xs
xsm
sm
md
lg

ไม่ต้องลงทุน AI แพงก็โตได้! BDI ปั้น SME 105 บริษัท พลิกข้อมูลลดต้นทุน–เพิ่มยอดขาย คาดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 112 ล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



BDI โชว์ความสำเร็จโครงการ The UP ปั้นผู้ประกอบการ SME ไทย3ปี 105 บริษัท นำข้อมูลและ AI แก้ปัญหาธุรกิจจริง ตั้งแต่ลดต้นทุน ลดสต็อกจม ไปจนถึงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อเทคโนโลยีราคาแพง ล่าสุดปี 2569 ติวเข้ม 55 บริษัท พร้อมพี่เลี้ยงประกบตัวต่อตัวรวม 440 ชั่วโมง คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 112 ล้านบาท ชู “ครัวเจ๊ง้อ–ลีออร์คิด” ตัวอย่างความสำเร็จเปลี่ยนข้อมูลกระจัดกระจายเป็นเครื่องมือบริหารธุรกิจ จ่อขยายผลองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรออนไลน์ ผนึกเครือข่ายภาครัฐ–เอกชน หวังเพิ่มโอกาส SME กลุ่มเป้าหมาย 5 แสนรายทั่วประเทศเข้าถึงเทคโนโลยี


BDI เผยผลสำเร็จโครงการ The UP ตลอด 3 ปี ยกระดับ SME ไทยแล้ว 105 บริษัท ล่าสุดปี 2569 พัฒนาเพิ่ม 55 บริษัท ผ่านระบบพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาเชิงลึก 440 ชั่วโมง เน้นใช้ Data–AI ลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย และแก้ปัญหาธุรกิจจริง คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 112 ล้านบาท เตรียมขยายผลองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรออนไลน์ ผนึกเครือข่ายภาครัฐ–เอกชน หวังเพิ่มโอกาส SME กลุ่มเป้าหมาย 5 แสนรายทั่วประเทศเข้าถึงเทคโนโลยี พร้อมชู “ครัวเจ๊ง้อ–ลีออร์คิด” ต้นแบบใช้ข้อมูลพลิกระบบบริหารธุรกิจ

ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI เปิดเผยว่า จากการดำเนินโครงการ “The UP 2026: Unlock Potential with Data & AI – ปลดล็อกศักยภาพ SME ไทย รับมือวิกฤตเศรษฐกิจด้วย Data & AI” ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 BDIสามารถพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไปแล้วประมาณ 100 บริษัท โดยเป็นบริษัทที่ได้เข้าร่วมโครงการในปีนี้ จำนวน 55 บริษัท และที่เหลือเป็นของปี 2568 และ 2567
ครอบคลุมภาคการผลิต การค้า และบริการ ผ่านการนำข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจ โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 112 ล้านบาทภายหลังสิ้นสุดโครงการ

ผลลัพธ์ดังกล่าวมาจากการพัฒนาทักษะและให้คำปรึกษาเชิงลึกแก่ผู้ประกอบการ เพื่อแก้ปัญหาสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การลดต้นทุน การเพิ่มยอดขาย และการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน โดยผู้ประกอบการทั้ง 55 บริษัทในปีนี้ได้รับการปรึกษาแผนพัฒนาการใช้ข้อมูลหรือ Data Roadmap เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจในระยะยาว

ความสนใจนำ AI มาใช้ในธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งเริ่มต้นด้วยความต้องการซื้อเทคโนโลยี โดยยังไม่ทราบว่าปัญหาที่แท้จริงของบริษัทคืออะไร
ซึ่งในความเป็นจริง การนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัท ต้องย้อนกลับไปดูว่าบริษัทมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง แนวทางของ The UP จึงเริ่มจากการค้นหาโจทย์ธุรกิจ ก่อนพิจารณาว่าบริษัทมีข้อมูลใดพร้อมใช้งาน และสามารถนำ AI หรือเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลมาช่วยได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการลงทุนระบบเทคโนโลยีขนาดใหญ่

“ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา BDI พบว่าปัญหาสำคัญของ SME ไทยไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่เป็นการไม่สามารถนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ตามฝ่ายต่าง ๆ และอยู่ในซอฟต์แวร์หลายระบบ ขณะที่บางบริษัทไม่มีมาตรฐานข้อมูลกลาง ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกันและไม่สามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจได้“ดร.สุนทรีย์ กล่าว

จัดพี่เลี้ยงประกบติดตัวต่อตัวกว่า 440 ชั่วโมง แก้ปัญหาธุรกิจเป็นรายบริษัท

สำหรับรูปแบบดำเนินงานในปี 2569 BDI เริ่มต้นด้วยการจัด Workshop หรือการอบรมเชิงปฏิบัติการ 2 วัน โดยวันแรกให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ Data และ AI ส่วนวันที่สองนำความรู้มาประยุกต์ใช้กับกระบวนการธุรกิจ วิเคราะห์ปัญหา และออกแบบแนวทางแก้ไข

จากนั้นจึงแบ่งผู้ประกอบการตามระดับความพร้อม เพื่อให้กลุ่มเริ่มต้นและกลุ่มที่มีทักษะขั้นสูงได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม ก่อนเข้าสู่กระบวนการให้คำปรึกษาแบบรายบริษัท หรือ Mentoring 1:1 ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ

การให้คำปรึกษาใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงต่อบริษัท คิดเป็นเวลารวม 440 ชั่วโมงสำหรับผู้ประกอบการ 55 บริษัท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดที่ BDI สามารถรองรับได้ในปัจจุบัน

ดร.สุนทรีย์ กล่าวว่า การกำหนดเวลาให้คำปรึกษาค่อนข้างมากเป็นเรื่องจำเป็น เพราะการอบรมเพียง 1–2 วันอาจทำให้ผู้ประกอบการได้รับความรู้และแนวคิด แต่ยังไม่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ เพราะผู้เข้าร่วมอาจได้รับเพียงแนวคิด แต่ยังไม่สามารถนำไปลงมือปฏิบัติจริงได้

เมนเทอร์ต้องช่วยวิเคราะห์ตั้งแต่ปัญหาที่ผู้ประกอบการต้องการแก้ไข วิธีจัดเก็บข้อมูล การกำหนดมาตรฐานข้อมูล ไปจนถึงการสร้างเครื่องมือต้นแบบ เช่น Dashboard ซึ่งเป็นระบบแสดงผลข้อมูลที่ช่วยให้ผู้บริหารติดตามยอดขาย ต้นทุน และประสิทธิภาพการทำงานได้

นอกจากนี้ การให้คำปรึกษาผ่านระบบออนไลน์ยังช่วยให้ผู้ประกอบการต่างจังหวัดสามารถนำพนักงานจากหลายฝ่ายเข้าร่วมเรียนรู้พร้อมกัน ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมการใช้ข้อมูล หรือ Data Culture ภายในองค์กร ซึ่งตัวอย่างปัญหาที่พบคือสินค้าชนิดเดียวกันอาจถูกเรียกด้วยชื่อแตกต่างกันในฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย และฝ่ายคลังสินค้า ส่งผลให้ข้อมูลที่บันทึกในแต่ละระบบไม่ตรงกัน แม้จะเป็นสินค้ารายการเดียวกันก็ตามการแก้ปัญหาจึงต้องเริ่มจากกำหนดข้อมูลหลัก หรือ Master Data ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ก่อนนำไปเชื่อมโยงและวิเคราะห์ด้วย AI

BDI จ่อขยายผล The UP เข้าถึง SME 5 แสนรายทั่วประเทศ

ดร.สุนทรีย์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME ขนาด S และ M ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายประมาณ 500,000 ราย แบ่งเป็นธุรกิจขนาด S ประมาณ 450,000 ราย และธุรกิจขนาด M อีกประมาณ 50,000 ราย ขณะที่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โครงการสามารถให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการได้รวม 105 บริษัท แบ่งเป็นปีแรก 20 บริษัท ปีที่สอง 30 บริษัท และปี 2569 จำนวน 55 บริษัท

อย่างไรก็ตาม การขยายจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการโดยตรงยังมีข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการให้คำปรึกษา โดยปี 2569 รองรับผู้ประกอบการได้ 55 บริษัท บริษัทละประมาณ 8 ชั่วโมง คิดเป็นเวลารวม 440 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นขีดความสามารถสูงสุดในปัจจุบัน และในแผนระยะ 3–5 ปี ยังมุ่งรักษาคุณภาพการให้คำปรึกษาเชิงลึก มากกว่าการเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมโดยตรง

BDI จึงวางแนวทางขยายผลด้วยการนำบทเรียนและประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการตลอด 3 ปี มาพัฒนาเป็นหลักสูตรวิดีโอสั้น แยกตามลักษณะธุรกิจและปัญหาที่พบ เพื่อเปิดโอกาสให้ SME สามารถเรียนรู้และประยุกต์ใช้ได้ด้วยตัวเอง

พร้อมกันนี้ ยังเตรียมขยายความร่วมมือผ่านเครือข่ายสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อกระจายองค์ความรู้และเชื่อมโยงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการให้คำปรึกษา การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ การทดลองใช้เครื่องมือดิจิทัล และโครงการสนับสนุนเงินทุนบางส่วน

เปิดต้นทุนพัฒนา SME เฉลี่ย 1 แสนบาทต่อบริษัท ย้ำต้องวัดผลที่ใช้ได้จริง

ดร.สุนทรีย์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการในรูปแบบให้คำปรึกษาเชิงลึกมีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 100,000 บาทต่อบริษัท ซึ่งอาจดูสูงเมื่อคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายต่อราย แต่ BDI มองว่าการลงทุนดังกล่าวมีความคุ้มค่า หากสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจได้จริง

“แม้ดูเหมือนว่าใช้งบประมาณมาก แต่หากเปรียบเทียบกับการให้ Voucher เพื่อให้ผู้ประกอบการไปเรียนหลักสูตรต่าง ๆ หลายครั้งก็ยังไม่แน่ใจว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะนำความรู้กลับมาใช้ในบริษัทได้อย่างไร”

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการไม่จำเป็นต้องซื้อซอฟต์แวร์ราคาแพงตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจาก BDI จะสอนการใช้เครื่องมือที่มีให้บริการฟรีก่อน เพื่อให้ผู้ประกอบการเห็นประโยชน์และสามารถทดลองสร้างระบบต้นแบบด้วยตัวเอง

ผนึก ETDA–depa–สสว. ขยายโอกาส SME เข้าถึง Data และ AI

สำหรับการขยายผลโครงการ BDI มีแนวทางสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ETDA สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. รวมถึงเครือข่ายหอการค้าและสภาอุตสาหกรรม

แนวทางดังกล่าวมุ่งเชื่อมโยงโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการที่มีอยู่แล้ว ให้สามารถต่อยอดกันได้ ตั้งแต่การพัฒนาความรู้ การจัดระบบข้อมูล การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการเข้าถึงสิทธิสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีจากภาครัฐ

ขณะเดียวกัน BDI ยังมีแนวคิดเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการเงิน เช่น SME D Bank เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้อง

ชู Travel Link ใช้ข้อมูลนักท่องเที่ยววางแผนธุรกิจ เตรียมต่อยอดข้อมูลใช้จ่ายปี 2570

ในส่วนของการพัฒนาศักยภาพ SME ระยะยาว ดร.สุนทรีย์ กล่าวว่า BDI ต้องการให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลภายในบริษัทไปเชื่อมโยงกับข้อมูลภาครัฐ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวางแผนธุรกิจ

ยกตัวอย่างเช่น หากร้านขายของฝากพบว่านักท่องเที่ยวชาวจีนลดลง ขณะที่นักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศอื่นเพิ่มขึ้น ก็สามารถนำข้อมูลมาปรับประเภทสินค้า ขนาดเสื้อผ้า อาหาร และปริมาณสต็อกให้เหมาะสมกับความต้องการที่เปลี่ยนไป

ปัจจุบันแพลตฟอร์มสามารถนำข้อมูลที่ผ่านมาใช้วิเคราะห์แนวโน้มและฤดูกาลท่องเที่ยวได้ ขณะที่ BDI อยู่ระหว่างพัฒนาเครื่องมือคาดการณ์ข้อมูลล่วงหน้า และมีแผนพิจารณาเพิ่มข้อมูลการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว หรือ Spending Data ในปี 2570

นอกจากนี้ BDI ยังมีแพลตฟอร์มด้านสุขภาพ Health Link และแพลตฟอร์มข้อมูลสิ่งแวดล้อม Envi Link เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลในภาคส่วนอื่น ๆ โดยข้อมูลสิ่งแวดล้อมสามารถนำไปประกอบการวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ เช่น ตลาดอุปกรณ์จัดการคุณภาพอากาศในพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่นจากการขนส่งหรือการเผาทางการเกษตร

อย่างไรก็ตาม ดร.สุนทรีย์ ยอมรับว่า ผู้ประกอบการขนาดเล็กจำนวนมากยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนจัดระบบข้อมูลภายในบริษัทให้มีมาตรฐานเสียก่อน

มอบรางวัล 7 บริษัทต้นแบบ สะท้อนผลสำเร็จการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจใช้ข้อมูล

สำหรับงานในครั้งนี้ ภายในงาน The UP: Impact Day ยังมีการมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ประกอบการที่ผ่านโครงการ พร้อมประกาศรางวัลกิจการที่มีผลงานโดดเด่น ได้แก่ บริษัท ครัวเจ๊ง้อ กาญจนาภิเษก จำกัด ได้รับรางวัล The UP Breakthrough Award และบริษัท ลีออร์คิด จำกัด ได้รับรางวัล The UP Transformation Award

ส่วนรางวัล The Ultra Potential Award จำนวน 5 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท แทนนิท เจนนิซิส แล็บ จำกัด บริษัท ดวงสิริ นีโอ คอสเมติกส์ จำกัด บริษัท ดีทอกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท มอลลี่อัลลี่ จำกัด และบริษัท พีเพิ่ล (ประเทศไทย) จำกัด

ดร.สุนทรีย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสำคัญของ BDI ไม่ใช่เพียงทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยี แต่ต้องสามารถนำข้อมูลและ AI ไปใช้แก้ปัญหาและพัฒนาธุรกิจได้ด้วยตัวเอง

โดยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โครงการสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจขนาดเล็กสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานได้ แม้ไม่มีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะ หากมีความเข้าใจในการจัดการข้อมูลและได้รับคำปรึกษาที่เหมาะสม

การสร้างวัฒนธรรมการใช้ข้อมูลภายในองค์กรจึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ SME ไทยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน พัฒนาตลาด และสร้างโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ครัวเจ๊ง้อ–ลีออร์คิด พลิกระบบหลังบ้าน ลดสต็อกจม เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ

ตัวอย่างผลสำเร็จจากโครงการปีนี้ ได้แก่ บริษัท ครัวเจ๊ง้อ กาญจนาภิเษก จำกัด ซึ่งได้รับรางวัล The UP Breakthrough Award จากการยกระดับระบบบริหารจัดการวัตถุดิบ

คุณลินดา บูรณะชน จากบริษัท ครัวเจ๊ง้อ กาญจนาภิเษก จำกัด เปิดเผยว่า เดิมบริษัทใช้เอกสารบันทึกข้อมูลด้วยลายมือ ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจายและไม่สามารถติดตามการเคลื่อนไหวของวัตถุดิบได้อย่างเป็นระบบ
หลังเข้าร่วมโครงการ บริษัทสามารถพัฒนาระบบบริหารสต็อกและฐานข้อมูลกลาง เพื่อติดตามวัตถุดิบตั้งแต่การรับเข้า การแปรรูป การเบิกใช้ จนถึงปริมาณคงเหลือ

ระบบดังกล่าวช่วยให้บริษัทวางแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบสดได้เหมาะสม ลดเงินทุนที่จมอยู่ในสต็อก ลดการสูญเสียวัตถุดิบ และสามารถติดตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงตามราคาตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่บริษัท ลีออร์คิด จำกัด ผู้ได้รับรางวัล The UP Transformation Award สามารถพัฒนาฐานข้อมูลกลางและระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ด้วยการกำหนด Master Data และ Data ID หรือรหัสข้อมูลที่ใช้ระบุสินค้าและเชื่อมโยงรายการข้อมูล

คุณแสงเดือน ลีลาสมานชัย จากบริษัท ลีออร์คิด จำกัด เปิดเผยว่า โครงการช่วยให้องค์กรสามารถนำ Dashboard และเครื่องมือดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนการทำงาน ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความสะดวกในการติดตามและตรวจสอบข้อมูล รวมถึงวางรากฐานสำหรับการขยายธุรกิจในอนาคต

ดร.สุนทรีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งสองบริษัทเป็นตัวอย่างสำคัญของการปรับตัวในกลุ่มผู้บริหาร Gen X ซึ่งเดิมอาจมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี และบางแห่งไม่มีบุคลากรด้าน IT โดยเฉพาะ เมื่อมีเครื่องมือ AI เข้ามาช่วย ผู้ประกอบการกลุ่ม Gen X ซึ่งเดิมกังวลเรื่องเทคโนโลยี เริ่มเปลี่ยนมุมมองมากขึ้น