คนไทยจ่ายภาษีปีละแสนล้านแต่ยังจมน้ำ! เจาะลึกความล้มเหลว 38 หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ ตีแผ่ระบบ Single Command อัมพาต พร้อมทางออกที่ผู้เสียภาษีต้องลุกขึ้นทวงถามความรับผิดชอบ
ประชาชนคนไทยจ่ายภาษีเพื่อให้รัฐปกป้องเราจากมวลน้ำ แต่สุดท้ายเรากลับต้องใช้สองมือเปล่ากอบกู้วิกฤตชีวิตตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า....
เชื่อหรือไม่ว่า ในแต่ละปีรัฐบาลใช้จ่ายเม็ดเงินงบประมาณไปกับการบริหารจัดการน้ำ พุ่งสูงทะลุหลักแสนล้านบาท แต่ความจริงอันขมขื่นกลับกลายเป็นว่าประชาชนคนไทยต้องเผชิญหน้ากับวัฏจักรน้ำท่วม-น้ำแล้งชนิดที่มองไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์
ความสิ้นหวังนี้ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติลงโทษ แต่มาจากโครงสร้างอันเทอะทะ และความไร้ประสิทธิภาพของ 38 หน่วยงานบริหารจัดการน้ำที่มีดีแต่เรื่องละลายเงินภาษีให้สิ้นเปลืองเปล่าประโยชน์ ใช่หรือไม่?
ชำแหละงบฯ เงินแสนล้านไปไหน?
เมื่อกางตัวเลขจากสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) จะพบความจริงที่น่าตกใจว่า ในช่วงปี 2560 - 2566 รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไปแล้วกว่า 421,426 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 4.9% ต่อปี โดยปีงบประมาณ 2568 ได้รับการจัดสรรที่ 62,779 ล้านบาท และพุ่งเป็น 63,421 ล้านบาทในปี 2569
คำถามคือ เงินมหาศาลเหล่านี้หายไปไหน? ข้อมูลระบุชัดเจนว่า เม็ดเงินกว่า 87.2% ถูกนำไปกระจุกตัวอยู่ที่ "รายจ่ายลงทุน" หรือการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น อ่างเก็บน้ำ คันกั้นน้ำ ขุดลอกคลอง โดยมีกรมชลประทาน เป็นผู้ครองสัดส่วนงบสูงสุดกว่า 40% เพื่อเน้นตอบสนองภาคการเกษตรเป็นหลัก
ขณะที่ กรมอุตุนิยมวิทยา ก็ได้รับการอัดฉีดงบเพิ่มขึ้นกว่า 40% ถึงสองปีซ้อนเพื่อรับมือสภาพอากาศ โดยปี 2569 ได้รับ 2,692.75 ล้านบาท และกระโดดเป็น 3,902.8 ล้านบาทในปี 2570 เพื่อรับมือวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว
แต่ผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับกลับกลายเป็นความซ้ำซ้อน ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างของบ และเมื่อโครงการก่อสร้างเหล่านี้ล่าช้า ประสิทธิภาพในการกันน้ำท่วมจึงล้มเหลวไม่เป็นท่าตามที่ PBO ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ และเสนอแนะให้รัฐบาล "จัดงบประมาณบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการอย่างแท้จริง เพื่อลดความซ้ำซ้อน"
การกระจายเม็ดเงินลงไปในหน่วยงานกว่า 38 แห่ง ภายใต้หลายกระทรวง ทำให้เกิดความทับซ้อนทั้งในเชิงพื้นที่และภารกิจ PBO เน้นย้ำว่า การจัดสรรงบต้องพิจารณาบนฐานข้อมูลพื้นที่ลุ่มน้ำ พิกัดดำเนินการ และกลุ่มผู้รับประโยชน์ที่ชัดเจน เพื่อให้งบประมาณมหาศาลตอบสนองปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมได้อย่างตรงจุด เลิกพฤติกรรมต่างคนต่างของบ ต่างคนต่างทำ จนทำให้เงินภาษีสูญเปล่าในที่สุด
38 หัว กับความล้มเหลวของ "One Map น้ำ"
ถ้าจะพูดให้ชัด ความวิบัติของการใช้งบประมาณ เกิดจากโครงสร้างที่หล่อเลี้ยง 38 หน่วยงาน ภายใต้ 9 กระทรวง และ 1 สำนักนายกรัฐมนตรี นี่คือกองทัพข้าราชการที่ควรจะทำงานสอดประสานกัน แต่กลับกลายเป็นหอกที่ทิ่มแทงกันด้วยการทำงานที่ทับซ้อน ปัดสวะ และเกี่ยงความรับผิดชอบ
รัฐบาลพยายามขายฝันด้วยระบบ "One Map น้ำ" หวังดึง AI มาเชื่อมข้อมูลเพื่อรับมือภัยพิบัติ แต่มันกลับกลายเป็นตลกร้าย เมื่อโครงสร้างระดับนี้กลับเผชิญภาวะ "หวงข้อมูล" และเชื่อมต่อโครงสร้างไปไม่ถึง "ท้องถิ่น" (อปท. และ อบต.) ซึ่งเป็นด่านหน้าปะทะน้ำ เมื่อข้อมูลจากส่วนกลางลงมาไม่ทันเวลา การวางกระสอบทรายกั้นน้ำหรือการสั่งอพยพประชาชนจึงล่าช้า ประชาชนต้องมองดูน้ำทะลักเข้าบ้าน โดยที่หน่วยงานรัฐมัวแต่นั่งสับสนในหน้าจอแดชบอร์ดอันสวยหรู
รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงกรณีปัญหาการส่งข้อความแจ้งเตือนน้ำท่วมผ่านระบบ Cell Broadcast โดยยอมรับว่าเกิดความบกพร่องและช่องว่างในการประสานงานระหว่างกรุงเทพมหานครกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ.
“อย่าโทษใครเลยค่ะ แต่ถ้าโทษก็รับไว้ก็ได้ค่ะ ว่ามันเป็นความบกพร่องจริง ๆ” รองผู้ว่าฯ ยอมรับความผิดพลาด
อนุมัติอีก! โปรเจกต์ยักษ์ ถมงบแบบเดิม?
ภาพสะท้อนของการ "เสพติดการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน" ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เมื่อล่าสุด (29 ก.ย. 2569) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งไฟเขียวอนุมัติ "โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย" ซึ่งจะเริ่มสตาร์ทในปี 2570 และใช้เวลายาวนานถึง 8 ปี รัฐบาลวาดฝันว่านี่คือทางออกระยะยาวที่จะลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 3.48 ล้านไร่ และลดความเสียหายได้ 1.6 หมื่นล้านบาทต่อปี
แต่นี่คือความหวังที่ประชาชนต้องตั้งคำถาม เพราะในขณะที่รัฐเซ็นอนุมัติเมกะโปรเจกต์ใหม่ โครงการเดิมอย่าง "คลองระบายน้ำหลากบางบาล–บางไทร" กลับถูกประกาศขอขยายเวลาแล้วเสร็จออกไปเป็นปี 2571-2572 เนื่องจากส่งมอบพื้นที่ล่าช้า! สิ่งนี้ตอกย้ำว่า ตราบใดที่รัฐยังแก้นิสัยการทำงานล่าช้าและรอยต่อระหว่างหน่วยงานไม่ได้ การอนุมัติงบหมื่นล้านแสนล้านเพื่อขุดคลองใหม่ ก็อาจเป็นแค่การสร้าง "อนุสาวรีย์แห่งความล่าช้า" เพิ่มขึ้นอีกแห่ง
“.... คณะรัฐมนตรีเห็นควรดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วและไม่ควรขยายเวลาอีก ซึ่งกรมชลประทาน ระบุว่าจะเสร็จได้ในปี 2571 โดยมติคณะรัฐมนตรีจะไม่ให้ขยายระยะเวลาไปมากกว่านี้อีกแล้ว” นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการครม.เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 กรณีโครงการ "คลองระบายน้ำหลากบางบาล–บางไทร" ที่ล่าช้า
ยิ่งไปกว่านั้น การที่นายกฯ ต้องงัดกลยุทธ์สั่งให้ "กระทรวงกลาโหม" และทหารเข้ามาช่วยคุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมถึงสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องลงพื้นที่ประกบรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงภาวะ "ระบบปกติพึ่งพาไม่ได้" จึงต้องใช้ระบบสั่งการฉุกเฉินและอำนาจทางการเมืองเข้ามาทุบโต๊ะแทนกลไก 38 หน่วยงานบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่แล้ว
“รวมศูนย์สั่งการหนึ่งเดียว” อัมพาต
แม้กฎหมายจะออกแบบระบบ "ผู้สั่งการสูงสุด" (Single Command) ไว้อย่างสวยหรู โดยแบ่งอำนาจตามระดับวิกฤต หากเป็นภัยระดับ 1-2 อำนาจเด็ดขาดจะอยู่ที่ "ผู้ว่าราชการจังหวัด" สามารถสั่งเกณฑ์คนและเครื่องจักรได้ทันที ภายใต้ พ.ร.บ. ปภ. 2550 และหากสถานการณ์บานปลายถึงขั้นวิกฤตระดับประเทศ (ระดับ 3-4) อำนาจจะถูกรวบตึงไปที่ "นายกรัฐมนตรี" ซึ่งสามารถสั่งการข้ามกระทรวงได้อย่างเบ็ดเสร็จผ่านศูนย์ กอนช. ตาม พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ 2561
แต่ความเป็นจริง ระบบ Single Command กลับกลายเป็น "ความล้มเหลว" และอยู่ในภาวะอัมพาตตั้งแต่เริ่มสตาร์ทเครื่อง เพราะถูกแช่แข็งด้วยปัญหาคอขวด 3 ประการหลัก
• สทนช.ไม่มีแขนขา - ต้องพึ่งพามหาดไทย: โครงสร้างรัฐสร้างความลักลั่นอย่างชัดเจน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) (ภายใต้ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ) มีสมองชั้นเลิศในการวิเคราะห์มวลน้ำและทิศทางไหล แต่กลับ "ไม่มีกำลังพลและเครื่องจักรในมือ" สวนทางกับกระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าฯ (ภายใต้ พ.ร.บ. ปภ.) ที่มีกำลังพล มีงบภัยพิบัติพร้อมรบ แต่กลับ
"ขาดความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านวิศวกรรมน้ำ" เมื่อต้องทำงานร่วมกัน การส่งต่อคำสั่งจึงติดขัดและไร้ประสิทธิภาพ
• ศึกสายน้ำข้ามเขต: มวลน้ำไม่เคยไหลตามเส้นแบ่งเขตการปกครอง เมื่อน้ำทะลักข้ามจังหวัด ผู้ว่าฯ ต้นน้ำย่อมอยากเร่งระบายน้ำออกเพื่อเซฟเมืองตัวเอง ขณะที่ผู้ว่าฯ ปลายน้ำก็ยังไม่พร้อมรับมวลน้ำมหาศาล หากส่วนกลางหรือนายกรัฐมนตรีไม่ลงมาทุบโต๊ะสั่งการ กลไกการประสานงานระดับท้องถิ่นจะเกิดภาวะงัดข้อและล่าช้าทันที
• ความหวาดกลัวกฎหมายของข้าราชการหน้างาน: ท่ามกลางความเป็นความตาย การตัดสินใจเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ หรือการผันน้ำเข้าทุ่งเพื่อเซฟพื้นที่เศรษฐกิจ ย่อมมีผู้เสียผลประโยชน์ ข้าราชการระดับปฏิบัติการจึงตกอยู่ในความหวาดกลัว ไม่กล้าขยับหรือปรับเปลี่ยนการระบายน้ำตามสถานการณ์หน้างานจริง หากไม่มี "คำสั่งลายลักษณ์อักษร" เซ็นกำกับจากเบื้องบน เพราะหวั่นถูกฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญาย้อนหลัง
ภาพสะท้อนความอัมพาตนี้เด่นชัดที่สุด เมื่อเกิดวิกฤตมวลน้ำที่กำลังทะลักล้นเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งล่าสุด (29 ก.ย. 2569) คณะกรรมการบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีมติให้ กรมชลประทาน เร่งระบายน้ำเพิ่มเป็นขั้นบันไดทะลุ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่วิถีปฏิบัติของกลไกรัฐกลับยังเชื่องช้าและติดหล่มระเบียบราชการ มวลน้ำมหาศาลไม่เคยรอการประทับตราเอกสาร แต่ระบบของรัฐกลับเลือกที่จะเอาตัวรอด และทิ้งให้ประชาชนผู้เสียภาษีต้องรับกรรมจมอยู่ใต้บาดาล
ทางออกของประชาชนผู้เสียภาษี?
ตราบใดที่ประเทศไทยยังทลายกำแพงกฎหมายที่แยกส่วนของ 38 หน่วยงานบริหารจัดการน้ำไม่ได้ และยังยึดติดกับการเทงบ 87% ไปกับการก่อสร้างที่ล่าช้าซ้ำซาก เม็ดเงินแสนล้านก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาแบบปะผุ คำถามที่ดังก้องอยู่ในใจของผู้เสีย
ภาษีที่กำลังวิดน้ำออกจากบ้านคือ "เราจะทำอย่างไร?"
1. เลิกโรแมนติกกับความสูญเสีย: หยุดยอมจำนนต่อข้ออ้างที่ว่านี่คือ "ภัยธรรมชาติ" หรือ "เหตุสุดวิสัย" เพราะความเสียหายรุนแรงที่เกิดขึ้นคือ "ภัยจากระบบราชการ" และการบริหารที่ล้มเหลว
2. ทวงถามความรับผิดชอบ: เลิกซาบซึ้งกับการแจกถุงยังชีพของนักการเมือง และการอนุมัติงบกลางเยียวยาหลักพันล้าน แต่ต้องตั้งคำถามและกดดันอย่างหนักถึงประสิทธิภาพในการป้องกัน แจ้งเตือน และความคุ้มค่าของเมกะโปรเจกต์ที่มาจากภาษีของเรา
3. ผลักดันการรื้อโครงสร้าง: ใช้พลังของสังคมกดดันให้เกิดการปฏิรูประบบจัดการน้ำ ยุบรวมความทับซ้อน หลอมรวมข้อมูลให้กลายเป็น "มันสมองหนึ่งเดียว" อย่างแท้จริง และกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น
ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องหยุดเป็นเพียง "ผู้ประสบภัย" ที่ยอมตามยถากรรม แต่ต้องลุกขึ้นมาในฐานะ "ผู้จ่ายภาษี" ที่พร้อมจะทวงคืนสิทธิในการมีชีวิตที่อยู่รอดปลอดภัยให้สมกับที่ควักจ่ายภาษีเพื่อให้รัฐนำไปบริหารจัดการน้ำปีหนึ่งๆ นับแสนล้านบาท.


