เจาะลึกอาณาจักรสื่อกองทัพยุคดิจิทัลดิสรัปชัน ททบ.5 เรตติ้งร่วง-ขาดทุนเรื้อรัง พึ่งรายได้ MUX ยื้อชีวิต พร้อมเปิดปมคืนวิทยุ 29 คลื่น ปริศนาโยกเงินบัญชี 4.3 พันล้าน และมหากาพย์หนี้สูญ RTA 1.4 พันล้านบาท ปรากฏการณ์คลื่นพายุ "ดิจิทัลดิสรัปชัน" ไม่ได้เขย่าแค่บัลลังก์ของสื่อรัฐพาณิชย์อย่าง อสมท เท่านั้น ทว่า "อาณาจักรสื่อในมือกองทัพ" ทั้งโทรทัศน์และวิทยุก็กำลังเผชิญกับภาวะ "เลือดไหลไม่หยุด" จนต้องเร่งตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตเช่นเดียวกัน
สถานการณ์ล่าสุด สถานีวิทยุกระจายเสียงในการกำกับดูแลของกองการกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กรมการทหารสื่อสาร กองทัพบก จำนวน 4 คลื่น 4 สถานี ประกาศระงับการออกอากาศถาวร ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา ได้แก่ สถานีวิทยุกระจายเสียง จส.2 AM 1503 KHz จ.สุราษฎร์ธานี สถานีวิทยุกระจายเสียง จส.3 AM 1251 KHz จ.ร้อยเอ็ด สถานีวิทยุกระจายเสียง จส.4 AM 1404 KHz จ.ยโสธร และสถานีวิทยุกระจายเสียง ททบ. FM 103.5 MHz กรุงเทพฯ
ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 น.ส.อรดา เทพยายน รักษาการรองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 15-16 มิ.ย. 2569 เห็นชอบให้กองทัพบก ยกเลิกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่วิทยุของกองทัพบก ระบบเอฟเอ็ม จำนวน 1 คลื่นความถี่ และระบบเอเอ็ม จำนวน 28 คลื่นความถี่ รวม 29 คลื่นความถี่ ก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ ในวันที่ 3 เม.ย. 2570
การที่กองทัพบกได้ขอส่งคืนและระงับการออกอากาศคลื่นวิทยุดังกล่าว มีสาเหตุสำคัญเนื่องจากคลื่น AM มีต้นทุนการบำรุงรักษาและค่าไฟฟ้าสูงมาก ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปฟังผ่านสมาร์ทโฟนแบบออนดีมานด์ ทำให้ "ต้นทุนต่อผู้ฟังหนึ่งคน" (Cost per Listener) พุ่งสูงจนไม่คุ้มค่าที่จะดำเนินกิจการต่อ บ่งบอกว่าสิ่งที่เคยเป็นสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ยุคสงครามเย็น ทั้งทางความมั่นคงและธุรกิจ กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่เสื่อมค่าอย่างรวดเร็ว
การส่งคืนคลื่นจึงเป็นภาพสะท้อนของการยอมรับความจริงในโครงสร้างเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
ททบ.5 แบกต้นทุนจนหลังแอ่น
ในส่วนสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) กำลังเผชิญวิกฤตการดำเนินงานของกิจการทีวีดิจิทัลเพื่อความมั่นคงที่กำลังดิ่งเหวอย่างหนัก ภาพอดีตที่เคยยิ่งใหญ่มาวันนี้ ททบ.5 เผชิญมรสุมเรตติ้งร่วงหล่นไปอยู่ในอันดับ 19 จากทั้งหมด 20 ช่องทีวีดิจิทัล ส่งผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการหารายได้
จากที่เคยมีรายได้จากฝั่งทีวีดิจิทัลได้สูงถึง 820 ล้านบาทในปี 2559 ทว่า เมื่อเผชิญกับคลื่นดิจิทัลไล่ล่าและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รายได้ส่วนนี้กลับดิ่งเหวลงมาเหลือเพียง 49.6 ล้านบาทเท่านั้นในงวด 9 เดือนของปี 2568 สะท้อนสถานะการเป็นสื่อหลักที่สร้างรายได้จากการขายโฆษณาและการผลิตรายการของ ททบ.5 แทบพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ปัจจุบันองค์กรประคองตัวอยู่ได้ด้วยการเป็นผู้ถือครองใบอนุญาตโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (MUX) 2 โครงข่าย ซึ่งทำหน้าที่เป็น "เสือนอนกิน" กวาดรายได้เข้ากระเป๋าอยู่ราว 882 ล้านบาทต่อปี แต่ก็ยังมีแนวโน้มหดตัวลงเรื่อยๆ ตามจำนวนช่องทีวีดิจิทัลที่ทยอยคืนใบอนุญาตและสภาพอุตสาหกรรมโทรทัศน์ที่กำลังหดตัวอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี รายได้จาก MUX แทบไม่เพียงพอที่จะแบกรับโครงสร้างองค์กรขนาดใหญ่และต้นทุนคงที่ที่สูงลิ่ว ผลลัพธ์ที่ได้คือ ภาพรวมผลประกอบการของ ททบ.5 ขาดทุนต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา แรงกระแทกนี้กัดกินความมั่งคั่งของสถานี จากที่เคยมีทุนและกำไรสะสมรวมกันสูงถึง 7,229 ล้านบาทในปี 2559 ทรุดฮวบลงเหลือเพียง 5,611 ล้านบาทในปี 2568
ตัวเลขความมั่งคั่งที่หายไปกว่า 1,600 ล้านบาทนี้ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าอาณาจักรสื่อในมือกองทัพกำลังเข้าสู่วิกฤตทุนร่อยหรอ และรอกาลเวลาล่มสลายหากยังไม่เกิดการปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจัง
มายากลทางบัญชี หนี้สูญ "RTA" 1.4 พันล้าน
เมื่อเผชิญปัญหาการขาดทุนเรื้อรัง ททบ.5 ใช้วิธี "แก้ไขข้อผิดพลาดทางบัญชีย้อนหลัง" ในปี 2566 โดยโยกเงินกว่า 4,353.6 ล้านบาทจากหมวด "ทุน" กลับมาเป็น "กำไรสะสม" ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการปลดล็อกทางบัญชีเพื่อให้นำเงินไปจัดสรรเข้า "กองทุนสวัสดิการ ททบ.5" ได้เรื่อยมา ท่ามกลางผลประกอบการที่ขาดทุน
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีปัญหาใหญ่ที่คาราคาซังคือหนี้สินกว่า 1,446 ล้านบาท ที่กองทัพบกโดย ททบ.5 ให้บริษัท RTA Entertainment (ปัจจุบันคือ RTA Enterprise) กู้ยืมแบบไร้ดอกเบี้ยตั้งแต่ปี 2541 เพื่อไปพยุงหุ้นธนาคารทหารไทย ปัจจุบันทางบริษัท RTA ให้เหตุผลว่า บริษัทเป็นเพียง "ตัวแทน" ไม่ใช่ลูกหนี้ ทำให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพ และ คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร มองว่าก้อนหนี้นี้ตกอยู่ในสภาวะ "หนี้สงสัยจะสูญ" อย่างแท้จริง
ข้อชี้แนะทางรอดจากสภาฯ
ทางฝ่ายนิติบัญญัติ โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจของกองทัพ และ คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้เข้ามาตรวจสอบธุรกิจสื่อในมือกองทัพ โดยได้ตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพื่อเป็นทางออกจากวิกฤตที่กำลังเผชิญ
ข้อสังเกตที่เป็นประเด็นสำคัญ คือ สถานะของ ททบ.5 คลุมเครือว่าเข้าข่ายเป็นส่วนราชการที่ทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ขัดต่อกฎกระทรวงกลาโหมหรือไม่ อีกทั้งรายได้ทั้งหมดถูกจัดเป็น "เงินนอกงบประมาณประเภท 2" ที่กองทัพจัดการและตรวจสอบกันเอง ทำให้มีคำถามเรื่องความโปร่งใสในระบบงบประมาณแผ่นดิน
ขณะเดียวกัน ททบ. ย้ำจุดยืนความเป็นทีวีสาธารณะเพื่อความมั่นคง แต่ในความเป็นจริง กลับมีเนื้อหาด้านความมั่นคงจริงๆ เพียง 8–12.5% เท่านั้น
กรรมาธิการฯ มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ขอให้กองทัพเร่งบังคับคดีทวงหนี้จาก RTA และกระทรวงกลาโหมควรทบทวนกิจการวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงของเหล่าทัพและหน่วยราชการในสังกัดทั้งหมดว่ามีความสอดคล้องกับภารกิจหลักในการป้องกันประเทศและรักษาความมั่นคงหรือไม่ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยควร “ปรับลดภาระโดยทบทวนการต่อใบอนุญาตหรือส่งคืนใบอนุญาต” ให้ กสทช. สำหรับสถานีที่ไม่สามารถบริหารจัดการรายรับให้สอดคล้องกับรายจ่าย ให้คงไว้เฉพาะที่มีรายรับสอดรับกับรายจ่าย เพื่อให้ กสทช.นำคลื่นความถี่ที่มีอยู่จำกัดไปจัดสรรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สาธารณะ พร้อมทั้งรื้อโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อความอยู่รอดในยุคดิจิทัลดีสทรัปชั่น
ย้อนรอยสื่อในมือกองทัพ
กองทัพมีสื่อในมือ ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกเป็น 3 ยุคสำคัญ ดังนี้
1. ยุคสงครามเย็น: จุดเริ่มต้นและการเป็น "โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์"
•รากฐานจากความมั่นคง: กิจการวิทยุและโทรทัศน์ของกองทัพมีจุดเริ่มต้นและรากฐานสำคัญอยู่ในบริบท "สงครามเย็น" (ตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา) โดยถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ สำหรับใช้เผยแพร่ข่าวสารของรัฐ และต่อสู้ทางความคิดกับการแพร่ระบาดของลัทธิคอมมิวนิสต์
•การผูกขาดและการเข้าถึงมวลชน: ในยุคนั้น คลื่นความถี่คือทรัพยากรหายากและมีค่ามหาศาล กองทัพจึงใช้สถานะความเป็นความมั่นคงเข้ามาครอบครองเครือข่ายวิทยุและโทรทัศน์ เช่น ช่อง 5 หรือสถานีวิทยุกองทัพบกนับร้อยสถานีทั่วประเทศ เพื่อผูกขาดการเข้าถึงผู้ฟังระดับมวลชน ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
2. ยุคเปลี่ยนผ่านสู่การพาณิชย์: คลื่นทหารสู่ "สัมปทานธุรกิจ" และการกินบุญเก่า
•จากกระสุนสู่กำไร: เมื่อสงครามเย็นผ่านพ้นไป บทบาทของคลื่นความถี่จึงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบธุรกิจและการตลาด กองทัพเริ่มนำคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ที่ครอบครองมาเปิดให้บริษัทเอกชนเช่าช่วงเวลา หรือร่วมผลิตรายการ เกิดเป็นยุคทองของวิทยุเพลง คอนเสิร์ต โฆษณา และสถานีโทรทัศน์ที่มีรายได้มหาศาลจากค่าเช่าและโฆษณาพาณิชย์
•ช่องทางรายได้นอกงบประมาณ: รายได้และผลกำไรก้อนโตจากกิจการเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำส่งเข้าคลังเป็นงบประมาณแผ่นดิน แต่ถูกจัดให้เป็น "เงินนอกงบประมาณประเภท 2" ซึ่งกองทัพบริหารจัดการและตรวจสอบกันเองภายใน นำไปสู่การจัดตั้งบริษัทในเครือ เช่น RTA Enterprise หรือการทำธุรกรรมร่วมกับเอกชน เพื่อหล่อเลี้ยงสวัสดิการภายในกองทัพ
3. ยุควิกฤตปัจจุบัน: Digital Disruption ที่รอวันระเบิด
•เรตติ้งดิ่งและรายได้หดหาย: พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ทำให้ผู้รับสารหันไปเสพสื่อออนไลน์และแพลตฟอร์มออนดีมานด์ผ่านสมาร์ทโฟน ส่งผลให้เรตติ้งของ ททบ.5 ร่วงลงไปอยู่อันดับเกือบรองบ๊วยของประเทศ และรายได้จากทีวีดิจิทัลดิ่งเหวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เนื้อหาด้านความมั่นคงจริงๆ กลับเหลือเพียงหยิบมือเดียว ประมาณ 8–12.5%
•แบกต้นทุนไม่ไหว กลายเป็นสินทรัพย์เสื่อมค่า: การมีสถานีส่งกำลังสูงและโครงข่ายขนาดใหญ่ กลายเป็น "ต้นทุนคงที่" ที่สูงลิ่ว ทั้งค่าไฟฟ้าและค่าบำรุงรักษา ในวันที่ผู้ฟังหดหาย ทำให้ ททบ.5 ขาดทุนสะสมต่อเนื่องยาวนาน กัดกินทุนสำรองนับพันล้าน รวมถึงวิทยุ AM/FM จำนวนมากที่ต้องทยอยขอยกเลิกและคืนใบอนุญาตก่อนกำหนด เพราะแบกรับต้นทุน Cost per Listener (ต้นทุนต่อผู้ฟังหนึ่งคน) ไม่ไหว
การเดินทางของสื่อในมือกองทัพ จาก "อาวุธทางยุทธศาสตร์" สู่ "ขุมทรัพย์เชิงพาณิชย์" กำลังเดินทางมาถึงทางตันในยุคที่เทคโนโลยีและการเสพสื่อของสังคมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กองทัพต้องตัดสินใจคืนทรัพยากรสู่สาธารณะ เพื่อหยุดภาระและต้นทุนค่าเสียโอกาสของประเทศอย่างแท้จริง.


