แฉเบื้องลึกค่ายสีน้ำเงินชิงหักดิบแก้กฎหมายทุบ "ไทยพีบีเอส" จ้องตัดท่อน้ำเลี้ยงภาษีบาปบีบให้ของบรายปี หวังเบี่ยงเบนกระแสสังคมและกลบแผลเน่าแก้วิกฤตน้ำท่วมเหลว!
ถามว่า สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) มีปัญหาไหม
ก็ต้องตอบตรงๆ ว่า มี
โดยเฉพาะบรรดา “ผู้บริหาร” ที่มีข่าวออกไปในทำนองไม่ดีให้เห็นเป็นระยะๆ ยกตัวอย่างเช่น กรณีผู้บริหารได้รับ “ค่าพาหนะเหมาจ่าย” แล้วยังใช้รถส่วนกลางขององค์กร ฯลฯ
ถามว่า จำเป็นต้องยกเครื่องหรือปฏิรูปหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า ถึงมีเวลาที่จะสังคายนาเช่นกัน
แต่การที่อยู่ๆ ในขณะที่ประชาชนกำลังเผชิญหน้าและทุกข์ระทมจากวิกฤตอุทกภัยซ้ำซาก “ขุนพลค่ายสีน้ำเงิน” ได้ชิงขยับหมากแก้กฎหมายหักดิบยกเลิก "ภาษีบาป" ที่หล่อเลี้ยงสื่อสาธารณะ “ไทยพีบีเอส” และ “บังคับ” ให้มาของบประมาณรายปี โดยอ้างเรื่องวินัยการคลัง ย่อมไม่ใช้เรื่องปกติที่จะมองข้ามได้
ทำนองว่า มีเรื่องให้ต้องเค้นสมองแก้ปัญหาประชาชนสารพัดเรื่อง แต่อยู่ๆ กลับกุลีกุจอเสนอกฎหมายผ่าตัดไทยพีบีเอสเสียอย่างนั้น ทำให้สังคมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า มีวาระซ่อนเร้นไม่ได้ ด้วยมิใช่ความจำเป็นเร่งด่วน
แกะรอยแผนคุม “สื่อ” ของระบอบสีน้ำเงิน
ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ฉบับแก้ไขใหม่ ถูกเข็นเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 โดยมี นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานฝ่ายกฎหมายของพรรคค่ายสีน้ำเงิน เป็นผู้ถือธงนำ
สาระสำคัญที่ซ่อนอยู่ในร่างกฎหมายฉบับนี้คือการ “ตัดท่อน้ำเลี้ยงหลัก” ของสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ด้วยการยกเลิกเงินอุดหนุนจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือ "ภาษีบาป" ร้อยละ 1.5 ที่เคยส่งตรงถึงสถานีปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท แล้วบังคับให้สื่อสาธารณะแห่งนี้ต้องเข้าสู่ระบบ “งบประมาณรายจ่ายประจำปี” เพื่อขอเงินสนับสนุนจากรัฐบาลแบบปีต่อปีแทน โดยตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2570
จากการแกะรอยและวิเคราะห์ของนักวิชาการรวมถึงคนในแวดวงสื่อมวลชน นัยทางการเมืองของการขยับหมากครั้งนี้ของค่ายสีน้ำเงินถูกมองว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ประการแรก นี่คือปฏิบัติการ “เบี่ยงเบนความสนใจของสังคม” ในขณะที่สื่อต่าง ๆ รวมถึงไทยพีบีเอส กำลังเกาะติดและขุดคุ้ยความล่าช้าในการเยียวยาน้ำท่วมของภาครัฐ การจุดชนวนประเด็นร้อนเรื่องเสรีภาพสื่อและการรื้อใหญ่ ได้ดึงความสนใจของสังคมออกจากภาพความล้มเหลวเฉพาะหน้าของรัฐบาลอย่างน้อยก็ชั่วคราว
ประการต่อมา นี่คือยุทธวิธี “ชิงลงมือในยามที่แนวต้านอ่อนแรง” จังหวะเวลาเพียง 15 วัน (30 กันยายน - 14 ตุลาคม 2569) ที่รัฐสภาเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรวิชาชีพสื่อว่าสั้นเกินไปจนผิดปกติ ราวกับจงใจรวบรัดตัดตอนในขณะที่ภาคประชาสังคมและประชาชนส่วนใหญ่กำลังสาละวนอยู่กับการเอาชีวิตรอดและฟื้นฟูบ้านเรือนจากภัยน้ำท่วม
การรวบรัดตัดตอนครั้งนี้ถึงขั้นทำให้คนในแวดวงสื่อระดับบิ๊กเนมอยู่เฉยไม่ได้ รุ่งมณี เมฆโสภณ สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว Rungmanee Mekhasobhon ยอมรับตรงๆ ว่า “#เมื่อคืนเล่นเอานอนไม่หลับเลยค่ะ”
รุ่งมณี ได้เปิดปมเชิงลึกอธิบายถึงเจตนารมณ์แท้จริงของการใช้เงิน “ภาษีบาป” มาเป็นแหล่งรายได้ตั้งแต่จัดตั้งสถานีว่า ไม่ใช่เพื่อให้มีรายได้ที่มั่นคง แต่เป็นกลไกสร้างความเป็นอิสระจากอำนาจรัฐและอำนาจทุน เพื่อให้สื่อสาธารณะทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนได้เต็มที่ พร้อมทั้งตั้งคำถามกลับไปยังผู้เสนอแรกร่างกฎหมายค่ายสีน้ำเงินว่า วินัยการเงินการคลังไม่ควรถูกนำมาตีความจนกลายเป็นการทำลายหลักประกันความเป็นอิสระ และบั่นทอนความกล้าหาญในการนำเสนอเนื้อหาที่กระทบต่อผู้มีอำนาจ
ขณะเดียวกัน ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญในการแก้ไขแหล่งที่มางบประมาณของไทยพีบีเอสด้วยการเปลี่ยนแหล่งรายได้จากภาษีสรรพสามิต (สุราและยาสูบ) มาเป็น “งบประมาณแผ่นดิน” ซึ่งเท่ากับทำให้ไทยพีบีเอส เปลี่ยนจากสื่อสาธารณะมาเป็นสื่อของรัฐอีกช่องหนึ่งไม่ต่างจากช่อง 11 หรือ กรมประชาสัมพันธ์
“เราควรคัดค้านการแก้กฎหมายฉบับนี้เพราะจะทำให้สื่อสาธารณะแห่งเดียวในประเทศไทยหายไปและจะถูกควบคุมโดยรัฐ”
แผลเก่าที่หมักหมม จุดอ่อนให้ถูกรื้อ
กระนั้นก็ดี ในอีกด้านหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่า "ไทยพีบีเอส" เองก็มีจุดอ่อนภายในองค์กรที่หมักหมมมานานและกลายเป็นช่องโหว่ให้ฝ่ายการเมืองหยิบยกขึ้นมาโจมตี นายธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักโทรทัศน์ ส.ส.ท. (ไทยพีบีเอส) ได้โพสต์ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่ากฎหมายนี้ควรรื้อมานานแล้ว เนื่องจากโครงสร้างภายในปัจจุบันมีปัญหาด้าน "ประสิทธิภาพที่ต่ำลงเรื่อย ๆ" กลายเป็นพื้นที่หาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มในโลกเก่า ขณะที่พฤติกรรมผู้รับสารเปลี่ยนไปหมดแล้ว ทั้งยังมีประเด็นเรื่องความโปร่งใสภายในองค์กรที่น่ากังขา
สอดคล้องกับรายงานข้อมูลก่อนหน้านี้ที่พบว่า ไทยพีบีเอสต้องเผชิญกับวิกฤตค่าใช้จ่ายภายในที่สูงเกินเพดานงบประมาณจนส่งผลให้องค์กรเริ่มมีภาวะขาดทุน ประกอบกับการที่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยส่งทีมเข้าตรวจสอบกรณีอื้อฉาวที่พนักงานร้องเรียนเรื่องผู้บริหารระดับสูงรับค่าเบี้ยเลี้ยงพาหนะรายเดือนทับซ้อนกับการใช้รถส่วนกลางขององค์กร
แผลหมักหมมเหล่านี้ แม้ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรงกับที่มาของงบประมาณ แต่กลายเป็น "ลูกกระสุน" ชั้นดีที่ทำให้ค่ายสีน้ำเงินใช้สร้างความชอบธรรมต่อสาธารณะว่า สื่อสาธารณะแห่งนี้สมควรถูกดึงกลับเข้ามาอยู่ใต้ระบบตรวจสอบงบประมาณแผ่นดินเหมือนหน่วยงานรัฐทั่วไป
สงครามยืดเยื้อที่เพิ่งเริ่มต้น
แม้ยุทธศาสตร์ปักธงของภูมิใจไทยจะรวดเร็วในขั้นแรก แต่ในความเป็นจริง เส้นทางนิติบัญญัติของร่างกฎหมายฉบับนี้ยังคงอีกยาวไกลและต้องผ่านอีกหลายด่านหิน:
1.ด่านรับรองจากนายกรัฐมนตรี: เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน หลังสิ้นสุดการรับฟังความเห็นในวันที่ 14 ตุลาคม 2569 นี้ ประธานสภาฯ จะต้องส่งต่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาลงนามรับรอง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนแรกว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยจะยอม "เซ็นผ่าน" ให้พรรคพันธมิตรอย่างภูมิใจไทยนำไปเล่นต่อในสภาฯ หรือไม่
2.ด่านสภาผู้แทนราษฎร (3 วาระ): หากนายกฯ เซ็นรับรอง ร่างจะเข้าสู่วาระที่ 1 (รับหลักการ) ซึ่งฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนประกาศเตรียมถล่มเต็มที่ หากผ่านไปได้จะต้องติดหล่มอยู่ในวาระที่ 2 ของชั้น "คณะกรรมาธิการวิสามัญ" ที่ภาคประชาสังคมและตัวแทนสื่อจะระดมสรรพกำลังเข้าไปแปรญัตติคัดค้านอย่างดุเดือด ก่อนจะโหวตตัดสินในวาระที่ 3
3.ด่านวุฒิสภา และศาลรัฐธรรมนูญ: หากผ่านสภาล่าง ยังต้องไปต่อที่สภาสูง (สว.) อีก 3 วาระเพื่อกลั่นกรอง และมีแนวโน้มสูงที่ฝ่ายคัดค้านจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเนื้อหาดังกล่าวขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองเสรีภาพสื่อหรือไม่
สงครามชิงพื้นที่และการควบคุม “กระบอกเสียงสาธารณะ” ภายใต้ฉากหลังของคราบน้ำตาและโคลนตมหลังน้ำลดรอบนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของวินัยการเงินการคลังตามที่ค่ายสีน้ำเงินอ้าง หากแต่เป็นปฏิบัติการทางการเมืองที่ผสมผสานระหว่างการใช้ประโยชน์จากแผลเก่าขององค์กรสื่อ และจังหวะก้าวทางการเมืองที่ซ่อนกลลวงไว้อย่างลึกซึ้ง เพื่อค้ำจุนอำนาจในวันที่ศรัทธาของประชาชนกำลังถูกท้าทายด้วยภัยพิบัติอย่างแท้จริง.


