xs
xsm
sm
md
lg

เจาะลึกกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชเก็บเงิน ABS ผ่านไป 20 ปีได้แค่ 41,895 บาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



20 ปี ได้แค่ 41,895 บาท! ค่าสังเวยพันธุ์พืชไทยให้โจรสลัดชีวภาพ

ชนวนร้อนเรื่องการขอขึ้นทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ไม่ได้มีเพียงแค่คำกล่าวอ้างว่า “ประชาชนยังคงปลูก กิน หรือขายได้ตามปกติ” เท่านั้น หากยังมีประเด็นที่ชวนให้ขุดคุ้ยอีกหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือเจตนารมณ์อันเป็นหัวใจของ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 
 
กฎหมายฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ กับการปกป้องฐานทรัพยากรชีวภาพของชาติ โดยมี “มาตรา 52” เป็นกลไกสำคัญที่บังคับว่า ใครก็ตามที่นำพืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพืชป่าไปวิจัยเพื่อการค้า จะต้องดำเนินการ 2 ประการ คือ แจ้งเปิดเผยที่มา (Disclosure of Origin) และทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ (ABS) ส่งรายได้เข้า “กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช” เพื่อนำเงินไปอุดหนุนชุมชนท้องถิ่นในการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์พืช 
 
ขีดเส้นใต้สองเส้นตรงที่ “กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช” และ “ค่า ABS” 
 
ด้วยเมื่อกางบัญชีกองทุนฯ ตลอด 20 ปี (พ.ศ. 2547–2565) พบรายได้สะสมเพียงแค่ 5.8 ล้านบาทเท่านั้น แถมส่วนใหญ่เป็นเงินอุดหนุนรัฐและดอกผล ส่วนเม็ดเงินที่เก็บได้จริงจาก “ข้อตกลงการแบ่งปันผลประโยชน์ตามมาตรา 52” กลับมีเพียง 41,895.25 บาทเท่านั้น!




เงินสี่หมื่นกว่าบาทในรอบสองทศวรรษ คือใบเสร็จประจานความล้มเหลวของกฎหมายไทยที่ไร้ผลในทางปฏิบัติ ปล่อยให้เอกชนนำพันธุกรรมพืชของชาติไปทำกำไรโดยแทบไม่ต้องส่งคืนผลตอบแทนแก่สังคม ขณะที่ชุมชนท้องถิ่นต้องแบกรับภาระอนุรักษ์ฐานทรัพยากรโดยไม่ได้ส่วนแบ่งกลับมาพัฒนายกระดับการเกษตรฐานรากเลย

กระนั้นก็ดี กฎหมายเดิมว่าหละหลวมแล้ว แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่ากำลังคืบคลานเข้ามาอยู่ตรงที่ “ภาครัฐ” กำลังเร่งรัดแก้กฎหมายเพื่อเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (Thai-EU FTA) หากเรื่องนี้สำเร็จ นี่คือการปลดล็อกการปล้นพันธุกรรมอย่างมีนัยสำคัญ ผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ นั่นคือ

หนึ่ง - ฉีกทิ้งการแบ่งปันผลประโยชน์ (ABS): UPOV 1991 จะไม่รองรับข้อกำหนดเรื่องการเปิดเผยที่มา และไม่มีระบบบังคับแบ่งปันผลประโยชน์เข้ากองทุนฯ อีกต่อไป บริษัทเอกชนสามารถหยิบพืชป่าหรือพืชพื้นเมืองไทยไปดัดแปลงพันธุกรรมเพียงเล็กน้อย แล้วฮุบสิทธิผูกขาดได้ฟรีๆ โดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ประเทศต้นทาง

สอง - จับเกษตรกรเข้าคุกหากเก็บเมล็ดพันธุ์: จากเดิมที่กฎหมายให้สิทธิชาวบ้านเก็บเมล็ดพันธุ์พืชคุ้มครองไว้ปลูกต่อในพื้นที่ตนเองได้ แต่ UPOV 1991 จะเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ให้เป็น “การกระทำผิดกฎหมาย” หากฝ่าฝืน เกษตรกรจะสุ่มเสี่ยงต่อการโดนฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญา

สาม - ผูกขาดรวบยอดข้ามสายน้ำไปถึงสินค้าแปรรูป: สิทธิผูกขาดจะไม่หยุดแค่ที่เมล็ดพันธุ์ แต่จะขยายแขนขาไปยึดถึงผลผลิต และผลิตภัณฑ์แปรรูป หากบริษัทสงสัยว่ามีการแอบใช้สายพันธุ์คุ้มครอง บริษัทมีสิทธิ์ตามไปฟ้องยึดผลผลิต แป้ง น้ำผลไม้ หรือสินค้าปลายน้ำได้ทันที

และสี่ - แช่แข็งนักวิจัยไทยด้วยระบบ EDV: นอกจากจะขยายเวลาผูกขาดสิทธิบัตรยาวนานถึง 20-25 ปีแล้ว ยังพ่วงมาด้วยระบบ EDV (Essentially Derived Varieties) ซึ่งบล็อกการวิจัยต่อยอด หากนักวิจัยรัฐหรือชาวบ้านเอาพันธุ์คุ้มครองไปปรับปรุงจนได้พันธุ์ใหม่ที่ดีกว่า สิทธิในสายพันธุ์นั้นก็ยังคงตกเป็นของบริษัทเจ้าของพันธุ์ตั้งต้นอยู่ดี

นั่นหมายความว่า ตลาดเมล็ดพันธุ์ เทคโนโลยีชีวภาพ และสารเคมีเกษตรระดับโลกในปัจจุบัน ที่ถูกครอบครองโดยบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ที่รู้จักกันในนาม “Big 4” ซึ่งทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองระดับสากล จะยิ่งน่าเป็นห่วงกว่าเดิมหลายเท่า โดยเฉพาะกับเกษตรกรไทย

เพราะเมื่อไทยก้าวเข้าสู่ UPOV 1991 บรรษัทเหล่านี้จะเข้ามายึดครองตั้งแต่ห่วงโซ่ต้นน้ำ ผลักดันให้เกษตรกรไทยสูญเสียการพึ่งพาตนเอง และต้องควักเงินซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ราคาแพงในทุกฤดูกาลเพาะปลูก

เบื้องหลังการผลักดัน UPOV 1991 และนโยบาย Seed Hub ไม่ใช่การรุกคุมตรงๆ จากกลุ่มทุนต่างชาติ แต่ดำเนินผ่าน "เครือข่ายความสัมพันธ์ 3 ประสาน" ในประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนผลประโยชน์การค้าเอกชนให้กลายเป็น "วาระระดับชาติ":

• ตราประทับที่ชื่อว่า Seed Hub: สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์อย่างสมาคมเมล็ดพันธุ์แห่งเอเชียและแปซิฟิก และสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ซึ่งมีบรรษัทข้ามชาติเป็นสมาชิกหลัก เดินสายล็อบบี้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล โดยใช้วาทกรรม "ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ระดับภูมิภาค (Seed Hub)" และตัวเลขเป้าหมายส่งออก 50,000 ล้านบาท เป็นเหยื่อล่อ พร้อมขู่ว่าหากไม่เข้า UPOV 1991 ต่างชาติก็จะไม่มาลงทุน แท้จริงแล้ว มูลค่าส่งออกเหล่านั้น ไทยเป็นได้แค่ "ฐานรับจ้างผลิต" ที่ต้องประเคนฐานพันธุกรรมชาติให้ทุนเอกชน

• การแทรกซึมผ่านงบวิจัยมหาวิทยาลัย: เมื่อภาครัฐตัดลดงบวิจัยการเกษตร มหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยภาครัฐจึงต้องหันไปพึ่งพา "ทุนวิจัยสร้างสายพันธุ์" จากบรรษัทข้ามชาติ ส่งผลให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งถูกกลืนเข้าสู่ระบบผลประโยชน์ เกิดการนำสายพันธุ์พืชพื้นบ้านของรัฐไปวิจัยร่วมแล้วเปลี่ยนเป็นสิทธิผูกขาดของเอกชน พร้อมทำหน้าที่ออกสื่อชี้แจงสนับสนุน UPOV 1991 ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลางทางวิชาการ

• การแทรกซึมในคณะกรรมการกำหนดนโยบาย: ตัวแทนจากสมาคมการค้าและนักวิจัยที่รับทุนเอกชน มักได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ คณะทำงาน หรืออนุกรรมาธิการในการปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช และการเจรจา FTA ส่งผลให้ร่างกฎหมายและข้อเสนอของภาครัฐถูกเขียนขึ้นเพื่อตอบสนองกลุ่มทุนข้ามชาติมากกว่าการปกป้องเกษตรกรรายย่อย

ไม่ต้องดูอื่นไกล โมเดลผูกขาดเบ็ดเสร็จนี้สำเร็จมาแล้วในอุตสาหกรรม "ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์" ที่เกษตรกรถูกมัดมือชกด้วยเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ลูกผสม (Hybrid) ซึ่งเก็บไปปลูกต่อไม่ได้ ทำให้ต้องควักกระเป๋าซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปีมายาวนานนับทศวรรษ และ UPOV 1991 จะทำให้โมเดลทาสยุคใหม่นี้ลามไปสู่พืชผักและพืชอาหารทุกชนิดของประเทศ

เมื่อไทยก้าวเข้าสู่ UPOV 1991 เกษตรกรจะสูญเสียการพึ่งพาตนเองและต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกครั้งเมื่อต้องการปลูก ซึ่งผลของการสมรู้ร่วมคิดนี้จะพุ่งตรงมาที่ "จานอาหาร" ของผู้บริโภคทุกคน เมื่อต้นทุนเมล็ดพันธุ์ผูกขาดดันราคาอาหารให้แพงขึ้น พร้อมทำลายความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นเกราะคุ้มกันประเทศในภาวะวิกฤตภูมิอากาศโลก

ทางออกเดียวที่รัฐบาลต้องทำให้ชัดเจนหากยังเห็นแก่อธิปไตยของชาติ คือการยุติเงื่อนไข เอาUPOV 1991 ออกจากการเจรจา Thai-EU FTA เร่งสังคายนา พ.ร.บ. 2542 มาตรา 52 เพื่อบังคับใช้การตรวจสอบการแสดงที่มาและการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ อย่างชัดเจน พร้อมกระจายงบประมาณส่งเสริม "ระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชน" ให้ชาวบ้านมีสิทธิคัดเลือกและขยายพันธุ์เอง เพื่อคานอำนาจทุนผูกขาดข้ามชาติอย่างยั่งยืน.