xs
xsm
sm
md
lg

ทุบตลาดส่งออกทุเรียนแสนล้าน สกช.สอดไส้ลุยหักเงินเซส 2 บาท/กก. “อนุทิน-เกษตรฯ-พาณิชย์” ยังนิ่งเฉย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รายงานข่าวจากสำนักข่าว South China Morning Post เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญในวงการการค้าจีนกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวของประเทศไทยอย่างใกล้ชิด หลังมีการเสนอ (ร่าง) พระราชบัญญัติทุเรียนไทย พ.ศ. .... ซึ่งเตรียมตั้ง "กองทุนทุเรียนไทย" โดยมีสาระสำคัญคือการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออก (Cess) หรือ “เงินเซส” ในอัตราสูงสุดราว 2 บาทต่อกิโลกรัม

ลิม ชิน คี (Lim Chin Khee) ที่ปรึกษาประจำสถาบัน Durian Academy ชี้ว่า หากมีการเก็บเงิน Cess 2 บาท/กก. จริง ต้นทุนการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจะถูกผลักภาระไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตและผู้บริโภคในจีนในท้ายที่สุด แม้คุณภาพจะเป็นปัจจัยหลักที่ชาวจีนเลือกซื้อทุเรียน แต่หากราคาทุเรียนไทยสูงเกินไปจากการถูกบวกภาษีแฝง ก็อาจเปิดโอกาสให้คู่แข่งอย่าง เวียดนามและมาเลเซีย เข้ามาชิงส่วนแบ่งในตลาดจีนทันที

ข้อมูลจากศุลกากรจีน ระบุว่า เพียง 8 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนมูลค่าสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 165,000 ล้านบาท ทว่าในขณะทุเรียนกำลังทำเงินมหาศาลเข้าประเทศด้วยหยาดเหงื่อแรงงานบวกต้นทุนสูงลิ่วและความเสี่ยงของเกษตรกรและผู้ส่งออก กลับมีความพยายามจากหน่วยงานในองคาพยพของรัฐ คือ สภาเกษตรกรแห่งชาติ (สกช.) ที่ยกร่างกฎหมายมาหักเงินจากการส่งออก จนน่ากังขาว่า นี่คือการยกระดับคุณภาพทุเรียน หรือเป็นเพียงการขูดเลือดชาวสวนเพื่อแสวงหาแหล่งเงินนอกงบประมาณเลี้ยงองค์กรกันแน่?


ผลักภาระให้ชาวสวน หาเงินเลี้ยง สกช.

หากนำสถิติตัวเลขการส่งออกทุเรียนผลสดของไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนย้อนหลัง 3 ปี (ปี 2566 – 2568) ที่มีมูลค่าเฉลี่ย 1.43-1.4 แสนล้านบาท มาคำนวณฐานรายได้ที่จะไหลเข้า "กองทุนทุเรียนไทย" ตามอัตราค่าธรรมเนียมส่งออก (Cess) 2 บาท/กิโลกรัม เงินสดไหลเข้ากองทุนทุเรียนไทยเฉลี่ยสูงถึงปีละ 1,800 – 2,000 ล้านบาท

แม้ร่างกฎหมายจะระบุให้ผู้ส่งออกเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม แต่ในทางปฏิบัติของห่วงโซ่อุปทาน นายสัญชัย ปุรณะชัยคีรี ผู้แทนสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย เปิดโปงว่า ผู้ส่งออกและล้งไม่สามารถแบกรับต้นทุนนี้ไว้ได้เองทั้งหมด แต่จะใช้วิธีผลักภาระค่า Cess 2 บาท/กก. นี้ไปให้เกษตรกรชาวสวนผ่านการหักลดราคารับซื้อทุเรียนหน้าสวนcmo

เบื้องหลังที่ซ่อนเร้นยิ่งกว่าคือ ตาม มาตรา 43 (4) ของร่าง พ.ร.บ.ทุเรียนไทย ได้ล็อกสัดส่วนเงินกองทุนไว้สูงถึง ร้อยละ 20 ให้เป็น "ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกิจการของสำนักงานบริหารกองทุนทุเรียนไทย" นั่นหมายความว่า ในแต่ละปีจะมีเงินประมาณ 360 – 400 ล้านบาท ถูกตัดไปเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ เงินเดือน ค่าตอบแทน และงบดำเนินงานธุรการของโครงสร้างใหม่ ซึ่งสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับกองทุนพัฒนาพืชผลอื่นที่คล้ายคลึงกันอย่าง กองทุนพัฒนายางพารา ภายใต้ กยท. ที่ควบคุมงบบริหารจัดการไว้ไม่เกินร้อยละ 10 หรือกองทุนพัฒนาสาธารณะสากลที่ควบคุมไว้เพียง ร้อยละ 3–5 เท่านั้น

เมื่อย้อนดูตัวเลขงบการเงินของ สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ (สกช.) จะพบว่า งบประมาณแผ่นดินที่ สกช. ได้รับปีละกว่า 400 ล้านบาท ถูกใช้ไปกับเงินเดือนพนักงาน เบี้ยประชุมสภาฯ และค่าเช่าสำนักงานสูงถึงกว่า 90% เหลือทำโครงการพัฒนาเกษตรกรจริงไม่ถึง 10% ตัวเลขนี้จึงชี้ให้เห็นถึงแรงจูงใจว่า เหตุใด สกช. จึงพยายามผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อสร้าง "แหล่งเงินนอกงบประมาณ" มาจุนเจือองค์กร

เปิดช่อง เวียดนาม-มาเลเซีย ไล่ทุบทุเรียนไทย

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในยามนี้ คือการที่ฝ่ายยกร่างกฎหมายมองไม่เห็น "สงครามการค้าทุเรียนในตลาดจีน" ที่ไทยกำลังถูกประเทศคู่แข่งเบียดชิงส่วนแบ่งการตลาดอย่างหนักหน่วง

ในปี 2568 ที่ผ่านมา เวียดนามส่งออกทุเรียนไปจีนพุ่งสูงถึง 885,000 ตัน (มูลค่ากว่า 3,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.15 แสนล้านบาท) ขยับขึ้นมาจ่อประชิดไทยในระดับที่แทบจะเท่ากัน เวียดนามได้เปรียบไทยอย่างมหาศาลเรื่อง "ต้นทุนค่าขนส่งทางบกที่ต่ำกว่า และระยะเวลาขนส่งผ่านด่านชายแดนจีนที่เร็วกว่าไทยถึง 2–3 วัน" หากไทยถูกซ้ำเติมด้วยการผลักภาระภาษีแฝง Cess 2 บาท/กก. ไปยังชาวสวนและผู้ส่งออก ต้นทุนที่สูงขึ้นจะดันราคาปลายทาง หรือกดราคาหน้าสวนจนไทยพ่ายแพ้ในศึกราคา


ทางด้านมาเลเซีย ซึ่งกำลังรุกหนักตลาดพรีเมียมและทุเรียนสด ในปี 2568 – 2569 มาเลเซียผลิตทุเรียนได้กว่า 610,000 ตัน และเพิ่งได้รับการอนุมัติจากพิธีสารจีนให้ส่งออกทุเรียนสดผลดิบเข้าจีนได้ จากเดิมที่ส่งออกได้เฉพาะทุเรียนแช่แข็ง โดยมาเลเซียชูจุดเด่นสายพันธุ์พรีเมียมอย่าง "มูซังคิง" และ "หนามดำ" เข้าเจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับบนของจีนโดยตรง
การที่ส่วนแบ่งตลาดทุเรียนไทยในจีนลดลงจากอดีตที่เคยครองสูงถึง 95% เหลือไม่ถึง 65% ในปัจจุบัน สะท้อนว่า ทุเรียนไทยกำลังถูกเบียดอย่างหนักอยู่แล้ว การสร้างภาระต้นทุนภาษีแฝงส่งออกอีก 2 บาท/กก. จึงเปิดโอกาสให้เวียดนามและมาเลเซียชิงตลาดทุเรียนจีนขึ้นแซงหน้าไทย

สกช.อยากรวบอำนาจแต่ไร้กลไก-เครื่องมือ

ในเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกร ผู้ประกอบการ และสมาคมที่เกี่ยวข้องในภาคตะวันออก ต่อ (ร่าง) พระราชบัญญัติทุเรียน พ.ศ. .... เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี (อบจ.จันทบุรี) จัดโดย สภาเกษตรกรแห่งชาติ นายกฤติเดช อยู่รอด นายกสมาคมทุเรียนไทย (TDA) ได้สะท้อนว่า เกษตรกรไม่ได้ต้องการกฎหมายที่ออกมาเพื่อเก็บเงิน แต่ต้องการกฎหมายที่ใช้อำนาจลงโทษผู้กระทำผิด โดยเฉพาะการปราบปราม "ทุเรียนอ่อน" อย่างเด็ดขาด

ปัจจุบันอำนาจในการตรวจรับรองมาตรฐานแปลงส่งออก (GAP) การตรวจเปรียบเทียบปรับ หรือการสั่งระงับใบอนุญาตโรงคัดบรรจุ (ล้ง) รวมถึงการควบคุมคุณภาพทุเรียนส่งออก เป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรงของ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ทำงานร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ฐานหลอกลวงขายสินค้าด้อยคุณภาพ

ขณะที่ ร่าง พ.ร.บ.ทุเรียนไทย พ.ศ. .... มีความพยายามจะวางโครงสร้างใหม่โดยดึงอำนาจในการกำกับดูแล ตรวจสอบ และอนุมัติงบประมาณเกี่ยวกับทุเรียนมาไว้ที่ "สำนักงานบริหารกองทุนทุเรียนไทย" ภายใต้ สกช.ซึ่งก่อให้เกิดคำถามใหญ่ในวงการว่า "จะดึงอำนาจมาไว้ที่ สกช. ทำไม?" ในเมื่อมองเห็นข้อเท็จจริงที่ว่า

1. บุคลากร สกช. ไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา: ไม่มีอำนาจในการออกตรวจค้น ตรวจจับ หรือสั่งปรับผู้กระทำผิดได้เอง หากไปทำเองจะถูกผู้ประกอบการฟ้องร้องข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทันที

2. สกช. ไม่มีกลไกและเครื่องมือ: ไม่มีห้องปฏิบัติการ (Lab) สำหรับตรวจวัดค่าเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้ง ไม่มีนักวิจัย และไม่มีด่านตรวจพืช

3. ความเห็นจากหน่วยงานที่มีอำนาจเดิม: ฝ่ายปฏิบัติการของ กรมวิชาการเกษตร ต่างมองร่างกฎหมายนี้ด้วยความกังขา เพราะการสร้างกลไกกองทุนของ สกช. ไม่ได้ช่วยเพิ่มอำนาจการจับกุมให้เจ้าหน้าที่หน้าด่าน แต่กลับสร้างความซ้ำซ้อนเชิงโครงสร้าง และสุดท้าย สกช. ก็ทำได้เพียง "เป็นคนกลางนำเงิน Cess ไปตั้งงบจ้างภายนอก (Outsource) หรือฝากให้กรมวิชาการเกษตรและตำรวจช่วยจับเหมือนเดิม" โดยที่ สกช. นั่งรอหักค่าน้ำเลี้ยงองค์กรไปก่อนแล้ว 20%


เกษตร-พาณิชย์ นิ่งเงียบ หรือ "รู้เห็นเป็นใจ"?

ประเด็นที่ต้องถามอย่างดังๆ ไปยัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งคณะรัฐมนตรี คือ ตลอดเวลาที่มีการผลักดันและเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่ทั้งสองกระทรวงจะไม่รับรู้

• กระทรวงเกษตรและสหกรณ์: มีกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้ดูแลมาตรฐาน GAP/GMP และควบคุมคุณภาพส่งออก เหตุใดจึงปล่อยให้องค์กรนอกสังกัดอย่าง สกช. ยกร่างกฎหมายสร้างโครงสร้างอำนาจซ้ำซ้อนขึ้นมาเสนอเก็บเงินเซสซึ่งปลายทางคือชาวสวนแบกรับ?

• กระทรวงพาณิชย์: มีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและกรมการค้าภายใน คอยดูแลการส่งออกและราคาสินค้า เหตุใดจึงไม่ออกมาชี้แจงให้ชัดเจนตั้งแต่แรกว่าการตั้งภาษีแฝงส่งออก 2 บาท/กก. จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนไทยในตลาดจีนอย่างรุนแรง?

การที่ทั้งสองกระทรวงปล่อยให้ สกช. เดินสายจัดเวทีรับฟังความเห็น และพยายามสอดไส้นำตัวร่างเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร ยิ่งสะท้อนว่า ภาครัฐทำตัวเกียร์ว่างปล่อยให้ข้าราชการประจำและสภาเกษตรกรฯ ลองดีกับภาคเอกชนผู้ส่งออกทุเรียนและชาวสวน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับแสนล้านบาท

จาก "Cess ยางฯ" - "อ้อยและน้ำตาล" สู่ทุเรียนไทย

ความหวั่นเกรงของภาคเอกชนและชาวสวนทุเรียน ไม่ใช่เรื่องมโนขึ้นเอง แต่มีบทเรียนจากกองทุนพืชผลอื่นมาพิสูจน์แล้ว

• ย้อนรอย "Cess ยางพารา"

เมื่อเจาะดูสถิติการจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา (Cess) ของ กยท. ย้อนหลัง 3 ปี จากรายงานประจำปีและการดำเนินงานของ กยท. พบว่า

• ปี 2566 – 2568 กยท. จัดเก็บเงิน Cess จากผู้ส่งออกยางพาราเข้า "กองทุนพัฒนายางพารา" ในอัตรา 2 บาท/กก. ได้เฉลี่ยสูงถึง ปีละ 6,000 – 7,000 ล้านบาท

• เงินจัดเก็บรวมนับหมื่นล้านบาทถูกหักไปเป็นงบบริหารจัดการองค์กรสูงถึง 10% (ปีละ 600–700 ล้านบาท) แต่ในยามที่ราคายางพาราตกต่ำเหลือ 3 กิโลร้อย เงินกองทุนนี้กลับไม่อาจช่วยพยุงเสถียรราคายางในตลาดโลกได้จริง เงินส่วนใหญ่หมดไปกับค่าหล่อเลี้ยงองค์กรและโครงการอบรมเชิงธุรการ ขณะที่ชาวสวนยางยังคงต้องแบกรับภาระหนี้สินอย่างยากลำบาก

• เจาะหนี้สิน "กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย":

ในอดีต กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายใช้ระบบหักเงินส่วนต่างราคาน้ำตาลเข้ากองทุนเพื่ออุดหนุนราคาอ้อยขั้นต้น-ขั้นปลาย แต่กลับประสบ "ปัญหาหนี้สินสะสมมหาศาล"

• กลไกที่ล้มเหลว: ยามราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำ กองทุนฯ ไม่สามารถหมุนเวียนเงินได้ทัน จนต้อง กู้เงินจาก ธ.ก.ส. มาอุดหนุนราคาน้อยขั้นต้นรวมนับแสนล้านบาท สะสมเป็นภาระหนี้สินที่ต้องใช้เงินภาษีแฝงจากผู้บริโภคและงบประมาณแผ่นดินมาคอยล้างหนี้

• พิพาทระดับโลก: โครงสร้างการใช้อำนาจกองทุนเข้าไปแทรกแซงและอุดหนุนราคา ยังส่งผลให้ประเทศไทยถูกประเทศคู่แข่งอย่าง บราซิล ยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ข้อหาอุดหนุนการค้าที่ไม่เป็นธรรม จนรัฐบาลไทยต้องรื้อโครงสร้างกฎหมายอ้อยและน้ำตาลทรายใหม่ทั้งหมดในเวลาต่อมา


หากร่าง พ.ร.บ.ทุเรียนไทย ผ่านสภาฯ ทุเรียนไทย ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดเดียวที่เติบโตได้ด้วยศักยภาพของภาคเอกชน 100% จะถูกดึงเข้าสู่วงจรอุบาทว์แบบเดียวกัน โดยมีข้าราชการและองค์กรรัฐเสพสุขบนเงิน Cess แต่เกษตรกรชาวสวนต้องก้มหน้ารับกรรมเมื่อตลาดพังทลาย

ทางออกก่อนทุเรียนไทยพังทลาย

เรื่องที่รัฐบาล กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ ต้องดับไฟแต่ต้นลมโดยเร่งมือดำเนินการ ดังนี้

1. ถอนและตีตกร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้: รัฐบาล กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และรัฐสภา ต้องแสดงท่าทีที่ชัดเจนในการ ปฏิเสธร่าง พ.ร.บ.ทุเรียนไทย พ.ศ. .... ที่จัดทำโดย สกช. เพื่อยุติความสับสนในตลาดการค้าระหว่างประเทศ

2. หากจะตั้งกองทุนจริงต้องตัดการเก็บเงิน Cess 2 บาท/กก. ออก แล้วใช้วิธีจัดสรรงบประมาณแผ่นดินตามปกติ โดยปรับลดงบบริหารจัดการสำนักงานลงเหลือ ไม่เกิน 3–5% จากเดิมที่กันไว้สูงถึง 20%

นอกจากนั้น ยังต้องปรับโครงสร้างบอร์ดบริหาร ให้ สมาคมทุเรียนไทย, สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย และตัวแทนชาวสวน เป็นผู้กุมเสียงส่วนใหญ่ในการอนุมัติเงินวิจัยและพัฒนาทุเรียนไทย ไม่ใช่เปิดช่องให้ สกช. หรือข้าราชการเป็นผู้ชงเอง กินเอง และประเมินผลเองบนคราบน้ำตาของเกษตรกรไทย.