“อ.ปานเทพ” เปิดไทม์ไลน์ 4 ช่วงเวลา ที่แก้มลิง คู้บอน/บางชัน หายไป พร้อมแนะนำ 5 ช่องทางคัดค้านร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) เพื่อทวงคืนแก้มลิง(คู้บอนและบางชัน) และฟลัดเวย์กลับคืนมา
วันนี้(19 ต.ค.) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน และคณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความในเฟซบุํก ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เปิดเผยไทม์ไลน์ 4 ช่วงเวลาที่โครงการแก้มลิงคู้บอน/บางชัน หายไป พร้อมแนะนำ 5 ช่องทางในการคัดค้านร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) เพื่อทวงคืนแก้มลิง (คู้บอน และบางชัน) และทางน้ำหลาก (ฟลัดเวย์) กลับคืนมา ดังนี้
เปิดไทม์ไลน์ 4 ช่วงเวลา แก้มลิง คู้บอน/บางชัน หายไปช่วงไหน แต่เรายังมีเวลาหยุดผังเมืองกรุงเทพจมบาดาลได้ 5 ช่องทาง/ ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
หลังจากได้ทำงานร่วมกันระหว่างผู้แทนสภาองค์กรของผู้บริโภคและมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ซึ่งรวบรวมเอกสารสำคัญ 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มหนังสือทางราชการเกี่ยวกับการทำแก้มลิงบริเวณคู้บอน/บางชัน โดยอาศัยข้อมูลจากนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ 2.กระบวนการจัดทำและการรับฟังความคิดเห็นประชาชนในร่างทำผังเมืองกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) และ 3. ข้อกฎหมายที่เปลี่ยนไป
เพื่อมาหาความจริงว่าแก้มลิงคู้บอน/บางชันหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ กล่าวโดยสรุปมีเหตุการณ์ไทม์ไลน์ (เส้นเวลา)ได้ 4 ช่วงเวลา
ช่วงเวลาที่ 1 คือช่วงเวลาที่การผลักดันแก้มลิงคู้บอน/บางชัน ได้เดินหน้าไปในทุกกระบวนการ ในสมัยของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ควบคู่ไปกับการทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) คือ ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 - 24 มีนาคม 2565 โดยมีสาระสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ
มีการทำประชาพิจารณ์รับผังความคิดเห็นของประชาชนเรื่องการทำแก้มลิง พบว่ามีผู้เห็นด้วยในการทำแก้มลิงที่บริเวณคู้บอน 93.36% และเห็นด้วยในการทำแก้มลิงที่บริเวณบางชัน 97.09% ควบคู่ไปกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการจัดทำร่างผังเมืองผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2562
ในระหว่างในการเตรียมเวนคืนบึงคู้บอน/บางชัน ได้มีการตรากฎหมายฉบับใหม่ 2 ฉบับที่เกี่ยวข้อง คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 และ พระราชบัญญัติว่าด้วยการผังเมือง พ.ศ. 2562 ซึ่งประกาศมีผลบังคับใชัตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป ทำให้ต้องประสานทำตามขั้นตอนช่วงเปลี่ยนผ่านตามที่กฎหมายกำหนด
สำหรับผังเมืองรวมระดับประเทศ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)ได้มีมติครั้งที่ 4/2563 เห็นชอบ 9 แผนหลักบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2563
ซึ่งในเวลาต่อมาในวันที่ 28 มกราคม 2564 คณะกรรมการผังเมืองได้ประชุมครั้งที่ 1/2564 อนุมัติหลักการร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4)
ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569“ผังนโยบายระดับประเทศ”(พ.ศ. 2562-2580) ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยกรุงเทพมหานครได้ถูกระบุให้เป็น “พื้นที่พัฒนาเมืองฟองน้ำ”
ซึ่งหมายความว่ากรุงเทพจะลดปัญหาน้ำท่วมได้ต้องใช้เวลาอีกนานในการดำเนินโครงการระดับชาติและต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่หากโครงการระดับประเทศ และระดับภาคยังไม่แล้วเสร็จ การประกาศใช้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) จะส่งผลทำให้เกิดปัญหาอุทกภัย “ทันทีที่ประกาศบังคับใช้” และอาจมีผลต่อการเกิดอุทกภัยไปถึงอย่างน้อยปี 2570 เป็นต้นไป
ช่วงเวลาที่ 2 การเปลี่ยนผ่านผู้ว่า กทม. จาก พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งได้ลาออกวันที่ 24 มิถุนายน 2565 มาเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งชนะการเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. คนใหม่ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 เป็นต้นมา แต่กระบวนการทางราชการยังมีประสานงบประมาณและการเวนคืน ตลอดจนสอดคล้องไปกับการวางผังเมืองต่อเนื่องจนถึงก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม 2566
ช่วงเวลาที่ 3 คือ *** นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า กทม. ได้เริ่มส่งสัญญาณตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2566 ในการเชิญหน่วยงานใน กทม.ที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องอัมรินทร์ กทม.1 โดยได้ตั้งข้อสังเกตว่าบึงคู้บอนและบางชันต้องใช้งบประมาณจำนวนมากและเป็นโครงการที่มีผลกระทบต่อประชาชน “โดยเฉพาะเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน” น่าจะนำงบมาปรับปรุงคูคลองหรือเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำจะเหมาะสมกว่า
แม้ข้าราชการสำนักการโยธา กับสำนักการระบายน้ำ ของ กทม. จะได้สนองนโยบายมีการประสานทำหนังสือสอบถามถึงข้อสั่งการและข้อสังเกตุของผู้ว่า กทม. แต่ผลการศึกษาก็ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ในขณะที่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องผังเมืองยังคงดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง
*** โดยหลักฐานสำคัญคือเอกสารที่กรุงเทพมหานครได้เปิดให้ดาวน์โหลดเอกสารของ บริษัท โชติจินดา คอนซัลแทนต์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ในวันที่ 17 มกราคม 2567 โดยในบทที่ 10 ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ภายใต้เงื่อนไขร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) นั้น กรุงเทพมหานครจะต้องหาแก้มลิงและการก่อสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำ (Water bank) และบึงรับน้ำเพิ่มเติมในอนาคตอีก 16 แห่ง ซึ่งรวมถึงคู้บอนและบางชันด้วย โดยเฉพาะแก้มลิงคู้บอนและบางชัน 2 แห่งนี้สามารถเป็นที่พักกักเก็บน้ำได้มากรวม 946,500 ลูกบาศก์เมตร
ช่วงเวลาที่ 4 เอกชนกว้านซื้อที่ดินเพิ่มเติมตัดหน้า ก่อนจะยกเลิกคู้บอนและบางชันอย่างเป็นทางการตามหลัง โดยช่วงเวลานี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกี่ยวกับการยกเลิกแก้มลิงคู้บอนและบางชัน ให้หายไปจากร่างผังเมืองกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4)
กทม. ได้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการวางผังและจัดทำผังเมืองรวมในการประชุมกรรมการชุมชนรายเขต 50 เขตได้จัดประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับร่างผังเมืองรวมของ กทม. (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ระหว่างวันที่ 22 มกราคม ถึง 4 มีนาคม 2567
*** ปรากฏว่ามีเอกชนมาซื้อที่ดินบริเวณคู้บอนเพิ่มเติมครั้งแรกเริ่มขึ้นวันที่ 3 เมษายน 2567 จำนวน 41 ไร่ 1 งาน 3 ตารางวา
หลังจากนั้นอีก 17 ต่อมา คือวันที่ 20 เมษายน 2567 เริ่มมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนใน กทม. “รายเขต”ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ไปจนถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2567
*** หลังการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนรายเขตเริ่มไป 8 วัน ปรากฏว่าวันที่ 28 เมษายน 2567 กทม.ได้จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเขต “คลองสามวา” (ซึ่งครอบคลุมพื้นที่แก้มลิงคู้บอน) ไม่แจ้งให้ประชาชนได้แสดงความเห็นว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ต่อการเวนคืนหรือยกเลิกการเวนคืนในการทำแก้มลิงคู้บอน เพียงแต่เลี่ยงไม่กล่าวถึงและไม่นำเสนอการทำแก้มลิงคู้บอน ทั้งๆที่ในปี 2562 มีผู้เห็นด้วยในการทำแก้มลิงที่บริเวณคู้บอน 93.36%
วันที่ 31 พฤษภาคม 2567 ผอ. สำนักการโยธา กรุงเทพมหานครผอ.สำนักการโยธา กทม. ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ที่ กท 0908/1307 ถึง ผอ.สำนักระบายน้ำขอความชัดเจนให้จัดส่งข้อมูลผลการศึกษาทบทวนความจำเป็นในการดำเนินการจัดทำบึงรับน้ำคู้บอน/บางชัน
*** วันที่ 19 มิถุนายน 2567 ผอ.สำนักระบายน้ำ แจ้งผอ.สำนักการโยธาที่ กท 1002/1863 ว่าการปรับปรุงคูคลองหรือเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคุ้มค่ากว่าการทำแก้มลิงคู้บอน/บางชัน แต่ยังไม่มีข้อความว่าให้ยกเลิกคู้บอน/บางชัน
*** วันที่ 25 มิถุนายน 2567 กทม.ได้จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเขต “คันนายาว” (ซึ่งครอบคลุมพื้นที่แก้มลิงคู้บอนบางส่วน) ไม่แจ้งให้ประชาชนได้แสดงความเห็นว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ต่อการเวนคืนหรือยกเลิกการเวนคืนในการทำแก้มลิงคู้บอน เพียงแต่เลี่ยงไม่กล่าวถึงและไม่นำเสนอการทำแก้มลิงคู้บอน ทั้งๆที่ในปี 2562 มีผู้เห็นด้วยในการทำแก้มลิงที่บริเวณคู้บอน 93.36%
*** วันที่ 29 มิถุนายน 2567 กทม.ได้จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเขต “มีนบุรี” (ซึ่งครอบคลุมพื้นที่แก้มลิงบางชันบางส่วน) ไม่แจ้งให้ประชาชนได้แสดงความเห็นว่าจะเห็นด้วหรือไม่ ต่อการเวนคืนหรือยกเลิกการเวนคืนในการทำแก้มลิงบางชัน เพียงแต่เลี่ยงไม่กล่าวถึงและไม่นำเสนอการทำแก้มลิงบางชัน ทั้งๆที่ในปี 2562 มีผู้เห็นด้วยในการทำแก้มลิงที่บริเวณบางชัน 97.09%
*** ต่อมามีเอกชนมาซื้อที่ดินบริเวณคู้บอนเพิ่มเติมครั้งที่สอง วันที่ 17 กรกฎาคม 2567 จำนวน 12 ไร่ 3 งาน 59 ตารางวา หลังจากมีเอกชนซื้อเพิ่มเติมครั้งแรกเมื่อ 3 เดือนก่อนหน้าจำนวน 41 ไร่ 1 งาน 3 ตารางวา
*** ในเวลาอีกไม่ถึง 1 เดือน คือวันที่ 15 สิงหาคม 2567 มีเอกชนมาซื้อที่ดินบริเวณคู้บอนเพิ่มเติมครั้งที่สามอีก 28 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา
หลังจากนั้นวันที่ 24 สิงหาคม 2567 กทม.ได้สิ้นสุดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนรายเขต ภายหลังจากมีเอกชนได้เข้าซื้อที่ดินเพิ่มเติมที่คู้บอนก่อนหน้าสำเร็จ 3 ครั้ง รวม 82 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา โดยประชาชนทั่วไม่มีใครรู้ว่าจะมีการยกเลิกแก้มลิงที่คู้บอนและบางชันโดยเอกสารเป็นการภายในของ กทม.เอง
โดยภายหลังจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ลาออกจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เพื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งใหม่ รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำในฐานะรักษาการผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. ได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักการโยธา กทม. ที่ กท.1002/1399 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2569 สรุปเนื้อความได้ว่า “เห็นควรยกเลิกแก้มลิงคู้บอน/บางชัน อ้างการพัฒนาอุโมงค์ระบายน้ำ ปรับปรุงคลองเหนือ-ใต้ โดยได้รับงบประมาณทำอุโมงค์ยักษ์ใต้คลองพระโขนง และโครงการส่วนต่อขยายอุโมงค์บึงหนองบอนถึงคลองประเวศ์บุรีรมย์แล้ว”
ซึ่งในความจริงแล้วการปรับปรุงคลองเหนือใต้ ”ไม่สามารถทดแทนแก้มลิง“ ได้ เพราะป็นคนละหน้าที่ที่ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน โดยแก้มลิงมีหน้าที่ในการ ”พักรอการระบายน้ำ“ ไม่ให้ ”ท่วมเปรอะไปทั่ว“ระหว่างการรอระบายน้ำตามแนวพระราชดำริ
หลังจากนั้นนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้กลับเข้ามาเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 และได้เดินหน้าร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) โดยเข้าสู่ขั้นตอนที่ 10 ในการรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสียในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569
ต่อมาพระพิรุณได้เตือนแรง ประทานฝนตกแช่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 โดยเฉพาะระหว่างวันที่ 25-27 กันยายน 2569 ทำให้ปริมาณฝนสะสมในรอบ 48 ชั่วโมง สูงเกือบ 300 มิลลิิมตร ส่งผลทำให้เกิดอุทกภัยน้ำท่วมขังรอการระบายจำนวนมาก จนประชาชนหลายพื้นที่ในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครไม่เคยประสบกับปัญหาน้ำท่วมขังนานขนาดนี้ในรอบ 43 ปี นับตั้งแต่ปี 2526
คนกรุงเทพจึงได้ตระหนักและตื่นรู้ว่ากรุงเทพมหานครมีปัญหาเรื่องระบบระบายน้ำอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รวมไปทั้งพื้นที่น้ำหลาก (ฟลัดเวย์)ได้กลายเป็นพื้นที่จัดสรรจำนวนมาก และเหลือพื้นที่น้ำหลากที่แคบลงอย่างมาก ในขณะที่ประชาชนเพิ่งมารู้ว่ามีการยกเลิกแก้มลิงคู้บอนและบางชันที่เคยผ่านความเห็นชอบจากประชาชนมาก่อนอีกด้วย
โดยร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่จะเร่งประกาศใช้ทั้งๆที่โครงการผังนโบายระดับประเทศในการแก้ปัญหาอุทกภัยยังไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นประชาชนจะต้องได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทันทีเพราะการเปลี่ยนผังเมืองใหม่ และจะเป็นจุดเริ่มต้นของความเดือดร้อนและเสียหายในวงกว้างของชาวกรุงเทพมหานครทันที
แต่เรายังหยุดร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) นี้ได้ โดยการคัดค้านร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) เพื่อทวงคืนแก้มลิง (คู้บอน และบางชัน) และทางน้ำหลาก (ฟลัดเวย์) ได้ 5 ช่องทางดังนี้
1. กรณียื่นเอกสารด้วยตนเองที่มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน
ผู้ที่เดินทางมาด้วยตนเอง ขอให้เตรียมสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาโฉนดที่ดินหรือสำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด กรณีเป็นผู้เช่า ให้เตรียมสำเนาสัญญาเช่า แล้วนำมายื่นที่มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ดูแผนที่ได้ที่
https://maps.app.goo.gl/ALn462idVZkb2i626?g_st=il
2. กรณีจัดทำเอกสารด้วยตนเองและส่งทางไปรษณีย์
ผู้ที่ต้องการจัดทำเอกสารด้วยตนเอง สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้จาก QR Code แล้วแนบสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาโฉนดที่ดินหรือสำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด กรณีเป็นผู้เช่า ให้แนบสำเนาสัญญาเช่า จากนั้นส่งทางไปรษณีย์มาที่ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เลขที่ 102/1 ถนนพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ดูแผนที่ได้ที่ https://maps.app.goo.gl/ALn462idVZkb2i626?g_st=il
3. กรณียื่นเอกสารที่กองอำนวยการกองทัพธรรม
ผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางไปมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินและไม่สะดวกส่งเอกสารทางไปรษณีย์ สามารถติดต่อที่กองอำนวยการกองทัพธรรม ณ อาคารอเนกประสงค์ ชุมชนสันติอโศก ถนนนวมินทร์ 46 กรุงเทพมหานคร โดยขอให้เตรียมบัตรประจำตัวประชาชน และโทรศัพท์มือถือที่สามารถใช้งานแอปพลิเคชัน ThaID (ไทยดี) ได้
4. กรณีลงชื่อคัดค้านทางระบบออนไลน์
ผู้ที่ต้องการลงชื่อคัดค้านทางออนไลน์ สามารถสแกน QR Code หรือเข้าเว็บไซต์ https://antiflood.net/ เพื่อกรอกข้อมูลและแนบเอกสารประกอบ เมื่อลงชื่อคัดค้านเรียบร้อยแล้ว สามารถยื่นคำร้องออนไลน์ซ้ำอีก (เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งปัดตก) สำหรับผู้มีส่วนได้เสียต่อสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร ได้ที่
https://bmaplanning.bangkok.go.th/
5. สำหรับผู้ประสงค์รวบรวมรายชื่อคัดค้าน
ผู้ที่ต้องการรวบรวมรายชื่อคัดค้านผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร สามารถติดต่อขอรับหนังสือคัดค้านและหนังสือมอบอำนาจได้ที่ มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เลขที่ 102/1 ถนนพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ดูแผนที่ได้ที่https://maps.app.goo.gl/ALn462idVZkb2i626?g_st=il
หากมีข้อสงสัยประการใดสามารถติดต่อ โทร. 02-6294488 ต่อ 1473-1474 หรือ 097-116-9111 Line ID พิมพ์: @yarm1
ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่านมาร่วมทวงคืนผังเมืองที่มีแก้มลิงและฟลัดเวย์ เพื่อหยุดการจมน้ำของคนกรุงเทพมหานครด้วยกัน
ด้วยจิตคารวะ
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน
19 ตุลาคม 2569


