ตำนานบทใหม่ของไทยในเวทีการเงินโลก เปิดฉากขึ้นแล้ว
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ถือเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพของไทยในรอบ 35 ปี โดยวาระการประชุมถูกร้อยเรียงผ่าน 3 มิติหลัก ตั้งแต่กรอบวิสัยทัศน์ระดับสากล นวัตกรรมเชิงนโยบายของไทยซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพ ตลอดจนเสียงสะท้อนจากภาคประชาสังคม โดยแต่ละมิติมีสาระสำคัญ ดังนี้
มิติที่หนึ่ง วาระระดับโลก: การตั้งรับวิกฤตซ้อนวิกฤตบน 4 เสาหลัก
ประเด็นสำคัญบนเวทีหลัก พุ่งเป้าไปยังเรื่องเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะ เงินเฟ้อ และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การประชุมครั้งนี้จึงปักหมุดกรอบการหารือผ่าน 4 เสาหลัก เพื่อวางเข็มทิศใหม่ให้ระบบการเงินของโลก ประกอบด้วย
•การเงินเพื่อภูมิอากาศ : การเร่งระดมทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการรับมือภัยธรรมชาติ
•นวัตกรรมทางการเงินและดิจิทัล: การประยุกต์ใช้ AI และระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนอย่างปลอดภัย
•การปลดล็อกทุนเอกชน: การดึงเงินทุนภาคเอกชนเข้ามาร่วมสร้างงานและโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนา
•โครงสร้างประชากร: การวางกลไกการเงินรับมือกับสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน
มิติที่สอง นวัตกรรมเชิงนโยบายของไทย: การเสนอพิมพ์เขียว "Bangkok Blueprint"
ในฐานะเจ้าภาพ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ยกระดับภัยคุกคามใกล้ตัวอย่าง สแกมเมอร์, อาชญากรรมทางการเงินดิจิทัล และเครือข่ายทุนเทา จากปัญหาระดับภูมิภาคให้กลายเป็นวาระความมั่นคงทางการเงินระดับโลก ผ่านการนำเสนอ "Bangkok Blueprint" ซึ่งถูกวางให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของการประชุม
พิมพ์เขียวฉบับนี้ รวบรวมหลักการทำงานร่วมกัน 12 ประเด็น เพื่อให้ประเทศสมาชิกร่วมกันสกัดกั้นภัยการเงินดิจิทัลอย่างเป็นระบบ มุ่งเน้นการปรับปรุงกฎหมายสกัดสายทางการเงินของกลุ่มทุนเทา การใช้ AI ตรวจจับเส้นทางการเงินข้ามพรมแดนแบบ Real-time และการสร้างระบบอายัด-เยียวยาผู้เสียหายที่รวดเร็ว เพื่อปิดช่องโหว่ทางไซเบอร์ที่กลุ่มอาชญากรข้ามชาติใช้โจมตีประชาชน
มิติที่สาม ภาคประชาสังคม: การเรียกร้องความเป็นธรรมและพื้นที่ทางสังคม
บทบาทของภาคประชาสังคมเคลื่อนไหวขนานกันไปทั้งในและนอกศูนย์การประชุม
สำหรับในเวทีทางการ เป็นการเผชิญหน้าระหว่างผู้นำองค์กรการเงินโลกอย่างประธานธนาคารโลกและกรรมการผู้จัดการ IMF กับตัวแทนภาคประชาชน เพื่อถกเถียงในประเด็นการบริหารหนี้สาธารณะอย่างโปร่งใส การทบทวนมาตรฐานการปล่อยกู้โครงการพลังงานไม่ให้กระทบสิทธิชุมชน ตลอดจนการคุมเข้มความโปร่งใสของเจ้าของผลประโยชน์แท้จริงเพื่อปราบปรามการทุจริต
ส่วนในเวทีคู่ขนานของภาคประชาชน เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาชนทั้งไทยและสากล ได้ตั้งคำถามต่อมาตรการรัดเข็มขัด และเงื่อนไขการปรับโครงสร้างทางการเงินของ IMF/World Bank ที่มักซ้ำเติมผู้มีรายได้น้อย พร้อมส่งเสียงเรียกร้องให้ปกป้องพื้นที่ประชาธิปไตย คุ้มครองสิทธิในการชุมนุม และเร่งแก้ปัญหาการสูญเสียที่ดินทำกินของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม.


