เดือนตุลาคมเป็นอีกช่วงเวลาที่ชวนให้เราหันมาใส่ใจเรื่อง “ผู้สูงอายุ” และ “การมองเห็น” ไปพร้อมกัน วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันผู้สูงอายุสากล ขณะที่วันสายตาโลกก็จัดขึ้นในเดือนเดียวกัน
แต่สำหรับคนวัย 40–50 ปี เรื่องของผู้สูงอายุอาจยังดูเหมือนเป็นเรื่องที่อยู่ไกลตัว ทั้งที่ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างของร่างกาย โดยเฉพาะ “สายตา” อาจเริ่มเกิดขึ้นก่อนที่เราจะรู้สึกว่าตัวเองเข้าสู่วัยสูงอายุเสียอีก
ลองสังเกตตัวเองก็ได้ว่าช่วงหลัง ๆ เวลาอ่านหนังสือหรือดูโทรศัพท์ ต้องถือให้ห่างขึ้นหรือไม่ ตัวหนังสือที่เคยอ่านได้สบายๆต้องขยายใหญ่ขึ้นหรือเปล่า หรือหลังใช้สายตานานๆ เริ่มรู้สึกล้า ปวดตา หรือปวดศีรษะมากกว่าเดิม
อาการเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตามวัยที่เรียกว่า “สายตายาวตามวัย” (Presbyopia) ซึ่งสามารถเริ่มสังเกตได้ตั้งแต่ช่วงปลาย 30 ถึง 40 ปี และเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของดวงตาเมื่ออายุมากขึ้น
ทำไมอายุยังไม่ถึง 60 แต่สายตาเริ่มเปลี่ยน?
หลายคนอาจคิดว่าปัญหาสายตาเป็นเรื่องของผู้สูงอายุ แต่ความจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงของสายตาเริ่มเกิดขึ้นได้ก่อนหน้านั้น และในระยะแรกอาจไม่ได้รบกวนชีวิตมากจนรู้สึกว่าต้องทำอะไร
บางคนเลือกยืดแขนให้อ่านง่ายขึ้น เพิ่มแสงสว่าง หรือซื้อแว่นอ่านหนังสือมาใช้เอง เมื่อทำไปสักพักก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ
แต่ค่าสายตาของแต่ละคนแตกต่างกัน และรูปแบบการใช้สายตาก็ไม่เหมือนกัน คนที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันย่อมมีความต้องการแตกต่างจากคนที่ต้องขับรถ หรือคนที่ต้องสลับมองโทรศัพท์ เอกสาร และระยะไกลอยู่ตลอดทั้งวัน
ดังนั้นการตรวจสายตาจึงไม่ควรมีเป้าหมายเพียงทำให้ “มองเห็นชัด” แต่ควรพิจารณาด้วยว่าการมองเห็นนั้นเหมาะกับการใช้ชีวิตจริงของแต่ละคนหรือไม่
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย แล้วเราเตรียมตัวอย่างไร?
ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว และกำลังมุ่งสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ขณะที่สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง [1]
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีคนอายุมากขึ้น แต่ยังทำให้การเตรียมพร้อมสำหรับวัยที่มากขึ้นมีความสำคัญ ทั้งเรื่องสุขภาพ การเงิน และความสามารถในการใช้ชีวิตและพึ่งพาตัวเองในระยะยาว
ขณะเดียวกันอัตราส่วนของคนวัยทำงานต่อผู้สูงอายุก็มีแนวโน้มลดลง [2] การทำให้แต่ละคนสามารถดูแลตัวเองและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพนานขึ้นจึงยิ่งมีความสำคัญ
และการมองเห็นก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ เพราะดวงตาเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันแทบทุกอย่าง ตั้งแต่การอ่าน การทำงาน การใช้โทรศัพท์ การเดินทาง ไปจนถึงการขับรถ
40+ มีอาการแบบไหนที่ควรตรวจสายตา?
สำหรับคนวัย 40 และ 50 ปี ไม่จำเป็นต้องรอจนมองไม่ชัดมากจึงค่อยตรวจสายตา หากเริ่มมีอาการอ่านใกล้แล้วล้า ต้องถือสิ่งของห่างขึ้น ใช้เวลาปรับโฟกัสนานขึ้น ปวดศีรษะหรือปวดกระบอกตาหลังใช้สายตา หรือรู้สึกว่าแว่นคู่เดิมไม่สบายตาเหมือนเดิม ก็ควรพิจารณาตรวจสายตาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม หากมีอาการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเห็นภาพซ้อน เห็นแสงวาบ มีจุดลอยเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ตาแดงร่วมกับปวดตา หรือมีบางส่วนของภาพหายไป ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียงอาการตามวัย ควรได้รับการประเมินจากแพทย์
ดูแลวันนี้ เพื่อใช้ชีวิตได้ดีในวันข้างหน้า
การเข้าสู่สังคมสูงวัยไม่ได้หมายความว่าเราต้องรอให้อายุ 60 ปีจึงค่อยเริ่มดูแลตัวเอง เช่นเดียวกับสายตา การใส่ใจการมองเห็นสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันที่เรายังทำงาน ยังใช้หน้าจอ ยังขับรถ และยังมีอีกหลายสิ่งที่อยากทำในชีวิต
เพราะการมองเห็นที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงการมองเห็นตัวหนังสือให้ชัด แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสะดวก ความมั่นใจ และความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่คือการสามารถใช้ชีวิตเหล่านั้นได้อย่างมีคุณภาพ และการดูแลดวงตาก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้
ข้อมูลโดย
ดร.ธารัส สุทธิคำ
ผู้บริหาร ร้านแว่นปุถุชน (Putuchon) — Optics Republic
ผู้ส่งออกเลนส์และทำงานในธุรกิจนำเข้า-ส่งออกสินค้าทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 30 ปี
สนใจข้อมูลเพิ่มเติม : www.putuchon.com/progressive-lens
แหล่งอ้างอิง :
[1] สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569: พลิกวิกฤตเกิดน้อย–สังคมสูงวัย สู่การลงทุนในคนเพื่ออนาคตประเทศ. มกราคม 2569
[2] สำนักงานสถิติแห่งชาติ. การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567


