xs
xsm
sm
md
lg

อภิมหาโปรเจกต์ 1.65 แสนล้าน! "คลองระบายน้ำชัยนาท-อ่าวไทย" ยาแก้หรือแค่ข้ออ้างผลาญงบ?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เจาะลึกอภิมหาโปรเจกต์ 1.65 แสนล้าน "คลองระบายน้ำชัยนาท-อ่าวไทย" ฟังเสียงสะท้อนนักวิชาการ ดร.สิตางศุ์ ชี้ชัดแก้น้ำท่วม กทม. จากฝนตกไม่ได้ สรุปคือทางรอดวิกฤตน้ำท่วมหรือแค่ข้ออ้างผลาญงบ?

ท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ประชาชนต้องจมบาดาลจาก "ฝนตกกระจาย" แต่กลไกรัฐกลับฉวยจังหวะนี้เดินหน้าผลักดัน "โครงการคลองระบายน้ำหลาก ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย" มูลค่ามหาศาลถึง 165,000 ล้านบาท จนนักวิชาการตัวจริงอย่าง ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อ 28 ก.ย. 2569 ตั้งคำถามแทงใจว่า “....คิดดีไม่ได้เลยว่า ความฉิ_บหายส่วนนึง ที่มาจากการจัดการห่วยแตกนี่ .. โง่จริง หรือ ตั้งใจให้เกิด???

 ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า
มาสแกนข้อมูลและวิเคราะห์เจาะลึกกันว่าโปรเจกต์แสนล้านนี้คือ "ทางรอด" หรือเป็นเพียง "ทางรวย" ของใครบางคน

เจาะไส้ใน: อภิมหาโปรเจกต์ 1.65 แสนล้าน

จากการสืบค้นข้อมูลแผนแม่บทของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทาน โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย เป็นเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ภายใต้ 9 แผนหลักบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีรายละเอียด ดังนี้

• เป้าหมายหลัก: ดึงและตัดยอด "น้ำเหนือ" และน้ำจากแม่น้ำป่าสัก ไม่ให้ไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง โดยระบายมวลน้ำออกสู่อ่าวไทยโดยตรง

• เส้นทางและศักยภาพ: อาศัยการปรับปรุงคลองเดิมและขุดคลองใหม่ รวมระยะทางยาวถึง 270 กิโลเมตร โดยเป็นช่วงคลองขุดใหม่จากป่าสัก-อ่าวไทย ยาวประมาณ 135 กิโลเมตร สามารถรองรับการระบายน้ำได้สูงสุด 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

• เม็ดเงินและกรอบเวลา: วงเงินลงทุนเตรียมไว้สูงถึง 165,000 ล้านบาท ปัจจุบันรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) อยู่ระหว่างการปรับปรุงเตรียมเสนอในปี 2569 หากผ่านการอนุมัติ จะเริ่มตอกเสาเข็มในปี 2570 และใช้เวลาก่อสร้างยาวนาน 7-8 ปี


"ช่วย กทม." ได้จริง หรือแค่แหกตา?


หากมองด้วยแว่นขยายของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชิงลึก โครงการนี้มีทั้ง "จุดที่ตอบโจทย์" และ "จุดที่ลวงโลก" หากรัฐบาลนำมาเคลมเพียงด้านเดียวเพื่อสร้างความชอบธรรมว่าเป็นยาวิเศษสำหรับแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองหลวง

หนึ่ง สอบผ่าน: การบล็อก "น้ำเหนือ"

ในภาพรวมระดับชาติ ปฏิเสธไม่ได้ว่าคลองยักษ์สายนี้จะช่วยลดภาระของแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างมหาศาล การบายพาส มวลน้ำ 600 ลบ.ม./วินาที ลงทะเลตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงที่แม่น้ำเจ้าพระยาจะเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจในจังหวัดอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นประโยชน์จริงในกรณีที่เกิด "มหาอุทกภัยจากน้ำเหนือ" คล้ายโมเดลที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2554

สอง สอบตก: แก้ปัญหา "ฝนตกในพื้นที่" ไม่ได้

นี่คือประเด็นที่ ดร.สิตางศุ์ ชี้เป้า! น้ำท่วม กทม. ในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากน้ำเหนือล้นตลิ่ง แต่เกิดจาก "สภาพเมืองที่เป็นแอ่งกระทะ + ฝนตกหนัก + ระบบระบายน้ำพังพินาศ" ต่อให้รัฐบาลสร้างคลองยักษ์แสนล้านเสร็จสมบูรณ์ แต่ถ้าน้ำฝนที่ตกลงมากลางสุขุมวิท รังสิต หรือรามอินทรา ไม่สามารถไหลลงท่อที่อุดตันได้ หรือเครื่องสูบน้ำยังคงเสียเป็นประจำ น้ำก็ยังคงท่วมขังทำลายเศรษฐกิจอยู่ดี เพราะคลองชัยนาท-ป่าสัก ไม่สามารถมาผันน้ำจากถนนวิภาวดีฯ เพื่อเอาไปทิ้งอ่าวไทยได้!

สาม จุดบอด: เพิกเฉยต่อ "น้ำทะเลหนุน" และผลกระทบทางนิเวศ

สอดคล้องกับคำเตือนของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาโลกที่ระบุว่า ในปี 2573 กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมสูงถึงอันดับ 4 ของโลก ซึ่งปัจจัยสำคัญคือภาวะโลกเดือดที่ทำให้น้ำทะเลหนุนสูง และปัญหาแผ่นดินทรุด โครงการขุดคลองระบายน้ำทิ้งลงทะเล หากไม่มีการบริหารจัดการแนวคันกั้นน้ำทะเล (Sea Wall) หรือโครงสร้างป้องกันชายฝั่งที่ปากอ่าวให้สมบูรณ์ ในช่วงที่น้ำทะเลหนุนจัด มวลน้ำจากคลองแสนล้านก็อาจจะระบายออกไม่ได้ หรือแย่กว่านั้นคือการรบกวนความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งอย่างรุนแรง

บทสรุป: อย่าเอาความฉิบหายเฉพาะหน้า มาเป็นข้ออ้างผลาญงบ

ข้อวิจารณ์ของ ดร.สิตางศุ์ จึงสะท้อนภาพความจริงที่ว่า รัฐบาลกำลัง "เกาไม่ถูกที่คัน" การนำวิกฤตความเดือดร้อนของชาว กทม. และปริมณฑลที่จมน้ำฝน มาเป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อเร่งผลักดันโปรเจกต์แสนล้านที่ใช้แก้น้ำเหนือ ถือเป็นการจับแพะชนแกะทางนโยบาย

แน่นอน ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม โครงการตัดยอดน้ำเหนืออาจเป็นจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งในระดับประเทศ แต่สำหรับกรุงเทพฯ สิ่งที่เร่งด่วนและแก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า คือการรื้อและผ่าตัดระบบเส้นเลือดฝอยอย่างท่อระบายน้ำทั้งเมือง การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อเป็นแก้มลิงชะลอน้ำตามหลักการพัฒนาเมืองยั่งยืน และการสร้างโครงสร้างป้องกันน้ำทะเลหนุนอย่างเป็นรูปธรรม

หากรัฐบาลยังคงมุ่งแต่จะผลักดันเมกะโปรเจกต์โดยละเลยการแก้ปัญหาระดับโครงสร้างพื้นฐานของเมือง คำถามที่ว่า "บริหารจัดการพลาดเพราะขาดน้ำยา หรือจงใจปล่อยปละละเลยเพื่อเบิกทางให้งบประมาณก้อนโต?" ก็คงเป็นคำถามที่สังคมมีคำตอบที่ชัดเจนอยู่ในใจแล้ว.