้มค่ากว่าหรือไม่?
รัฐบาลประชาสัมพันธ์ว่าโครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนจะช่วยลดค่าไฟได้ปีละประมาณ 24,000 ล้านบาท และช่วยประชาชนได้ถึง 1 ล้านครัวเรือน

อาตมาไม่ได้สงสัยว่าโซลาร์เซลล์ลดค่าไฟได้หรือไม่ เพราะทำงานติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้วัด โรงเรียน โรงพยาบาล และภาคเกษตรกรรมมานาน จึงทราบดีว่าพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดค่าไฟได้จริง

แต่สิ่งที่อาตมาสงสัยคือ หากรัฐบาลจะใช้เงินสาธารณะจำนวนมหาศาล ทั้งจากงบประมาณ เงินกู้ หรือมาตรการสนับสนุนทางการเงิน จะนำไปลงทุนอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย?

ลองเปลี่ยนวิธีคิดจากการนำเงินไปอุดหนุนให้ประชาชนบางครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ มาเป็นการลงทุนลดค่าไฟให้หน่วยงานของรัฐที่ให้บริการประชาชนทั้งประเทศ แล้วเปรียบเทียบกันด้วยตัวเลข

อาตมาขอใช้วงเงิน 100,000 ล้านบาทเป็นสมมติฐานในการเปรียบเทียบ ไม่ใช่การยืนยันว่ารัฐบาลอนุมัติเงินกู้หรือเงินอุดหนุนจำนวนนี้แล้ว เพราะต้องแยกให้ชัดระหว่างเงินอุดหนุนจากรัฐ เงินกู้ที่ประชาชนต้องชำระคืน และเงินลงทุนรวมของโครงการ
อาตมาขอตั้งคำถาม 5 ข้อ

๑. รัฐบาลบอกว่าลดค่าไฟปีละ 24,000 ล้านบาท เป็นเงินที่ใครประหยัด?

สมมติว่าโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 5 กิโลวัตต์ จะมีกำลังผลิตรวม 5,000 เมกะวัตต์
หากใช้ค่าแสงแดดเฉลี่ย 4.5 ชั่วโมงต่อวัน หรือ Peak Sun Hours (PSH) และสมมติให้ระบบผลิตไฟฟ้าสุทธิได้ 80% หลังหักการสูญเสีย

จะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 6,570 ล้านหน่วยต่อปี

หากตีมูลค่าไฟฟ้าทั้งหมดที่หน่วยละ 3.89 บาท จะเท่ากับประมาณ 25,557 ล้านบาทต่อปี

จึงเห็นได้ว่าตัวเลขประหยัดค่าไฟ 24,000 ล้านบาทมีความเป็นไปได้ทางคณิตศาสตร์ คล้ายกับการคำนวณผลตอบแทนเบื้องต้นที่ผู้ขายโซลาร์เซลล์นำเสนอให้ลูกค้า

แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องอธิบายให้ครบถ้วน

ประชาชนต้องใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองในสัดส่วนสูงมาก หากมีไฟฟ้าเหลือขายเข้าระบบในราคาต่ำกว่าค่าไฟที่ซื้อ มูลค่าผลประหยัดจริงก็จะลดลง

บ้านที่ไม่มีคนอยู่กลางวัน บ้านที่ใช้ไฟฟ้าน้อย หรือบ้านที่มีการใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในเวลากลางคืน ย่อมมีผลตอบแทนแตกต่างจากบ้านที่ใช้ไฟฟ้ากลางวันมาก

และที่สำคัญที่สุดคือ

เงิน 24,000 ล้านบาทที่เจ้าของบ้านไม่ต้องจ่ายค่าไฟ ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยประหยัดต้นทุนไฟฟ้าสุทธิได้ 24,000 ล้านบาท

เพราะเมื่อประชาชนซื้อไฟฟ้าจากระบบลดลง กฟภ. และ กฟน. ก็มีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าลดลง ขณะเดียวกันต้นทุนการจัดหาไฟฟ้าบางส่วนก็อาจลดลงด้วย

แต่ต้นทุนบางอย่าง เช่น การบำรุงรักษาโครงข่าย ระบบสายส่ง ระบบจำหน่าย และภาระกำลังผลิตที่ต้องพร้อมจ่ายไฟฟ้าในช่วงไม่มีแดด อาจไม่ได้ลดลงตามจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ประชาชนผลิตใช้เอง

รัฐบาลจึงต้องแสดงให้ชัดว่า

ต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลงมีเท่าไร?

ต้นทุนระบบโครงข่ายที่ต้องลงทุนเพิ่มมีเท่าไร?

ภาระด้านกำลังผลิตสำรองและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

และหาก กฟผ. กฟภ. หรือ กฟน. ต้องลงทุนพัฒนาระบบไฟฟ้าเพิ่มเติม จะใช้เงินจากแหล่งใด เป็นจำนวนเท่าไร?
สุดท้ายแล้ว ประเทศชาติประหยัดต้นทุนสุทธิได้ปีละเท่าไร ไม่ใช่เพียงประชาชนบางส่วนประหยัดค่าไฟได้เท่าไร


๒. ถ้าใช้เงิน 100,000 ล้านบาทติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาล จะได้กี่แห่ง?

อาตมาขอใช้ระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 200 กิโลวัตต์เป็นตัวอย่าง

จากประสบการณ์การติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาล ระบบขนาด 100 กิโลวัตต์บางแห่งมีต้นทุนประมาณ 2.3 ล้านบาท
แต่หากรัฐบาลจัดซื้อจำนวนมาก มีการออกแบบมาตรฐาน และแข่งขันราคากันอย่างโปร่งใส อาตมาขอสมมติว่าระบบขนาด 200 กิโลวัตต์สามารถติดตั้งได้ในราคา 4 ล้านบาทต่อชุด

ราคานี้เป็นราคาเป้าหมายสำหรับนำมาวิเคราะห์ ยังไม่ใช่ราคาจัดซื้อที่ได้รับการยืนยัน และต้องตรวจสอบว่าครอบคลุมงานโครงสร้าง อุปกรณ์ป้องกัน ระบบเชื่อมต่อ และภาษีครบถ้วนหรือไม่

ลองคำนวณง่าย ๆ
100,000 ล้านบาท ÷ 4 ล้านบาท
เท่ากับติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 200 กิโลวัตต์ได้ถึง 25,000 ชุด
มีกำลังผลิตติดตั้งรวม 5,000 เมกะวัตต์
เท่ากับกำลังผลิตของโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 5 กิโลวัตต์พอดี

แต่ประเทศไทยไม่ได้มีโรงพยาบาลที่เหมาะสมกับการติดตั้งขนาด 200 กิโลวัตต์มากถึง 25,000 แห่ง

ดังนั้น 25,000 ชุดจึงเป็นจำนวนที่เงินลงทุนรองรับได้ตามสมมติฐาน ไม่ใช่จำนวนโรงพยาบาลที่สามารถติดตั้งได้จริง
เราจึงควรพิจารณาหน่วยงานราชการอื่นร่วมด้วย ทั้งโรงพยาบาล ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่ให้บริการประชาชน

ข้อแตกต่างสำคัญคือ เราสามารถเลือกติดตั้งในอาคารที่มีการใช้ไฟฟ้ากลางวันมาก จึงมีโอกาสใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองในสัดส่วนสูง ลดการส่งไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบ และเพิ่มความคุ้มค่าของการลงทุน

แต่ทั้งหมดต้องผ่านการสำรวจความเหมาะสมจริงก่อน

๓. โรงพยาบาลติดตั้งโซลาร์เซลล์ 200 กิโลวัตต์ จะประหยัดค่าไฟได้เท่าไร และประชาชนได้อะไร?

ใช้สมมติฐานเดียวกัน คือแสงแดดเฉลี่ย 4.5 ชั่วโมงต่อวัน และประสิทธิภาพระบบสุทธิ 80%

ระบบขนาด 200 กิโลวัตต์จะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 262,800 หน่วยต่อปี

หากคิดค่าไฟเฉลี่ยหน่วยละ 3.89 บาท และโรงพยาบาลสามารถใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองทั้งหมด จะลดค่าไฟได้ประมาณ
1,022,000 บาทต่อปี หรือประมาณ 85,000 บาทต่อเดือน

ยังไม่รวมผลประหยัดที่อาจเกิดจากการลดค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด หรือ Demand Charge

โรงพยาบาลจำนวนมากใช้อัตราค่าไฟตามช่วงเวลา คือ On-Peak และ Off-Peak ซึ่งมีราคาแตกต่างกัน

โซลาร์เซลล์สามารถลดการซื้อไฟช่วงกลางวันที่มีแสงแดด โดยเฉพาะช่วง On-Peak ในวันทำงาน และในบางแห่งอาจช่วยลดค่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดได้อีก หากช่วงที่ใช้ไฟสูงสุดตรงกับช่วงที่โซลาร์เซลล์กำลังผลิตไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม การลด Demand Charge ต้องตรวจสอบจากข้อมูลการใช้ไฟจริง ไม่ใช่คิดว่าติดตั้ง 200 กิโลวัตต์แล้วจะลดพีคได้ 200 กิโลวัตต์เสมอไป

และโรงพยาบาลแต่ละแห่งอาจใช้อัตราค่าไฟต่างกัน จึงต้องนำบิลค่าไฟและข้อมูลการใช้ไฟจริงมาคำนวณอีกครั้ง

เมื่อเทียบกับต้นทุนติดตั้ง 4 ล้านบาท จะมีระยะคืนทุนอย่างง่ายประมาณ 3.9 ปี ก่อนคิดค่าบำรุงรักษา ค่าเปลี่ยนอุปกรณ์ และต้นทุนทางการเงิน

แผงโซลาร์เซลล์อาจมีอายุใช้งานประมาณ 25–30 ปี หรือมากกว่านั้นตามคุณภาพและสภาพการใช้งาน แต่ระหว่างทางอาจต้องเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์และบำรุงรักษาระบบ โดยกำลังผลิตจะค่อย ๆ ลดลงตามอายุอุปกรณ์

ลองคิดต่อว่า หากโรงพยาบาลลดค่าไฟได้ปีละหนึ่งล้านบาท และสามารถนำเงินที่ประหยัดได้กลับไปใช้พัฒนาบริการรักษาพยาบาล

จะช่วยซื้อเวชภัณฑ์ ซ่อมเครื่องมือแพทย์ หรือเพิ่มบริการให้ผู้ป่วยได้มากเพียงใด?

ประชาชนที่ไม่ได้รับสิทธิติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านของตน ก็มีโอกาสได้รับประโยชน์จากบริการโรงพยาบาลเหล่านี้
หากประเทศไทยมีประมาณ 26 ล้านครัวเรือน และโครงการช่วย 1 ล้านครัวเรือน ก็ยังมีอีกประมาณ 25 ล้านครัวเรือนที่ไม่ได้รับสิทธิโดยตรง

แน่นอนว่าการประหยัดค่าไฟของโรงพยาบาลจะช่วยเพิ่มบริการแก่ประชาชนได้จริงหรือไม่ ต้องมีกลไกงบประมาณให้โรงพยาบาลสามารถนำผลประหยัดกลับไปใช้ประโยชน์ ไม่ใช่เพียงถูกลดงบประมาณในปีต่อไป

๔. เงิน 100,000 ล้านบาท หากกระจายไปยังโรงพยาบาล ศาลากลาง ที่ว่าการอำเภอ และสถานีตำรวจ จะลดค่าไฟได้เท่าไร?

ไม่จำเป็นต้องติดตั้งขนาด 200 กิโลวัตต์เหมือนกันทุกแห่ง
อาตมาเสนอให้ใช้สองขนาดเป็นโมเดลเปรียบเทียบ
ขนาด 200 กิโลวัตต์ ราคาเป้าหมาย 4 ล้านบาท
เหมาะสำหรับโรงพยาบาลขนาดกลางถึงใหญ่ ศาลากลางจังหวัด และอาคารราชการขนาดใหญ่ที่มีการใช้ไฟฟ้ากลางวันมาก
ขนาด 100 กิโลวัตต์ ราคาเป้าหมาย 2 ล้านบาท

ใช้เป็นตัวอย่างสำหรับที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ โรงพยาบาลขนาดเล็ก และหน่วยงานบริการประชาชนที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่สูงเท่าศาลากลางหรือโรงพยาบาลใหญ่

ทั้งนี้บางแห่งอาจเหมาะกับระบบเพียง 20–50 กิโลวัตต์ จึงต้องสำรวจขนาดการใช้ไฟจริงก่อน
ลองจัดสรรเงิน 100,000 ล้านบาทตามสมมติฐานดังนี้
* ระบบ 200 กิโลวัตต์ จำนวน 10,000 ชุด ใช้งบ 40,000 ล้านบาท
* ระบบ 100 กิโลวัตต์ จำนวน 30,000 ชุด ใช้งบ 60,000 ล้านบาท
รวมเป็น 40,000 ชุด กำลังผลิตติดตั้งรวม 5,000 เมกะวัตต์

เมื่อใช้แดดเฉลี่ย 4.5 ชั่วโมงต่อวัน และประสิทธิภาพสุทธิ 80% จะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ
6,570 ล้านหน่วยต่อปี

หากหน่วยงานเหล่านี้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองทั้งหมด และคิดมูลค่าที่ 3.89 บาทต่อหน่วย จะลดค่าไฟรวมได้ประมาณ
25,557 ล้านบาทต่อปี

นี่เป็นมูลค่าผลประหยัดตามแบบจำลองภายใต้สมมติฐานว่าใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองทั้งหมด ยังไม่ได้หักค่าบำรุงรักษา ค่าเปลี่ยนอุปกรณ์ ต้นทุนทางการเงิน และต้นทุนอื่น ๆ จึงไม่ใช่ผลประหยัดสุทธิของประเทศ

ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับที่รัฐบาลประชาสัมพันธ์ว่าจะลดค่าไฟให้ครัวเรือนได้ปีละ 24,000 ล้านบาท

แต่ข้อแตกต่างสำคัญคือ รัฐบาลสามารถเลือกลงทุนในอาคารที่มีการใช้ไฟกลางวันสูง และหากรัฐเป็นผู้ลงทุนเอง อุปกรณ์ก็จะเป็นทรัพย์สินของรัฐ

อย่างไรก็ตาม จำนวน 40,000 ชุดเป็นเพียงตัวอย่างการจัดสรรเงินตามสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าประเทศไทยมีอาคารราชการที่พร้อมติดตั้งจำนวนดังกล่าว

ต้องสำรวจจำนวนอาคาร พื้นที่หลังคา ความแข็งแรงของโครงสร้าง ขนาดการใช้ไฟ ความพร้อมของระบบจำหน่าย และงบประมาณบำรุงรักษาก่อน

หากพบว่าอาคารราชการที่เหมาะสมมีไม่เพียงพอ ก็สามารถนำงบประมาณส่วนที่เหลือไปเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ระบบกักเก็บพลังงาน หรือการสนับสนุนครัวเรือนอย่างตรงเป้าหมาย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากใช้เงินลงทุนรวมเท่ากัน และมีกำลังผลิตติดตั้งรวมเท่ากัน โรงพยาบาลและอาคารราชการที่ใช้ไฟกลางวันมากอาจมีความได้เปรียบด้านสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เอง

แต่จะคุ้มค่ากว่าครัวเรือนจริงหรือไม่ ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลต้นทุนและผลประโยชน์ตลอดอายุโครงการ ไม่ใช่เพียงเปรียบเทียบตัวเลขค่าไฟที่ลดลง

๕. ก่อนรัฐบาลใช้เงินสาธารณะอุดหนุนครัวเรือน ได้สำรวจหน่วยงานรัฐที่ให้บริการประชาชนทั่วประเทศแล้วหรือยัง?

นี่คือคำถามสำคัญที่สุดที่อาตมาอยากฝากถึงรัฐบาล
โรงพยาบาลทั่วประเทศยังมีแห่งใดที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์?
ศาลากลางจังหวัดมีการใช้ไฟฟ้าเดือนละเท่าไร และติดตั้งไปแล้วกี่แห่ง?
ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศมีอาคารที่เหมาะสมอีกกี่แห่ง?
สถานีตำรวจ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานบริการประชาชนอื่น ๆ มีศักยภาพติดตั้งรวมกันอีกกี่เมกะวัตต์?
รัฐบาลเคยจัดทำบัญชีเหล่านี้แล้วหรือยัง?

ถ้าทำแล้ว ขอให้เปิดเผยตัวเลข
ถ้ายังไม่ได้ทำ เหตุใดจึงเร่งตัดสินใจใช้เงินจำนวนมหาศาล โดยยังไม่มีการแสดงผลเปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่าการลงทุนที่ไหนให้ประโยชน์สูงสุด?

อาตมาไม่ได้เสนอว่าต้องนำเงินทั้งหมดไปติดตั้งให้โรงพยาบาลหรืออาคารราชการ และไม่ได้ปฏิเสธการช่วยเหลือประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์
แต่กำลังเสนอว่า ก่อนใช้เงินสาธารณะจำนวนมหาศาล รัฐบาลควรเปรียบเทียบทางเลือกทั้งหมดด้วยหลักเกณฑ์เดียวกัน
ทั้งต้นทุนการลงทุน ผลผลิตไฟฟ้า การลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ผลกระทบต่อ กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ต้นทุนโครงข่าย ความเป็นธรรม และประโยชน์ต่อประชาชน

ที่สำคัญต้องเปรียบเทียบเงินลงทุนรวมของทั้งสองทางเลือกอย่างเป็นธรรม
หากโครงการครัวเรือนใช้เงินอุดหนุนจากรัฐเพียงบางส่วน และประชาชนต้องลงทุนเพิ่มเติมด้วย ก็ต้องนำเงินลงทุนของประชาชนมารวมในการวิเคราะห์ต้นทุนระดับประเทศ ไม่ใช่นำเฉพาะเงินอุดหนุนไปเปรียบเทียบกับเงินลงทุนเต็มจำนวนของหน่วยงานรัฐ
เพราะเงินลงทุนที่ประชาชนจ่ายเองก็เป็นทรัพยากรของประเทศเช่นกัน

บทส่งท้าย : เงินแสนล้านควรลงทุนที่ไหน ประเทศจึงได้ประโยชน์สูงสุด?

หากรัฐบาลสนับสนุนโซลาร์เซลล์ครัวเรือน ประชาชนที่ได้รับสิทธิก็ประหยัดค่าไฟ
แต่หากรัฐบาลลงทุนในโรงพยาบาล โรงเรียน และหน่วยงานรัฐที่ให้บริการประชาชน เงินที่ประหยัดได้ก็อาจช่วยลดรายจ่ายภาครัฐและเพิ่มศักยภาพบริการสาธารณะ

หากสำรวจแล้วพบว่าหน่วยงานรัฐมีศักยภาพติดตั้งเพียงพอในต้นทุนที่เหมาะสม ก็อาจใช้งบประมาณน้อยกว่าที่คาดไว้เพื่อบรรลุเป้าหมายบางส่วนได้เช่นกัน

ทั้งสองวิธีมีข้อดีและข้อจำกัด

สิ่งที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ไม่ใช่ว่าโซลาร์เซลล์ดีหรือไม่ดี เพราะประโยชน์ของโซลาร์เซลล์เป็นเรื่องที่ทราบกันอยู่แล้ว
แต่ต้องพิสูจน์ว่าเงิน 100,000 ล้านบาทของประเทศ หากนำไปลงทุนในทางเลือกต่าง ๆ จะเกิดประโยชน์สุทธิสูงสุดที่ไหน
ตัวเลข 100,000 ล้านบาทในบทความนี้เป็นสมมติฐานสำหรับเปรียบเทียบ ไม่ใช่วงเงินกู้หรือเงินอุดหนุนที่ยืนยันว่ารัฐบาลอนุมัติแล้ว

อาตมาจึงอยากให้รัฐบาลตอบคำถามง่าย ๆ ก่อนว่า
หากใช้เงินลงทุนรวมเท่ากัน และผลิตไฟฟ้าได้ใกล้เคียงกัน เหตุใดจึงเลือกอุดหนุนหลังคาบ้านประชาชนบางส่วน ก่อนที่จะเปิดเผยผลการสำรวจและเปรียบเทียบศักยภาพหลังคาโรงพยาบาลและหน่วยงานราชการที่ให้บริการประชาชนทั้งประเทศ?
อย่าเพิ่งวัดความสำเร็จจากจำนวนหลังคาที่ติดตั้ง
จงวัดจากประโยชน์สุทธิที่ประเทศไทยได้รับ
บ้านคุ้มทุน ไม่ได้แปลว่าประเทศคุ้มทุน

ปล.ไม่อยากสงสัยมาก บางท่านจะหาว่าเล่นการเมือง แต่ความจริงคือเมตตาสงสารบ้านเมืองถ้าเจริญขึ้นก็ทำไป ถ้าไม่เจริญขึ้นก็อดสลดสังเวชใจไม่ได้