ท่ามกลางวิกฤตน้ำเหนือและฝนกระหน่ำ ภาพคนกรุงเทพฯ ต้องเดินลุยน้ำเน่าขัง ไม่ใช่ความโชคร้ายจาก “ภัยธรรมชาติ” แต่มันคือผลพวงของ “ความวิบัติเชิงโครงสร้าง” เมื่อพื้นที่รับน้ำชั้นดีตามแนวพระราชดำริ “แก้มลิง” ถูกละทิ้งอย่างเงียบเชียบ! ซ้ำร้ายยังถูกสวมทับด้วยร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่ที่กำลังเปิดทางสะดวกให้กลุ่มทุนอสังหาฯ และดาต้าเซ็นเตอร์ ฮุบพื้นที่ไข่แดง ทิ้งให้คนกรุงต้องจมบาดาลรับกรรม!
ต้นตอ 6 แก้มลิงหาย! ตามแผน “ปล่อยตก”
กระแสสังคมโซเชียลที่ตั้งคำถามกันสนั่นเมืองถึงเรื่องแก้มลิงที่ถูกปัดตก ทำให้นายณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ต้องออกมากางหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการยกเลิกโครงการแก้มลิง 6 แห่งในฝั่งตะวันออก ซึ่งเดิมทีโครงการเหล่านี้มีแนวคิดมาจากพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในการใช้บึงรับน้ำเพื่อหน่วงน้ำก่อนระบายลงทะเล
ข้อมูลเชิงลึกระบุชัดว่า กทม. ไม่ได้ออกคำสั่งเซ็นยกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ใช้กลยุทธ์ “ปล่อยให้โครงการตกไปตามสภาพ” โดยอ้างเหตุผลเรื่องการทบทวนความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์และวิศวกรรม เนื่องจากราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความสูญเสียศักยภาพการกักเก็บน้ำรวมกว่า 5-6 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยพื้นที่รับน้ำทั้ง 6 แห่ง มีสภาพการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
•บึงรับน้ำคลองคู้บอน (เขตคันนายาว/คลองสามวา): เนื้อที่ 130 ไร่ (ความจุ 870,000 ลบ.ม.) หายไปจากร่างผังเมืองใหม่ และที่ดินเอกชนในแนวศึกษาถูกเปลี่ยนมือไปยังบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพื่อรอการพัฒนาจัดสรร
• บึงรับน้ำคลองบางชัน (เขตมีนบุรี): เนื้อที่ 39 ไร่ ปัจจุบันแปลงที่ดินดังกล่าวถูกเปลี่ยนสภาพกลายเป็นโครงการบ้านจัดสรรไปแล้ว
• บึงรับน้ำคลองสามวา 1 (เขตคลองสามวา): เนื้อที่ 127 ไร่ จากความล่าช้าในการเวนคืน พื้นที่ส่วนใหญ่จึงถูกพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยไปเกือบหมด
• บึงรับน้ำคลองสามวา 2 (เขตคลองสามวา): เดิมวางแผนให้มีความจุประมาณ 890,000 ลบ.ม. แต่พื้นที่กลับไร้การคุ้มครองแนวรับน้ำ
• บึงรับน้ำคลองลำหม้อแตก (เขตสายไหม/บางเขน): โครงการค้างท่อ ไม่เคยมีการตรา พ.ร.ฎ. เวนคืนที่ดิน
• บึงรับน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ (เขตคลองสามวา): ถูกละทิ้งและปล่อยให้เอกชนสามารถพัฒนาโครงการจัดสรรได้ตามปกติ
นายณัฏฐ์ ยังได้ตั้งคำถามสำคัญกระแทกใจฝ่ายบริหาร กทม. ว่า เมื่อเลือกที่จะชะลอหรือหยุดโครงการแก้มลิงเหล่านี้ กทม. มี “มาตรการทดแทน” ใดที่พร้อมจะชดเชยปริมาตรน้ำมหาศาลที่หายไปได้อย่างแท้จริง?
สแกนผังเมืองใหม่ หายนะคนกรุง เอื้อกลุ่มทุน
ด้านนายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาองค์กรผู้บริโภค ได้ออกมาตอกย้ำถึงหายนะที่แฝงมากับ “ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4)” ซึ่งมีจุดเริ่มต้นการร่างมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2561 ก่อนจะถูกตีกลับในปี 2564 เพื่อปรับปรุงให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. การผังเมือง พ.ศ. 2562 จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันที่อยู่ในขั้นตอนการปิดประกาศ 90 วัน (10 สิงหาคม - 9 พฤศจิกายน 2569) เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้อง
ความผิดปกติและการบิดเบือนธรรมชาติในร่างผังเมืองฉบับนี้ ปรากฏชัดเจนในหลายมิติ กล่าวคือ
• เฉือนพื้นที่สีเขียวลายทแยงทิ้ง: ในผังเมืองปี 2556 พื้นที่ฝั่งตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) เคยเป็นพื้นที่สีเขียวลายทแยงเพื่ออนุรักษ์ชนบทและเป็นแก้มลิงธรรมชาติ แต่ในร่างผังเมืองใหม่ พื้นที่เหล่านี้ถูกตัดหายไปทั้งหมด
• เปลี่ยนเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่น: พื้นที่รับน้ำถูกแทนที่ด้วยพื้นที่สีเหลืองและสีส้ม เพื่อเปิดทางให้สร้างหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมได้มากขึ้น
• ฝั่งตะวันออกก็โดนหางเลข: พื้นที่สำคัญอย่าง หนองจอก มีนบุรี คันนายาว สายไหม และลาดกระบัง ถูกลดพื้นที่สีเขียวลายทแยงลงเช่นกัน
• ยกเลิกพื้นที่พักน้ำ 5 แห่งรวด: กทม. ยกเลิกพื้นที่พักน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมถึง 5 แห่ง ได้แก่ บึงหมู่บ้านชวนชื่น บางเขน, บึงหมู่บ้านมณียา, บึงสวนสยาม, บึงหมู่บ้านชวนชื่นพาร์ควิลล์ และบึงหมู่บ้านเคซีเลควิว โดยอ้างง่ายๆ ว่าไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน
นายก้องศักดิ์ เน้นย้ำว่า เมืองที่เต็มไปด้วยคอนกรีต บึงถูกถม และพื้นที่รับน้ำลดลง แต่กลับฝากความหวังทั้งหมดไว้กับอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์และเครื่องสูบน้ำ เป็นสิ่งที่มีข้อจำกัดและรับมือไม่ไหวเมื่อน้ำมาพร้อมกัน
นอกจากนี้ ยังมีปมปัญหาใหญ่ที่เครือข่ายภาคประชาชนชี้เป้าว่าเข้าข่ายละเมิดสิทธิประชาชน นั่นคือ:
• อุโมงค์ยักษ์และมหกรรมเวนคืน: มีแผนตัดถนนใหม่และขยายถนนกว่า 148 สาย (ระยะทางรวม 500 กม.) ขุดและขยายคลอง 200 คลอง พร้อมวางแนวอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์กว้าง 20-80 เมตร ซึ่งจะกระทบต่อกรรมสิทธิ์ที่ดินประชาชนจำนวนมหาศาล โดยไม่มีการระบุระยะเวลาและงบประมาณที่ชัดเจน
• กระบวนการหมกเม็ด ขาดมีส่วนร่วม: การรับฟังความคิดเห็นมีประชาชนเข้าร่วมเพียง 21,776 คน หรือไม่ถึง 1% ของประชากร กทม. ทั้งหมด ถือเป็นการละเมิดสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
• ช่องโหว่ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ผุดกลางเมือง: ปัญหาล่าสุดที่แทรกซึมเข้ามาคือ กลุ่มทุนอาศัยช่องว่างทางกฎหมายผังเมืองที่ยังไม่มีนิยามเฉพาะ ยื่นขออนุญาตก่อสร้าง “ดาต้าเซ็นเตอร์” ใจกลางเมืองและแหล่งชุมชน เช่น ย่านพระราม 9 โดยใช้ใบอนุญาตประเภท “คลังสินค้า” สิ่งที่ตามมาคือมลพิษทางเสียง การดึงทรัพยากรไฟฟ้า-น้ำมหาศาล และความเสี่ยงจากการแอบลักลอบจัดเก็บเชื้อเพลิงกว่า 200,000 ลิตรโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่อ่อนไหวและที่พักอาศัย
"เดอะแบก" ป้องผู้ว่าฯ VS "นักวิชาการ" สับเละ
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์การทำงานของฝ่ายบริหาร กทม. ก็มีทั้งเสียงปกป้องและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด
• เดอะแบกออกโรงป้อง: นายดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกชื่อดัง ได้ออกมาปกป้องนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โดยระบุว่าเรื่องผังเมืองไม่ใช่สิ่งที่ผู้ว่าฯ สั่งได้คนเดียว แต่มีคณะกรรมการจากทั้งสำนักผังเมืองและกรมโยธาฯ ร่วมพิจารณา พร้อมระบุว่าเข้าใจความโกรธแค้นของคนที่น้ำท่วมบ้าน แต่อย่าปั้นน้ำเป็นตัวมาด่ากัน
• นักวิชาการสับเละ: ในทางตรงกันข้าม รศ.ดร.ดุษฎี ทายตะคุ อดีตอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้ออกมาวิจารณ์การทำงานของผู้ว่าฯ อย่างเผ็ดร้อน โดยชี้ว่าเมืองในยามวิกฤตต้องการ “ผู้บัญชาการที่ตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ใช่ “ผู้บริหารที่ตระเวนตรวจหน้างานเพื่อแลกภาพความทุ่มเท” โดยได้ตั้งคำถามจี้จุดตายว่า:
o ใครเป็นคนเคาะจัดลำดับความเร่งด่วนของพื้นที่เสี่ยงทั้ง 50 เขต?
o ใครคุมจังหวะเชื่อมต่อระหว่างสำนักการระบายน้ำ กรมชลประทาน การไฟฟ้า และทีมกู้ภัย?
o ใครคือคนที่กล้าตัดสินใจสั่งยกระดับการเตือนภัยเพื่อให้ประชาชนมีเวลาย้ายของหนีน้ำ?
ภาคประชาชนลุกฮือ! ฟ้องศาลปกครอง
จากความไม่โปร่งใสและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจากร่างผังเมืองใหม่ กทม. ความอดทนของภาคประชาชนจึงถึงขีดสุด เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 กลุ่มผู้บริโภคและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ได้รวมตัวกันยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนการจัดทำผังเมืองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการดำเนินการไว้ก่อน ขณะที่ก่อนหน้านี้ สภาผู้บริโภคยังได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งต่อมา กสม. ได้ชี้ชัดว่า กทม. เข้าข่ายละเมิดสิทธิประชาชนจริง เนื่องจากกระบวนการขาดการมีส่วนร่วมและไม่แจ้งผลกระทบอย่างถี่ถ้วน
บทสรุป: กรุงเทพฯ กับอนาคตที่จมดิ่ง?
ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้นตอของวิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติ แต่คือความล้มเหลวทั้งในเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะ "การละทิ้งทุนทางธรรมชาติ" อย่างแก้มลิง การปล่อยให้พื้นที่หน่วงน้ำถูกรุกล้ำโดยกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ ผนวกกับการร่างผังเมืองที่ลดทอนพื้นที่สีเขียวเพื่อเพิ่มความหนาแน่นของคอนกรีต ถือเป็นการผลักคนกรุงเทพฯ จมสู่บาดาลในระยะยาว
หาก กทม. ยังคงดันทุรังบริหารจัดการด้วยการพึ่งพาระบบวิศวกรรมที่ใช้เงินลงทุนมหาศาลอย่างอุโมงค์ยักษ์เพียงอย่างเดียว โดยปราศจากการทวงคืนพื้นที่แก้มลิง และขาดผู้บัญชาการที่มีวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ ในอนาคตวิกฤต “น้ำรอระบาย” คงจะกลายเป็น “มหานครที่ระบายน้ำไม่ออก” อย่างถาวร และคนกรุงอาจต้องเผชิญกับหายนะที่จมดิ่งเกินกว่าอุโมงค์ยักษ์ใดๆ จะกอบกู้ได้.


