“หม่อมกร” ตั้งคำถามบทบาท “ชัชชาติ” ทำพื้นที่รับน้ำรวมเกือบ 2 ล้าน ลบ.ม.หายไป ชี้ข้ออ้างแก้มลิงที่ยกเลิกไม่ใช่โครงการพระราชดำริ ฟังไม่ขึ้น ย้ำบึงคู้บอน กทม.เคยเห็นชอบดำเนินการแล้ว ผ่านประชาพิจารณ์ตั้งแต่ปี 2560 ค่าเวนคืน 254 ล้าน แต่กลับอ้างว่า 1.1 หมื่นล้านไม่คุ้ม ถามเพราะเคยค้านแก้มลิงตอนเป็นผู้บริหารบริษัทอสังหาฯ หรือไม่จึงไม่คิดทำตอนเป็นผู้ว่าฯ ตั้งข้อสังเกต เปลี่ยนสีผังเมืองพื้นที่รับน้ำฝังตะวันออกมูลค่าที่ดินเพิ่ม 1 แสนล้าน เอื้อธุรกิจพัฒนาที่ดิน
วันนี้ (7 ต.ค.) ที่บ้านพระอาทิตย์ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวทวงคืนโครงการแก้มลิงและยกเลิกร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 4 โดยตั้งคำถามถึงบทบาทของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเคยเป็นผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ กรณีโครงการแก้มลิงบึงลำหม้อแตกและบึงคู้บอนถูกยกเลิกหรือไม่ดำเนินการต่อ
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า นายชัชชาติเคยระบุว่าสนับสนุนโครงการพระราชดำริมโดยตลอด จึงขอตั้งคำถามว่า ในช่วงที่นายชัชชาติเป็นผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เคยมีการคัดค้านโครงการบึงลำหม้อแตกหรือไม่ และบริษัทดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการคัดค้านจนโครงการหายไปหรือไม่ เนื่องจากเมื่อบึงลำหม้อแตกหายไป พื้นที่รับน้ำบริเวณใกล้ดอนเมืองก็หายไปหนึ่งแห่ง
จากนั้นยังมีกรณีบึงคู้บอนในพื้นที่เขตคลองสามวา ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของดอนเมือง โดย ม.ล.กรกสิวัฒน์ ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวหายไปในช่วงเวลาเดียวกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้ขัดแย้งกับเอกสารของ กทม. เอง เนื่องจาก กทม. เคยจัดทำคลิปประชาสัมพันธ์โครงการบึงลำหม้อแตก ขณะที่โครงการบึงคู้บอนก็เคยมีการจัดทำเอกสารประชาสัมพันธ์แจกประชาชน โดยระบุว่าการเวนคืนใช้เงินประมาณ 254 ล้านบาท
“254 ล้าน อ้าว สมมุติวันนี้ วันนี้กลายเป็นถมที่ดินไปละ ถมที่ดินไปหมดละ กลายเป็นจะสร้างหมู่บ้านจัดสรร ก็อ้างว่าไม่คุ้มค่า ไม่คุ้มค่าที่จะเวนคืน ถามจริงๆ พื้นที่เนี่ยเดิมเนี่ยในเอกสาร กทม. เขียนเป็นท้องนานะ เป็นบึงและเป็นท้องนา แล้วปล่อยให้มีการถมที่กันไป แล้วก็บอกว่าถ้าเวนคืนต้องใช้ 11,000 ล้าน ผมไม่เชื่อครับ” ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากราคาที่ดินเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า ก็จะอยู่ที่ราว 1,000 ล้านบาท ไม่ควรเพิ่มขึ้นเป็นหลายพันเปอร์เซ็นต์หรือหลักหมื่นเปอร์เซ็นต์ตามที่กล่าวอ้าง พร้อมตั้งคำถามว่า หรือ กทม.สมัยนายชัชชาติเป็นผู้ว่าฯ ไม่มีเจตจำนงที่จะทำแก้มลิงจริง
ด้านนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กล่าวเสริมว่า เอกสารของกรุงเทพมหานครระบุถึงโครงการจัดทำบึงรับน้ำบริเวณคลองคู้บอนว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากคลองคู้บอน ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ รวมทั้งรองรับน้ำฝนและน้ำหลาก ทั้งจากการพัฒนาและน้ำเหนือที่ไหลผ่านคันกั้นน้ำตามพระราชดำริ
นายปานเทพระบุว่า กทม. เคยเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวเมื่อปี 2560 โดยกำหนดพื้นที่โครงการเป็นที่ดินรกร้าง เป็นที่นาเดิม ไม่มีสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 130 ไร่เศษ อยู่ระหว่างถนนปัญญาอินทราและถนนคู้บอน และจากการรับฟังความคิดเห็นไม่พบประชาชนคัดค้าน ทำให้สำนักการระบายน้ำยืนยันรูปแบบโครงการ และเสนอขอบเขตโครงการให้สำนักการโยธา กทม. ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวต่อว่า เมื่อเอกสารของ กทม. ระบุว่าไม่มีประชาชนคัดค้าน แต่ภายหลังมีการให้เหตุผลว่าการเวนคืนมีค่าใช้จ่ายสูง จึงตั้งข้อสงสัยถึงความเหมาะสม พร้อมระบุว่า ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวมีการถมที่ดินและพัฒนาเป็นพื้นที่สำหรับหมู่บ้านจัดสรรแล้ว จึงตั้งคำถามว่าเป็นการปล่อยปละละเลยให้มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ก่อนจะระบุภายหลังว่าไม่คุ้มค่าที่จะเวนคืนหรือไม่
ม.ล.กรกสิวัฒน์ ยังระบุว่า การหายไปของบึงรับน้ำทั้ง 2 แห่ง ทำให้พื้นที่กรุงเทพฯ เหนือขาดพื้นที่รองรับน้ำขนาดใหญ่รวมกันเกือบ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร และทำให้พื้นที่วิภาวดีกลายเป็นพื้นที่รับน้ำแทน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาน้ำท่วมอาจเกี่ยวข้องกับการขาดพื้นที่รับน้ำดังกล่าว
ส่วนกรณีที่นายชัชชาติให้สัมภาษณ์ว่า พื้นที่ซึ่งถูกยกเลิกไม่ใช่โครงการตามพระราชดำริ ม.ล.กรกสิวัฒน์ แสดงความไม่เห็นด้วย โดยระบุว่า การมีพระราชดำริหรือพระบรมราชโองการจะต้องมีหน่วยงานเป็นผู้รับสนองพระราชดำริและนำไปดำเนินการ ไม่ใช่พระมหากษัตริย์เป็นผู้กำหนดรายละเอียดพื้นที่ด้วยพระองค์เอง
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า หากใช้หลักการว่าต้องเป็นพื้นที่ที่พระมหากษัตริย์ทรงชี้โดยตรงจึงจะถือเป็นโครงการพระราชดำริ ก็อาจหมายความว่าโครงการแก้มลิงทั้งหมดไม่ใช่โครงการพระราชดำริ พร้อมระบุว่า เอกสารที่นายปานเทพนำมาอ้างเป็นเอกสารของสำนักการระบายน้ำและสำนักการโยธา กทม. จึงเห็นว่าการระบุว่าโครงการดังกล่าวไม่ใช่โครงการพระราชดำริเพื่อใช้เป็นเหตุผลในการยกเลิกนั้นไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ ม.ล.กรกสิวัฒน์ ยังตั้งคำถามต่อกรณีที่มีการเสนอให้พัฒนาบึงหนองบอนทดแทนพื้นที่รับน้ำที่หายไป โดยระบุว่าบึงหนองบอนอยู่ทางทิศใต้ของกรุงเทพฯ หากฝนตกในพื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ แต่ไม่มีบึงรับน้ำทางตอนเหนือ แล้วหวังให้พื้นที่ทางตอนใต้รองรับน้ำ อาจทำให้พื้นที่บริเวณวิภาวดีได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
“การไม่มีบึง ไม่มีแก้มลิงเนี่ย มันเหมือนไม่มีแก้วน้ำ แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวไปพัฒนาคลองส่งน้ำ ไปพัฒนาท่อส่งน้ำ อุโมงค์ส่งน้ำ ก็เหมือนมีหลอดให้ใหญ่ขึ้น แต่ไม่มีแก้ว งั้นเอาน้ำมาเทบนโต๊ะนี้ไหมครับ มันจะหกท่วมโต๊ะไหม” ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว พร้อมย้ำว่าระบบระบายน้ำและพื้นที่รับน้ำต้องทำงานควบคู่กัน และควรมีบึงรับน้ำหลายแห่ง
ม.ล.กรกสิวัฒน์ ยังตั้งคำถามถึงการไม่บรรจุพื้นที่แก้มลิงไว้ในผังเมือง โดยระบุว่า แม้จะมีการกล่าวว่าแก้มลิงไม่ได้อยู่ในผังเมืองมาตั้งแต่ต้น แต่พื้นที่ดังกล่าวมีอยู่ในแผนของกรุงเทพมหานคร จึงตั้งข้อสงสัยว่ามีเจตนาหรือไม่ที่จะไม่บรรจุไว้ในผังเมือง และตั้งคำถามว่า กทม. ให้ความสำคัญกับหมู่บ้านจัดสรรมากกว่าแก้มลิงหรือไม่
สำหรับประเด็นร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ม.ล.กรกสิวัฒน์ ระบุว่า มีการเปลี่ยนสีผังเมืองในหลายพื้นที่ที่เป็นทางน้ำหลากหรือฟลัดเวย์ โดยพื้นที่สีเขียวลายทะแยงขาวซึ่งเป็นพื้นที่ฟลัดเวย์หรือพื้นที่รับน้ำทางฝั่งตะวันตกหายไปเกือบทั้งหมด ขณะที่ฝั่งตะวันออกเหลือเพียงพื้นที่ลักษณะเป็นเส้น
ม.ล.กรกสิวัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนสีผังเมืองอาจส่งผลต่อมูลค่าที่ดิน โดยยกตัวอย่างว่าหากพื้นที่สีเขียวลายขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ราคาที่ดินอาจเพิ่มขึ้น และหากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รู้ล่วงหน้าก่อนการเปลี่ยนผังเมือง ก็อาจเข้าไปซื้อที่ดินในราคาที่ต่ำก่อนการเปลี่ยนแปลง
พร้อมยกตัวอย่างว่า หากพื้นที่สีเขียวลายขาวที่หายไปมีประมาณ 1 แสนไร่ และราคาที่ดินเพิ่มขึ้นไร่ละ 1 ล้านบาท จะคิดเป็นมูลค่าเพิ่มประมาณ 1 แสนล้านบาท ก่อนตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนสีผังเมืองดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนกรุงเทพฯ หรือเพื่อประโยชน์ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่กันแน่


