xs
xsm
sm
md
lg

ภาพลักษณ์ ภาพหลอก: การทำให้ภาพลักษณ์เข้ามาแทนที่ความจริง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผศ.ชาติณรงค์ วิสุตกุล
อาจารย์ประจำหลักสูตรการสื่อสารการแสดงดิจิทัล
คณะนิเทศศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์


“ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเห็นวัตถุสิ่งนั้น ค่อยยอมรับคุณค่าของมัน หาทราบไม่ว่าสิ่งที่มองไม่เห็น ยังทรงคุณค่ากว่าสิ่งที่มองเห็นมากนัก”

ข้อความตอนหนึ่งจากนิยายกำลังภายในเรื่อง มีดบินไม่พลาดเป้า ประพันธ์โดย โกวเล้ง เรียบเรียงโดย น. นพรัตน์ สะท้อนธรรมชาติของมนุษย์ที่มักเชื่อและยอมรับคุณค่าจากสิ่งซึ่งปรากฏต่อสายตาได้ง่ายกว่าสิ่งที่มองไม่เห็น ยิ่งในยุคที่ผู้คนใช้เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ติ๊กต็อก ยูทูบ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ เป็นพื้นที่นำเสนอตนเอง ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และข้อความที่เผยแพร่ออกไปจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบันทึกชีวิต หากยังถูกใช้สร้างภาพลักษณ์ว่าเราเป็นใคร มีชีวิตอย่างไร และควรได้รับการยอมรับเพียงใด ขณะที่คุณค่าบางอย่าง เช่น ความรู้ ความสามารถ ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบ ซึ่งไม่อาจมองเห็นหรือพิสูจน์ได้จากภาพเพียงภาพเดียว หรือคลิปสั้น ๆ กลับถูกละเลยหรือได้รับความสำคัญน้อยลง

การสร้างภาพลักษณ์ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะมนุษย์ทุกคนต่างเลือกนำเสนอตนเองต่อผู้อื่นอยู่แล้ว อาทิ เราเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับโอกาส เลือกใช้คำพูดให้เหมาะกับผู้ฟัง และเลือกเผยแพร่ภาพหรือเรื่องราวบางส่วนของชีวิตผ่านสังคมออนไลน์ เช่นเดียวกับองค์กรธุรกิจที่ต้องประชาสัมพันธ์สินค้าและผลงาน หรือนักการเมืองที่ต้องสื่อสารนโยบายให้ประชาชนเข้าใจและดูน่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์จึงเป็นเสมือนภาพแทนที่ช่วยให้ผู้อื่นทำความรู้จัก จดจำ และประเมินบุคคลหรือองค์กรได้ง่ายขึ้น แม้ภาพแทนนั้นจะไม่อาจบอกความจริงได้ทั้งหมดก็ตาม

ปัญหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อภาพลักษณ์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงนำเสนอความจริงบางส่วน แต่ถูกสร้างและจัดวางจนผู้รับสารเข้าใจว่าเป็นความจริงทั้งหมด ผู้ส่งสารอาจเลือกเฉพาะภาพความสำเร็จ แต่ไม่กล่าวถึงความล้มเหลว นำเสนอเฉพาะผลลัพธ์ที่สวยงาม แต่ไม่เปิดเผยต้นทุน ความเสี่ยง หรือเงื่อนไขที่อยู่เบื้องหลัง หรือใช้ภาพถ่ายร่วมกับบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อทำให้ผู้ชมตีความถึงความใกล้ชิดและความน่าเชื่อถือมากกว่าที่ภาพนั้นสามารถยืนยันได้ ภาพลักษณ์จึงเริ่มกลายเป็นภาพหลอก เมื่อความจริงบางส่วนถูกนำมาใช้แทนความจริงทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้ ภาพหลอกจึงไม่จำเป็นต้องเป็นภาพปลอมหรือภาพที่ผ่านการตัดต่อเสมอไป บางครั้งภาพทุกภาพเป็นภาพจริง เหตุการณ์ทุกอย่างเคยเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อถูกคัดเลือก จัดเรียงลำดับ และประกอบถ้อยคำบางอย่าง ภาพจริงเหล่านั้นอาจนำผู้รับสารไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ สิ่งที่ถูกตัดต่อจึงอาจไม่ใช่ตัวภาพ หากเป็นความหมายที่ถูกสร้างขึ้นโดยรอบภาพเหล่านั้น เพื่อให้ผู้ชมมองเห็นและเชื่อในสิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการ

เมื่อภาพหนึ่งภาพไม่ได้มีความหมายอยู่ในตัวเองทั้งหมด หากความหมายส่วนหนึ่งเกิดจากผู้เลือกภาพ ถ้อยคำที่วางกำกับ และช่องทางที่นำไปเผยแพร่ เราจึงไม่ควรถามเพียงว่า ภาพนั้นจริงหรือไม่ แต่ควรถามด้วยว่า ใครเลือกภาพนี้มาให้เราเห็น ต้องการบอกอะไร และต้องการให้เราเชื่อหรือกระทำสิ่งใด

คำถามดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของ Harold D. Lasswell (แฮโรลด์ ดี. ลาสเวลล์) ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ Lasswell’s Communication Model (แบบจำลองการสื่อสารของลาสเวลล์) แบบจำลองนี้พิจารณาการสื่อสารผ่านคำถาม 5 ข้อ ได้แก่ ใครเป็นผู้ส่งสาร กล่าวอะไร ผ่านช่องทางใด สื่อสารถึงใคร และก่อให้เกิดผลอย่างไร หรือ Who says what in which channel to whom with what effect ด้วยความสนใจด้านการสื่อสารมวลชนและการโฆษณาชวนเชื่อ ลาสเวลล์จึงให้ความสำคัญกับผลที่ผู้ส่งสารต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้รับสาร อย่างไรก็ตาม แบบจำลองนี้มิได้หมายความว่าการสื่อสารทุกชนิดเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นกรอบที่ช่วยให้เห็นว่า สารทุกชิ้นผ่านการเลือกเนื้อหา มีกลุ่มเป้าหมาย และอาจมีผลบางอย่างที่ผู้ส่งสารมุ่งหวัง

เมื่อนำแบบจำลองดังกล่าวมาใช้กับสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ส่งสารอาจเป็นคนทั่วไป อินฟลูเอนเซอร์ ไลฟ์โค้ช เจ้าของธุรกิจ หรือผู้ใช้สื่อทุกคน ส่วนสารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคำพูดหรือข้อความ แต่รวมถึงภาพถ่าย คลิปวิดีโอ เสื้อผ้า สถานที่ บุคคลที่ร่วมเฟรม และสิ่งที่ผู้โพสต์เลือกไม่ให้ปรากฏ ขณะที่แพลตฟอร์มก็ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางส่งสาร แต่มีระบบคัดเลือกเนื้อหาที่ดึงดูดความสนใจและนำเสนอซ้ำ จนยอดติดตาม ยอดกดถูกใจ และยอดแบ่งปันอาจถูกเข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายของความน่าเชื่อถือ ทั้งที่ความนิยมกับความจริงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

ผู้รับสารจึงควรถามเพิ่มเติมว่า ผู้ส่งสารเลือกให้เราเห็นอะไร มีสิ่งใดถูกละไว้ ภาพหรือข้อความนั้นปรากฏในบริบทใด และใครได้รับประโยชน์เมื่อเราเชื่อ การตั้งคำถามเช่นนี้จะช่วยให้เรามองเห็นกระบวนการที่ทำให้ภาพหนึ่งภาพกลายเป็นความน่าเชื่อถือ ความหวัง หรืออำนาจในการโน้มน้าว

กรณีของหญิงสาวที่สื่อเรียกกันว่า นุช ช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างภาพจริงกับความหมายที่ถูกสร้างขึ้นจากภาพ เรื่องเริ่มได้รับความสนใจเมื่อเธอปรากฏอยู่ในวงสัมภาษณ์บุคคลที่กำลังเป็นข่าว จนทำให้บางคนเข้าใจว่าเธออาจเกี่ยวข้องกับบุคคลในเหตุการณ์ ก่อนที่โลกออนไลน์จะย้อนตรวจสอบและพบภาพถ่ายของเธอกับบุคคลมีชื่อเสียงหลายคน

ภาพที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางภาพหนึ่งคือภาพที่นุชถ่ายคู่กับคุณธนินท์ เจียรวนนท์ พร้อมคำบรรยายในลักษณะสนิทสนม โดยเรียกว่า อากง และมีถ้อยคำทำนองว่า หากมีเรื่องใดให้โทรหาได้ ภาพและข้อความดังกล่าวจึงอาจทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจว่า ผู้โพสต์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลในภาพ ไม่ใช่เพียงพบกันในงานและขอถ่ายภาพร่วมกัน

เมื่อให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโหนกระแส เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 นุชอธิบายว่าได้พบและเข้าไปทักทายคุณธนินท์ภายในงานแห่งหนึ่ง ผู้ใหญ่ในครอบครัวเคยสอนให้เรียกว่า อากง และเธอไม่ได้รับนามบัตรจากบุคคลดังกล่าว ส่วนข้อความประกอบภาพที่ทำให้เข้าใจว่าได้รับนามบัตรและสามารถติดต่อกันได้นั้น นุชยอมรับว่าเป็นผู้เขียนขึ้นเอง พร้อมกล่าวขอโทษ ข้อเท็จจริงที่เธอยอมรับจึงไม่ใช่การปลอมแปลงบุคคลในภาพ แต่เป็นการเขียนคำบรรยายที่ทำให้ความหมายของภาพเคลื่อนออกไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
เมื่อพิจารณาผ่านแบบจำลองของลาสเวลล์ ผู้ส่งสารคือเจ้าของบัญชีผู้เลือกภาพและเขียนข้อความ สารประกอบด้วยภาพ คำเรียกขาน และถ้อยคำที่บอกเป็นนัยถึงความสนิทสนม ช่องทางคือสื่อสังคมออนไลน์ ผู้รับสารคือผู้ติดตามและสาธารณชน ส่วนผลที่เกิดขึ้นคือการรับรู้ว่า ผู้โพสต์อาจมีสถานะ มีเครือข่าย หรือได้รับความไว้วางใจจากบุคคลมีชื่อเสียง

ปรากฏการณ์นี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการตัดต่อความหมาย เพราะสิ่งที่ถูกตัดต่อไม่จำเป็นต้องเป็นตัวภาพ ภาพอาจเป็นภาพจริงและบุคคลทั้งสองอาจถ่ายภาพร่วมกันจริง แต่คำบรรยายสามารถเปลี่ยนความหมายจาก เคยพบและขอถ่ายภาพด้วยเป็น รู้จักกัน หรือ สนิทสนมกัน จนถึงขั้นทำให้เข้าใจว่า บุคคลในภาพให้การรับรองผู้โพสต์ ทั้งที่ภาพเพียงภาพเดียวไม่อาจยืนยันความสัมพันธ์เหล่านั้นได้ กรณีนี้จึงเตือนว่า ภาพหลอกที่มีประสิทธิภาพอาจไม่ใช่ภาพเท็จทั้งหมด หากเป็นภาพจริงที่ถูกประกอบขึ้นด้วยถ้อยคำและบริบท จนผู้รับสารเข้าใจความจริงไปไกลกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพ

สิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีนุชไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้ภาพคู่กับบุคคลมีชื่อเสียงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะอินฟลูเอนเซอร์และไลฟ์โค้ชบางกลุ่มก็กำลังใช้วิธีคล้ายกัน เพียงเปลี่ยนจากการขายภาพความสัมพันธ์มาเป็นการขายภาพชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังใหญ่ รถราคาแพง การเดินทางต่างประเทศ หรือถ้อยคำที่บอกว่าความสำเร็จเกิดขึ้นได้ ขอเพียงกล้าคิด กล้าลงมือทำ และเชื่อมั่นในตนเอง

ภาพเหล่านี้อาจเป็นภาพจริง แต่สิ่งที่ผู้ชมมองไม่เห็นคือที่มาของทรัพย์สิน ภาระหนี้ ต้นทุน ความล้มเหลว หรือบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ เมื่อความจริงบางส่วนถูกเลือกมาแสดงซ้ำ ๆ ชีวิตของผู้โพสต์จึงดูเหมือนเป็นหลักฐานยืนยันว่าแนวคิด หลักสูตร หรือสินค้าที่นำเสนอนั้นได้ผล ทั้งที่ความสำเร็จของคน ๆ หนึ่งไม่อาจรับรองได้ว่าผู้อื่นจะได้รับผลเช่นเดียวกัน
ผู้ติดตามจำนวนไม่น้อยรู้สึกผูกพันกับบุคคลที่เห็นผ่านหน้าจอ เพราะได้ฟังเรื่องส่วนตัว เห็นกิจวัตรประจำวัน และได้รับคำพูดที่ดูเหมือนส่งถึงตนโดยตรง ความคุ้นเคยเช่นนี้ทำให้เกิดความสัมพันธ์เสมือน ผู้ชมอาจรู้สึกว่ารู้จักและไว้วางใจผู้โพสต์ แม้ไม่เคยพบกัน แต่ยอดติดตาม ยอดกดถูกใจ และคำรับรองจากผู้ใช้รายอื่นกลายเป็นเครื่องหมายของความน่าเชื่อถือ ทั้งที่ตัวเลขเหล่านั้นบอกได้เพียงความนิยม มิใช่ความรู้ ความสามารถ หรือความรับผิดชอบ

เด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่น่ากังวล เพราะอยู่ในช่วงค้นหาตัวตนและต้องการการยอมรับ เมื่อเห็นภาพชีวิตที่ดูสมบูรณ์ซ้ำ ๆ อาจเข้าใจว่าความสำเร็จต้องรวดเร็ว ความร่ำรวยสำคัญกว่ากระบวนการ และคุณค่าของตนวัดได้จากรูปลักษณ์ ทรัพย์สิน หรือจำนวนผู้ติดตาม ยิ่งระบบของแพลตฟอร์มนำเสนอเนื้อหาที่ดึงดูดอารมณ์และตรงกับความสนใจเดิม ภาพประเภทเดียวกันก็ยิ่งปรากฏซ้ำ จนสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นดูเหมือนเป็นชีวิตปกติของคนทั่วไป

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือไลฟ์โค้ช แต่อยู่ที่การใช้ภาพลักษณ์แทนหลักฐาน ใช้ความนิยมแทนความรู้ และใช้ความหวังของผู้ติดตามเป็นสินค้า ก่อนเชื่อคำแนะนำหรือจ่ายเงินซื้อสิ่งใด เราจึงควรถามว่า บุคคลนั้นมีความรู้และประสบการณ์ที่ตรวจสอบได้เพียงใด สิ่งที่นำเสนอมีเงื่อนไขหรือความเสี่ยงใดซ่อนอยู่ และรายได้ของเขาเกิดจากความสำเร็จที่กล่าวอ้าง หรือเกิดจากการขายความสำเร็จนั้นให้แก่ผู้ที่อยากมีชีวิตเช่นเดียวกับเขา

หากอินฟลูเอนเซอร์และไลฟ์โค้ชบางกลุ่มขายภาพของชีวิตที่ดีกว่า นักการเมืองก็สามารถสร้างภาพของประเทศที่ดีกว่าได้เช่นกัน ผ่านคำขวัญ นโยบาย ภาพการลงพื้นที่ และคำสัญญาที่ทำให้ประชาชนมองเห็นอนาคตอันน่าปรารถนา การนำเสนอเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะการเมืองต้องอาศัยการสื่อสารเพื่อให้ประชาชนเข้าใจนโยบายและตัดสินใจเลือกผู้แทนของตน

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อภาพอนาคตที่สวยงามถูกนำมาใช้แทนรายละเอียดของความเป็นจริง นโยบายที่เรียกกันว่าประชานิยมมิได้เป็นสิ่งที่ผิด และบางนโยบายอาจช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ แต่ผู้รับสารต้องพิจารณาด้วยว่า คำสัญญานั้นทำได้เพียงใด ใช้งบประมาณจากที่ใด มีเงื่อนไขและผลระยะยาวอย่างไร รวมทั้งมีสิ่งใดที่ผู้ส่งสารเลือกไม่กล่าวถึง เพราะประโยชน์ที่มองเห็นในวันนี้อาจมีต้นทุนซึ่งยังมองไม่เห็นรออยู่ในวันข้างหน้า
คำถามของลาสเวลล์จึงใช้ได้กับการเมืองเช่นเดียวกับการสื่อสารรูปแบบอื่น เราต้องรู้ว่าใครกำลังพูด เขาพูดอะไร ผ่านช่องทางใด พูดกับประชาชนกลุ่มใด และต้องการให้เกิดผลอย่างไร ที่สำคัญคือต้องไม่ใช้ภาพลักษณ์ ความนิยม หรือถ้อยคำที่ปลุกความหวังเป็นหลักฐานแทนความรู้ ความสามารถ ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบของผู้พูด

ท้ายที่สุด เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธภาพลักษณ์ เพราะภาพลักษณ์ช่วยให้เรารู้จักและจดจำผู้คนได้ แต่ต้องไม่ยอมให้ภาพลักษณ์เข้ามาแทนที่ความจริง ดังข้อความจากบทประพันธ์ของ โกวเล้ง ใน มีดบินไม่พลาดเป้า ที่เตือนว่า สิ่งซึ่งมองไม่เห็นอาจทรงคุณค่ากว่าสิ่งที่มองเห็น คุณค่าเหล่านั้นไม่อาจตัดสินจากภาพเพียงภาพเดียว คำพูดครั้งเดียว หรือนโยบายเพียงชุดเดียว หากต้องอาศัยเวลา ความรู้ และประสบการณ์ เพื่อมองให้พ้นผ่านภาพที่ถูกสร้างขึ้น และเข้าถึงความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนั้น