xs
xsm
sm
md
lg

ไทยพีบีเอสโต้ สตง.ปมผลตรวจสอบ โวยเลือกปฏิบัติ ตั้งโต๊ะแถลงก่อนปิดตรวจ ยันงบ 2,000 ล้านไม่มากเทียบกับภารกิจ เอาต์ซอร์สไม่ผิด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ไทยพีบีเอสเปิดโต๊ะชี้แจงยาว โต้ข้อทักท้วง สตง. ย้ำการพิจารณาความผิดต้องดูทั้งระเบียบ การทุจริต และความเสียหายประกอบกัน แจงค่าตอบแทนบุคคลภายนอกเป็นค่าเดินทางครั้งละ 1,000–2,000 บาท อ้างระเบียบเดิมรองรับอำนาจอนุมัติ พร้อมตั้งคำถามมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลผลตรวจสอบ ตั้งโต๊ะแถลงก่อนปิดตรวจ หวั่นเลือกปฏิบัติ อ้างงบ 2,000 ล้านไม่เยอะ เทียบกับปี 51 ภารกิจเพิ่มขึ้นมากมาย คน 1,300 คนใช่ว่าทำข่าวทั้งหมด จับตาจังหวะเปิดผลตรวจตรงกับช่วงรับฟังความเห็นแก้กฎหมายไทยพีบีเอส กระทบหลักประกันความเป็นอิสระสื่อสาธารณะ

นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ชี้แจงกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยผลตรวจสอบการดำเนินงานขององค์การ โดยระบุว่า
ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ตรวจสอบ ก็อยากให้ปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ให้คำมั่นไว้กับองค์กรตรวจสอบสากลของโลกด้วยเช่นกัน ไม่อยากให้เลือกปฏิบัติ โดยปฏิบัติกับไทยพีบีเอสแบบหนึ่ง แล้วปฏิบัติกับหน่วยงานอื่นอีกแบบหนึ่ง เพราะมันจะแตกต่างกัน

ขณะนี้ผมคิดว่าอาจมีข้อกังขาหรือข้อสงสัยจากหน่วยรับตรวจอื่น ๆ ว่า ถ้าข้อมูลของหน่วยงานตนเองถูกนำไปเปิดเผยบ้าง จะเป็นอย่างไร ความน่าเชื่อถือและความมั่นใจก็อาจสั่นคลอน

เพราะฉะนั้น แนวทางที่ สตง. ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับนานาชาติ ไม่ได้มีอะไรนอกเหนือจากการสร้างความเชื่อมั่นให้กับหน่วยรับตรวจ และสร้างความมั่นใจว่าท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระ

“ผมอยากชี้ประเด็นนี้เป็นประเด็นแรก และขอขอบคุณทั้งผู้ตั้งคำถาม ทาง สตง. ที่ช่วยตอบ รวมถึงทุกท่านที่ให้กำลังใจและส่งข้อความเข้ามาทาง Inbox หรือกล่องข้อความส่วนตัว”นายพิเศษ กล่าว

การพิจารณาผลตรวจสอบต้องดู 3 องค์ประกอบร่วมกัน

ส่วนประเด็นที่เราจะชี้แจง ผมคิดว่าเราสามารถตอบได้ เพราะมีเรื่องที่ต้องพิจารณา 3 เรื่อง ได้แก่
เป็นไปตามกฎเกณฑ์หรือระเบียบหรือไม่ รวมถึงอยู่ภายใต้อำนาจอนุมัติของผู้บังคับบัญชาหรือไม่
มีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่

ทั้ง 3 เรื่องต้องพิจารณาไปด้วยกัน ไม่ใช่ว่าเมื่อพบการผิดกฎเกณฑ์แล้วจะไม่พิจารณาเรื่องอื่นประกอบ

การผิดกฎเกณฑ์อาจเกิดจากหรือข้อผิดพลาดได้ ต้องย้อนกลับไปดูว่ากฎหมายเขียนไว้ดีหรือไม่ ระเบียบเขียนไว้ดีหรือไม่ เพราะมีกฎหมายหรือระเบียบบางอย่างที่มีข้อผิดพลาดและต้องแก้ไขอยู่เรื่อย ๆ

ผู้ปฏิบัติงานอาจเห็นปัญหาและชี้ให้เห็นว่าเป็นข้อผิดพลาด ซึ่งหน่วยงานก็ต้องกลับไปแก้ไข
เพราะฉะนั้น หากยึดระเบียบเป็นไม้บรรทัดอย่างเคร่งครัด แล้วบอกว่าผิดตั้งแต่ต้น โดยไม่พิจารณาว่ามีการทุจริตหรือสร้างความเสียหายหรือไม่ ผมคิดว่าไม่เป็นธรรม

บางเรื่องกฎหมายหรือกฎเกณฑ์อาจไม่ชัดเจน แต่ไม่มีการทุจริต ไม่มีความเสียหายต่อองค์กร ตรงกันข้าม องค์กรอาจได้รับประโยชน์ด้วยซ้ำ

หากเป็นเช่นนี้ ยังจะดำเนินการลงโทษทางวินัยหรือเรียกเงินคืนหรือไม่ ผมคิดว่าต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมและสมควรในการพิจารณาแต่ละเรื่อง

โวยใช้คำแรง ดำเนินการทางวินัยทำคนเข้าใจผิด

กฎหมายไม่ได้ใช้คำที่รุนแรง โดยระบุว่าให้หน่วยงาน “พิจารณาดำเนินการทางวินัย” แต่เมื่อคำว่า “พิจารณา” ซึ่งอยู่ข้างหน้าหายไป กลายเป็นให้หน่วยงานดำเนินการทางวินัยเลย คนก็อาจเข้าใจผิดว่าเป็นการตัดสินลงโทษแล้ว

สื่อมวลชนอาจไม่ได้เข้าใจรายละเอียดทั้งหมด เมื่ออ่านข้อความก็อาจเข้าใจว่าให้ดำเนินการลงโทษแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่ทราบ

แต่ในความเป็นจริง ทาง สตง. เองก็ระบุว่าให้หน่วยงานพิจารณาดำเนินการ ซึ่งหน่วยงานจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ เพราะใช้คำว่าพิจารณา เราจึงอาจมีความเห็นต่างได้ เช่นเดียวกับกรณีที่ผ่านมา บางเรื่องเราเห็นต่าง บางเรื่องเราก็ยอมรับ

รับข้อทักท้วงระบบข้อมูลแยกส่วน เร่งพัฒนา ERP และคลังข้อมูลกลาง

นายพิเศษกล่าวถึงข้อสังเกตเรื่องการประเมินประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ขององค์การว่า การประเมินผลควรปรับให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้รับสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการรับชมโทรทัศน์ที่ลดลง ขณะที่การเข้าถึงเนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น

ดังนั้น การประเมินการเข้าถึงประชาชนจึงไม่ควรยึดเฉพาะเรตติ้งโทรทัศน์ แต่ควรพิจารณาตัวชี้วัดทางออนไลน์ประกอบด้วย เพราะภารกิจของไทยพีบีเอสคือการกระจายข้อมูลข่าวสารให้เข้าถึงประชาชนอย่างกว้างขวาง

ส่วนข้อทักท้วงเกี่ยวกับระบบจัดเก็บข้อมูลภายในองค์การ นายพิเศษยอมรับว่า ระบบเดิมมีลักษณะแยกส่วนระหว่างหน่วยงาน โดยไทยพีบีเอสมีหลายสำนักและศูนย์งานที่ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลของตนเอง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างปรับปรุงให้สามารถเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันได้

โครงการดังกล่าวผ่านการศึกษาจากบริษัท KPMG แล้ว และอยู่ในขั้นตอนเตรียมจัดหาผู้ดำเนินการติดตั้งระบบ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในช่วงต้นปี 2570 และอาจใช้เวลาประมาณ 2 ปีกว่าจะสามารถนำระบบมาใช้งานได้


นายพิเศษ กล่าวอีกว่า สำหรับผลประเมินประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่เราสามารถอธิบายและชี้แจงได้ และเป็นข้อสังเกตที่เรารับมาในกลุ่มแรก คือเรื่องการประเมินประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงาน

ซึ่ง สตง. เองก็ระบุว่า การดำเนินงานส่วนใหญ่ของเรา ผมประเมินว่าประมาณ 80–90% มีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่า ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อองค์กร และเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสื่อสาธารณะ

สำหรับบางข้อก็เป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ตามเป้าหมายแล้ว ส่วนบางข้อเรากำลังอยู่ในขั้นตอนปรับปรุง

ถามว่าเราเห็นปัญหาหรือไม่ เราเห็นปัญหา และจะดำเนินการแก้ไขปรับปรุงต่อไป

ชี้แจงค่าตอบแทนบุคคลภายนอกย้อนหลัง 3 ปี


อีกเรื่องหนึ่งที่ข้อมูลออกไปก่อน และเราได้รับข้อมูลภายหลัง คือเรื่องค่าตอบแทนบุคคลภายนอก

ผมขอชี้แจงสั้น ๆ ว่า ผลตรวจสอบเรื่องนี้ย้อนหลังไปถึงปี 2566 ครอบคลุมปี 2566, 2567 และ 2568

สำหรับบุคคลที่เราเชิญเข้ามาร่วมรายการ อาจมีการจ่ายค่าตอบแทน ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือค่ารถหรือค่าเดินทาง ไม่ได้เป็นเงินจำนวนมาก แต่เนื่องจากเป็นตัวเลข Accumulate หรือยอดสะสมตลอด 3 ปี จึงทำให้มียอดรวมเกิดขึ้น

ประมาณ 1,000–2,000 บาทต่อครั้ง บุคคลเหล่านี้เต็มใจมาร่วมรายการ แต่เมื่อเดินทางมาแล้ว เราจะไม่ให้ค่าเดินทางเลยหรือ

ประเด็นอยู่ที่ สตง. ระบุว่าไม่มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา แต่ต้องไม่ลืมว่าเรื่องนี้อยู่ภายใต้อำนาจอนุมัติของผู้อำนวยการ ซึ่งผู้อำนวยการได้อนุมัติและมอบอำนาจลงไปให้แต่ละสำนักสามารถพิจารณาดำเนินการได้

ในเรื่องกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง ผมเห็นว่าการตรวจสอบของ สตง. ต้องพิจารณาเรื่องนี้ด้วยเพราะกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังกล่าวถึงการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่มีอยู่ รวมถึงการพิจารณาอนุมัติของหน่วยงานที่รับผิดชอบ

ดังนั้น หากนำเรื่องดังกล่าวมาร่วมพิจารณาด้วย ก็จะเห็นว่าเราดำเนินการอยู่ภายใต้กรอบนั้นผมขอย้ำถึงองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อว่า แม้ไม่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน ก็ต้องพิจารณาว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่
มีการทุจริตนำเงินเข้ากระเป๋าตัวเองหรือเปล่า หากมีก็สามารถดำเนินการได้ เราก็จะดำเนินการทางวินัยหากตรวจพบการทุจริตและต้องพิจารณาด้วยว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นกับ ส.ส.ท. หรือไม่
แต่ประเด็นที่เรากำลังพูดถึงคือ กฎเกณฑ์ยังไม่ชัดเจน จึงต้องพิจารณาเรื่องอำนาจอนุมัติของผู้อำนวยการประกอบด้วย

อ้างระเบียบปี 2561 รองรับอำนาจอนุมัติผู้อำนวยการ


เมื่อไปดูระเบียบของ ส.ส.ท. ปี 2567 ซึ่งเป็นระเบียบว่าด้วยการเงิน การบัญชี และงบประมาณ พบว่าเรื่องนี้ไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนจึงต้องย้อนกลับไปดูบทเฉพาะกาล ซึ่งกำหนดให้ใช้ระเบียบเดิมที่มีอยู่ระเบียบเดิมก็คือระเบียบปี 2561 และเมื่อย้อนกลับไปดูระเบียบปี 2561 ก็ระบุว่าเป็นอำนาจอนุมัติของผู้อำนวยการ

ผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้อยู่ในกรอบของระเบียบการเงินการคลังที่เปิดช่องให้ดำเนินการได้เพราะฉะนั้นต้องพิจารณาระเบียบทั้งหมดประกอบกัน เมื่อไม่มีความเสียหายและไม่มีการทุจริต เราก็จำเป็นต้องชี้แจงกลับไปให้ สตง. รับฟังอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องพูดคุยกันต่อไป

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล เราก็ยังไม่ได้ชี้แจงในเวลานี้

เสนอให้เปิดเผยผลตรวจเมื่อกระบวนการเสร็จสิ้น


หลังจากกระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว หากดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมด กฎหมายและแนวทางของ สตง. ก็เปิดให้สามารถเผยแพร่รายงานผลตรวจสอบได้ เมื่อการตรวจสอบและจัดทำรายงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว

การเผยแพร่ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความโปร่งใส ทั้งต่อหน่วยรับตรวจและหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ รวมถึงเป็นประโยชน์ให้หน่วยงานอื่นได้เรียนรู้และเข้าใจกระบวนการ
ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการตรวจสอบควรทำให้เกิดความเข้าใจ และนำไปสู่การพัฒนา ไม่ใช่การตรวจสอบเพื่อทำให้หน่วยงานเสียหาย

ในเรื่องนี้ก็ต้องขอบคุณ สตง. เพราะผมคิดว่าเรามีมุมมองตรงกันในเรื่องภารกิจที่ต้องการพัฒนาประเทศ

ตั้งข้อสังเกตช่วงเวลาเปิดเผยผลตรวจสอบ ตรงกับการรับฟังความเห็นแก้กฎหมาย

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากพูดคือ Timing หรือช่วงเวลาในการดำเนินการเรื่องนี้

ขณะนี้เราอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งทุกท่านสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดและลงคะแนนแสดงความคิดเห็นได้

มีผู้เสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติของเรา โดยสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับแหล่งที่มาของรายได้ ส.ส.ท.
แหล่งที่มาของรายได้ ส.ส.ท. เป็นหลักประกันอย่างหนึ่งว่าเราจะสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดสรรงบประมาณในรูปแบบทั่วไป

หากต้องผ่านการจัดสรรงบประมาณ ก็อาจเกิดการต่อรองได้


นายพิเศษ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้อาจารย์เอกและอาจารย์ปริญญาเคยพูดไว้ว่า อาจเกิดการต่อรอง เช่น หากนำเสนอข่าวเรื่องนี้จะได้รับเงินเพิ่ม หรือหากนำเสนอข่าวอีกเรื่องหนึ่งก็จะไม่ถูกตัดงบประมาณ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหาย

เพราะฉะนั้น กฎหมายตั้งแต่แรกถูกออกแบบมาเพื่อประกันความเป็นอิสระของ ส.ส.ท.
โดยหลักการส่วนตัว ผมเห็นว่าไม่สามารถแก้ไขกฎหมายในลักษณะนี้ได้ หากจะเปลี่ยนหลักการก็ต้องยกเลิกและออกกฎหมายใหม่ เพราะการแก้ไขจะทำให้หลักการเดิมเสียไป

เมื่อหลักการเดิมเสียไป ก็เท่ากับว่า ส.ส.ท. จะไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป

ข้อกังวลที่มีผู้พูดกันว่า ไทยพีบีเอสอาจกลายเป็นสถานีโทรทัศน์อีกช่องหนึ่งของรัฐบาล ก็อาจมีความเป็นไปได้หากแก้ไขในลักษณะดังกล่าว แต่หากไม่แก้ไขหลักการเดิม เราก็ยังสามารถปรับปรุงการทำงานภายในได้

ต้องยอมรับว่าตลอด 18 ปีที่ผ่านมา Landscape หรือภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมของสื่อเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเปลี่ยนไป ทัศนคติและมุมมองของคนเปลี่ยนไป รวมถึงปัจจัยภายในและภายนอกองค์กรก็เปลี่ยนไป

ถามว่ามีปัญหาหรือไม่ มีปัญหา และเมื่อรู้ว่ามีปัญหา ก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะต้องแก้ไข ปรับปรุง ซ่อมแซมส่วนที่มีปัญหาแต่ไม่ได้หมายความว่าต้องรื้อทุกอย่างทั้งหมด เพราะหากรื้อทั้งหมด หลักการของสื่อสาธารณะก็อาจไม่เหลืออยู่

อ้างผลลงคะแนนหลัง สตง.เปิดโต๊ะแถลง


ผมอยากเชิญชวนให้ทุกท่านเข้าไปแสดงความคิดเห็น เพราะขณะนี้ยังไม่ปิดการลงคะแนนอีกประเด็นที่อยากชี้ให้เห็นคือข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของการลงคะแนน และช่วงเวลาที่ สตง. เปิดโต๊ะแถลงข่าว

ก่อนหน้านี้ จำนวนผู้ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายมีสัดส่วนค่อนข้างสูง ประมาณ 95–96% ขณะที่ผู้เห็นด้วยกับการแก้ไขมีจำนวนน้อย

แต่หลังจาก สตง. ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ตัวเลขผู้เห็นด้วยกับการแก้ไขกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทราบ

ปรากฏการณ์แบบนี้ มีปรากฏการณ์เฉพาะร่างแก้ไข พ.ร.บ.ไทยพีบีเอสเท่านั้น

เงินภาษีบาปกับหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ

นายพิเศษ กล่าวอีกว่า ผมขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินจากภาษีบาป หรือ Sin Tax ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าบางประเภท เช่น สุราและยาสูบ

เงินภาษีส่วนนี้เป็นหลักประกันความเป็นอิสระในการนำเสนอข่าวของเรา

ตามหลักการที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล นำเสนอข้อมูลข่าวสาร และไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องนำข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ไปเผยแพร่ต่อประชาชนด้วย

เราทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนในการเข้าไปสอบถามข้อมูล แล้วนำข้อมูลที่ได้รับมาส่งต่อให้ประชาชนนี่คือหน้าที่ของเรา

หากนำกลไกดังกล่าวออกไป ก็ต้องถามว่าสื่อยังจะมีความเป็นอิสระหรือไม่ เพราะสื่อควรมีความเป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซง

หากความเป็นอิสระหายไป การทำหน้าที่เพื่อประชาชนก็อาจยากลำบากขึ้น โดยเฉพาะการเรียกร้องหรือสะท้อนปัญหาของคนชายขอบ คนตัวเล็กตัวน้อย กลุ่มเปราะบาง เด็ก กลุ่ม LGBTQ ซึ่งหมายถึงกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงประชาชนในชนบทและกลุ่มรากหญ้า

เราต้องการให้ประชาชนกลุ่มเหล่านี้ได้รับองค์ความรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร


ด้าน นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวเสริมถึงภารกิจของไทยพีบีเอสว่า เมื่อเริ่มดำเนินงานในปี 2551 องค์การมีภารกิจหลักเป็นสถานีโทรทัศน์เพียงช่องเดียว แต่ปัจจุบันภารกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่งบประมาณยังคงอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ถ้าคิดมูลค่าตามเงินเฟ้อน่าจะเหลือแค่ 1,500 ล้านบาท

ภารกิจขององค์การเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่าจากช่วงเริ่มต้น แต่หากนำเงินเฟ้อมาพิจารณา มูลค่าที่แท้จริงของเงินงบประมาณ 2,000 ล้านบาทในปัจจุบันจะเหลือประมาณ 1,500 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าเงินในอดีต

“เมื่อปี 51 เราเริ่มต้นจากสถานีโทรทัศน์ช่องเดียว ตอนนี้มีภารกิจเพิ่มขึ้น ผมว่า 10 เท่า แต่จำนวนเงินเรายังเท่าเดิม 2,000 ล้าน... เราไม่เคยขอเงินเพิ่ม แต่สามารถที่จะทำภารกิจเพิ่มขึ้นมหาศาลเลย”

นายอดิศักดิ์กล่าวว่า ภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งคือการดูแลโครงข่ายโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดิน ซึ่งไทยพีบีเอสมีสถานีทั้งหมด 63 แห่งทั่วประเทศ และมีบุคลากรประจำอยู่ตามสถานีต่าง ๆ


ดังนั้น การพิจารณาจำนวนพนักงานประมาณ 1,200–1,300 คน จึงต้องเข้าใจว่าบุคลากรไม่ได้ทำหน้าที่ผลิตข่าวทั้งหมด โดยประมาณครึ่งหนึ่งทำงานด้านอื่นที่เกี่ยวข้องกับภารกิจขององค์การ การจ่างภายนอกมาผลิตข่าวก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

นายอดิศักดิ์อธิบายว่า นอกจากการผลิตข่าวและรายการโทรทัศน์แล้ว ไทยพีบีเอสยังมีงานด้านสื่อออนไลน์ การตรวจสอบข่าวปลอมผ่าน Thai PBS Verify การผลิตสื่อสำหรับเด็ก การจัดบริการสำหรับผู้พิการ ตลอดจนการอบรมด้านการรู้เท่าทันสื่อและการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน

“เรา คือ สื่อสาธารณะ เราทำหลายอย่าง เราบริการกลุ่มคนที่สื่อในเชิงพาณิชย์ไม่สามารถให้บริการได้ เพราะว่ามันไม่ได้มีผลกำไร ไม่ได้มีรายได้ตอบแทน”

สำหรับข้อสงสัยว่าเหตุใดไทยพีบีเอสจึงต้องจ้างผู้ผลิตรายการภายนอก ทั้งที่มีพนักงานจำนวนมาก นายอดิศักดิ์ชี้แจงว่า การจ้างผู้ผลิตอิสระเป็นภารกิจตามกฎหมาย เพื่อส่งเสริมโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์รายการ
“ประเด็นค่าจ้างตอนละ3-4หมื่นบาท มันเป็นเรตที่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับเนื้อหาเงื่อนไขในการทำงานและบุคลากร”