“กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน” นำโดย “สนธิ-ปานเทพ-หม่อมกร-ทนายนกเขา” แถลงทวงคืน “แก้มลิง-ฟลัดเวย์” จาก กทม. นัดรวมตัวลานคนเมือง 9 ต.ค. จี้ “ผู้ว่าฯ กทม.” ยกเลิกร่างผังเมืองรวมฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ชี้ทำโครงการอื่นแก้น้ำท่วมทดแทนแก้มลิงตามแนวพระราชดำริไม่ได้ ตามที่ “ชัชชาติ” อ้าง พร้อมเตรียมตรวจสอบการอนุญาตก่อสร้างในพื้นที่รับน้ำ แนะประชาชนรวบรวมหลักฐานความเสียหายเตรียมฟ้องเพื่อดำเนินคดี
วันนี้ (7 ต.ค.) เวลา 10.00 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ กลุ่มภาคประชาชนในนาม “กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน” นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายนิติธร ล้ำเหลือ และนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท. ร่วมแถลงข่าวเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครทบทวนการจัดทำผังเมืองและนำพื้นที่ “แก้มลิง” กับ “ฟลัดเวย์” กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการน้ำของ กทม.
นายปานเทพ กล่าวว่า วันที่ 9 ต.ค. เวลา 09.00 น. ภาคประชาชนจะรวมตัวกันที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงพลังเรียกร้องต่อผู้ว่าฯ กทม.ใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ให้ยกเลิกร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการเปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้อง และ 2.ให้นำโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ รวมถึงแนวทางฟลัดเวย์ กลับมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ
ปัจจุบัน กทม.ได้ปิดประกาศร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 เป็นเวลา 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. ถึง 9 พ.ย. 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียตรวจสอบรายละเอียดและยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2562
นายปานเทพ ระบุว่า การเรียกร้องดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้กรุงเทพมหานครสามารถรับมือกับฝนตกหนัก น้ำเหนือหลาก และภาวะน้ำทะเลหนุนได้ โดยมองว่าระบบปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับสถานการณ์ได้เพียงพอ พร้อมยกสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ที่ยังมีน้ำขังเป็นเวลานานมาเป็นข้อกังวล
นายปานเทพยังโต้แย้งแนวคิดที่มองว่า “แก้มลิง” สามารถทดแทนด้วยโครงสร้างอื่น เช่น อุโมงค์ระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ หรือการขยายคลอง โดยเห็นว่าเครื่องมือแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน
นายปานเทพอธิบายว่า แก้มลิงมีหน้าที่เป็นพื้นที่สำหรับกักเก็บน้ำชั่วคราวในช่วงที่ระบบระบายน้ำไม่สามารถรองรับน้ำได้ ก่อนจะทยอยระบายออกเมื่อระบบโดยรวมพ้นภาวะวิกฤต ขณะที่คลอง อุโมงค์ และเครื่องสูบน้ำมีหน้าที่เร่งการระบายน้ำ ดังนั้น ในมุมมองของกลุ่มฯ จึงไม่ควรนำมาใช้ทดแทนพื้นที่กักเก็บน้ำทั้งหมด
นายปานเทพยังนำข้อมูลจากแผนปฏิบัติราชการประจำปี 2565 ของ กทม.มาอ้างอิงว่า แนวคิดการจัดทำแก้มลิงคือการจัดหาพื้นที่ลุ่ม บึง สระ หรือแหล่งน้ำ ให้เชื่อมต่อกับระบบระบายน้ำสาธารณะ เพื่อพร่องน้ำในช่วงก่อนฤดูฝนและเตรียมพื้นที่รองรับน้ำส่วนเกิน ก่อนทยอยระบายเมื่อสถานการณ์ในคลองและท่อระบายน้ำคลี่คลาย แต่หลังจากนายชัชชาติมาเป้นผู้ว่าฯ กทม.แล้วไม่ได้ดำเนินการตามแผนดังกล่าว
นายปานเทพระบุว่า แนวทางดังกล่าวยังมีข้อดีในด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างระบบระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และค่าไฟฟ้า พร้อมตั้งคำถามต่อการอ้างว่าสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานประเภทอื่นมาทดแทนพื้นที่แก้มลิงได้ทั้งหมด
สำหรับประเด็นผังเมือง นายปานเทพกล่าวว่า ตามผังเมืองรวม กทม.ปี 2556 พื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งเดิมมีบทบาทเป็นพื้นที่รองรับและระบายน้ำจากเหนือลงใต้ ก่อนระบายออกสู่ทะเล ซึ่งนอกจากฝั่งตะวันออกแล้วยังมีที่ฝั่งตะวันตกและตอนใต้ของ กทม. โดยเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ
แต่ในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 พื้นที่ดังกล่าวทางฝั่งตะวันออกถูกปรับลดลงเมื่อเทียบกับผังเดิม เปิดให้ใช้ประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยมากขึ้น ส่วนพื้นที่รับน้ำฝั่งตะวันตกและใต้ก็หายไปจากร่างฯ
นายปานเทพกล่าวอีกว่า แม้ กทม.มีแผนที่จะทำโครงข่ายคลอง ขยายคลอง มีเครื่องสูบน้ำ เป็นข้ออ้างในการลดขนาดพื้นที่ฟลัดเวย์หรือพื้นที่เข้มขาว ให้เล็กลงได้ แต่โครงการดังกล่าวเป็นโครงการในอนาคตระดับชาติ ระดับภูมิภาค แล้วก็ระดับแม้แต่ในกรุงเทพมหานคร เป็นเรื่องโครงการในอนาคต ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีงบประมาณเท่าไหร่ ต้องก่อหนี้สินได้หรือไม่ และจะจำกัดเสร็จเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้
“แต่ผังเมืองรวมปี 2569 จะประกาศใช้ก่อน หากผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเสร็จปีหน้าประกาศเลย ชุมชนจะเปลี่ยนหมด สิ่งที่เป็นพื้นที่ฟลัดเวย์ระบายน้ำก็สามารถจัดสรรเป็นหมู่บ้านได้ ขายได้ทันที เรื่องการก่อสร้างอุโมงค์ทั้งหลายตามทีหลัง แปลว่าเราจะต้องรออีกนานหรือไม่ และเราจะต้องน้ำท่วมอีกนานเท่าไหร่ กว่าจะมีหรือไม่มีก็ไม่รู้” นายปานเทพ กล่าว
นายปานเทพ กล่าวถึงแนวทางการทวงคืนผังเมืองที่ถูกต้องว่า จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ.2562 ซึ่งระบุว่า การจัดทำผังเมืองจะต้องสอดคล้องกับกรอบผังเมืองในระดับประเทศและระดับภาค แต่ขณะนี้ผังเมืองในระดับประเทศและระดับภาคยังไม่มีเลย จึงต้องใช้ผังเมืองฉบับปี 2556 ไปก่อน
นอกจากนี้ กลุ่มรวมพลังแผ่นดินยังประกาศว่าจะตรวจสอบการอนุญาตก่อสร้างและการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่รับน้ำและพื้นที่ระบายน้ำ โดยหากพบการกระทำที่เข้าข่ายทุจริตหรือเจ้าหน้าที่รัฐละเลยต่อหน้าที่ จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย
นายปานเทพ ยังเรียกร้องให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งล่าสุดเก็บหลักฐานความเสียหาย ทั้งภาพถ่าย วิดีโอ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยระบุว่ากลุ่มฯ อยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งในประเด็นการละเลยต่อหน้าที่และการละเมิดที่ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน
“เราเรียกร้องให้ท่านผู้ว่าฯ ยกเลิกผังเมือง และคืนฟลัดเวย์และแก้มลิงให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑล” นายปานเทพกล่าว พร้อมเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมการแสดงเจตนารมณ์ที่ลานคนเมืองในวันที่ 9 ต.ค.นี้
ด้านนายสนธิ กล่าวถึงปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า คนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนี้น่าจะมีโอกาสได้เห็นกรุงเทพฯ จมน้ำภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมจำเป็นต้องอาศัยความกล้าหาญและการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
นายสนธิกล่าวว่า การอธิบายว่ามีการใช้เทคโนโลยีที่ดีกว่าการใช้พื้นที่แก้มลิง เช่น การสร้างอุโมงค์หรือท่อส่งน้ำ ไม่ใช่คำตอบ หากระบบดังกล่าวมีประสิทธิภาพจริง ก็ต้องตั้งคำถามว่าเหตุใดเมื่อเกิดฝนตกหนักยังคงมีปัญหาน้ำท่วมและน้ำท่วมขังเกิดขึ้น
“ถ้าได้ผลจริง ทำไมน้ำท่วม ทำไมน้ำยังขังอยู่” นายสนธิกล่าว
นายสนธิระบุด้วยว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนที่สุดคือประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ซื้อที่ดินหรือที่อยู่อาศัยจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ประชาชนยังต้องรอเงินเยียวยา 9,000 บาท แต่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่รับน้ำและการวางผังเมือง
นายสนธิกล่าวถึงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวถึงการทำงานของผู้บริหาร กทม. และประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาที่ดินกับการบริหารจัดการพื้นที่รับน้ำ
นายสนธิยังกล่าวว่า ไม่ควรหวังพึ่ง “มโนธรรมและคุณธรรม” ของผู้ประกอบธุรกิจที่ดิน เพราะสิ่งสำคัญคือข้อมูลและการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยระบุว่าหากผู้มีอำนาจตัดสินใจส่งสัญญาณให้ซื้อที่ดิน ประชาชนที่ซื้อก็อาจได้รับผลกระทบหากภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย
พร้อมกันนี้ นายสนธิประกาศนัดหมายประชาชนในวันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 09.09 น. เพื่อแสดงจุดยืนต่อการทำงานของผู้บริหารกรุงเทพมหานคร และทวงถามถึงแนวทางการจัดการพื้นที่รับน้ำ โดยการนัดหมายดังกล่าวมีรายงานเผยแพร่ก่อนหน้านี้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวของเครือข่าย “รวมพลังทวงคืนประเทศไทย” ในประเด็นแก้มลิงและฟลัดเวย์
นายสนธิกล่าวว่า ต้องการให้ประชาชนที่เคยสนับสนุนผู้ว่าฯ กทม. หากเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นควรได้รับการแก้ไข ก็สามารถออกมาแสดงความเห็นได้ พร้อมระบุในเชิงวิพากษ์ว่า นายชัชชาติอาจเป็น “คนดี” ในมุมมองของบางคน แต่ตนมองว่าเป็น “คนดีของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” ซึ่งเป็นความเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ของนายสนธิ
ส่วนกรณีการทำประชาพิจารณ์เกี่ยวกับพื้นที่แก้มลิง นายสนธิเห็นว่าไม่ควรจำกัดการรับฟังความคิดเห็นเฉพาะประชาชนในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง เช่น คู้บอนหรือบึงกุ่ม เพราะปัญหาน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯ ในภาพรวม
“น้ำท่วมเป็นปัญหาของทั้งกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่คูบอน ไม่ใช่แค่บึงกุ่ม” นายสนธิกล่าว พร้อมเสนอว่าหากจะทำประชาพิจารณ์เรื่องแก้มลิง ควรเปิดให้คนกรุงเทพฯ ทั้งหมดมีส่วนร่วม เนื่องจากเป็นปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง
นายสนธิกล่าวทิ้งท้ายว่า การเคลื่อนไหวเรื่องแก้มลิงและฟลัดเวย์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการ “ทวงคืนประเทศไทย” โดยมองว่าการปกป้องพื้นที่รับน้ำและการบริหารจัดการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาประเทศเช่นกัน.


