xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤตน้ำท่วมปราจีนบุรี มวลน้ำสารพิษทะลัก แฉทุนมักง่าย-รัฐนิ่งเฉย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เจาะลึกวิกฤตน้ำท่วมปราจีนบุรี เมื่อมวลน้ำอาบสารพิษจากหลุมฝังกลบกากขยะอุตสาหกรรมไหลทะลักสู่แหล่งน้ำ แฉกลุ่มทุนมักง่ายและรัฐที่นิ่งเฉย ปล่อยประชาชนรับกรรมจากอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม

วิกฤตซ้อนวิกฤตปราจีนบุรี: มวลน้ำอาบสารพิษไหลบ่า ผู้ว่าฯ ยังบอดใบ้?

สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ณ เวลานี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความตึงเครียดของระดับน้ำที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หรือภาพความเดือดร้อนของประชาชนนับหมื่นครัวเรือนที่ต้องจมอยู่ใต้น้ำบาดาล แต่ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวและหนักหน่วงยิ่งกว่า นั่นคือวิกฤต "ฝนชะสารพิษ" ที่ล้างเอาสารเคมีอันตรายจากหลุมฝังกลบกากขยะอุตสาหกรรม ปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะและไหลหลากทะลักไปตามสายน้ำ
 
ข้อมูลเชิงลึกจากการลงพื้นที่สำรวจของประชาชนและเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งผ่านการรายงานของ "มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)" ได้เปิดโปงภาพสะท้อนของ "อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม" ที่กำลังทำลายระบบนิเวศและคุกคามชีวิตคนปราจีนบุรีอย่างรุนแรง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของภัยธรรมชาติ แต่คือความมักง่ายของกลุ่มทุนที่ผสานเข้ากับความล้มเหลวในการกำกับดูแลของภาครัฐอย่างแยกไม่ออก
 
เจาะพิกัด "สายน้ำสีรุ้ง"



หากมองจากมุมสูง นี่ไม่ใช่ภาพความสวยงามทางธรรมชาติ แต่คือร่องรอยของมัจจุราชที่แฝงตัวมากับน้ำ

• จากการสำรวจเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 พบ "คราบสีรุ้ง" ลักษณะคล้ายน้ำมัน ลอยฟ่องอยู่เหนือผิวน้ำที่ท่วมทุ่งนาในพื้นที่ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี

• คราบมลพิษหลากสีสันนี้จับตัวไหลเป็นแนวยาว ระยะทางไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร

• เมื่อแกะรอยต้นตอ พบว่าเส้นทางของคราบพิษนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมของ "บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด"

• บริษัทแห่งนี้ถือครองใบอนุญาตประกอบกิจการถึง 2 ประเภท ได้แก่ ใบอนุญาตประเภท 105 (คัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูลฯ) และประเภท 106 (นำน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วหรือสารทำละลายมาผ่านกรรมวิธีฯ)

• มวลน้ำอาบสารพิษนี้กำลังไหลบ่าผ่านพื้นที่รับน้ำ ตั้งแต่บ้านสระมะเขือ, บ้านคู้ลำพัน และบ้านโคกวัด ใน อ.ศรีมโหสถ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่พื้นที่ "ทุ่งบางพรวง"

เหตุสุดวิสัย หรือ ความตั้งใจละเลย?

ชำนาญ ศิริรักษ์ จากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ตอกย้ำว่า ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะทาง สังคมย่อมคาดหวังมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงกว่าคนทั่วไป โรงงานควรมีระบบคันดินที่มั่นคงแข็งแรง มีการปกคลุมบ่อ และมีระบบบำบัดน้ำที่แน่นหนาเพียงพอเพื่อรองรับวิกฤต แต่สิ่งที่ปรากฏกลับกลายเป็นการปัดความรับผิดชอบ และผลักภาระความผิดพลาดทั้งหมดให้ชุมชนรอบข้างต้องแบกรับภายใต้วาทกรรม "เหตุสุดวิสัย" จากฝนตกหนัก


ยิ่งไปกว่านั้น สุเมธ เหรียญพงษ์นาม ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า คราบน้ำมันและสารเคมีเหล่านี้ "ไหลทะลักออกมานอกพื้นที่โรงงานตั้งแต่ก่อนที่น้ำจะท่วมแล้ว" วิกฤตน้ำท่วมเป็นเพียงตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ปัญหานี้บานปลายและพัดพาสารพิษกระจายวงกว้างออกไปสู่พื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านนับพันนับหมื่นไร่

ความวิตกกังวลน้ำท่วมที่ปนเปื้อนพิษที่กำลังหลากไปทั่วจ.ปราจีนบุรี สุเมธ เหรียญพงษ์นาม และสมาชิกส่วนหนึ่งของเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ได้ลุยน้ำตากฝนสำรวจพื้นที่ต่างๆ หลังจากพบว่าชาวบ้านในพื้นที่ ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี กำลังเผชิญปัญหาน้ำท่วม ซึ่งห่างออกไปจากชุมชนเพียงประมาณ 500 เมตร เป็นที่ตั้งของบ่อฝังกลบขยะอุตสาหกรรม ที่มีใบอนุญาตโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 เมื่อเขาเดินลุยน้ำสำรวจบริเวณพื้นที่ใกล้ๆ กับหลุมฝังกลบขนาดใหญ่ กลิ่นแรกที่ปะทะคือกลิ่นคล้ายน้ำชะกาก (Leachate : น้ำเสียจากการชะล้างกองขยะ) ส่วนอีกกลิ่นจะเป็นกลิ่นคล้ายสารเคมี

“ถ้ามันแตก มันก็จะทำให้พวกน้ำชะกากที่อยู่ในบ่อมาปนเปื้อนในน้ำ ลงไปสู่แม่น้ำลำคลอง”

“น้ำท่วมบ่อกากขยะอุตสาหกรรมแตก สารพิษทะลัก กลางทุ่งรับน้ำศรีมหาโพธิ ผู้ว่าปราจีนเงียบกริบ หรือเป็นบ่อขยะของใคร? ไม่ประกาศให้ประชาชนเตรียมรับมือ”

“หลุมฝังกลบกากขยะใหญ่สุดในประเทศ 2 แห่ง น้ำชะกาก“ ทะลักไหลออกนอกโรงงานปนเปื้อนไปกับสายน้ำที่กำลังท่วมปราจีนบุรี ราชการไม่กล้าประกาศเตือนประชาชน”สุเมธ บ่งบอกถึงข้อกังวล และสะท้อนสภาพของหน่วยงานรัฐที่ละเลยปัญหาที่เกิดขึ้น


จากปราจีนบุรีถึงระยอง: โมเดลความพินาศของพื้นที่ EEC

สถานการณ์นี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงโมเดลความพังพินาศในพื้นที่อีอีซี

• นอกจากพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ แล้ว ใน ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี ยังพบบ่อฝังกลบขยะอุตสาหกรรม (ใบอนุญาต 105 และ 106) ตั้งอยู่ห่างจากชุมชนเพียง 500 เมตร ซึ่งผู้ลงพื้นที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นรุนแรงของน้ำชะกาก (Leachate) และสารเคมีที่โชยมากับน้ำท่วม

• เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เคยรายงานต่อคณะกรรมาธิการฯ สภาผู้แทนราษฎรว่า จ.ปราจีนบุรี มีจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและน้ำเสียซุกซ่อนอยู่อย่างน้อย 67 จุด ซึ่งล้วนเสี่ยงต่อการถูกมวลน้ำพัดพาสารพิษกระจายไปทั่วแผ่นดิน

• ภาพจำนี้แทบไม่ต่างจาก "สุสานมลพิษวินโพรเสสฯ" ที่ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ที่ชาวบ้านหนองพะวาต้องเผชิญกับน้ำท่วมขังซากกองถังสารเคมี จนเกิดคราบสีรุ้งปนเปื้อนออกสู่สิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน

นราธิป ทองถนอม มูลนิธิบูรณะนิเวศ รายงานว่า ช่วงเย็นเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 สนิท มณีศรี ชาวบ้านหนองพะวา ได้ถ่ายภาพสภาพปัจจุบันของ "สุสานมลพิษวินโพรเสสฯ" มาให้ซึ่งพบซากกองถัง 200 ลิตรในพื้นที่บริเวณโกดัง 5 อาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโรงงาน สภาพเปียกชุ่มเผยร่องรอยการผ่านฝนและน้ำท่วมขัง บางจุดมีคราบสีรุ้งขึ้นบนผิวน้ำ เป็นหลักฐานการปนเปื้อนของสารเคมีที่กระจายอยู่กับสิ่งแวดล้อม


สนิท เล่าว่า เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา หนองพะวามีฝนตกหนัก คันดินบางจุดที่กั้นไม่ให้น้ำที่ไหลผ่านโรงงานซึ่งจะกลายเป็นน้ำปนเปื้อนไหลเข้าในที่ดินของชาวบ้าน เกิดปริแตก แม้ชาวบ้านที่มีรถแบคโฮขนาดเล็ก มาขุดซ่อมคันดินบางจุดแล้ว แต่ด้วยฝนตกต่อเนื่องหลายวัน คันดินเหล่านั้นบางจุดก็แตกพังเหมือนเดิม ดีที่ว่าฝนหยุดตกเสียก่อน จึงไม่เกิดกรณีน้ำปนเปื้อนกระจายไปเพิ่ม

“มันเป็นคราบน้ำที่ไหลผ่านโรงงานแล้วไหลไปลงถนนนั่นแหละ ถ้าแห้งมันก็ทิ้งคราบเหลือง” หนึ่งในชุดภาพที่สนิทส่งมา มีภาพของถนนสาย 3471 ช่วงบางบุตร–วังจันทร์ ที่ถ่ายช่วงหน้าวัดหนองพะวา พบว่าหลังฝนตกยังพอเห็นร่องรอยของคราบน้ำสีส้มๆ ‘ปรากฏการณ์ผิดธรรมชาติ’ เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากโรงงานที่ก่ออาชญากรรมสิ่งแวดล้อม ผสานความร่วมมืออัปยศของหน่วยงานกำกับดูแล เป็นสิ่งที่คนหนองพะวาเจอเป็นประจำติดต่อกันมายาวนาน เวลาเกิดฝนตกหนักๆ

สำหรับการขนย้ายกากอุตสาหกรรมที่ตกค้างภายในโรงงานวิน โพรเสส กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เคยชี้แจงแผนงบประมาณในการจัดการกากของเสียว่า ในปี 2568 จะใช้งบกลางจำนวน 40 ล้านบาท สำหรับบำบัดของเสียเคมีวัตถุและเศษซากของเสียที่ถูกไฟไหม้ ประมาณ 4,000 ตัน และในช่วงปี 2569 อยู่ระหว่างขอรับการจัดสรรงบประมาณประมาณ 459 ล้านบาทจาก EEC หรือ Eastern Economic Corridor (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) เพื่อใช้บำบัดของเสียที่เหลือทั้งหมดอีกกว่า 24,300 ตัน

แต่การดำเนินการจริงที่เห็นเป็นรูปธรรมในปีที่ผ่านมา กรอ. ได้ว่าจ้างบริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) หรือเจนโก้ ให้เข้ามาดำเนินการกำจัดและบำบัดของเสียอันตรายที่ตกค้างภายในโรงงาน มีวงเงินตามสัญญา 27.12 ล้านบาท ซึ่ง กรอ. ระบุว่าเป็น “งานจ้างด้วยเงินภาษีของประชาชน”


โครงการนี้ครอบคลุมการขนย้ายของเสียรวมไม่น้อยกว่า 4,000 ตัน แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ สารเคมีและวัตถุอันตรายในถัง IBC ถุง BIG BAG และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงเศษซากของเสียที่ถูกไฟไหม้ ประมาณ 2,600 ตัน และวัตถุอันตรายที่อยู่ในบ่อคอนกรีตจำนวน 27 บ่อ ระหว่างอาคาร 3 และอาคาร 5 อีกประมาณ 1,400 ตันโครงการดังกล่าวดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ผลพบว่าซากกากในพื้นที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะส่วนที่กองกลาดเกลื่อนอยู่นอกตัวอาหาร อย่างไรก็ตาม นับแต่นั้นก็ไม่มีการดำเนินการอื่นใดติดตามมา

เมื่อรัฐใบ้กิน ประชาชนจึงต้องดิ้นรนเอง


แม้สถานการณ์น้ำจากอ่างเก็บน้ำตอนบนจะไหลลงมาสมทบจนระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และบ่อชะกากรอบำบัดของโรงงานถูกน้ำท่วมมิดจนประเมินความเสียหายไม่ได้ แต่สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดคือ "ความเงียบงัน" จากหน่วยงานบริหารระดับจังหวัด

ประชาชนยังคงเฝ้ารอคำสั่งการและการประกาศเตือนภัยอย่างเป็นทางการจากนายวีรพันธุ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ปัจจุบันมีเพียงการส่งหน่วยงานระดับปฏิบัติการอย่าง ทสจ. ลงไปเก็บตัวอย่างน้ำ และศูนย์ดำรงธรรมลงพื้นที่ตรวจสอบเท่านั้น แต่นโยบายการบริหารจัดการวิกฤตสารพิษแบบเบ็ดเสร็จ หรือมาตรการเยียวยาปกป้องชีวิตประชาชนกลับยังมืดมน

วิกฤตน้ำท่วมปนเปื้อนสารพิษในปราจีนบุรีครั้งนี้ คือบทพิสูจน์ความล้มเหลวในการกำกับดูแลของภาครัฐ ที่ปล่อยให้กฎหมายอ่อนแอพ่ายแพ้ต่อทุนมักง่าย คำถามสำคัญที่สังคมต้องต้องการคำตอบคือ ต้องให้แผ่นดินอาบยาพิษไปอีกกี่หมื่นไร่ และต้องทิ้งคราบน้ำตาไว้ให้ประชาชนอีกกี่ครัวเรือน รัฐถึงจะตื่นจากภวังค์และลุกขึ้นมาเอาผิดกับ "ฆาตกรสิ่งแวดล้อม" เหล่านี้อย่างจริงจังเสียที?.