หากหน้าต่างเปรียบเสมือนเฟรมผ้าใบ ที่ฉายภาพท้องน้ำ วิถีชีวิตผู้คนบนลำเรือหลากหลาย ไม่ว่าเรือท่องเที่ยว เรือหางยาว เรือโดยสาร เรือขนทราย และอีกหลากหลายชีวิตบนล้ำน้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ ชวนให้อดคิดไม่ได้ว่าภาพตรงหน้า ราวกับมีผู้แต่งแต้มสีสันลงบนเฟรมผ้าใบสมกับที่เธอเปรียบเปรยไว้อย่างแท้จริง
จากบ้านเก่าอายุมากกว่า 100 ปี ถูกรีโนเวท ปรับเปลี่ยน เป็นบูทีคโฮเทลที่มีจำนวนห้องเป็นชื่ออัญมณีทั้ง 4 คือมรกต พลอย ทับทิม ชมพูนุท
รายละเอียด การออกแบบตกแต่งในทุกดีเทล ล้วนสะท้อนถึงความเคารพในประวัติศาสตร์ ในเรื่องราว ใน Story ของบ้านและชุมชนโดยรอบ
"ผู้จัดการออนไลน์" สัมภาษณ์พิเศษ "รดามณี รอดเกิด" เจ้าของบ้านมณี BKK บูทีคโฮเทลและคาเฟ่ริมน้ำ ที่ทุกรายละเอียดเปี่ยมด้วยเรื่องราวและฝีมือเชิงช่างอันแสนพิถีพิถัน
ที่นี่ บ้านมณี BKK (BAAN MANEE BKK)
เจ้าบ้านต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงสดใส
"สวัสดีค่ะรดานะคะ เป็นเจ้าของบ้านมณี BKK ค่ะบ้านมณีเป็นทั้งคาเฟ่และบูทีคโฮเทล ด้วยค่ะ
ในส่วนของโรงแรมเราจะมีทั้งหมด 4 ห้องค่ะมีห้องมรกต พลอย ชมพูนุช และทับทิม
เป็นห้องพักริมแม่น้ำเจ้าพระยาค่ะ ที่นี่เป็นบ้านที่รดาโตมาตั้งแต่เด็ก อยู่กันมาหลาย Generation ตั้งแต่ต้นตระกูลเลย ที่ดินผืนนี้ได้รับพระราชทานมาจากรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่สมัยรศ. 125 ค่ะทุก Gen ก็จะอยู่อาศัยกันมาเรื่อยๆในบ้านหลังนี้"
รดาเล่าว่าช่วงที่คุณตาคุณยายอาศัยอยู่ที่นี่ก็มีการเปิดคลินิกเล็กๆขึ้นด้วย เนื่องจากคุณตาเป็นหมอ ตั้งชื่อคลินิกว่าอุดมแพทย์และก่อนหน้านั้นก็เป็นโรงต่อไม้หรือว่าโรงต่อเรืออยู่ที่ข้างๆบ้าน หลังจากนั้นก็ไม่มีใครอาศัยอยู่เป็นระยะเวลานาน รดารู้สึกว่าเสียดายบรรยากาศ เสียดายความสวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยาจึงคิดจะ renovate เป็นคาเฟ่และเป็นโรงแรม
เฟรมผ้าใบแห่งสายน้ำ
สำหรับจุดเด่นของบ้านมณี รดาเล่าว่าคือบริเวณหน้าต่างที่จะเปิดกว้างสู่แม่น้ำเจ้าพระยา "หน้าต่างที่นี่ ออกแบบให้เหมือนเป็นเหมือนเฟรมผ้าใบ เฟรมภาพวาด ที่มองออกไปก็จะเห็นแม่น้ำเจ้าพระยา มองเห็นภาพกว้างเลยค่ะ สวยงามและสงบร่มรื่นมากค่ะ บ้านมณีเราเป็นบ้านไม้อายุ 100 กว่าปีเราออกแบบให้ดู welcome ลูกค้าที่จะเข้ามา"
อดถามไม่ได้ว่า จากที่คุณเล่ามาเราสามารถกล่าวได้ไหมว่าเรื่องราวหรือ story คือจุดแข็งของบ้านมณี
รดาตอบว่า "ใช่เลยค่ะ ต้องขอบคุณบรรพบุรุษที่มอบเรื่องราวให้กับบ้านหลังนี้และที่ให้ชื่อบ้านเรามา หลายๆ คนก็มักจะถามว่าทำไมที่นี่ถึงชื่อว่าบ้านมณี ก็ต้องเล่าย้อนกลับไปว่าเมื่อตั้งใจทำเป็นธุรกิจเราก็คิดว่าบ้านริมน้ำที่ไหนก็มีได้เราก็เลยมานั่งนึกย้อนถึงประวัติความเป็นมาว่าเราจะตั้งชื่อบ้านหลังนี้ว่าอะไรดีและมีความหมายต่อทุกคนในครอบครัว ก็มานั่งนึกย้อนว่าคุณยายทวดเราที่เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ ชื่อคุณยายทวดมรกตเป็นแม่ของคุณยาย แล้วคุณยายทวดมรกตก็มีพี่น้องชื่อพลอยกับทับทิมแล้วคุณยายของเราก็ชื่อชมพูนุช ก็เป็นชื่ออัญมณีเหมือนกัน แล้วคุณยายก็ตั้งชื่อรดาว่ารดามณีซึ่งความหมายคือเป็นอัญมณีสีแดงใต้ท้องทะเลลึกจะโดยตั้งใจหรือไม่เราไม่รู้ แต่ชื่อทุกคนเป็นชื่ออัญมณีหมดเลยเราก็เลยเรียกบ้านหลังนี้ว่าบ้านมณีเป็นบ้านของอัญมณีค่ะ"
แล้วยังมีสตอรี่ของคุณตาที่ทุกวันนี้คนในชุมชนบางท่านอายุ 70 แล้วที่เคยเป็นคนไข้ของคุณตาก็ยังเข้ามาแวะเวียนถามไถ่ถึงคุณตา บ้านหลังนี้เป็นเรื่องราวของความผูกพันของผู้คนทั้งหมดเลยทั้งชุมชนด้วย
ของตกแต่งทุกชิ้นในห้อง ภาพตกแต่ง รดาเลือกเองกับมือปลอกหมอนผ้าปูโต๊ะเราทำเองกับมือหมดเลยใส่ใจในรายละเอียดดีเทลทุกอย่างและใช้ของไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
วิวแม่น้ำทั้ง 4 ห้อง
ถามว่าทำไมจึงมีห้องพักเพียงแค่ 4 ห้อง
รดาตอบว่าเดิมทีตอนที่ยังเป็นบ้านพักอาศัยมีหลายห้องมาก ซอยย่อยเป็นหลายห้องแต่เมื่อเราจะทำเป็นบูทีคโฮเทล
เราอยากให้ทุกห้องเห็นแม่น้ำซึ่งถ้าหากทำห้องเยอะเกินไปบางห้องก็อาจจะไม่เห็นแม่น้ำซึ่งแม่น้ำเป็นจุดขายของเรา เราก็ออกแบบดูแล้วคิดว่าโอเค 4 ห้องนี่แหละคือจำนวนห้องที่ทุกห้องเห็นแม่น้ำและเป็นจำนวนห้องที่เราดูแลไหวเพราะว่าเราทำกันเอง
ขอให้เล่าให้ฟังถึงห้องอัญมณีทั้ง 4 บ้าง
รดาเล่าว่าเมื่อเราได้ธีมมาแล้ว เราได้ชื่อห้องมาแล้ว เราก็ไม่อยากให้เป็นแค่ 4 ห้องธรรมดา แต่เราอยากให้เกียรติคุณยายทวดและคุณยายเรามาตั้งเป็นชื่อห้องแล้วแต่ละห้องก็จะเป็นไปตามธีมสีของห้องนั้นๆ เช่นห้องมรกตก็จะเป็นห้องสีเขียว มีชั้นลอยและมีระเบียงมองเห็นวิวแม่น้ำ “ห้องนี้พิเศษเพราะเมื่อก่อนจะเป็นห้องนอนของคุณตาคุณยายแล้วก็เคยมีชั้นลอยจริงๆ เป็นห้องพระอยู่ชั้นบนจึงอยากจะเก็บดีเทลตรงนี้ไว้ ความพิเศษของห้องนี้มีกระจกบานใหญ่มากไม่มีระเบียงแต่มีกระจกบานใหญ่ที่สามารถไปนอนเล่นตรงนั้นนอนมองวิวแม่น้ำได้ทั้งวันโดยที่ไม่ต้องออกไปรับลมร้อนเลยค่ะะเรารู้สึกชอบแล้วก็กลายเป็นห้องที่ขายดีมากลูกค้าแย่งกันจองเลยค่ะ”
ส่วนห้องทับทิมจะเป็นห้องสีแดงเป็นอีกห้องที่เป็นห้อง family สำหรับ 4 ท่านค่ะห้องน้ำก็จะเห็นวิวด้วยค่ะแล้วก็จะมีระเบียงส่วนตัวที่เห็นวิวด้วยค่ะเราสามารถเดินออกมานั่งชิวๆ บนระเบียงได้เลยค่ะลูกค้าส่วนใหญ่ที่นอนห้องนี้ที่พักห้องนี้ก็มักจะใช้ระเบียงนี้เป็นที่ทานข้าวทานอาหารเช้าเราก็จะเสริฟอาหารเช้าตรงนี้เลย
"สำหรับห้องพลอยนะคะตั้งตามชื่อคุณย่าทวดค่ะ มองเห็นวิวแม่น้ำด้วย ชื่อพลอยนะคะก็จะเป็นธีมสีน้ำเงินสีฟ้าค่ะเข้ามาดูด้านใน จะเห็นวิวระเบียงมองเห็นแม่น้ำ มีโต๊ะทานอาหาร ห้องนี้แขกที่มาพักก็จะชอบทาอาหารเช้าที่โต๊ะนี้ค่ะ"
"ห้องชมพูนุทนี้ตั้งชื่อตามคุณยายค่ะคุณยายชื่อชมพูนุชความหมายคือเป็นทองคำขาวสีของห้องนี้ก็จะเป็นสีออกขาวเหลืองทองค่ะห้องนี้ถ้ามองออกไปตอนกลางคืนจะมองเห็นสะพานระราม 8 ด้วยค่ะ
สะพานจะเปิดไฟเป็นสีทองเหมือนกันก็จะเข้ากับบรรยากาศห้องค่ะห้องนี้ก็จะมีความพิเศษคือมีระเบียงที่เปิดออกไปนั่งชิวๆ ได้ห้องนี้ถ้าเรามองออกไปก็จะเห็นวิวแม่น้ำและมีเปลญวนด้วยค่ะสามารถนอนรับลมได้เลยค่ะเป็นอีกห้องที่ขายดีมากๆค่ะ เป็นห้องสำหรับ 2 คนค่ะ"
งานตกแต่งอื่นๆ
รดาเล่าว่าช่วงที่เริ่ม renovate บ้านเป็นช่วงก่อนโควิดนิดหน่อย โดยรวมใช้เวลารีโนเวทประมาณ 4 ปีโดยตั้งใจรีโนเวทให้เป็นบ้านเดิมมากที่สุดแล้วก็เพิ่มความทันสมัยเพิ่มความโมเดิร์นเข้าไป
“เมื่อเรารีโนเวทเสร็จก็เป็นช่วงประมาณปี 2024 ก็เริ่มเปิดอย่างเป็นทางการโดยเราเปิดเป็นคาเฟ่ก่อนแล้วก็เปิดส่วนของบูทีคโฮเทลตามมาทีหลัง”
"รดาแนะนำห้องและดีเทลงานตกแต่งอื่นๆ ที่น่าสนใจด้วยว่า
ในส่วนของห้องนี้นะคะเป็นห้องของ Grand Pa’s room ค่ะเป็นห้องที่เคยเป็นคลินิกของคุณตาชื่ออุดมแพทย์ในสมัยก่อนค่ะซึ่งปัจจุบันรดาก็ได้เปลี่ยนห้องนี้มาเป็นห้องนั่งเล่น ห้องอ่านหนังสือ ห้องบอร์ดเกมเราก็จะมีบอร์ดเกมมีหนังสือ มีกีตาร์ให้ลูกค้าที่มาคาเฟ่หรือมาเข้าพักที่โรงแรมได้เข้ามาใช้ได้ เดินมาเหนื่อยๆร้อนๆก็มาตากแอร์ในห้องแอร์ได้ค่ะ"
ยังมีไฮไลต์ คือจุดชมวิวที่ระเบียงชั้น 2 ด้วย
"ตอนนี้เราอยู่ที่บริเวณชั้น 2 ของบ้านค่ะเป็นระเบียงค่ะตรงจุดนี้ไม่ว่าแขกของคาเฟ่หรือแขกของโรงแรมก็สามารถมาใช้บริการได้ วิวที่ดีที่สุดคือเป็นช่วงเย็นๆประมาณ 5 โมงเย็นจะมีวิวแม่น้ำเป็นแบบพาโนรามาเลยลมดีมากสามารถขึ้นมารับลมได้เลย
อีกจุดไฮไลท์นึงของบ้านคือบ้านเราจะมี 2 จั่วมีส่วนเล็กตรงกลางซึ่งเราก็ยังคงส่วนเล็กตรงกลางไว้คือบริเวณนี้เราจะเห็นหลังคา 2 ฝั่งบริเวณนี้เป็นม่านน้ำตกเวลาฝนตก"
"ตรงนี้คือลูกตั้งค่ะเป็นลูกตั้งของราวบันไดแล้วก็ระเบียงเรามีเยอะมากมีเป็นร้อยอันเราก็เสียดายจะเอาไปทำอะไร เราก็ปรึกษากับช่างซึ่งช่างเขาเป็นคนที่ชอบงานไม้มากเขาก็บอกว่าเอามาตั้งส่วนนี้ดีไหมเขาก็ออกแบบให้ลูกตั้งเป็นเหมือนฉากตั้งที่หมุนได้ตรงนี้ก็จะเป็นที่ที่ลูกค้าเด็กๆ ชอบมาหมุนเล่นค่ะ"
"ส่วนตรงนี้เป็นบานเฟี้ยมเก่าของที่บ้านค่ะ ที่บ้านจะใช้บานเฟี้ยมแทนผนังแล้วเมื่อก่อนเป็นเฟี้ยมสีเขียวเพราะเขานิยมสีเขียวกันแต่มันก็ผุพังไปตามกาลเวลาแล้วเราก็เลยนำออกมาขัดสีใหม่ซ่อมใหม่แล้วก็นำมาเป็นส่วนตกแต่งผนังค่ะ"
“หลายคนที่มาที่คาเฟ่ก็จะเห็นป้ายอุดมแพทย์อยู่ด้านบนนะคะแล้วก็จะสงสัยกันว่าคืออะไร จริงๆแล้วก็คือคลินิกอุดมแพทย์เป็นคลินิกของคุณตาคุณตารดาเคยเป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชแล้วก็พบรักกับคุณยายที่เป็นพยาบาลอยู่ที่ศิริราชเหมือนกัน พอคุณตาคุณยายเกษียณจากศิริราชแล้วก็มาเปิดคลินิกอยู่ที่บ้านแห่งนี้ ชาวบ้านก็จะมาหาคุณตาตลอดมาฉีดยาฉีดวัคซีนก็มาหาคุณตา แม้ทุกวันนี้รดาจะทำตรงนี้เป็นคาเฟ่แล้วก็ยังมีคนคอยมาทักทายถามถึงคุณตา มาเยี่ยมและบอกว่าเขาเคยมารักษากับคุณตาที่นี่นะคุณตาสบายดีไหมยังจำได้ยังฝากความคิดถึงไปถึงคุณตาค่ะ”
น้องกะปิ ขวัญใจลูกค้าต่างชาติ
ถามถึงเสียงตอบรับบ้างว่าลูกค้าเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติเป็นหลัก
รดาตอบว่ากลุ่มลูกค้าที่เข้าพักส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ 80% เป็นคนไทย 20% ส่วนใหญ่เป็นยุโรปและญี่ปุ่น “ญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะและเป็นไต้หวันและฮ่องกงเคยถามลูกค้าญี่ปุ่นเหมือนกันว่าทำไมถึงชอบที่นี่เขาตอบว่าเขาชอบบ้านไทยและชอบแบบญี่ปุ่นคลีนๆ และเขาชอบคาเฟ่ที่เป็น Pet friendly เพราะเขาอยากมาเล่นกับน้องกะปิ (หมายเหตุ คือสุนัขพันธุ์ปอมฯของรดา)เคยมีลูกค้าที่มาคาเฟ่แล้วมาเจอน้องกะปิก็จองที่พักนอนเลยเพื่อจะเล่นกับน้องกะปิโดยเฉพาะแบบนี้ก็มีเยอะเหมือนกัน” รดาบอกเล่าอย่างอารมณ์ดี
"คาเฟ่ที่นี่เป็น Pet friendly แต่ห้องพักยังไม่เป็นนะคะที่นี่ลูกค้าจะผ่านสิงสาราสัตว์มามากมายมาที่คาเฟ่หมา แมว กระต่าย นก ไก่ อีกัวน่า มาเล่นโซน cafe น้องหมาน้องแมวมาก็ปล่อยเดินไปวิ่งได้ในโซนคาเฟ่เลย"
ขอถามถึงลูกค้าชาวตะวันตกบ้างเพราะอะไรเขาถึงชอบที่นี่
รดาตอบว่าเขาน่าจะชอบความ authentic ของที่บ้านรวมทั้งทางเดินเข้าชุมชนด้วยและที่นี่จะมีห้อง family อยู่ 2 ห้องคือเข้าพักได้ 4 คนซึ่งลูกค้าบอกว่าบางทีอยากอยู่เป็นครอบครัวแต่ว่าที่พักอื่นเขาต้องแยกกันนอนเขาก็เลยชอบที่นี่ที่ได้อยู่ร่วมกัน 4 คนเลยได้พักร่วมกับลูกด้วยเขาก็เลยชอบแล้วก็มักจะมาเป็นระยะเวลานานเช่น 3 คืนบ้าง 5 คืนบ้าง
เชื่อมโยงกับชุมชน
อดถามไม่ได้ว่าเมื่อคุณตัดสินใจที่จะทำบูทีคโฮเทล ต้องทำความเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ของชุมชนในย่านนี้หรือไม่
รดาตอบว่าด้วยความที่เราอยู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่เด็ก คุณพ่อคุณแม่คุณตาคุณยายก็อยู่ที่นี่มาตั้งแต่ตั้งแต่แรกเราก็จะเห็นความเป็นชุมชนมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงเช่นคนในชุมชนรุ่นเก่าหลายคนก็ย้ายออกไปแล้วก็เป็นคนรุ่นใหม่ๆเข้ามา ตอนที่เราจะทำ Boutique hotel เราก็ Survey ก่อนว่าเป็นยังไงเราก็พบว่าคนในชุมชนน่ารักแม้จะเป็นคนใหม่ที่เข้ามาแต่เขาก็อยู่มานานถึง 30-40 ปีแล้ว
ก่อนที่เราจะทำเมนูต่างๆเราก็จะ Survey ว่าในชุมชนมีของน่าทานอะไรเราก็นำมา adap กับเมนูของเราเช่นเมนูข้าวเม่าทอดเป็นของดีในชุมชน เป็นของในชุมชนทำเราก็ซื้อมาทุกวันแล้วนำมาทำให้แขกของคาเฟ่ทาน นอกจากนั้นก็มีไส้อั่วที่เป็นของคุณลุงคุณป้าในชุมชนปกติจะทำตาม Order เท่านั้นแต่เราก็อยากให้คุณลุงคุณป้ามีรายได้ด้วยก็เลยสั่งมา อีกอย่างนึงเป็นข้าวแต๋นก็เป็นของคุณป้าในชุมชนเหมือนกันแล้วก็พยายามกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนให้มากที่สุด
สำหรับเมนูเครื่องดื่มที่เป็น Signature รดาเล่าว่ามีเมนูเครื่องดื่มชมพูนุชเป็นสีออกกาแฟ เป็นคอฟฟี่คาราเมล ส่วนมรกตจะเป็นสมูทตี้ปั่นมีสีเขียวจากแอปเปิ้ลเขียว มะนาวและมินต์ คล้ายๆโมฮิโต ส่วนพลอยจะเป็นน้ำมะพร้าวเผาปั่นกับอัญชันด้านบนเป็นครีมกะทิ ส่วนทับทิม มีสีแดงเบสจะเป็นชา berry
แล้วก็มีทับทิมสดเลมอนสดเช็ครวมกันก็ รสชาติจะออกเปรี้ยวๆหวานๆ
เมนูอาหารมีสปาเก็ตตี้ไส้อั่ว สปาเก็ตตี้กุ้ง เพิ่มเมนูกระเพราซึ่งแต่ละเมนูมาจากการที่ลูกค้า request
ส่วนลูกค้าท่านใดสนใจการท่องเที่ยวในเชิงประวัติศาสตร์ ย่านนี้ก็มีวัดเก่าแก่ที่เชื่อมโยงกันอยู่ถึง 5 วัด อาทิ มีวัดดาวดึงษาราม วัดบางยี่ขัน วัดพระยาศิริไอยศวรรย์ ซึ่งเป็นวัดโบราณที่คนไม่ค่อยรู้จัก
ถามว่าสิ่งที่แขกได้รับจากการมาพักที่บ้านมณีคืออะไร
รดาตอบว่าสิ่งที่จะได้รับคือที่นี่เราไม่เหมือนโรงแรมอื่นไม่เหมือนโรงแรมเชนทั่วไป สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับคือความ Exclusive พนักงานทุกคนจะเข้าดูแลแขกอย่างดีทำให้เขารู้สึกเหมือนได้มาบ้านเพื่อน รู้สึกเหมือนกลับมาบ้านตัวเองแล้วอยากให้เขารู้สึกอบอุ่น
รู้สึกเหมือนได้กลับมาบ้านคุณยายที่ต่างจังหวัดทั้งการตกแต่งและการบริการเราจะเทรนพนักงานทุกคนว่าให้ต้อนรับแขกเหมือนเป็นลูกค้าโรงแรม ดูแลให้เหมือนคนในครอบครัวซึ่งคะแนนที่เราได้รับสูงสุดเป็นคะแนน service ได้เต็มทุกคน
ด้วยความที่เราห้องน้อยด้วยเราก็ดูแลแขกได้อย่างทั่วถึงต้องการอะไรได้หมดเลยบอกเราได้หมดเลย
ถามว่านับแต่แรกเริ่มจนกระทั่งวันนี้บ้านมณีถือว่าประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง
"ตอนนี้คิดว่าเกินคาดแล้วเหมือนกัน ลูกค้าที่เข้ามาพักเกินกว่าที่เราคิดไว้มากแต่ก็ยังอยากให้มีลูกค้าเต็มทุกวันเลยแล้วก็อยากให้ลูกค้าคาเฟ่เข้ามาเยอะกว่านี้เรื่อยๆ เข้ามาพักเข้ามาเที่ยวชมบรรยากาศกันได้เรื่อยๆ ค่ะ"
เรือหลากชนิดที่ล่องตามลำน้ำ ส่งให้บรรยากาศเปี่ยมชีวิตชีวา กอปรกับการออกแบบตกแต่งที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ยิ่งขับเน้นให้บ้านไม้อายุ 100 กว่าปีแห่งนี้ ฟื้นคืนชีวิตและหลอมรวมกาลเวลาเข้ากับยุคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
.......
Text By : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล
Photo By :รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล, รดามณี รอดเกิด, FB : BAAN MANEE BKK


