xs
xsm
sm
md
lg

ศึกสายเลือด “เตชะไพบูลย์” ยังไม่จบ! น้องชายคนกลางเขียนจดหมายเปิดผนึก หลังเอาแม่ไปดูแล แต่ไม่แจ้งข่าวใด ๆ 2 เดือนแล้ว สงสัย “ซูเปอร์คอนเนคชัน” เอื้อใช้อำนาจรัฐในทางมิชอบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จากกรณีที่ความขัดแย้งสายเลือดตระกูลดัง "เตชะไพบูลย์" สายนายอุธรณ์ และ นางโนรี เตชะไพบูลย์ ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลราคาประเมินรวมกันกว่า 1 หมื่นล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงานรีเจ้นท์ เฮ้าส์ ถนนราชดำริ, กลุ่มธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ในเครือรีเจ้นท์ เช่น โรงแรมรีเจ้นท์ชะอำ, ที่ดินแปลงหนองงูเห่าผืนใหญ่ มูลค่าประเมินปัจจุบันราว 3,000 ล้านบาท และที่ดินในพื้นที่บางปะกง และจังหวัดเชียงราย โดยตกเป็นข่าวโด่งดังในหน้าสื่อมวลชน และโลกโซเชียลในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569

เมื่อ วิลาศ หรือ "บิลลี่" เตชะไพบูลย์ ลูกชายคนกลาง ออกมาร้องกับสื่อถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดการทรัพย์สินกงสี การทำพินัยกรรม และความปลอดภัยของนางโนรี มารดาวัย 93 ปีที่กำลังเผชิญภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง


จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในชั้นศาลเกิดขึ้นหลังจากที่ อุธรณ์ ผู้พ่อถึงแก่กรรม โดยเดิมทีในปี 2561 ได้มีการจัดทำพินัยกรรมระบุแบ่งทรัพย์สินให้บุตรทั้ง 3 คน ได้แก่ ปิยะมาน เตชะไพบูลย์พี่สาวคนโต, วิลาศ เตชะไพบูลย์ บุตรชายคนกลาง และ วิลิต เตชะไพบูลย์ น้องชายคนเล็ก แต่ต่อมากลับปรากฏพินัยกรรมอีกฉบับลงวันที่ 11 มีนาคม 2563 ซึ่งมีเนื้อหาตัดสิทธิ์วิลาศ และระบุยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ ปิยะมาน และ วิลิต เพียง 2 คน พินัยกรรมฉบับหลังนี้อ้างว่าจัดทำขึ้น ณ ห้องพิจารณาคดีของศาลในระหว่างกระบวนการไต่สวนคำร้องขอเป็นผู้อนุบาลคุณโนรีผู้เป็นแม่

อีกประเด็นที่ "วิลาศ" ลูกชายคนกลาง อยู่เฉยไม่ได้คือ การรักษาพยาบาลคุณแม่วัย 93 ปี ที่มีทั้งการจ่ายยาสายจิตเวชควบยาระงับประสาทหลายขนาน จนหวั่นใจว่าแม่จะเจอภาวะ "สมองเสื่อมเทียมจากยา" แถมกระทบไตจนเสี่ยงน้ำท่วมปอดซ้ำรอยพ่อผู้ล่วงลับที่เคยเผชิญชะตากรรมเตียงโรงพยาบาลจนวาระสุดท้าย งานนี้ วิลาศ ลูกชายคนกลางเลยสวมบทบอดี้การ์ด ผลักดันฟอกไตสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จนความจำแม่ฟื้นตัวดีขึ้นมาได้


ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้น เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ ปิยะมาน และ วิลิต เป็นผู้อนุบาลแม่ร่วมกัน ฝ่ายวิลาศต้องสู้ยิบตาส่งเรื่องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ทว่าในวันที่ 7 สิงหาคม ฝ่ายพี่สาว-น้องชายยกทีมพร้อมตำรวจบุกโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ ตอนที่แม่กำลังฟอกไตอยู่ เพื่อขอเปลี่ยนตัวผู้ดูแล โดยตกดึกก็มีรถส่วนบุคคลมารับตัวแม่ออกจากโรงพยาบาลไปอย่างไร้ร่องรอย ติดต่อไม่ได้จนถึงทุกวันนี้

ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2569 หลังจากไม่ได้พบแม่มานานกว่า 2 เดือน นายวิลาศ บุตรชายคนกลางจึงได้เขียนจดหมายเปิดผนึกความว่า




วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2569


เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วที่ คุณแม่โนรี ในวัย 93 ปีของผม ได้ถูกพาตัวไปจาก รพ.รวมใจรักษ์ ในขณะที่กำลังฟอกไตและจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่า ท่านอยู่ที่ไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร


เรื่องราวทั้งหมด เริ่มต้นขึ้นเมื่อ วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เมื่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำพิพากษา ให้คุณปิยะมาน พี่สาว กับคุณวิลิต น้องชายของผมเป็นผู้อนุบาลแม่ และตัดสิทธิ์ผมออกจากการเป็นผู้อนุบาล


ในวันเดียวกัน คุณปิยะมาน และคุณวิลิต ก็ได้จัดการประชุมผู้อนุบาลแม่ และส่งจดหมายถึงผมโดยอ้างถึงคำพิพากษาดังกล่าว แจ้งให้ผมส่งตัวแม่ ภายในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ก่อนเวลา 12.00น. ซึ่งผมก็ได้ทำจดหมายตอบกลับไปว่า ผมจะไม่ส่งตัวแม่ เพราะคดียังไม่ถึงที่สิ้นสุดและอยู่ในขั้นตอนการยื่นอุทธรณ์


ในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ทนายของคุณปิยะมานและคุณวิลิต ได้นำคำพิพากษาที่ศาลอ่านเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ไปอ้างกับ รพ.รวมใจรักษ์ ให้เปลี่ยนตัวเจ้าของไข้จากผมไปเป็นคุณปิยะมานกับคุณวิลิต และนอกจากทีมทนายยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบกว่าสิบนายจาก สน.พระโขนง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหน่วยงานราชการ สารวัตรทหารจากกองทัพอากาศร่วมอยู่ในเหตุการณ์อีกด้วย


ทางผู้บริหาร รพ.รวมใจรักษ์ ได้เปลี่ยนตัวเจ้าของไข้ โดยไม่ฟังคำคัดค้านของผมและทนาย ว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ไม่สามารถใช้บังคับได้เพราะคดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด


ต่อมาเมื่อเวลา 16.00 น. เมื่อแม่ฟอกไตเสร็จก็ถูกย้ายขึ้นมาห้องพักคนไข้ พยาบาลของผมที่ดูแลแม่ในขณะนั้น ก็ถูกทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญออกจากพื้นที่ และในคืนนั้นเอง เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ก็ได้มีรถส่วนบุคคลมารับตัวแม่ ออกจากโรงพยาบาล โดยที่ผมไม่ทราบว่าแม่ ถูกพาไปที่ใด


ในวันรุ่งขึ้นผมจึงได้ทำหนังสือสอบถามและส่งไปยังคุณปิยะมานและคุณวิลิต เพื่อขอทราบที่อยู่ของแม่ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด จวบจนวันนี้ จากนั้นผมได้ส่ง หนังสือสอบถามเกี่ยวกับแม่ไปยังโรงพยาบาลที่แม่ เคยไปพักรักษาตัว คือ โรงพยาบาล BNH โรงพยาบาล เมดพาร์ค โรงพยาบาล บำรุงราษฎร์ โรงพยาบาล สมิติเวช และโรงพยาบาล ศิริราช ปิยมหาการุณ ทุกโรงพยาบาลปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลผม ทั้งที่ผมมีสิทธิ์ขอข้อมูล ในฐานะทายาทตามกฎหมาย ดังนั้น ผมจึงไม่ทราบว่า แม่ได้ไปรับการฟอกไตที่โรงพยาบาลไหนหรือไม่


ไม่เพียงเท่านี้ ผมและภรรยายังถูกศาลพิพากษาขับไล่ออกจากอาคารการ์เด้นวิว แมนชั่น ทำให้ผมไม่มีสถานที่ในการดูแลและรักษาอาการป่วยของแม่ ทั้งที่ผมและภรรยาเป็นเจ้าของร่วมในอาคารนี้


สิ่งที่เกิดขี้นทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกิดจากการกระทำของพี่สาวและน้องชายของผมโดยลำพัง อย่างแน่นอน หากแต่ได้รับการช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจในหลากหลายสาขา ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน เท่าที่ทราบ คุณปิยะมาน เป็นศิษย์เก่าของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) 51 ศิษย์เก่าของหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.)19 และยังเคยทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาสมทบที่ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบุรึ อีกด้วย


พอผมนึกถึงพี่สาวผมในเรื่องนี้ได้ ผมจึงไม่แปลกใจ ว่า


ทำไมศาลจึงพิพากษาตัดสิทธิผมออกจากการเป็นผู้อนุบาลแม่ ทั้งที่ผมก็เป็นลูกคนหนึ่ง
ทำไมทางโรงพยาบาลซึ่งดูแลแม่มาเป็นอย่างดี จู่ ๆ ก็อ้างเอกสารราชการที่ไม่มีผลบังคับใช้ มาปลดผมออกจากการเป็นเจ้าของไข้
ทำไมทุกโรงพยาบาลถึงปฏิเสธคำขอของทายาทได้
ทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ถึงมาเป็นจำนวนมากและเชิญตัวพยาบาลที่ผมจัดไว้ดูแลแม่ให้ออกจากพื้นที่ได้
ทำไมเจ้าหน้าที่ ร.ป.ภ. ของราชการชุดเขียว มาทำอะไรที่โรงพยาบาลเอกชนในเวลาราชการ
ทำไมถึงมี ส.ห.กองทัพอากาศในชุดดำ มาสร้างความดุดันน่าเกรงขามในโรงพยาบาล
ทำไมจึงมีคำพิพากษาขับไล่ผม ภรรยาและแม่ ออกจากที่อยู่อาศัย ทั้งที่ผมและภรรยาเป็นเจ้าของร่วมในอาคารนั้น




ที่ประหลาดคือ แม้หน่วยงานหรือโครงการเหล่านี้จะประกอบกิจกรรมด้วยงบประมาณที่ได้รับจากภาษีอากรของประชาชน แต่กลับไม่เปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะได้ตรวจสอบแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่สามารถทราบได้ว่า พวกเขาได้ใช้อำนาจไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ หรือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของบรรดา สมาชิกและศิษย์เก่ากันแน่


ผมเชื่อว่าผม ภรรยาและแม่ ไม่ใช่ผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งเพียงรายเดียวเท่านั้น หากแต่ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ถูกรังแก ไม่ได้รับความยุติธรรมและต้องต่อสู้อยู่กับอำนาจมืดอยู่ตามลำพัง โดยไม่มีใครรับรู้


หากบรรดาสมาชิกหรือศิษย์เก่าของหน่วยงานหรือโครงการเหล่านี้ จะช่วยกันตรวจสอบตรวจตราสมาชิกและศิษย์เก่าของท่านมิให้นำเอาชื่อเสียงและอำนาจของกลุ่มไปใช้ในทางที่ไม่ชอบ ร่วมกันปฏิรูปองค์กรให้มีความโปร่งใส สังคมจะได้ยอมรับให้พวกท่านเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนสังคมไทย ไปสู่อนาคตที่สดใส ร่วมกัน


เหนือสิ่งอื่นใด ขอคุณพระศรีรัตนไตยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงปกป้องแม่ให้ปลอดภัย และหวังว่า อีกไม่นาน แม่จะได้กลับมาให้ลูกคนนี้ ได้ดูแลท่าน ดังเช่นเดิม