สำนักงานอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)เตือน กทม. เสี่ยงน้ำท่วมอันดับ4ของโลกในปี 2573 "สนธิ คชวัฒน์" ชี้สาเหตุดินทรุด น้ำหนุน ฝนสุดขั้วจี้รัฐเร่งคลอดเมกะโปรเจกต์ผ่าตัดโครงสร้างเมืองด่วน
ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งเป็นเขตเมืองหลวง เมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศ กำลังคุกคามความหวังของ “คนกรุงเทพเนทีฟ” และคนชนบทที่เข้ามาแสวงหาโอกาส เมื่อมีเสียงเตือนล่าสุดจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ที่ระบุชัดเจนว่าในปี พ.ศ. 2573 กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเมืองที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก ยิ่งไปกว่านั้น กทม. จะต้องเผชิญกับภัยพิบัติจากธรรมชาติรุนแรงเป็นอันดับ 17 ของโลกอีกด้วย
ชี้ชะตาเมืองหลวงจมบาดาล
สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ได้กางข้อมูลเชิงลึกถึงภัยคุกคามนี้ผ่านการโพสเฟซบุ๊ก และให้สัมภาษณ์สื่อหลายสำนัก โดยระบุว่า มีการยืนยันจากหลายสถาบันระดับนานาชาติ ซึ่งมีรายงานวิจัยชี้ตรงกันว่ากรุงเทพฯ ติดโผเมืองหลวงที่เสี่ยงจมน้ำ โดยข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เน้นย้ำถึงสภาวะ "โลกเดือด" ที่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ภายในปี 2573 กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมสูงถึงอันดับ 4 ของโลก และเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นอันดับ 17 ของโลก” สนธิ จุดประเด็นร้อนโดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)
นอกจากนั้น เขายังตอกย้ำรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ที่ประเมินว่า ภายในปี 2573 พื้นที่ กทม. เกือบร้อยละ 40 จะถูกน้ำท่วมขัง โดยชี้ให้เห็นสาเหตุเชิงโครงสร้างระดับพื้นที่ว่า การทำลายป่าชายเลนเพื่อทำฟาร์มกุ้งในอดีต ทำให้แนวกันคลื่นพายุซัดฝั่งตามธรรมชาติหายไป ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงและเร่งให้น้ำทะเลรุกคืบเข้าใกล้เมืองหลวงเร็วขึ้น รวมถึงภาวะจากปริมาณฝนที่ตกหนักรุนแรงขึ้น ซึ่งหากไร้การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ภายในปี พ.ศ. 2593 พื้นที่ กทม. อาจถูกน้ำท่วมสูงถึงร้อยละ 96
แผ่นดินทรุด-น้ำทะเลหนุน-ฝนสุดขั้ว
วิกฤตนี้มีรากฐานมาจากสภาพทางกายภาพที่เปราะบางของกรุงเทพฯ -ปริมณฑล และน้ำมือมนุษย์ นั่นคือ
• กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อน (Bangkok clay)
• เมืองหลวงแห่งนี้มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลปัจจุบันเพียง 1.5 เมตร
• ปัจจัยเร่งที่อันตรายที่สุดคือ "ภาวะแผ่นดินทรุดตัว" ซึ่งปัจจุบันทรุดลงเฉลี่ยปีละ 1-2 เซนติเมตร
• บางพื้นที่ของกรุงเทพฯ อาจมีอัตราการทรุดตัวถึง 2-3 เซนติเมตรต่อปีจากผลพวงของการสูบน้ำบาดาลในอดีตและน้ำหนักของตึกระฟ้า
• สภาพภูมิอากาศแปรปรวนทำให้เมืองต้องรับมือกับปัจจัยเสี่ยงแบบทวีคูณ ทั้งจากน้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน
ขาดแต่น้ำยาของผู้บริหาร?
ข้อเท็จจริงในเวลานี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันไม่สามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ คูคลองและเส้นทางระบายน้ำตามธรรมชาติหลายแห่งถูกทำลายหรือปล่อยทิ้งร้าง สิ่งที่กรุงเทพฯ ขาดแคลนจึงเป็น "น้ำยา" ของผู้บริหาร ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ระดับ “ผู้ว่าฯกทม. เพราะปัญหานี้เป็นวิกฤตใหญ่ระดับชาติ รัฐบาลจึงต้องเข้ามาบริหารจัดการและป้องกันแก้ไขวิกฤตนี้อย่างเด็ดขาด หากการแก้ไขยังคงหยุดอยู่แค่การสูบน้ำและไม่มีระบบจัดการที่มีประสิทธิภาพ ปัญหาน้ำท่วมก็จะยิ่งรุนแรงและท่วมหนักขึ้นในทุก ๆ ปี
สนธิ คชวัฒน์ มีข้อเสนอแนะถึงแนวทางป้องกันระดับโครงสร้างเพื่อผ่าตัดใหญ่ก่อนสายเกินแก้ เนื่องจากหากไม่มีโครงการขนาดใหญ่ระดับชาติ กรุงเทพฯ ก็ไม่อาจอยู่รอดได้ รัฐบาลต้องเร่งคลอดแผนแม่บทเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างเร่งด่วน ได้แก่
• แนวคันกั้นน้ำทะเล: ศึกษาและสร้างคันกั้นน้ำทะเลรอบเมืองเพื่อสกัดกั้นระดับน้ำทะเลหนุนสูง
• การป้องกันแนวชายฝั่ง: ภาครัฐต้องเร่งศึกษาการสร้างเขื่อนกั้นคลื่นทะเลก่อนที่จะสายเกินไป
• ทางด่วนน้ำใต้ดิน: สร้างอุโมงค์ยักษ์ดูดน้ำเพื่อระบายออกสู่ใต้ทะเลโดยตรง
• คลองสายใหม่: ขุดแม่น้ำเจ้าพระยาสายที่สองเพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำเหนือ
• พื้นที่รับน้ำเชิงโครงสร้าง: พัฒนาระบบเก็บน้ำใต้ดินขนาดใหญ่และแก้มลิงขนาดใหญ่เพื่อชะลอน้ำในเขตเมือง
• ระบบอัจฉริยะ: ขยายท่อระบายน้ำและตั้งระบบเตือนภัยอัจฉริยะเพื่อการรับมือแบบเรียลไทม์
“กรุงเทพ เป็นเมืองทั้งที่เจอทั้งน้ำฝน น้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน..ขาดแต่น้ำยาของรัฐบาลที่จะบริหารและป้องกันแก้ไข” คำถามสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบสังคมให้ได้คือ หากทำไม่ได้... แล้วประชาชนจะอยู่ได้อย่างไร?


