จากกรณีปรากฏข่าวเรื่อง “มหาอุทกภัยใน 120 ชั่วโมง” ประกอบกับปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเฉพาะที่ราบลุ่มภาคกลาง จนกรมชลประทานต้องเพิ่มปริมาณการระบายน้ำ จนสร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนเป็นอย่างมากนั้น
ล่าสุด นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายวิชาการ ชี้แจงว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 23 กันยายนถึง 27 กันยายนนี้ประเทศไทยมีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่และฝนตกหนักมากบางแห่งจริง จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ร่องมรสุม และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น
แต่ข้อมูลที่ระบุว่าจะเกิดมหาอุทกภัย หรือมีฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืนนั้น ไม่สอดคล้องกับข้อมูลพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังคือฝนตกหนักและฝนสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่เสี่ยง
กล่าวสำหรับบริเวณที่ต้องระวัง ได้แก่ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ (ตอนบน) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (กลาง,ล่าง) ภาคเหนือ (ตอนล่าง)
ขณะที่ในวันนี้(22 กันยายน) คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 2/2569 ผ่านระบบ Video Conference โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ณ ศูนย์ปฏิบัติการพยากรณ์อากาศ ชั้น 11 อาคาร 50 ปีอุตุนิยมวิทยา เพื่อร่วมติดตามและหารือแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงการบูรณาการข้อมูลและการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชน
นายเอกนิติเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีหลายจังหวัดที่ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 18 - 20 กันยายน 2569 ได้เกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ลาดเชิงเขา และพื้นที่ลุ่มทั่วประเทศ โดยภาคกลางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งได้มีการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำฝน - น้ำท่า ล่าสุดได้มีการปรับการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตรา 1,000 - 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงจากปัจจุบันประมาณ 0.5 - 1.5 เมตร ส่งผลกระทบต่อบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ใน 6 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และอำเภอบางไทร การประชุมในวันนี้ จึงเป็นการร่วมติดตามสถานการณ์พร้อมร่วมเสนอแนวทางการบูรณาการการทำงาน เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยของภาคกลาง โดยเฉพาะการวางแผนแก้ไขปัญหา ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาวให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้อยที่สุด
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลางให้เกิดเอกภาพ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับดำเนินการเชิงรุก โดยให้กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเกณฑ์ควบคุมปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ให้ยืดหยุ่นตามเส้นทางพายุและข้อมูลคาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้า 7–15 วัน พร้อมเร่งพร่องน้ำในลำน้ำสายหลักและคลองสาขาในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างก่อนช่วงฝนตกหนัก เพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำและลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง นอกจากนี้ ให้กระจายการระบายน้ำผ่านระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างสมดุล เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พร้อมตรวจสอบความแข็งแรงของคันกั้นน้ำ กระสอบทราย และประตูระบายน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดแนว รวมถึงเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยหากเกิดสถานการณ์วิกฤตให้เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก โดยยึดหลักประชาชนเป็นที่ตั้ง ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล
“หน่วยพยากรณ์ต้องอัปเดตสถานการณ์ให้เร็ว ติดตามสถานการณ์ปริมาณน้ำ ปริมาณฝน และการผันน้ำในพื้นที่ โดยบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางเพื่อให้มีข้อมูลชุดเดียวกันวางแผนบริหารจัดการน้ำ สร้างความตระหนักในการแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนรับทราบข้อมูลการแจ้งเตือนภัยและสถานการณ์น้ำในพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ได้มอบหมายสำนักงานชลประทานที่ 10 และ 12 เตรียมการผันน้ำในพื้นที่ พร้อมสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง จัดทำ Check List เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ อาทิ การจัดเตรียมอุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย สิ่งของช่วยเหลือ รวมไปถึงการจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่ ที่สำคัญจะต้องสื่อสารไปยังประชาชนในพื้นที่ทราบอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ซึ่งเป็นการดำเนินการเชิงรุกก่อนเกิดภัย” นายเอกนิติ กล่าว
ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการฯ กล่าวเพิ่มถึงการประชุมครั้งนี้ว่า ขอให้หน่วยปฏิบัติวางแผนบริหารจัดการน้ำตามสภาพอากาศและปริมาณฝนที่คาดว่าจะตกลงในพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ใต้สถานี C.2 ที่จังหวัดนครสวรรค์ลงมา เนื่องจากพื้นที่ต้องรับมวลน้ำจากภาคเหนือมารวมกับมวลน้ำที่มาจากแม่น้ำสะแกกรัง ที่จะไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรับมือก่อนที่เกิดสถานการณ์ให้ประชาชเดือดร้อนน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการหน่วงน้ำและผันน้ำออกทางด้านฝั่งซ้ายและขวา เพื่อเข้าทุ่งรับน้ำ โดยพื้นที่นั้นจะต้องไม่มีบ้านเรือนประชาชน เพื่อลดผลกระทบของประชาชนที่จะได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี รวมไปถึงการวางแผนเรื่องพื้นที่เพาะปลูก และการเกษตร เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นายภราดรกล่าว
ขณะที่ในวันเดียวกัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ได้ส่งส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนเขื่อนเจ้าพระยา จะระบายน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 22 ก.ย.69 เวลา 15.00 น. พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาใน อ.อินทร์บุรี อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี และ อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.บางบาล อ.พระนครศรีอยุธยา อ.บางปะอิน อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะผู้อาศัยอยู่พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ให้ยกของขึ้นที่สูง
.


