เจาะลึกวิกฤตน้ำสารพิษปราจีนบุรี เมื่อมวลน้ำชะกากอุตสาหกรรมไหลทะลักทุ่ง คพ.ลุยแจ้งความดำเนินคดี แต่กระทรวงอุตสาหกรรมและ รมว.วราวุธ กลับเงียบกริบ ปล่อยประชาชนรับกรรมจากทุนเทา
วิกฤตน้ำท่วมปราจีนบุรี ณ เวลานี้ ได้เปิดโปงให้สังคมได้เห็นถึง “มหันตภัย” ที่กำลังคุกคามชีวิตประชาชนอย่างชัดเจนที่สุด เมื่อน้ำฝนชะสารพิษเป็นสีรุ้งไหลบ่าทะลักลงพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นวงกว้าง และหลังจากที่ถูกกระทุ้งหนักๆ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลก็เพิ่งตื่นในการเข้ามาจัดการกับปัญหาที่ไม่เคยใส่ใจ
ล่าสุด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการด่วนให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เร่งตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ซึ่ง คพ. โดย สคพ. 7 สระบุรี ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจวิเคราะห์ 4 จุด และอธิบดี คพ. ได้มอบอำนาจให้เข้าแจ้งความกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ศรีมหาโพธิ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“นายสุชาติ ได้กำชับให้ คพ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน และหากพบว่ามีการกระทำผิดหรือก่อให้เกิดมลพิษ จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด...” ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าว
ด้านเพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) ได้ตอกย้ำภาพความย้อนแย้งนี้ โดยระบุว่า สคพ. 7 คือหน่วยราชการแรกที่เข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุ ขณะที่หน่วยงานซึ่งมีอำนาจกำกับดูแลภายในโรงงานโดยตรงอย่าง สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี กลับยัง "ไร้เงา"
ในขณะที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่เคยประกาศกร้าวว่าจะจัดการปัญหากากอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบอย่างจริงจัง วันนี้กลับ "เงียบกริบ" ไร้คำสั่งการฉุกเฉินลงมาในพื้นที่
จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่คือการใส่เกียร์ว่าง ปล่อยให้ประชาชนรับกรรมตามลำพัง หรือไม่?
“โปรดออกมาชี้แจง หรือตอบข้อสงสัยของประชาชนหน่อย ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล หวังว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี และ กรมโรงงานอุตสาหกรรม คงพอทราบว่า ในปี 2569 มนุษย์เราสามารถทำงานออนไลน์ได้” มูลนิธิบูรณะนิเวศ เรียกร้อง
เจาะลึก "บริษัท กรีนฯ" เป็นใครมาจากไหน
ต้นตอของคราบสีรุ้งลักษณะคล้ายน้ำมันที่ลอยเป็นแนวยาวกว่า 1 กิโลเมตร ถูกตั้งข้อสงสัยว่า มาจากบ่อฝังกลบของ "บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด" ผู้ถือใบอนุญาตประกอบกิจการประเภท 105 และ 106
เป็นบริษัทกรีนฯ ที่มีตัวเลขงบการเงินกระโดดทะลุ 104 ล้านบาทในเวลาเพียง 3 ปี ฟันกำไรขั้นต้นสูงลิ่วถึง 31-34% แต่กลับลดต้นทุน ไม่ยอมสร้างคันดินป้องกันภัยที่ได้มาตรฐานสากล ซ้ำร้ายยังมีหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ต่ำเพียง 0.15 เท่า
เป็นบริษัทกรีนฯ ที่ยื่นขอ "ขยายโรงงาน" ด้วยเทคนิคขอเพิ่มปริมาณวัตถุดิบโดยใช้เครื่องจักรเดิมและจำกัดขนาดโครงการไม่ให้เข้าข่ายต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
สอดคล้องกับที่ ชำนัญ ศิริรักษ์ นักกฎหมายสิ่งแวดล้อม โพสเฟซบุ๊ก Chamnan Sirirak ตั้งข้อสังเกตว่า บริเวณบ่อขยะแห่งนี้มีปริมาณขยะมากกว่าที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เพราะขนาดพื้นที่กับความพร้อมในการจัดการสิ่งแวดล้อมดูไม่สมดุลกัน ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวถูกกำหนดให้เป็น "พื้นที่สีเขียว" ตามผังเมืองรวม ซึ่งไม่ควรมีโรงงานขยะมาตั้งตั้งแต่แรก
สุเมธ เหรียญพงษ์นาม เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ระบุในทำนองเดียวกันว่า #น้ำท่วมบ่อขยะฝังกลบ105 106 แจ้งอุตสาหกรรมจังหวัด ให้เร่งสั่งการโรงงานป้องกัน อุดรอยรั่วคนดินรอบโรงงานตั้งแต่ วันที่ 28 ตุลาคม 2569 #อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ยังไม่เคยลงไปดูปัญหาที่เกิดขึ้น แต่วันที่ 8 ตุลาคม 2569 นี้ โรงงานขยะบ่อฝังกลบ กำลังจะขอเพิ่มเติมจำนวนปริมาณนำเข้ากากขยะมาทิ้งที่หัวหว้าอีก ตามในใบประกาศขอรับฟังความคิดเห็น
“คำถามต่ออุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี จะไม่ทำอะไรเลยหรือ? ปล่อยให้สารมลพิษต่างลอยไปกับน้ำสู่ บ้านเรือนที่กำลังถูกน้ำท่วม โดยไม่แจ้งเตือนประชาชนบ้างเลยหรือ? อนุญาตให้โรงงานฝังกลบกากขยะมาตั้งอยู่ในพื้นที่นา ที่เป็นพื้นที่ทุ่งรับน้ำฝน น้ำหลากของจังหวัดได้อย่างไร? และจะให้อนุญาตขยายกิจการเพิ่มต่อไปอีกใช่หรือไม่? โรงงานจะรับผิดชอบอย่างไร ต่อกรณี ความเสียหายทั้งหมด?”
เปิดเครือข่ายทุนจำกัดกากอุตสาหกรรมอันตราย
โมเดลธุรกิจของกลุ่มนี้มีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยจับมือเป็นพันธมิตรผู้รับเหมาช่วง ซึ่งทำหน้าที่วิ่งรับส่งและขนถ่ายกากอุตสาหกรรมอันตราย ทั้งกากน้ำมันและสารทำละลายจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่จังหวัดชลบุรีและระยอง ส่งตรงเข้าสู่บ่อฝังกลบที่ตำบลหัวหว้า จังหวัดปราจีนบุรี
นอกจากนี้ ยังมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจแนบแน่นกับกลุ่มผู้ประกอบการโรงงานรีไซเคิลน้ำมันหล่อลื่นในอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นกลุ่มทุนที่เคยถูกภาคประชาชนร้องเรียนในประเด็นลักลอบเททิ้งกากแคดเมียมและสารเคมีประเภทกรดมาก่อนหน้านี้
ปมคำถามถึงรัฐที่ต้องออกมาชี้แจง มีอยู่ว่า ใครคือ "ต้นทาง" ผู้ส่งกากมลพิษมาฟอกขาวที่นี่? และการประกอบธุรกิจมีเงื่อนงำอะไรหรือไม่อย่างไร รวมทั้งทุกอย่างดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ที่สำคัญ กระทรวงอุตสาหกรรมต้องตอบสังคมให้ได้ว่า ระบบติดตาม (Traceability) กากอุตสาหกรรมใช้งานได้จริงหรือไม่?
มูลนิธิบูรณะนิเวศ ชี้ให้เห็นว่า นี่คือโมเดลความพินาศของพื้นที่ EEC ที่ถอดแบบมาจากสุสานมลพิษโรงงานวินโพรเสสฯ จังหวัดระยอง ซึ่งท้ายที่สุด รัฐต้องควักเงินภาษีประชาชนจากงบกลางปี 2568 ถึง 40 ล้านบาท และเตรียมของบจาก EEC อีก 459 ล้านบาทในปี 2569 มาตามล้างตามเช็ด!
“กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ฯ” ชี้แจงคราบสีรุ้งบนผิวน้ำ
อย่างไรก็ดี ทาง กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ฯ บริษัทเจ้าของกองกากของเสียต้องสงสัยว่าก่อให้เกิดคราบสีรุ้งบนผิวน้ำ ยืนยันว่า บริษัทไม่ได้รับวัสดุหรือของเสียประเภทที่จะก่อให้เกิดน้ำเสียในลักษณะที่มีการกล่าวหา อีกทั้งการดำเนินการของบริษัททำอย่างเหมาะสมตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของกรมโรงงานอุตสาหกรรม อย่างเคร่งครัด
พร้อมกับชี้แจงรายละเอียด 5 ข้อ สรุปได้ว่า
1. บริษัทไม่ได้รับวัสดุหรือของเสียประเภทที่จะก่อให้เกิดน้ำเสียในลักษณะที่มีการกล่าวหา อีกทั้งการดำเนินการของบริษัททำอย่างเหมาะสมตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของกรมโรงงานอุตสาหกรรม อย่างเคร่งครัด
2. ยังไม่มีข้อสรุปจากการตรวจสอบที่ยืนยันว่า บริษัทเป็นแหลงกำเนิดน้ำเสียหรือการปนเปื้อนดังกล่าว จึงขอโต้แย้งการนำเสนข้อมูลที่สรุปว่าบริษัทเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดมลพิษทางน้ำ
3. การพบคราบสีรุ้งบนผิวน้ำกับการระบุแหล่งกำเนิดการปนเปื้อนเป็นคนละประเด็นที่ต้องตรวจสอบให้ครบถ้วน
4. การที่สถานประกอบการตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่พบคราบสีรุ้งบนผิวน้ำ ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันความเชื่อมโยง
5. บริษัทขอความร่วมมือ “สื่อมวลชน ผู้เผยแพร่ข้อมูล และผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ให้แยกข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยัน ออกจากข้อสงสัยหรือข้อสันนิษฐานอย่างชัดเจน
ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้คือบทพิสูจน์น้ำยารัฐบาลว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไรเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เพราะถ้าทำเป็นนิ่งเฉยเลยผ่าน หรือจะปล่อยเกียร์ว่างจนสุดท้ายต้องมาควักกระเป๋า “ผลาญเงินภาษีของประชาชน” ดังที่เคยเกิดขึ้นกับ “วิน โพรเสส” มาแล้ว ประชาชนคงต้องร้องตะโกนออกมาดังๆ ว่า “ทนไม่ไหวแล้วโว้ยยยย”


