xs
xsm
sm
md
lg

“อนุทิน” ลั่นลุยล้างบาง ‘นอมินีต่างชาติฮุบที่ดิน’ ทลายได้จริงหรือแค่ตีเก๊อีกแล้ว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เจาะลึกปฏิบัติการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ของนายกฯ อนุทิน ขีดเส้นตาย ธ.ค. 69 ปราบนอมินีต่างชาติถือครองที่ดินแทน สะท้อนจุดอ่อนกฎหมายและปัญหาเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต ทลายได้จริงหรือแค่ตีเก๊ทางการเมือง?

ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงเปิดปฏิบัติการปราบนอมินีถือครองที่ดินแทนคนต่างชาติ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ถือเป็นจุดเริ่มสัญญาณรบครั้งใหญ่ของรัฐบาลต่อเครือข่ายทุนเทาและกลุ่มนอมินีสวมสิทธิ์สัญชาติไทย
 
ด้วยสโลแกนเชิงยุทธศาสตร์ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ที่เน้นย้ำว่า การตรวจสอบจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่ชื่อที่ปรากฏบนหลังโฉนดหรือสัดส่วนหุ้น 51:49 ในใบหุ้น แต่มุ่งแกะรอยถึง “ผู้มีอำนาจและผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง” พร้อมวลีประกาศกร้าวที่ว่า “ไม่มีอิทธิพลใดจะอยู่เหนืออิทธิพลของรัฐบาลและกฎหมายไทย”

จุดที่น่าจับตาที่สุดคือ การขีดเส้นเดดไลน์ “เดือนธันวาคม 2569” สั่งการให้กรมที่ดิน ผู้ว่าราชการจังหวัด บูรณาการร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปูพรมตรวจสอบกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศให้แล้วเสร็จเป็นรายกรณี พร้อมขู่ใช้มาตรการเด็ดขาด ตั้งแต่การเพิกถอนสิทธิ์ การเนรเทศ การเพิกถอนสัญชาติ ไปจนถึงการ "สั่งบังคับจำหน่ายที่ดิน หรือขายทอดตลาด" ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าว่าจะสร้างเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้สูงถึงหลักหมื่นล้านบาท

คำถามสำคัญคือ ปฏิบัติการครั้งนี้คือการกวาดล้างในระดับทลายเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่จะคืนผืนดินให้คนไทยได้จริง หรือเป็นเพียงการสร้างภาพกู้คะแนนนิยมทางการเมืองที่ตกต่ำลง ยิ่งเมื่อต้องชนกับกำแพงปัญหาเดิมๆ ทั้งข้อกฎหมายและเจ้าหน้ารัฐรู้เห็นเป็นใจ รัฐบาลจะมีผลงานโบแดงมาอวดหลังสิ้นเดดไลน์สักเพียงไหนคงได้เห็นกัน


ย้อนวาทกรรมดีแต่พูด “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”

เมื่อย้อนดูการบริหารงานของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะพบว่ามักยกวาทกรรม “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” จนกลายเป็นสโลแกน “Signature” ที่ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องในหลายวาระเพื่อสร้างภาพจำของความเด็ดขาด ไม่เกรงกลัวอิทธิพล และไม่ปกป้องพวกพ้อง แต่เมื่อนำผลลัพธ์ในคดีก่อนหน้ามาทาบดู จะเห็นบทสรุปที่ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า นโยบายนี้กำลังเดินเข้าสู่วงจรเดิมหรือไม่ โดยพินิจได้จากแต่ละคดี
 
1. คดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย) คดีนี้นายอนุทิน ประกาศว่าการล็อกสเปกและโกงคะแนนสอบท้องถิ่นจะถูกจัดการด้วยแนวทาง "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" เปิดเจอใครทุจริตฟันไม่เลี้ยง แต่ความจริงเมื่อมีการดำเนินคดีและตั้งกรรมการสอบข้าราชการระดับปฏิบัติการบางส่วน และเรื่องเริ่มลุกลามเข้าใกล้ผู้บริหารระดับสูงและนักการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานเสียง คดีกลับเริ่มติดขัดล่าช้าและติดคอขวดในกระบวนการสอบสวนและค่อยๆ เงียบลง

2. ปฏิบัติการจัดระเบียบสังคม ปราบผู้มีอิทธิพล และมาเฟียท้องถิ่น (กระทรวงมหาดไทย) นายอนุทิน กำชับฝ่ายปกครองและผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศว่า การขึ้นบัญชีดำผู้มีอิทธิพลต้องยึดหลัก "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" อย่าไปแคร์ว่าเป็น "บ้านใหญ่" หรือลูกน้องใคร แต่ผลลัพธ์แม้จะเกิดผลงานครึกโครมในระดับการตั้งด่านตรวจ กวาดล้างสถานบริการผิดกฎหมาย และปืนเถื่อน แต่ในแง่ของ "กลุ่มอิทธิพลและบ้านใหญ่ระดับจังหวัด" กลับแทบไม่มีตระกูลการเมืองหลักถูกดำเนินคดีเด็ดขาดอย่างที่ประกาศไว้

3. ปฏิบัติการปราบปรามทุนเทาข้ามชาติและสแกมเมอร์: เรื่องนี้ก็เช่นกัน นายอนุทิน สั่งการ ปปง. และตำรวจ ให้ใช้วิธี "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" แกะรอยเส้นทางการเงินของทุนเทาโดยไม่ต้องสนว่าเชื่อมโยงกับบิ๊กคนไหน ผลงานที่ออกมาปปง. สั่งอายัดทรัพย์สินและบุกค้นอสังหาริมทรัพย์ได้มูลค่ามหาศาล แต่ตัวการใหญ่ต่างชาติจำนวนมากกลับหลบหนีออกนอกประเทศได้ก่อนจับกุม ขณะที่คนไทยที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่ยังคงเป็นเพียงบัญชีม้าหรือนอมินีปลายแถว

สโลแกน "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" ของนายอนุทินมักจะทำงานได้ทรงพลังมากใน "ขั้นสร้างกระแสและข่มขวัญ" ที่ช่วยชะลอการทำผิดในระยะสั้น แต่เมื่อสอบลึกลงไป มักจะไปชนเข้ากับคนในระบบราชการหรือพันธมิตรทางการเมืองเรื่องจึงได้แต่จอดสนิท


นอมินีโตได้ด้วย "เจ้าหน้าที่รัฐ" เปิดทาง

ในความเป็นจริง ขบวนการนอมินีถือครองที่ดินต่างชาติ หรือการตั้ง Ecosystem สวมสิทธิ์ทำธุรกิจในเมืองท่องเที่ยว จะไม่มีทางหยั่งรากลึกได้เลย หากไร้ซึ่ง "เจ้าหน้าที่รัฐไฟเขียวและร่วมรับผลประโยชน์"

การที่นายอนุทิน ลั่นวาจาใช้นโยบาย "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" กับคดีที่ดินนอมินี จึงเท่ากับเป็นการชี้นิ้วมายังคนของกระทรวงมหาดไทยและระบบราชการไทยเอง เพราะนิติกรรมการโอนที่ดิน การจัดตั้งบริษัทบังหน้า ไปจนถึงการเปิดสถานบริการผิดกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยว ทั้งหมดล้วนต้องผ่านการเซ็นอนุมัติและประทับตราจากเจ้าพนักงานของรัฐทั้งสิ้น ดังที่ปรากฏให้เห็นหลายๆ กรณี

• เจ้าพนักงานที่ดินกับการละเว้นการตรวจสอบ: การจดทะเบียนถือครองที่ดินของบริษัทที่มีต่างชาติร่วมถือหุ้น 49% หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด ย่อมสังเกตได้ไม่ยากว่าผู้ถือหุ้นฝั่งไทย 51% เป็นเพียงแม่บ้าน วินมอเตอร์ไซค์ หรือพนักงานรายวันที่มีรายได้ไม่สัมพันธ์กับมูลค่าที่ดินหลักสิบถึงร้อยล้านบาท แต่กระบวนการกลับผ่านฉลุยเพราะมี "ค่าธรรมเนียมพิเศษใต้โต๊ะ"

• ฝ่ายปกครองและท้องถิ่นกับการปล่อยเกียร์ว่าง: การเกิดกรณีบ้านหลังเดียวในเกาะสมุยหรือเกาะพะงัน ถูกนำไปใช้จดทะเบียนเป็นที่ตั้งนิติบุคคลต่างชาติซ้อนกันนับ 100 บริษัท หรือการปล่อยให้ทุนต่างชาติเปิดธุรกิจแข่งขันแย่งอาชีพคนไทย ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือตำรวจท้องที่ จะไม่รับรู้ถึงพฤติการณ์ดังกล่าว

• ภาวะ "ลูบหน้าปะจมูก": อุปสรรคใหญ่ที่สุดของนโยบายนี้คือ รัฐบาลกำลังสั่งให้กรมที่ดินและผู้ว่าราชการจังหวัด ไปทำหน้าที่สแกนจับผิดข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดตนเอง ซึ่งตามธรรมชาติของระบบราชการไทย มักจบลงด้วยการลูบหน้าปะจมูก การลงโทษทางวินัยแบบย้ายออกนอกพื้นที่ หรือการตัดตอนคดีไว้เพียงแค่ "นอมินีสัญชาติไทยปลายแถว" เพื่อไม่ให้ลามมาถึงเจ้าหน้าที่รัฐผู้ไฟเขียว

ดัชนีวัดใจ "เอาจริง หรือ ตีเก๊"

บททดสอบที่แท้จริงของนายอนุทินในคดีนี้ จึงไม่ใช่จำนวนที่ดินที่ยึดได้ หรือจำนวนต่างชาติที่ถูกเนรเทศ แต่คือ "จำนวนข้าราชการและเจ้าพนักงานที่ดิน" ที่ต้องถูกฟันวินัยร้ายแรง ถูกดำเนินคดีอาญาข้อหาทุจริตต่อหน้าที่ และถูก ปปง. ยึดทรัพย์ฐานเอื้อประโยชน์ให้นอมินีต่างชาติ เพราะตราบใดที่รัฐบาลไล่บี้เฉพาะต่างชาติและชาวบ้านที่รับจ้างถือหุ้น แต่ละเว้นที่จะ "เชือดไก่ให้ลิงดู" กับข้าราชการที่ขายชาติ ... สโลแกน "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" ก็จะเป็นเพียงแค่วาทกรรม "ตีเก๊" ที่ถูกนำมาฉายวนซ้ำเพื่อสร้างภาพทางการเมืองเท่านั้น

เอกซเรย์จุดอ่อนกฎหมาย ทำไมปราบไม่ลง?

นอกจากประเด็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว กระบวนการยุติธรรมไทยยังพ่ายขบวนการนอมินี เนื่องจาก 2 จุดอ่อนทางกฎหมาย นั่นคือ

หนึ่ง ภาระการพิสูจน์ในชั้นศาล: คดีอาญาต้องพิสูจน์ "จนปราศจากข้อสงสัย" แต่สัญญานอมินียุคใหม่ถูกทำอย่างแนบเนียนผ่านเอกสารบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมายแพ่ง การสืบหา "เจตนาซ่อนเร้น" หรือสัญญาลับภายนอกทำได้ยากยิ่ง พยานบุคคลฝั่งคนไทยมักอ้างว่าเป็นเงินออมส่วนตัว ทำให้ยากแก่การหักล้าง

สอง อัตราโทษที่ต่ำเกินไป: ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 113 โทษของคนไทยที่เป็นนอมินีมีเพียงจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งต่ำอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับผลตอบแทนหลักแสนหรือหลักล้านบาทที่ได้รับไม่เกิดแรงป้องปรามใดๆ

จากจุดอ่อนข้างต้น รัฐบาลนายอนุทิน จึงปรับมาใช้ยุทธศาสตร์ไฮบริด โดยการใช้กฎหมายฟอกเงิน (ปปง.) ผลักภาระการพิสูจน์ เมื่อ ปปง. ดึงคดีนอมินีเข้าสู่กฎหมายฟอกเงิน รัฐจะสั่งอายัดทรัพย์สินไว้ก่อน จากนั้น ผลักภาระให้เจ้าของทรัพย์สินต้องนำสืบเอง ว่านำเงินมาจากไหนอย่างบริสุทธิ์ หากพิสูจน์ไม่ได้ ทรัพย์สินจะถูกริบตกเป็นของแผ่นดิน 100%

นอกจากนั้น ยังใช้มาตรา 94 และ 96 ประมวลกฎหมายที่ดินให้อำนาจอธิบดีกรมที่ดินสั่ง บังคับจำหน่าย หรือขายทอดตลาดที่ดินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อตัดวงจรการถือครองทรัพย์สินของต่างชาติ

เดดไลน์ ธ.ค. 69: ทลายได้จริงหรือ?

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมที่มองว่า คำประกาศ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” พร้อมการขีดเส้นเดดไลน์ในเดือนธันวาคม 2569 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อาจเป็นเพียงฉากทัศน์ “ตีเก๊ทางการเมือง” เพื่อเรียกคะแนนนิยมและสร้างภาพความเข้มแข็งของรัฐบาล

อย่างไรก็ดี รัฐบาลอาจไม่ได้ “ตีเก๊” เสียทีเดียว หากสามารถโชว์ “ตัวเลขผลงาน” ได้อย่างครึกโครมภายในปลายปี 2569 ทั้งจำนวนบริษัทที่ถูกคัดกรอง ตัวเลขการสั่งอายัดทางทะเบียนที่ดินหลักหมื่นไร่ มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ระดับหมื่นล้านบาทที่ถูกแช่แข็ง รวมถึงการเพิกถอนวีซ่าและเนรเทศต่างชาติออกนอกประเทศ ซึ่งมากพอที่จะสร้างสภาวะ “ช็อก” ให้เครือข่ายทุนเทาและสำนักงานกฎหมายนอมินีต้องกบดานระวังตัวเป็นการชั่วคราว

แต่หากเมื่อวัดผลที่ “การจบคดีและการยึดทรัพย์เด็ดขาด” เนื่องจากปฏิบัติการครั้งนี้ต้องวิ่งไปชน “กำแพง” ทางกฎหมายในชั้นศาล ภาระการพิสูจน์เจตนาซ่อนเร้นที่ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย บวกกับอัตราโทษตามประมวลกฎหมายที่ดินที่ต่ำเพียงจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท จะกลายเป็นช่องโหว่ให้ทีมนักกฎหมายต่างชาติใช้แท็กติกยื้อคดีลากยาว 3–5 ปี จนเลยกรอบเดดไลน์ไปแล้วรัฐบาลยังหาผลงานโบแดงไม่ได้

ดังนั้น หากรัฐบาลทำเพียงแค่การปูพรมตรวจสอบและอายัดทรัพย์ชั่วคราวเพื่อเอาตัวเลขมาแถลงผลงานในปลายปี 2569 ปฏิบัติการครั้งนี้ก็จะไม่ต่างจากการ “ตีเก๊” ที่ออกฤทธิ์เพียงชั่วครู่ชั่วคราวแล้วหายไป

แต่หากรัฐบาลต้องการลบข้อกล่าวหาเรื่องการตีเก๊ นายอนุทินและรัฐบาลต้องกล้าชนกับปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการ “แก้กฎหมาย” ทั้งการเพิ่มโทษทางอาญาและทางแพ่งให้สูงจนไม่คุ้มเสี่ยง การบังคับใช้กลไกเปิดเผยผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง ตั้งแต่ชั้นจดทะเบียน การดึงกฎหมายฟอกเงินมาใช้อย่างเป็นระบบ และที่สำคัญที่สุดคือ การฟันวินัยและดำเนินคดีอาญาเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตใต้โต๊ะให้สังคมเห็นอย่างแท้จริง.