xs
xsm
sm
md
lg

“พาณิชย์” ในมือ “หนู+แต๋ม” อาการหนัก ข้าว-มัน โคม่า ส่งออกวูบ อ้อยขาดแรงงานหนัก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วิกฤตภาคเกษตรไทยกำลังตกอยู่ในสภาพ "อ่วมอรทัย" พืชเศรษฐกิจหลักอย่าง "ข้าว-มันสำปะหลัง" ตกอยู่ในอาการ "โคม่าขั้นสุด" ขณะที่ "อ้อยและน้ำตาล" ก็กำลังเผชิญมรสุมลูกใหญ่จากต้นทุนปุ๋ยที่พุ่งทะยานและขาดแคลนแรงงานขั้นรุนแรง แต่ท่ามกลางเสียงโอดครวญของเกษตรกรรากหญ้า
 
ภาพตัดสลับมาที่ทำเนียบรัฐบาล กลับคุกรุ่นไปด้วยเกมการเล่น "เก้าอี้ดนตรี" ด้วยการปล่อยข่าวเอา "พรรคกล้าธรรม" เข้ามาเติมเสียงรักษาฐานอำนาจ พร้อมลือสะพัดว่าจะได้โควตาคุมกระทรวงเกรดเอริมน้ำอย่าง "กระทรวงพาณิชย์” แม้ต่อมา “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะออกมาประกาศยืนยันว่า “ถ้าจะเปลี่ยน ศุภจี(สุธรรมพันธุ์) ก็ต้องเปลี่ยนนายกฯ ด้วย” เพื่อสยบข่าวก็ตามที


ทว่า ก็ไม่มีหลักรับประกันอันใดว่า จะไม่เกิดขึ้นในอนาคตเสียเมื่อไหร่

"ข้าว-มันสำปะหลัง" โคม่า "อ้อย" สะบักสะบอม

หากกางตัวเลขเศรษฐกิจภาคการเกษตรออกมาพินิจพิจารณา จะพบว่าอาการน่าเป็นห่วง

เริ่มกันที่ "ข้าวไทย" ที่เคยเป็นแชมป์โลก วันนี้เรียกได้ว่า "หมดสภาพ" สถิติ 9 เดือนแรกของปี 2569 ฟ้องชัดเจนว่ายอดส่งออกวูบหายไปถึง 19.26% เหลือเพียง 4.99 ล้านตัน มูลค่าหดหายไปเกือบ 17% หลุดเป้า 7 ล้านตันไปแบบกู่ไม่กลับ 
ปัญหารากลึกไม่ได้เกิดจากฟ้าฝน แต่เป็น "โครงสร้างที่ผุพัง" ต้นทุนการเพาะปลูกพุ่งทะลุเพดาน โดยเกษตรกรไทยมีต้นทุนสูงเฉลี่ย 5,000–6,000 บาท/ไร่ (คิดเป็นต้นทุนข้าวเปลือกประมาณ 7,000–8,500 บาท/ตัน) จากค่าปุ๋ย เคมีเกษตร และค่าแรง
ขณะที่ผลผลิตต่อไร่เตี้ยติดดินเพียง 450–500 กิโลกรัมต่อไร่ สู้เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่ผลผลิตต่อไร่ปาเข้าไป 800-900 กิโลกรัมไม่ได้เลย ส่งผลให้ราคาข้าวขาว 5% ของไทยแพงโด่งทะลุ 482 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน ซึ่งสูงกว่าอินเดีย ปากีสถาน และเวียดนาม ราว 40–80 ดอลลาร์/ตัน จนลูกค้าเมินหน้าหนี

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ปัญหาข้าวไทยขณะนี้มีเรื่องราคาซึ่งสูงกว่าประเทศผู้ปลูกข้าวอื่นๆ ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนการเพาะปลูกข้าวของเกษตรกรชาวนาสูง ขณะที่ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าประเทศอื่นมาก จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยดูแล ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวใหม่ๆ และการปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก ซึ่งจะช่วยเรื่องราคาที่สมเหตุสมผลสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

ทั้งนี้ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือเรื่องดังกล่าวร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นำโดยนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ และคณะผู้บริหารสมาคมฯ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา 

พืชเศรษฐกิจอีกตัวที่มีอาการเจ็บหนักไม่แพ้กันคือ "มันสำปะหลัง" ที่เคยมียอดส่งออกพุ่งกระฉูดเมื่อปี 2568 แต่ครึ่งแรกของปี 2569 กลับร่วงดิ่งเหวไปกว่า 51.63% ซึ่งเป็นผลจากการพึ่งพาตลาดเดียวคือจีนมากเกินไป เมื่อจีนชะลอคำสั่งซื้อจากวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ และหันไปใช้วัตถุดิบอื่นทดแทน ผนวกกับโรคใบด่างที่ยังเป็นปัญหาทำให้ผลผลิตต้นน้ำ มันสำปะหลังไทยก็ถึงคราวทรุดหนักทันที 
 
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรฯ คาดการณ์ปริมาณการผลิต ปี 2568/2569 พื้นที่เก็บเกี่ยวลดลงเหลือ 8.12 ล้านไร่ (-6% YoY) ผลผลิตรวมประมาณ 25.56 ล้านตัน (-5% YoY) ผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ประมาณ 3,148 กก./ไร่ โดยยังโดนรุมเร้าด้วยปัญหาโรคใบด่าง

•การส่งออก: ปี 2568 เคยเติบโตสูงถึง 8.25 ล้านตัน (+26.5%) แต่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ปริมาณส่งออกชะลอตัวหนักดิ่งลงกว่า 51.63% เหลือเพียง 2.52 ล้านตัน (มูลค่าราว 3.8 หมื่นล้านบาท) เนื่องจากตลาดจีนชะลอคำสั่งซื้อแป้งมันและมันเส้น

•ต้นทุนการผลิต: ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,200–3,500 บาท/ไร่ (ประมาณ 1.00–1.20 บาท/กก.)

•คู่แข่งขัน & ตลาดโลก: ไทยแข่งขันกับกัมพูชา ลาว และเวียดนาม ซึ่งขยายพื้นที่ปลูกและมีต้นทุนค่าแรงต่ำกว่า แม้ความต้องการในตลาดโลกภาพรวม (แป้งมัน, ชีวภาพ) จะอยู่ที่ 38–40 ล้านตัน/ปี เกินกว่าอุปทานของไทย แต่ไทยเผชิญความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดจีนเพียงตลาดเดียวมากกว่า 60–70%

ส่วน "อ้อยและน้ำตาลทราย" แม้อุตสาหกรรมในภาพรวมจะแข็งแกร่งกว่าเพื่อน แต่ปีนี้กำลังเจอปัญหาหนักหน่วงจาก "ต้นทุนและแรงงาน" ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนดันให้ราคาแม่ปุ๋ยและค่าขนส่งพุ่งกระฉูด และที่ถือเป็น "เคราะห์ซ้ำกรรมซัด" คือปัญหาข้อพิพาทบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา ที่ทำให้แรงงานข้ามชาติ มาตรา 64 หายวับไปจากระบบ

ลองจินตนาการถึงฤดูเปิดหีบอ้อยในช่วงเดือนธันวาคม 2569 ถึงมกราคม 2570 เมื่อไม่มีแรงงาน(เดิมทีเป็นคนกัมพูชา) มาช่วยตัดอ้อยสด ค่าจ้างเหมาจะพุ่งกระฉูด และเมื่อเข้าสู่ช่วงพีกในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เกษตรกรรายย่อยที่จองคิวรถตัดอ้อยไม่ได้และไร้แรงงาน จะถูกบีบให้ต้องใช้วิธีมักง่ายคือ "เผาอ้อย" ซึ่งนอกจากจะโดนโรงงานหักราคาแล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ระดับชาติ หากลากยาวไปถึงมีนาคม-เมษายน อ้อยที่ตกค้างในไร่จะเจอกับอากาศร้อนจัด ค่าความหวาน (CCS) ดิ่งลงเหว ความเสียหายเชิงมูลค่าจะประเมินมิได้เลยทีเดียว

“พาณิชย์” ท้าทายฝีมือ “รัฐมนตรี”

ณ นาทีนี้ กระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่เก้าอี้ที่นั่งสบายจิบไวน์เจรจาการค้าอีกต่อไป หากแต่เป็น "เผือกร้อนลวกมือ" ที่รัฐมนตรีคนใหม่ต้องเข้ามารับกรรม การแก้วิกฤตสินค้าเกษตรยุคนี้ ใช้แค่เคล็ดวิชา "พีอาร์-เดินสายถ่ายรูป" แบบอดีตไม่ได้อีกแล้ว
ด้วยปัญหาพืชผลเกษตรผูกโยงกันทั้งองคาพยพ กระทรวงพาณิชย์ ต้องจับเข่าคุยกับ "กระทรวงเกษตรฯ" เพื่อแก้ปัญหาต้นน้ำ คือลดต้นทุน-เพิ่มสายพันธุ์ และ "กระทรวงแรงงาน" เพื่อปลดล็อกระเบียบนำเข้าแรงงานตัดอ้อยชั่วคราวได้หรือไม่? หรือสุดท้ายก็จะเป็นวงจรอุบาทว์แบบ "ต่างคนต่างทำ" โควตาใครโควตามันเหมือนที่ผ่านมา?

ผ่าทางตัน: เลิกเสพติด “ประชานิยม”

ทางออกของวิกฤตนี้ ไม่ว่าจะเก้าอี้รัฐมนตรีจะเป็น “ศุภจี” หรือใครก็ตาม สิ่งที่ต้องทำทันทีในระยะสั้น (Quick Wins) คือ "การทูตพาณิชย์เชิงรุก" ต้องเปิดหน้าเจรจา G2G เพื่อระบายสต็อกข้าวและมันสำปะหลังไปยังตลาดใหม่ๆ อย่างฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ หรือตะวันออกกลาง
 
ในขณะเดียวกัน ต้องเร่งประสานกระทรวงแรงงานและมหาดไทย ใช้มาตรการพิเศษปลดล็อกสุญญากาศแรงงานตามแนวชายแดนเป็นการชั่วคราว เพื่อกู้ชีพฤดูหีบอ้อยที่กำลังจะมาถึง

ส่วนในระยะยาว รัฐบาลต้องเลิกเสพติดนโยบาย "ประชานิยม" ประเภทแจกเงินหรืออุดหนุนราคาแบบเดิมๆ ที่ไม่ต่างอะไรกับการ "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" แล้วหันมาผ่าตัดโครงสร้าง รื้อระบบวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวและพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลผลิตสูงและทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเร่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้เข้าเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก อย่างที่ยางพาราทำสำเร็จกับยุโรป (EUDR)

การกู้วิกฤตครั้งนี้ ถือเป็น "เดิมพันครั้งใหญ่" ของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ภายใต้การนำทัพของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ว่าจะมีฝีไม้ลายมือขนาดไหน จะพลิกฟื้นชีวิตชาวนาชาวไร่จนตักตวงคะแนนเสียงจากรากหญ้าได้มหาศาล หรือจะกลายเป็นสุสานทางการเมืองฝังกลบให้จมมิดก็ต้องติดตามกันต่อไป