“ฐปณีย์ เอียดศรีไชย” ให้คะแนนแถลงข่าว สตง. เหนือไทยพีบีเอส ผิดหวังคำชี้แจงยังไม่ชัด ผอ.ไม่มาแถลงด้วยตัวเอง จี้ผู้บริหารตอบข้อสงสัยปมจ้างผลิตรายการ–ค่าตอบแทนพิธีกร ย้ำสื่อสาธารณะต้องกล้ารับการตรวจสอบ พร้อมค้านเปลี่ยนที่มางบประมาณ หวั่นกระทบความเป็นอิสระ
จากกรณีข้อพิพาทและการชี้แจงระหว่าง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) เกี่ยวกับประเด็นการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน
วันนี้ (15 ต.ค.) ล่าสุด น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวภาคสนามและสื่อมวลชนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความสะท้อนมุมมองหลังลงพื้นที่ทำข่าวการแถลงข่าวของทั้งสองฝ่าย โดยเตือนสติไทยพีบีเอสว่าไม่ควรเดินตามรอย สตง. ที่ต้องเผชิญกับวิกฤตความน่าเชื่อถือเนื่องจากการขาดการตรวจสอบและชี้แจงตัวเองอย่างจริงจัง
โดย น.ส.ฐปณีย์ ระบุว่า หากประเมินการแถลงข่าวของทั้งสององค์กร จำเป็นต้องให้คะแนน สตง. มากกว่า ไทยพีบีเอส เนื่องจาก สตง. มีการเตรียมการตอบคำถามมาอย่างดี แม้จะถูกตั้งคำถามหนักในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นกรณีเอกสารหลุด ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการจงใจปล่อยข่าวเพื่อสร้างกระแสสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายสื่อสาธารณะตามที่ฝ่ายการเมืองเสนอหรือไม่ รวมไปถึงประเด็นความขัดแย้งเดิมเรื่องทฤษฎีสมคบคิดหรือความไม่พึงพอใจต่อกรณีการนำเสนอข่าวตึก สตง. ถล่ม
อย่างไรก็ดี ความน่าเชื่อถือของ สตง. ในสายตาประชาชนถือว่าลดลงไปมากนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ตึกถล่ม ซึ่ง สตง. ไม่เคยตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงปัญหาของตนเองอย่างเป็นทางการมาตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี สำหรับฝั่งไทยพีบีเอส ฐปณีย์ แสดงความผิดหวังอย่างชัดเจนต่อการจัดแถลงข่าว โดยมองว่าในภาวะวิกฤต องค์กรควรแสดงความจริงใจและความพร้อมในการตอบคำถามสังคมมากกว่านี้ ซึ่งแม้จะมีรองผู้อำนวยการ 2 ท่านร่วมแถลง แต่สื่อมวลชนคาดหวังที่จะฟังคำชี้แจงจากผู้อำนวยการไทยพีบีเอสโดยตรง เนื่องจากมีน้ำหนักและคุณค่าข่าวที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ การตอบคำถามยังขาดความชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นการตรวจสอบภายในเรื่องการว่าจ้างผู้ผลิตรายการแบบเฉพาะเจาะจง และอัตราค่าตอบแทนพิธีกรที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย พร้อมย้ำว่าแม้ไทยพีบีเอสจะรู้สึกว่าถูกโจมตีทางการเมือง แต่ก็ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงเรื่องของกระบวนการไอโอหรือความอิจฉา เพราะการละเลยคำถามของสังคมจะกลายเป็นจุดอ่อนขององค์กรทันที
อย่างไรก็ตาม ฐปณีย์ ยืนยันในฐานะเพื่อนร่วมวิชาชีพว่า ไม่เห็นด้วยหากจะมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนที่มางบประมาณของไทยพีบีเอสให้มาจากงบประมาณรัฐ เพราะจะทำให้สูญเสียความเป็นสื่อสาธารณะ แต่ไทยพีบีเอสก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า สังคมยังมีข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสและระบบบริหารงานภายในอยู่มาก จึงอยากเห็นไทยพีบีเอสแก้ปัญหาการสื่อสารในภาวะวิกฤตอย่างมีเอกภาพ ให้ความสำคัญกับคนทำงานระดับปฏิบัติการอย่างเป็นธรรม และใช้โอกาสนี้แสดงสปิริตสื่อสาธารณะด้วยการเปิดรับการตรวจสอบและปรับปรุงตนเองอย่างกล้าหาญ เพื่อไม่ให้ความน่าเชื่อถือขององค์กรถดถอยลงไปมากกว่านี้


