“ดร.เสรี” ชี้น้ำท่วมกรุงปีนี้ต่างจากปี 2554 เหตุฝนสุดขั้วถล่มกว่า 300 มิลลิเมตรใน 3 วัน เกินขีดความสามารถระบบระบายน้ำ ทำหลายพื้นที่จมยาว รถยนต์เสียหายหนัก พร้อมตั้งคำถามประสิทธิภาพระบบเตือนภัยไทย เทียบญี่ปุ่นที่เตือนและอพยพประชาชนได้อย่างเป็นระบบ
วันนี้ (6 ก.ย.) รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดีย สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบเตือนภัยพิบัติในประเทศไทย
โดย รศ.ดร.เสรี ระบุว่า สำหรับประชาชนใน กทม. และปริมณฑลที่สงสัยว่าเหตุใดปี 2554 ไม่เจอภัยน้ำท่วม แต่ปีนี้กลับต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมขัง นั่นเป็นเพราะรูปแบบการเกิดภัยมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปริมาณฝนสะสมสุดขั้ว (Extreme Event) ในช่วงวันที่ 24–26 กันยายนที่ผ่านมา มีฝนตกหนักสะสมมากกว่า 300 มิลลิเมตร เพียงแค่ 3 วัน ปริมาณน้ำฝนคิดเป็นมากกว่า 85% ของปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดทั้งเดือน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคกลาง ตามลำดับ ซึ่งปรากฏการณ์ฝนตกหนักระยะสั้นเช่นนี้เกิดขึ้นในหลายประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
ข้อแตกต่างจากปี 2554
ปี 2554 เกิดจากน้ำเหนือไหลหลาก ล้นคันกั้นน้ำและล้นตลิ่ง ซึ่งมีการสกัดด้วยมาตรการต่างๆ จนช่วยปกป้องพื้นที่ไข่แดงชั้นในของ กทม. ไว้ได้ ทำให้ผู้คนในบางพื้นที่ต้องอพยพยาวนานถึง 2 เดือน
ปีนี้ 2569 เกิดจากฝนตกหนักกระจายตัวในระยะเวลาอันสั้นจนเกินขีดความสามารถของระบบระบายน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมขังบนถนนและพื้นที่ต่างๆ เป็นเวลาหลายวัน ส่งผลให้ทรัพย์สิน โดยเฉพาะรถยนต์ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
พร้อมกันนี้ รศ.ดร.เสรี ได้ตั้งคำถามสำคัญถึงระบบเตือนภัยและการบริหารจัดการภัยพิบัติของไทย โดยเปรียบเทียบกับประเทศที่ประสบภัยเป็นประจำ เช่น ญี่ปุ่น ที่มีระบบเตือนภัยและการอพยพประชาชนตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ รศ.ดร.เสรี อยู่ระหว่างการเรียบเรียงบทความวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับระบบการเตือนภัย เพื่อตีพิมพ์ลงในหนังสือครบรอบ 75 ปี สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น (ปี 2569) และในวาระครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น (ปี 2570) เพื่อร่วมหาทางออกและยกระดับการรับมือภัยพิบัติของประเทศไทยต่อไป


