สมาคมพยาบาลฯ ล่า 100,000 รายชื่อ ยื่นคำขาดระงับนโยบาย "อาสาพยาบาลชุมชน" ชี้เสี่ยงผิดกฎหมายวิชาชีพ และถูกตั้งข้อสงสัยปั้นหัวคะแนนค่ายสีน้ำเงิน ตอกย้ำชีวิตคนไม่ใช่ห้องทดลอง พร้อมเปิดเบื้องหลังปั้นหัวคะแนนรากหญ้า!
วงการสาธารณสุขไทยกำลังลุกเป็นไฟ เมื่อสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ และภาคีเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์ ออกมาเปิดศึกท้าชนกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลค่ายสีน้ำเงินอย่างเป็นทางการ โดยเดินหน้ารวบรวม 100,000 รายชื่อ ระหว่างวันที่ 9–23 ตุลาคม 2569 เพื่อแสดงเจตนารมณ์คัดค้านนโยบาย “อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.)” พร้อมยื่นคำขาดเรียกร้องให้ระงับร่างระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยอาสาพยาบาลชุมชน และร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องสิทธิการรับเงินค่าตอบแทน
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ตอกย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นผ่านแถลงการณ์ว่า “ชีวิตและสุขภาพของประชาชนไม่ใช่พื้นที่ทดลองนโยบาย ความปลอดภัยต้องเป็นเงื่อนไขแรกของทุกนโยบายสุขภาพ” ท่ามกลางนาฬิกานับถอยหลังที่กระทรวงสาธารณสุข ตั้งเป้าหมายจะดันร่างกฎหมายให้ผ่านและเริ่มจ่ายเงินค่าตอบแทนในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 นี้
เบื้องหลัง “กลเกมการเมืองค่ายสีน้ำเงิน”
ฉากทัศน์อันสวยหรูที่รัฐบาลค่ายสีน้ำเงินอ้างว่าต้องการผุดโครงการ อส.พ. มาเพื่อดูแลผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบางถึงหัวบันไดบ้าน แท้จริงแล้วกำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากหลายภาคส่วน
ก่อนหน้านี้ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ (หมอเปรม) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ออกมาแฉเบื้องหลังของโครงการนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า นโยบายดังกล่าวสุ่มเสี่ยงที่จะไม่ใช่เรื่องสาธารณสุขเพื่อประชาชน แต่คือ “กลเกมการเมืองระดับรากหญ้า” เนื่องจากมีการกำหนดอัตราจ้างเหมาบริการ 15,000 บาท/เดือน ประจำตำบลละ 1 คน และถูกล็อกเกณฑ์การตัดสินด้วย “การสัมภาษณ์ 100%” โดยคณะอนุกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งเปิดช่องให้มีการใช้ดุลยพินิจและรับฝากคนของนักการเมืองในพื้นที่
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ โรดแมประยะยาวที่วางเป้าหมายกระจาย อสพ. ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ รวมกว่า 75,668 อัตรา ภายใต้ยุทธศาสตร์ "1 หมู่บ้าน ต่อ 1 อาสาพยาบาล" ซึ่งหากกระบวนการคัดเลือกถูกแทรกแซงจริง เม็ดเงินงบประมาณแผ่นดินนับหมื่นล้านบาทจะถูกเปลี่ยนเป็น "ทุนสร้างหัวคะแนนในชุดกาวน์ อสพ." ประจำการอยู่ทุกหมู่บ้านทันที
นอกจากนี้ ไทม์ไลน์การดำเนินงานนำร่องเฟสแรก 7,256 อัตรา ตั้งแต่เปิดรับสมัครในเดือนกรกฎาคม สัมภาษณ์ในเดือนสิงหาคม และอบรมในเดือนตุลาคม 2569 ยังสะท้อนถึงการเร่งรัดดันนโยบายแบบ Quick Win เพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างชัดเจน
ความเสี่ยง “ชีวิตคนไม่ใช่ห้องทดลอง”
ในมิติวิชาชีพการพยาบาล สมาคมพยาบาลฯ และองค์กรวิชาชีพสุขภาพ ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงขั้นวิกฤตที่ประชาชนจะได้รับ ดังนี้
1. ความเหลื่อมล้ำด้านสมรรถนะ พยาบาลวิชาชีพต้องผ่านการศึกษาอบรมในสถาบันอุดมศึกษานานถึง 4 ปี (กว่า 3,000 ชั่วโมง) และต้องสอบผ่านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ขณะที่ อสพ. ถูกสร้างขึ้นผ่านหลักสูตรอบรมเร่งด่วนเพียง 240 ชั่วโมง ซึ่งไม่อาจสร้างทักษะการประเมินอาการ การวิเคราะห์ความรุนแรงทางคลินิก หรือการตัดสินใจในภาวะวิกฤตได้อย่างถูกต้อง
2. อันตรายต่อกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย NCDs หญิงตั้งครรภ์ เด็ก และผู้ป่วยจิตเวช เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูง หาก อสพ. ไม่สามารถแยกแยะสัญญาณอันตรายหรือประเมินอาการผิดพลาด ความล่าช้าเพียงเสี้ยวนาทีอาจนำไปสู่ความพิการหรือเสียชีวิตได้
3. การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด สมาคมพยาบาลฯ มีข้อเรียกร้องชัดเจนว่า หากรัฐบาลมีงบประมาณมหาศาล เหตุใดจึงไม่นำไปเพิ่มอัตราจ้างและบรรจุ พยาบาลวิชาชีพที่สอบผ่านใบอนุญาตแล้วแต่ยังรอการบรรจุอยู่อีกกว่า 7,000 คน เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับการดูแลจากบุคลากรที่มีคุณสมบัติตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างแท้จริง
เตือนระวังความเสี่ยงแบกรับความผิด
ข้อถกเถียงทางกฎหมายถือเป็นอีกหนึ่งชนวนเหตุสำคัญ โดยฝ่ายวิชาชีพเตือนว่า อสพ. กำลังถูกต้อนเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงทางกฎหมายอย่างร้ายแรง กล่าวคือ
• การละเมิด พ.ร.บ. วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ กฎหมายกำหนดให้หัตถการทางการพยาบาล เช่น การล้างแผลกดทับรุนแรง การฉีดยา การเจาะเลือด หรือการเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะ เป็นสิทธิเฉพาะของผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หาก อสพ. ไปทำหัตถการเหล่านี้ จะเข้าข่ายความผิดอาญาฐาน "ประกอบวิชาชีพพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต"
• ภาระความรับผิดเมื่อเกิดความผิดพลาด หาก เกิดเหตุผู้ป่วยบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการประเมินผิดพลาด ความรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง (ละเมิด) และทางอาญา (กระทำโดยประมาท) จะตกอยู่กับตัว อสพ. เอง รวมถึงพยาบาลพี่เลี้ยงและผู้มอบหมายงาน
• ศักดิ์ของกฎหมาย แม้กระทรวงสาธารณสุข จะพยายามยกร่างระเบียบกระทรวงฯ หรือข้อกำหนดสิทธิกระทำการบางประการมาอุดรอยรั่ว แต่ในชั้นศาล "ระเบียบกระทรวงฯ ไม่สามารถอยู่เหนือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ได้" ดังนั้น ระเบียบกระทรวงฯ จึงไม่สามารถใช้เป็นเกราะป้องกันความผิดทางกฎหมายให้แก่ผู้ปฏิบัติงานที่ไม่มีใบอนุญาตได้เลย
นอกเหนือจากเรื่องการเมืองและวิชาชีพ นโยบาย อสพ. ยังส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างในมิติอื่นๆ ที่สังคมอาจคาดไม่ถึงอีกหลายเรื่องซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลัง ประกอบด้วย
1. การดึงอำนาจกลับส่วนกลาง ในขณะที่ประเทศกำลังขับเคลื่อนการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ.) การที่กระทรวงสาธารณสุขจัดตั้ง อสพ. โดยใช้เงินงบประมาณและการสั่งการตรงจากส่วนกลาง ถูกมองว่าเป็นการสร้างกลไกขนานเพื่อดึงอำนาจบริหารจัดการปฐมภูมิติดตัวกลับมา
2. ความแตกแยกในระบบอาสาสมัครชุมชน การกำหนดค่าตอบแทน อสพ. สูงถึง 15,000 บาท/เดือน ในขณะที่ อสม. เดิมได้รับค่าป่วยการ 2,000 บาท/เดือน ได้สร้างความเหลื่อมล้ำและบั่นทอนกำลังใจของ อสม. และ Caregiver ที่ทำงานในพื้นที่มาอย่างยาวนาน
3. ภาระทางการคลังมหาศาล หากขยาย อสพ. ครบ 75,668 หมู่บ้านทั่วประเทศ รัฐจะต้องแบกรับงบประมาณสูงถึง กว่า 13,000 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นเพียงสัญญาจ้างเหมา 2 ปีที่ไม่สร้างความมั่นคงในอาชีพให้แก่คนทำงาน
4. ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ สังคมสองมาตรฐาน สุดท้ายกลายเป็นว่าประชาชนในชนบทห่างไกลเสี่ยงที่จะได้รับบริการจากผู้ผ่านการอบรมระยะสั้น 240 ชั่วโมง ขณะที่ประชาชนในเมืองใหญ่ได้เข้าถึงพยาบาลวิชาชีพและแพทย์เฉพาะทาง
ศึกคัดค้านนโยบาย “อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.)” ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการต่อสู้เพื่อรักษาปกป้องวิชาชีพพยาบาลเท่านั้น แต่คือการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ความโปร่งใส และความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคน
สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ และภาคีเครือข่าย ได้ชี้ทางออกที่ถูกต้องให้แก่รัฐบาลว่า หากต้องการแก้ปัญหาระบบสุขภาพปฐมภูมิอย่างยั่งยืน รัฐต้องเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อบรรจุพยาบาลวิชาชีพที่ตกค้างกว่า 7,000 คนเข้าสู่ระบบ และแยกงานสนับสนุนออกจากงานวิชาชีพให้ชัดเจน
เพราะสุดท้ายแล้ว “ความปลอดภัยของประชาชนต้องเป็นเงื่อนไขแรกของทุกนโยบายสุขภาพ ไม่ใช่พื้นที่สำหรับทดลองหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมือง”.


