ผศ.ชาติณรงค์ วิสุตกุล
อาจารย์ประจำหลักสูตรการสื่อสารการแสดงดิจิทัล
คณะนิเทศศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์
เมื่อฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำเริ่มท่วมถนนและไหลเข้าสู่บ้าน สิ่งที่คนกรุงเทพฯ ต้องการจากสื่อไม่ใช่เพียงคำตอบว่า วันนี้ฝนจะตกหรือไม่ แต่ต้องการรู้ว่า ฝนจะตกที่ไหน หนักเพียงใด ถนนสายใดควรหลีกเลี่ยง และควรรับมืออย่างไร ยิ่งสถานการณ์ไม่แน่นอนและกระทบต่อความปลอดภัย ประชาชนก็ยิ่งพึ่งพาข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ สื่อมวลชน และสื่อสังคมออนไลน์ แต่ภาษาราชการบางครั้งอ่านแล้วต้องนำมาแปลไทยเป็นไทย ขณะที่ภาษาออนไลน์แม้เข้าใจง่ายกว่า หากให้น้ำหนักเบาหรือหนักเกินสถานการณ์ก็อาจทำให้ผู้รับสารเพิกเฉยหรือตื่นตระหนกได้
ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ด้วยทฤษฎีการพึ่งพาระบบสื่อ (Media System Dependency Theory) ของแซนดรา บอล-โรคีช และเมลวิน เดอเฟลอร์ ซึ่งเสนอว่า เมื่อสังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือความไม่แน่นอน ผู้คนจะยิ่งพึ่งพาสื่อเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์และกำหนดการกระทำของตน ในภาวะน้ำท่วม ข้อมูลจากสื่อจึงมีผลทั้งต่อความรู้สึกและการตัดสินใจว่าจะเดินทาง ย้ายรถ หรือหลีกเลี่ยงพื้นที่ใด ยิ่งประชาชนต้องพึ่งพาข้อมูลมากเท่าใด ความถูกต้อง ชัดเจนและเข้าใจง่ายของสารยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
เหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมกรุงเทพฯ ช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจน ประชาชนได้รับข้อมูลจากหลายแหล่งพร้อมกัน ทั้งหน่วยงานรัฐ สื่อมวลชน เพจพยากรณ์อากาศ และข้อความที่ส่งต่อกันในสื่อสังคมออนไลน์ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูล แต่อยู่ที่แต่ละแหล่งใช้ภาษา ให้น้ำหนัก และแสดงระดับความแน่นอนแตกต่างกัน บางข้อความเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะ ขณะที่บางข้อความเข้าใจง่ายแต่อาจทำให้สิ่งที่ยังเป็นการคาดการณ์ดูเสมือนจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ข้อมูลที่ควรลดความไม่แน่นอนจึงกลับทำให้ประชาชนต้องตัดสินใจอีกชั้นหนึ่งว่า ควรเชื่อแหล่งใดและเตรียมตัวมากน้อยเพียงใด
ตัวอย่างหนึ่งคือประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ซึ่งอธิบายสาเหตุของฝนตกหนักด้วยข้อความอย่าง หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง แนวร่องมรสุม และ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ก่อนเตือนว่า กรุงเทพฯและปริมณฑลอาจมีฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 23–27 กันยายน ภาษาดังกล่าวถูกต้องและจำเป็นในทางวิชาการ ทั้งยังระบุผลกระทบและข้อควรปฏิบัติไว้ด้วย แต่เมื่อรวมศัพท์เฉพาะ พื้นที่ และรายละเอียดหลายระดับไว้ในประกาศเดียว สารสำคัญอาจไม่เด่นชัดว่า พื้นที่ใดเสี่ยง ฝนจะหนักช่วงใด และประชาชนควรเตรียมตัวอย่างไร ปัญหาจึงอยู่ที่การแปลข้อมูลทางวิชาการให้เป็นคำเตือนที่เข้าใจและนำไปใช้ได้ทันที
อีกด้านหนึ่ง เพจ ที’ ลมฟ้าอากาศ นำเสนอคำเตือนด้วยภาษาที่สั้น ตรง และกระตุ้นความรู้สึก โดยใช้ถ้อยคำว่า เหลือระยะเวลา 72 ชั่วโมง และ ฝนจะถล่มอย่างหนักหน่วงมาก พร้อมแนะนำให้ประชาชนเตรียมรับมือน้ำท่วม ภาษาลักษณะนี้ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า เหตุการณ์กำลังใกล้เข้ามา อย่างไรก็ตาม เมื่ออ่านข้อความดังกล่าวโดยแยกรายละเอียด ผู้รับสารบางส่วนอาจไม่เห็นระดับความแน่นอนหรือความแตกต่างของความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ และอาจตีความว่าคำเตือนนั้นครอบคลุมทุกพื้นที่ในระดับเดียวกัน การสื่อสารเช่นนี้จึงช่วยเรียกความสนใจและกระตุ้นการเตรียมพร้อม ขณะเดียวกันก็อาจเพิ่มความกังวลแก่ผู้รับสารบางส่วนได้
ปัญหาจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างภาษาราชการที่ถูกต้องแต่เข้าใจยาก กับภาษาออนไลน์ที่เข้าใจง่ายแต่อาจเร้าอารมณ์ เพราะการสื่อสารในภาวะวิกฤตต้องมีทั้งความถูกต้อง ความชัดเจน และน้ำเสียงที่เหมาะสม แม้เป็นเรื่องยากแต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ตัวอย่างเช่น คำเตือนอาจระบุว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีโอกาสเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะตกหนักพร้อมกันทุกพื้นที่ พร้อมแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำยกสิ่งของขึ้นที่สูงและหลีกเลี่ยงเส้นทางน้ำท่วม ภาษาลักษณะนี้ไม่ลดทอนความรุนแรงของสถานการณ์ แต่ช่วยแยกสิ่งที่คาดการณ์ออกจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ แต่ผู้ส่งสารสามารถทำให้ผู้รับสารเข้าใจความหมายได้ตรงตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ด้วย
คำถามนี้อธิบายได้ด้วยแบบจำลองการสื่อสารของเดวิด เค. เบอร์โล (David K. Berlo) หรือแบบจำลอง SMCR ซึ่งประกอบด้วยผู้ส่งสาร (Source) สาร (Message) ช่องทาง (Channel) และผู้รับสาร (Receiver) เบอร์โลให้ความสำคัญกับทักษะการสื่อสาร ความรู้ ทัศนคติ ตลอดจนระบบสังคมและวัฒนธรรมของผู้ส่งและผู้รับ หากองค์ประกอบเหล่านี้แตกต่างกัน แม้สารจะถูกต้องและส่งไปถึงผู้รับแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดความเข้าใจตรงกันเสมอไป
กรณีคำเตือนเรื่องฝนตกและน้ำท่วม ผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานรัฐอาจเลือกใช้ศัพท์อุตุนิยมวิทยาเพื่อรักษาความถูกต้อง แต่ประชาชนต้องการข้อมูลที่ตอบได้ทันทีว่าพื้นที่ของตนเสี่ยงเพียงใดและควรทำอย่างไร ช่องว่างจึงเกิดขึ้นระหว่างความหมายที่ผู้ส่งต้องการอธิบายกับความหมายที่ผู้รับนำไปใช้ ขณะที่เพจออนไลน์ช่วยลดช่องว่างด้านภาษาให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่อาจเกิดช่องว่างอีกแบบหนึ่ง หากผู้รับสารบางส่วนตีความถ้อยคำและน้ำเสียงว่าความเสี่ยงมีความแน่นอนหรือรุนแรงกว่าที่รายละเอียดระบุไว้
แม้ผู้ส่งและผู้รับจะอยู่ในสังคมเดียวกัน ใช้ภาษาไทยเหมือนกัน และเผชิญเหตุการณ์เดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจสารตรงกัน เพราะแต่ละคนมีความรู้ ประสบการณ์ และระดับความเสี่ยงต่างกัน คำว่า ฝนตกหนัก สำหรับนักอุตุนิยมวิทยาอาจมีเกณฑ์และความหมายเฉพาะ แต่สำหรับคนที่บ้านเคยถูกน้ำท่วม คำเดียวกันอาจหมายถึงการรีบย้ายรถและยกสิ่งของขึ้นที่สูง ขณะที่คนซึ่งอยู่ในพื้นที่ไม่เคยมีปัญหาอาจเห็นว่าเป็นเพียงฝนตามฤดูกาล ช่องทางการสื่อสารยิ่งทำให้ความหมายเปลี่ยนไป
ประกาศฉบับเต็มบนเว็บไซต์อาจมีรายละเอียดครบถ้วน แต่เมื่อถูกตัดเหลือเพียงพาดหัว ภาพ หรือข้อความสั้นบนสื่อสังคมออนไลน์ เงื่อนไขและระดับความไม่แน่นอนอาจหายไป เหลือเพียงถ้อยคำที่เรียกความสนใจและถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว แบบจำลองของเบอร์โลจึงช่วยให้เห็นว่า ความล้มเหลวของการสื่อสารไม่ได้เกิดจากผู้ส่งหรือผู้รับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การเลือกคำ การจัดลำดับข้อมูล ช่องทางที่ใช้ ไปจนถึงประสบการณ์ที่ผู้รับนำมาตีความสาร
การสื่อสารในภาวะวิกฤตจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การส่งข้อมูลให้เร็วหรือถูกต้องเท่านั้น แต่ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม หน่วยงานรัฐอาจจัดข้อมูลเป็นสองระดับ คือ คำเตือนสั้นที่บอกว่าใครเสี่ยง เมื่อใด และควรทำอะไร ควบคู่กับรายละเอียดทางวิชาการสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม ส่วนสื่อมวลชนและเพจออนไลน์ควรแปลข้อมูลให้เข้าใจง่ายโดยไม่ตัดเงื่อนไขสำคัญ ไม่ทำให้การคาดการณ์กลายเป็นคำยืนยัน และไม่ลดระดับคำเตือนจนประชาชนประมาท
ขณะเดียวกัน ผู้รับสารควรตรวจสอบแหล่งที่มาและเปรียบเทียบข้อมูลก่อนส่งต่อ เพราะในช่วงที่สังคมต้องพึ่งพาสื่อมากที่สุด ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำอาจมีผลต่อทั้งความรู้สึกและการกระทำของผู้คน ภาษาที่ดีในภาวะวิกฤตจึงไม่ใช่ภาษาที่เบาจนไม่มีใครเตรียมตัว หรือหนักจนทุกคนหวาดกลัว แต่เป็นภาษาที่บอกความเสี่ยงตามจริง แสดงสิ่งที่ยังไม่แน่นอน และทำให้ประชาชนรู้ว่าควรทำอะไรต่อไป


